تسجيل الدخولพริ้มเพราได้แต่ยิ้มอย่างขออภัย เธอเช่าอะพาร์ตเมนต์อยู่แถวที่ทำงานเก่ากับเพื่อนๆ แต่พอได้งานทำที่บริษัทของมาร์คินก็ยังไม่ได้หาที่อยู่ใหม่ เงินเดือนเธอเยอะขึ้น แล้วรายจ่ายก็ไม่ได้เหนือบ่ากว่าแรง เลยคิดว่าจะไม่ย้าย ห่วงเพื่อนด้วยล่ะ ไม่มีเพื่อนเธอคงอยู่ไม่ได้หรอก
หญิงสาวก้าวขึ้นรถเมื่อมณีนุชเข้าประจำตำแหน่งคนขับ รถคนรวยหอมกรุ่น เบาะหนังมันวับ เธอเกร็งจนนั่งหลังตรงไม่ติดเบาะ
“ไม่ต้องเกร็ง คิดซะว่าฉันไม่ใช่อาของมาร์คิน แต่เป็นรุ่นพี่ที่ที่ทำงาน”
ถึงจะคิดอย่างนั้นแต่พริ้มเพราก็อดประหม่าไม่ได้ ยังจำสายตาของมณีนุชได้ดีตอนเห็นเธอเดินลงจากชั้นสองในชุดเสื้อเชิ้ตของมาร์คิน
“ทำไมถึงได้มองฉันแปลกๆ ละคะ”
มณีนุชหันมายิ้มน้อยๆ เป็นยิ้มที่พริ้มเพรายังอึ้ง หล่อนเป็นคนสวยนะถึงแม้จะเจ้าเนื้อและอายุมากแล้ว อานุชไม่ค่อยยิ้มเลย ถ้ายิ้มบ่อยๆ ก็คงดี
“เธอสวมชุดของปาลิดา”
“คะ? อ้อ...ใช่คนที่อยู่ในรูปของบอส...”
“ใช่ รูปตรงหัวเตียงมีสองรูป คนที่ผมทองคือพี่สะใภ้ของฉัน ส่วนอีกคนคือปาลิดา ภรรยาของมาร์”
“คะ!?” พริ้มเพราตาแทบถลน อะไรยังไง นี่เธอดันยุ่งกับคนที่แต่งงานแล้วเหรอ “แล้วเธอ...อยู่ไหนคะ ได้อยู่ด้วยกันหรือเปล่า” เธอถามต่อ มณีนุชส่ายหน้า “เลิกกันหรือคะ”
อีกฝ่ายส่ายหน้าอีกครั้ง พริ้มเพรางงหนัก “แล้วเธอไปไหนคะ”
“เธอเสียแล้ว”
“หา!?” พริ้มเพราขนลุกซู่ ก้มมองชุดที่สวมแล้วชาไปทั้งร่าง มือเธอเริ่มสั่น ฝ่ามือเย็นเฉียบ
“เธอเสียพร้อมกับพี่สะใภ้ฉัน”
คนฟังอยากบอกเหลือเกินว่าพอแล้ว ให้ตายเถอะ! นี่เธอมาอยู่ตรงนี้ได้ยังไง อานุชจะฆ่าเธออีกคนหรือ ทำไมต้องเล่าเรื่องนี้ด้วย “แม่ของบอส...ก็เสียแล้วหรือคะ”
“อืม...เปิดลิ้นชักสิ”
พริ้มเพราเปิดลิ้นชักด้วยมือสั่นๆ ในนั้นมีกรอบรูปเล็กๆ อยู่ด้วย มีอานุชแล้วก็ผู้หญิงอีกสองคนในชุดราตรีสีฟ้าเหมือนจะไปงานอะไรสักอย่าง
“นั่นสีโปรดของมาร์ สีฟ้าคราม พวกเราสั่งตัดชุดนี้จากผ้าไหมของเราเอง เพื่อใส่ในวันฉลองวันเกิดของมาร์ เราจัดกันที่บ้านพักตากอากาศทางใต้ แต่แล้วก็มีเหตุเกิดขึ้น พวกเธอถูกฆาตกรรม สิ้นใจอยู่ที่ก้นเหว มีริ้วผ้าไหมปิดตาปิดปาก มัดมือมัดเท้า ตายคาที่!”
“อุ้บ!” พริ้มเพรายกมือปิดปาก พอแล้ว พอได้ไหม ทำไมต้องเล่าด้วย!
