เข้าสู่ระบบเทร่าปล่อยให้ไคเอลวุ่นวายกับเสียงความคิดแล้วหันมาหาเซรัสที่เอาแต่ปิดปากเงียบทั้งที่เธอพูดไปแทบจะหมดแล้ว
“ว่าอย่างไร เจ้าจะไม่พูดอะไรหน่อยเหรอ ข้าว่าเจ้าต้องเป็นคนอธิบายมากที่สุดเลยนะ” เธอกอดอกทิ้งสะโพกพิงโต๊ะอาหาร นาทีนี้เทร่าคือผู้เหนือกว่าเพราะเรื่องของเธอไม่ใช่ความลับและไม่มีอะไรเสียหายหรือจะทำให้ใครเสี่ยงอันตราย แต่กับเซรัสเขาเหยียบอะไรอยู่บ้างก็ไม่รู้ ดวงตาเฉี่ยวปรายมองคนที่เบนหน้าไปทางอื่น แม้เสี้ยวหนึ่งหางตาของเขาจะหันมาแต่ก็หาได้หันกลับมาสบตากันตรง ๆ “จะอยู่แบบนี้ได้ทั้งวันจริง ๆ เหรอ? มีอะไรที่อยากขอข้าหรือเปล่า” เทร่าเปิดปากอีกครั้ง “ข้าไม่รู้จะเริ่มอย่างไรต่างหาก ใช่ว่าอยากจะปิดเงียบเสียที่ไหน” เซรัสตอบอย่างไม่สบอารมณ์นัก แล้วหันไปมองไคเอลที่ บิ ขนมปัง ใส่ปากด้วยดวงตาเหม่อลอย “เพราะเจ้านั่นแหละที่ยึดห้องนอนข้าเอาไปเป็นห้องนักประดิษฐ์น่ะ” “อะไร? ทำไมวนมาที่ข้า เจ้าเป็นคนไปพานางมาเองไม่ใช่เหรอ หรือนางลอยมาจากไหนเจ้าก็พูดไปสิจะมาโยนให้ข้าทำไมล่ะ” ไคเอลฉุนนิด ๆ แต่ก็ไม่ได้จริงจังนัก “เข้าเรื่องสักทีเถอะเซรัส เพราะอะไรนางถึงมาอยู่ตรงนี้” เทร่าพูด “เมื่อคืน ข้าออกไปหลังบ้าน แล้วก็เลยเข้าไปในป่าลึกเพราะจะไปหาของมาให้ไคเอลทำสิ่งประดิษฐ์” “ไม่วายวนมาสินะ” ไคเอลบ่น แม้เสียงจะรบกวนคนทั้งสองแต่ไม่มีใครหันมาใส่ใจ “แล้วข้าก็เห็นแสงบางอย่างตกลงมาตอนแรกก็จะหนีแต่ว่าข้าได้ยินเสียงหายใจ” เทร่ายังคงยืนท่าเดิมและฟังด้วยสีหน้าเช่นเดิม ไม่มีความรู้สึก ไม่ตัดสิน “พอเข้าไปดู ก็เจอนางนอนไม่ได้สติ เนื้อตัวก็ตามที่เจ้าเห็น” “แล้วเจ้าก็พานางเข้ามา?” ไคเอลถาม “อือ” คนถามขยับตัวมายืนอยู่ตรงหน้า สีหน้านั้นทั้งอึ้งกับสิ่งที่เพื่อนทำและเต็มไปด้วยความไม่เข้าใจ “แค่เห็นเป็นผู้หญิงเจ้าก็ไว้ใจ?” “ข้าไม่ได้ไว้ใจ แต่ถ้าทิ้งนางไว้กลางป่ามันก็จะใจร้ายเกินไปหน่อยหรือเปล่า” “แต่พานางเข้ามาในบ้านลับของเราโดยที่นางก็ไม่ได้เหมือนพวกเราเจ้าก็ใจร้ายกับข้าเกินไปหน่อยหรือเปล่า” “อย่าพูดเหมือนว่าถ้าเกิดอะไรขึ้นมาแล้วเจ้าจะเอาตัวรอดไม่ได้สิ เจ้าเป็นผู้ชายนะ เจ้าเป็นลูกนักรบนะไคเอล” “แต่ข้าจับดาบไม่ได้ด้วยซ้ำ” “พอเถอะ…” เทร่าขัดเสียงเรียบ “ก่อนเจ้าทำ เจ้าคงคิดมาดีแล้วใช่ไหม, เซรัส?” ชายหนุ่มไม่หลบตา ร้องตอบในลำคอเบา ๆ ทว่าสายตานั้นหนักแน่นกว่าเสียงที่ใช้ เทร่าถอนหายใจเบา ๆ แล้วเดินไปที่เคาน์เตอร์ครัวมีสมุนไพรวางอยู่หลายชนิด เธอหยิบมาเพียงสามอย่างใส่หม้อต้มที่มีน้ำเล็กน้อยพัดไฟให้แรงจนท่วมหม้อ ทุกอย่างที่ทำนั้นไม่มีเวทมนตร์เข้ามาเกี่ยวข้องจนไคเอลที่ยืนคิ้วผูกโบอยู่อดปากถามไม่ได้ “เจ้าทำอะไร?” “ยาทาแผลให้นาง” “ยาที่เจ้าปรุงก็มีเยอะแยะ หายได้ในชั่วพริบตา จะมาพึ่งยาที่ต้องใช้เวลาหลายคืนทำไม” ครั้งนี้เป็นเซรัส “แล้วเจ้ารู้หรือว่านางเป็นคนปกติเหมือนพวกเจ้า หรือเป็นแบบข้า” ครานี้คนถูกกดดันคือเซรัส สองสายตามองมาเหมือนจะเค้นเอาคำตอบแต่แล้วเขาก็ส่ายหน้าหนีแล้วเดินออกไปนั่งที่โซฟาหยิบหนังสือจากกองมาหนึ่งเล่ม สายตาที่มองมันนั้นว่างเปล่า แล้ว ยื่นหนังสือ ไปให้เทร่าที่เดินตามมา “ข้าขนพวกมันมาจากห้องสมุดของข้า” หนังสือเกี่ยวกับสัตว์วิเศษและเทพในดินแดนลึกลับมากมายกองพะเนิน อีกฝั่งกระจัดกระจายบอกว่ามันถูกรื้อค้นและอ่านจนหมดแล้ว “ไม่มีข้อไหนหรือเล่มไหนที่กล่าวถึงนางเลย” เทร่าเปิดมันช้า ๆ ในระดับสายตา ไคเอลแทรกตัวเข้ามามองหนังสือที่ลอยอยู่ กวาดสายตาอ่านทว่าก็ไม่ทันแม่มดอยู่ดี “เจ้าอ่านอะไร?” “นอกจากสีผม แล้วก็เสื้อผ้าที่นางใส่ มี อะไรที่แตกต่างจากพวกเจ้า หรือมีข้าอีกไหม” เธอหันไปถามเซรัส เจ้าตัวคิดเล็กน้อยแล้วส่ายหน้า “ไม่นะ แต่จะ ยังไง ก็แล้วแต่ ข้าจะให้นางฟื้น หายดีแล้วค่อยให้นางออกไปจากที่นี่” “แต่ถ้านางกลับมาแก้แค้นล่ะ” ไคเอลดูตื่นตระหนกกว่าใคร “พวกเราไม่ได้ทำอะไรไม่ดีกับนาง นางจะทำแบบนั้นทำไม เจ้าน่ะตระหนกเกินไปนะ” “แต่ข้าว่า ห่าง ๆ ไว้น่าจะดีกว่า ไว้นางช่วยเหลือตัวเองได้เมื่อไรก็ให้นางออกไปจากที่นี่ซะ ให้ออกไปทางที่จำยาก ๆ และปิดมันทิ้ง” พอฟังจบไคเอลกลับทำหน้าหยี แม่มดที่เขารู้จักคิดลึกลับและซับซ้อนกว่าที่เคยรู้หลายเท่า “แล้วที่เจ้าบอกว่า เจ้าเข้ามาในบ้านข้าไม่ได้คืออย่างไง?” “ข้ามองพวกเจ้าและภายในบ้านของพวกเจ้าผ่านลูกแก้วไม่ได้ต่างหาก กลัวว่าจะเป็นอะไรไปเลยรีบมาดู” “สิ่งเดียวที่จะทำให้พวกข้าเป็นอะไรไปได้คือทหารจากเมืองตะวันออกหรือไม่ก็ทหารของคิงส์มาลากพวกเราไป” ไคเอลพูด “หรือไม่ก็พ่อเจ้ามาตามเจ้าให้กลับไปซ้อม” เซรัสเอ่ย สีหน้าไคเอลดูไม่ค่อยพอใจเท่าไรและยิ่งออกอาการเมื่อเขาหันไปทางอื่น “เจ้าอย่าลืมนะว่าวันหนึ่งเจ้าต้องเป็นองครักษ์ และแน่นอนว่าข้าจะเลือกเจ้า” “ข้าเป็นเพื่อนของเซรัส