“เธอคงโกรธที่ฉันเล่า” ปากบอกอย่างนั้นแต่มีรอยยิ้มเยือกเย็น หมุนพวงมาลัยอย่างมั่นคงให้รถวิ่งไปตามถนนที่ทอดยาว ทว่าสองมือที่จับพวงมาลัยนั้น กลับจับแน่นกว่าทุกคราว ราวกับว่าได้ฝากความเจ็บปวดทั้งหลายไว้กับพวงมาลัยที่กำลังหมุนวน
“เอ่อ...แฮ่กๆ” พริ้มเพราพยายามไม่อาเจียนออกมา เธอรีบเสือกไสกรอบรูปอันนั้นเข้าไว้ในลิ้นชัก “ทำไมต้องเล่าอะไรแบบนี้ให้ฉันฟังด้วยคะ”
“เพราะเธอไม่เหมือนใคร”
“หมายถึง?” ถามกลับหน้าตื่น เหงื่อเม็ดเล็กๆ ผุดพรายที่ข้างขมับ
“นับตั้งแต่ปาลิดาจากไป มาร์ไม่เคยมีแฟน ไม่เคยพาผู้หญิงมาที่บ้าน เขาอาจเจ้าชู้ แต่เขาจะจบเรื่องทุกอย่างไว้นอกรั้วบ้านเสมอ ที่สำคัญก็คือ เขาไม่เคยให้ใครแตะต้องของของปาลิดา ไม่ว่าจะเป็นของใช้หรือเสื้อผ้า เขาเก็บมันไว้อย่างดี เฝ้ามองมันราวกับว่าสักวันหนึ่งปาลิดาจะกลับมา ฉันยังอดประหลาดใจไม่ได้ที่เขาบอกว่าเสื้อผ้าเหล่านั้นเก็บไว้ก็เปล่าประโยชน์ บางทีมาร์อาจปลงได้บ้างแล้ว เรื่องมันผ่านมาสองปีแล้วนี่นา และฉันเชื่อนิดๆ ว่าเธอเองก็มีส่วน”
“ฉันหรือคะ”
“ใช่...เอ่อ...ตรงไปทางนี้ใช่ไหม”
“ค่ะๆ ตรงไปก่อนค่ะ” เธอบอกทางให้สารถีจำเป็น “ฉันไม่ได้สำคัญอะไรหรอกค่ะ ตอนนี้พวกเราตกลงกันแล้วว่าจะไม่ยุ่งเกี่ยวกันอีก ทุกอย่างมันเป็นแค่อุบัติเหตุ”
มณีนุชหันมายิ้มให้อย่างรู้ทันบางอย่าง “มาร์พูดอย่างนั้นเหรอ”
“ค่ะ เราจะเป็นแค่เจ้านายกับลูกน้อง”
มณีนุชยิ้มอีก “มาร์ไม่ปล่อยเธอหรอก ถึงจะพูดว่าไม่ต้องยุ่งกัน แต่มาร์คินไม่ใช่ เขาคงมีความรู้สึกบางอย่างกับเธอเข้าแล้ว สักวันมันคงชัดเจนพอให้เขาเข้าใจ และมัน...จะอันตรายมากๆ”
“อันตรายสำหรับเขาหรือคะ”
“ไม่ สำหรับเธอต่างหาก”
“คะ?”
“ถ้าอยากใช้ชีวิตอย่างปกติ ก็อย่าพูดเรื่องนี้ เรื่องที่เคยอยู่บนเตียงของมาร์ ความอ่อนโยน ความห่วงใย ความเอื้ออาทรใดๆ ที่เขามีให้เธอ จงเก็บเป็นความลับ ให้รู้เฉพาะเราสามคน เข้าใจไหม”
พริ้มเพราเคืองนิดๆ ที่ถูกสั่งอย่างนั้น ถ้ามาร์คินจะตกหลุมรักเลขาอย่างเธอแล้วมันน่ารังเกียจนักหรือ
“อย่าคิดเป็นอื่น เพื่อความปลอดภัยของเธอเอง”
“ทำไมคะ ทำไมฟังดูน่ากลัวจัง”
“เพราะเรายังหาตัวฆาตกรไม่ได้ คนที่ทำร้ายแม่กับเมียของมาร์น่ะ ผ่านมาสองปีแล้วเรายังไม่รู้ตัวฆาตกรเลย”
พริ้มเพราชาร่างครั้งที่สอง คุณพระคุณเจ้าช่วยด้วยเถอะ เธอเผลอเข้าไปยุ่งกับมาร์คินได้อย่างไร นึกว่าเป็นคนเจ้าชู้ธรรมดา ไม่ได้คิดว่าจะมีความรักความหลังลึกลับซับซ้อนน่าหวั่นเกรงเช่นนี้ อีกิ๊บอีกุ้ง ช่วยเพื่อนด้วย! เพื่อนกลัว...
..........
พัชญะมุ่นคิ้ว “อ่า...บอสให้คุณพริ้มกลับมาทำงานเลขาอีกแล้วหรือครับ ดีจัง ผมจะได้เจอเพื่อนเก่าบ้าง” ไม่เอ่ยเปล่าๆ แต่เอื้อมมือไปแตะศอกพริ้มเพราราวกับคนคุ้นเคยมาร์คินเลิกคิ้วสูง มองมือของพัชญะอย่างเคืองใจ“ใครบอกว่าเธอจะมาทำงาน” พูดจบก็ดึงร่างเมียรักเข้ามาใกล้ “พริ้มเพราเป็นเมียผม และเป็นแม่ของลูกผมด้วย”“หา!?” พัชญะช็อกไปเกือบครึ่งนาที“ที่สำคัญคือเธอกำลังท้องอยู่ แฝดสามน่ะ ถ้าไม่จำเป็นก็อย่าแตะต้องเธอล่ะ เพราะผม...หวงมาก”“อ่า...ครับๆ”“ถ้าจะให้ดี ช่วยปฏิบัติต่อเธออย่างมีมารยาท เจอเธอคราวหน้า ก้มหัวให้เธอซะ เพราะเธอเป็นเจ้านาย เข้าใจนะ”“ครับ...บอส!”พริ้มเพรานึกสมเพชอดีตแฟน เธอไม่เคยเห็นเขาหงอได้มากเท่านี้ตั้งแต่เกิดมา“ไปกันเถอะ”“ขอเวลาแป๊บนะคะ” เธอร้องขอ มาร์คินเลยเข้าลิฟต์ไปก่อน เธออยากพูดอะไรกับพัชญะสักนิด เขาจะได้เข้าใจสักที “ขอบคุณนะพอร์ช”“หือ? อ้อ...ครับ...คุณพริ้ม”“ขอบคุณนะที่ทิ้งกันไป ไม่อย่างนั้นพริ้มคงไม่ได้เจอมาร์คิน เรามาจบเรื่องในอดีตกันตรงนี้เถอะนะ ขอบคุณอีกครั้ง...สำหรับทุกอย่าง”“อ่า...ครับ...ยินดีด้วยครับ คุณพริ้ม...”พริ้มเพรายิ้มให้อดีตแฟน สิ่งเดียวที่นับว่าเป็
“ไปๆ หิวแล้ว ไปหาอะไรกินกัน ได้ยินว่ามื้อเช้ามีข้าวห่อใบบัว โอ๊ย...อยาก”“เออๆๆ ไปๆๆ” กุ้งนางเร่งเร้า จะซอยเท้าตามเพื่อนไปแต่ชายเสื้อถูกดึงยิกๆ “เร็วเข้านังกุ้ง พาผู้ชายแกมาด้วยสิยะ” กมลศักดิ์เร่งเร้ากุ้งนางนึกเคือง ผู้ชายของเธอเหรอ หึ! นังกิ๊บ! ฉันอยากจะฆ่าแกเพราะเรื่องนี่ล่ะ“น้องคะ ไปเร็วค่ะ ไปหาข้าวกินกัน”นะโมทำหน้ายู่ ดึงชายเสื้อพี่กุ้งเอาไว้“พี่กุ้ง...นะโมเหนื่อย เนี่ย...ปวดขา” เด็กน้อยบอก ก้มลงทุบขาสองสามทีกุ้งนางทำหน้าแหย คุกเข่าลงตรงหน้าหนูน้อย “คงจะไม่ได้ให้พี่...”“ฮึบ!”สิ้นเสียงฮึบ ความหนักก็ถาโถมเข้ามาที่แผ่นหลัง ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าอะไรอยู่บนนั้น ร่างกลมป้อมของเด็กชายนะโมนั่นเองกุ้งนางเม้มปากแน่นๆ แบกเจ้าหนูขึ้นหลัง แล้วเดินไปตามสะพานไม้ ทั้งหนักทั้งเหนื่อย แต่เธอก็ต้องทน ฉันจะฆ่าแก นังกิ๊บ! นังเพื่อนทรยศ!...........บริษัทมนวรรธน์กลิ่นกาแฟหอมฉุยลอยข้ามฝั่งมา พริ้มเพรายุติสองขาที่กำลังก้าวจะเข้าบริษัท เธอมองข้ามไป นึกถึงวันที่ต้องเร่งฝีเท้าไปซื้อกาแฟให้เจ้านายแล้วยิ้มหัวออกมา ราวกับว่าเรื่องเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวานนี้“เป็นอะไรฮึ” สามีคนดีถามไถ่ มือข้างหนึ่งยังประคอ
เฌอริณมองสามีแล้วนึกขำ พอมองย้อนกลับไปในตอนนั้นเธอก็ช่างโง่งมที่คิดว่าตัวเองรักมาร์คิน บางทีนั่นอาจมิใช่ความรัก อาจเป็นเพียงความลุ่มหลง การห่วงหวงเช่นเด็กน้อยที่หวงของเล่น ทว่าเมื่อมาร์คินมีคนอื่น เธอกลับมิได้เจ็บมากมาย หัวใจกลับยอมรับในสิ่งที่เขาเลือก แต่พอคนอีกคนที่อยู่ข้างกายมาตลอด มาหายไป นั่นต่างหาก หัวใจถึงได้รู้ว่ารักเขามากกว่าที่ตัวเองจะคาดเดาเสียอีก“งอนเลย เดี๋ยวง้อเอง”“อา...รู้ทันอีกละ”“มีสามีเด็กกว่าก็ต้องฟิตทั้งร่างกายและสมอง ไม่งั้นตามนายไม่ทันหรอกน่า”“ตามอะไรกัน ผมนี่เป็นคนดีแล้วนะ เหล้ายาไม่แตะ งานเสี่ยงอันตรายก็เลิกสนิท แถมยังรักเมียกับลูกม๊ากมาก สามีอย่างนี้หาได้ที่ไหนอีก”“ไม่รู้สิ วันดีคืนดีฉันอาจจะเดินชนกับกิ๊กเก่าของนายก็ได้ ใครจะรู้”“โห...ร้ายกาจ เอาเรื่องเก่ามาพูดทำไมเนี่ย ตัวเองนั่นแหละบอกให้ผมทำอะไรก็ได้ตามแต่ใจ”“นั่นเป็นสิ่งเดียวที่ฉันทำพลาดล่ะ ตอนนี้ฉันสำนึกแล้ว และนาย...อย่าได้คิดทำตัวอย่างนั้นอีก ไม่อย่างนั้นละก็...” เธอหรี่ตามองสามีวัยละอ่อน ก่อนจะเบนสายตาไปยังเจ้าตัวจ้ำม่ำให้อ้อมแขนเขาคชากอดรัดลูกแน่นขึ้นอีก “อย่าแม้แต่จะคิดนะ ถ้าพี่เอาลูกไปละก็..
“ไม่เอาไม่พูดแล้ว พูดทีไรพาเข้าเรื่องนี้ทุกที”“ก็พี่ชอบนี่นา หรือพริ้มไม่ชอบ” เขาถาม หล่อนถลึงตาใส่ เห็นหล่อนทำตาโตอย่างนั้นแล้วนึกเอ็นดู “เมียพี่นี่น่ารักจริง”“ไม่ต้องมาชม คนหื่น” ปากว่าแต่มีรอยยิ้มงามวูบหนึ่งที่รอยยิ้มของพริ้มเพราชวนให้มาร์คินหวนคิดถึงอดีตภรรยา รอยยิ้มของปาลิดาก็เคยสดใสอย่างนี้“เป็นอะไรคะ”“ปะ...เปล่าๆ ไม่ได้เป็นอะไร” ตอบอย่างนั้นแต่เปลี่ยนจากโอบกอดร่างงามมาจับมือหล่อนแล้วออกเดินไปด้วยกันพริ้มเพราลอบมองเขา มีไม่กี่เรื่องที่พอเขานึกถึงแล้วจะเงียบขรึมลงไปได้“คิดถึงคุณปาลิดาหรือคะ”เขาพยักหน้าอย่างไม่คิดปิดบัง พริ้มเพราจะดึงมือออกจากมือเขา ทว่ามันกลับถูกกุมไว้แน่นกว่าเดิม“แค่นึกถึง แค่นึกเท่านั้น” เอ่ยกันไว้ด้วยไม่อยากให้แม่คนงามงอนอีก พอรู้ว่าเขารัก หล่อนก็ขี้งอนนักเชียว แต่เขาก็ชอบล่ะ พอหล่อนงอนเขาก็ง้อ ง้อไม่ฟังก็ไปจบลงที่เตียงทุกที“ไม่ได้ว่าอะไรนี่คะ”“ไม่ได้ว่า แต่ไม่ชอบใจ พี่รู้”“ป่านนี้เธอคงมีความสุขอยู่บนนั้น และอาจมองเราอยู่ พี่อยากบอกให้เธอรู้ว่าพี่ขอโทษสำหรับทุกอย่าง ไม่รู้ว่าเธอจะได้ยินไหม”พริ้มเพราไหวไหล่ จะรู้หรือไม่รู้ก็ช่างสิ“อยากบอกอะไรปาลิด
“ถ้าจะมาถามแค่นี้ก็กลับไปเถอะ ฉันไม่ว่างรับแขก” บอกเขาแล้วแอบปาดน้ำตา ในลำคอขมปร่าริม ฝีปากเริ่มสั่นระริก“พี่...ไม่คิดจะบอกผมเหรอ เรื่องลูก” ถามแล้วขยับเข้าไปหา มิได้นั่งลงข้างๆ แต่เลื่อนลงข้างล่าง ไปนั่งคุกเข่าแทบเท้าหล่อน จับมือบางมากุมไว้ มือเล็กเรียวยิ่งผอมบางกว่าเดิม“คิดสิ อยากบอกจะตาย...แต่นาย...ไม่อยู่ฟังนี่นา ครั้งสุดท้ายที่ไปหา นายเดินหนีก่อนที่ฉันจะได้พูดอะไรด้วยซ้ำ” กระบอกตาของคชาเริ่มร้อนผ่าว จำได้ดีถึงวันที่เฌอริณไปหาเขาที่ร้านอาหาร ถ้าหล่อนไปหาเขาตอนนั้น แสดงว่าตอนที่ไป ท้องของหล่อนคงเนินนูนบ้างแล้ว และเขาโง่เอง ที่มัวแต่อคติ จนไม่ได้รู้เรื่องอะไรเลย“ผมขอโทษ ผมไม่รู้เลยว่าพี่...” น้ำตาหยดหนึ่งร่วงรินลงบนตัก เอื้อมมือไปหาเจ้าหนูอีกครั้ง แตะต้องสัมผัสฝ่าเท้าเด็กน้อยอย่างทะนุถนอม “ให้ตายเถอะ พี่รู้หรือเปล่าว่าผมช็อกแค่ไหนตอนที่รู้ว่าเรามีลูกด้วยกัน ผม...” คำพูดทั้งหลายมันอัดแน่นอยู่ในอก พูดออกมาไม่ได้เพราะลำคอตีบตันไปหมด “ไม่ใช่ว่าจะมาพาเขาไปใช่ไหม อย่าพรากลูกไปจากฉันนะ ไม่มีลูกแล้วฉันจะอยู่ยังไง”เป็นครั้งแรกที่คชาได้เห็นแววตาอย่างนั้นของเฌอริณ แม่สาวสมัยใหม่ที่ไม่เคย
“ขอให้หายนะ ขอให้ไข้ลดทีเถอะ” ภาวนาอย่างนั้นแต่ไม่อาจกลับไปนอนที่เตียง ห้องที่ยังไม่ได้เก็บกวาดรกเรื้อไปด้วยเสื้อผ้าข้าวของ ทั้งผ้าอ้อมเด็กทั้งกล่องอาหารสำเร็จรูปบนโต๊ะ เธอกัดฟันเก็บของไปเรื่อยๆ ศีรษะยังปวดอยู่ตุบๆ เมื่อเก็บของไปได้ครึ่งทาง อาการง่วงก็ถามหา เธอส่ายหน้าแรงๆ ในตอนยัดผ้าอ้อมสำเร็จรูปที่ใช้แล้วลงในถุงดำ แลเห็นชิณอยู่บนเตียง ขาของเด็กน้อยเริ่มถีบอากาศรัวๆ ราวกับคนที่ตื่นอยู่“โอ...ไม่นะ ชิณ...ชู่ว์...ชู่ว์...หลับอีกนิดนะคนดี ไม่ตื่นนะลูกนะ” เอ่ยปลอบอย่างนั้นแต่ไม่ทันให้ได้ปีนขึ้นเตียง ร่างของเธอทรุดลงตรงนั้น หายใจหอบถี่ก่อนที่ทุกสิ่งจะเลือนหาย ไม่นะ...เธอจะหลับตอนนี้ไม่ได้ ชิณ...ชิณ...ชิณ....“อุแว้...”เสียงเด็กน้อยร้องจ้าเมื่อไขว่คว้าหามารดาแล้วไม่เจอ น้ำตาหยดเล็กรินไหลจากดวงตาเล็กเรียว ปากสีแดงสดอ้ากว้าง ตะเบ็งเสียงร้องอย่างเช่นทุกคราว ผิดก็แต่คราวนี้ อ้อมแขนของมารดามิได้โอบกอดเขาไว้เช่นเดิม...........ติ๊ดๆ ติ๊ดๆ ติ๊ดๆฟึ่บ!ประตูที่เป็นระบบล็อกอัตโนมัติเด้งออกจากตัวล็อก เมื่อรหัสผ่านถูกกด เสียงพ่นลมหายใจแรงๆ ดังขึ้นก่อนที่ปลายเท้าจะก้าวเข้าไปภายใน วินาทีแรกที่เข้ามาย
“แล้วทำไมถึงไว้ใจผมล่ะ”อาสาวของมาร์คินพ่นลมหายใจออกมาแรงๆ“อันที่จริงแล้วฉันก็ไม่ไว้ใจคุณหรอก คุณอาจเป็นคนร้ายก็ได้”“ถ้าคิดว่าใช่ผมแล้วคุณให้ทนายไปช่วยผมทำไม”“นั่นสิ ฉันก็ไม่รู้เหมือนกัน คุณอาจดูพึ่งพาไม่ได้ แต่หวังว่าคราวนี้ฉันจะคิดผิด ฝากนะโมไว้ไม่นานหรอก เดี๋ยวจะกลับมารับ”เขาพยักหน้า แล้วตัด
พริ้มเพราลูบแขนแรงๆ แล้วเร่งสวมเสื้อผ้า พอบทรักเร่าร้อนผ่านพ้น บางอย่างก็เริ่มเข้ามาคลี่คลุมหัวใจ นี่พวกเธออยู่ที่ไหนกันล่ะ แล้วมาร์คินก็เปิดโทรศัพท์เขาขึ้นมาส่อง ข้างในเป็นเหมือนอุโมงค์ลับๆ ที่ทอดยาวไปข้างหน้า อุโมงค์ที่สร้างด้วยอิฐแดงก้อนเล็กก้อนน้อย บางก้อนผุพังไปบ้างตามกาลเวลา เขาก้าวเท้าไปเรื
แสงจากห้องเก็บไวน์ด้านนอกส่องเล็ดลอดเข้ามาตรงนี้ผ่านชั้นวางขวดไวน์ที่ปิดด้วยกระจกชนิดพิเศษ ทำให้เธอสามารถเห็นทุกอย่างข้างนอก แต่คนข้างนอกไม่อาจแลเห็น เธอหันหน้าสู่ประตูไม้บานเดียวที่อยู่ห่างออกไปสามก้าว ออกแรงดึงที่จับให้มันเปิดออกกึกๆ กึกๆสาวน้อยมุ่นคิ้ว ทำไมติดล่ะ ไม่ได้เปิดนานเกินไปหรือว่ามีคน
“เตรียมของไปก่อน ฉันจะขึ้นไปดูคุณนะโมอีกรอบ แล้วจะลงมาช่วย”ศศิบอกคนในครัวอย่างนั้น เดินออกจากห้องครัวทว่าไม่ได้เลี้ยวขึ้นบันได สาวน้อยหน้าใสเบี่ยงเส้นทางไปด้านซ้าย เพื่อเดินลงไปยังห้องที่อยู่ใต้บันได ปลายเท้าเรียวก้าวลงไปด้านล่าง เสียงรองเท้าดังกระทบพื้นช่างวังเวงในความเงียบงันและดำมืด สัมผัสได้ถ