ไม่ใช่องครักษ์ของรัชทายาทหรือคิงส์องค์ไหน” แทนที่บรรยากาศจะราบรื่นกลับมีความตึงเครียดเล็ก ๆ ผุดขึ้น เขารู้ดีว่าตนและอีกฝ่ายผูกพันกันในฐานะเพื่อน และรู้ดียิ่งกว่าเมื่อตนได้ครองเมืองนี้เพื่อนคนเดียวในชีวิตจะหายไปอย่างเงียบ ๆ “แต่ข้าไม่รับคนธรรมดามาช่วยปรุงยาหรอกนะ อย่าฝัน ถ้าเจ้าตัดเพื่อนกับเซรัส เจ้าจะต้องอยู่คนเดียว” เทร่าดึงบรรยากาศให้ดีขึ้นแค่เสี้ยววิแล้วกลับไปพูดเรื่องสำคัญ “ยานั่นเจ้ารอจนน้ำมันยุบเหลือครึ่งหนึ่งแล้วใส่น้ำตาลลงไปสามก้อน เสร็จแล้วก็ปล่อยให้มันแห้งจนเหนียวติดหม้อ ก่อนใช้ก็ผสมน้ำเล็กน้อยแล้วทาแผลให้นาง” “แล้วนางจะฟื้นเมื่อไร?” “ข้าไม่รู้ แต่ไม่ว่านางจะฟื้นเร็ว ๆ นี้หรือไม่เจ้าก็ต้องคอยทาแผลให้นาง” “แล้วยาของเจ้าล่ะ เจ้ามียาตั้งเยอะ เวทมนตร์อัดแน่น แต่ใจคอจะหวงเอาไว้ทั้งที่ช่วยคนได้งั้นเหรอ?” เธอส่ายหน้ากับคำถามของไคเอล แล้วเทน้ำผึ้ง เกลือปลายช้อน และ น้ำเปล่าใส่แก้วเอาไว้ “หากนางตื่นให้นางกินนี่เป็นอย่างแรกแล้วค่อยให้กินอย่างอื่น ไม่เกินสามวันอาการคงดีขึ้น เจ้าก็เตรียมหาลู่ทางไว้แล้วกัน ข้าคงจะไม่ได้ร่วมการช่วยเหลือนางหรอก” “แค่นี้ก็ช่วยมากแล้ว ขอบใจนะ” “แปลว่า สามวันนี้เจ้าจะไม่แวะเวียนมาที่นี่บ้างเลยเหรอ” ไคเอลถาม ท่าทางเกือบจะร้อนใจ เซรัสมองเพื่อนแล้วก็ส่ายหน้าเบา ๆ ไคเอลน่ะเหมือนคนที่เด็กสุดในกลุ่ม สิ่งใดที่คิดมักแสดงออกทางสีหน้าและน้ำเสียงเสมอ รอบนี้ก็เช่นกัน “ข้าก็มีเรื่องต้องทำ เจ้าเองก็มีงานต้องทำเหมือนกัน” คิ้วคมขมวดมุ่น “สิ่งที่เจ้าอยากให้ข้าช่วย จะมาใช้แรงข้าคนเดียวทั้งหมดก็ไม่ไหวหรอกนะ” “เจ้าหมายถึง?” “เรื่องแผนที่ที่เจ้าอยากให้ข้าช่วย เจ้าจะยืมมือข้าจัดการทั้งหมดไม่ได้ เพราะ ข้าไม่ได้มีส่วน ได้ส่วนเสียอะไรด้วยเลย” “…” เธอกวาดตามองไคเอลที่คอตกสลับกับเซรัสที่อมยิ้มน้อย ๆ เกริ่นมาเท่านี้ก็พอจะเดาคำตอบของหล่อนออกแล้ว “เจ้าก็ต้องมีเครื่องทุ่นแรงให้ข้าเหมือนกัน แล้วก็ควรจะร่วมลงมือด้วยทั้งเจ้าและเซรัส” “แปลว่า…” เหมือนกับมีหูเล็ก ๆ ผุดขึ้นมาจากหัวไคเอลและมันกำลังกระดิกอย่างร่าเริง “แปลว่าเจ้ามีเวลาสามวัน เตรียมของประดิษฐ์นั้นให้เสร็จ แล้วเราค่อยมาว่ากันว่าจะทำอย่างไรให้แผนที่ใหม่เสร็จก่อนงานประเพณีของคิงส์”เซรัสเป็นคนแรกที่หันหลังให้ทุกคนเขาเดินออกไปสองสามก้าว ก่อนจะหยุดเหมือนคิดอะไรอยู่ครู่หนึ่ง แล้วจึงพูดโดยไม่หันกลับมา“ไปคุยกันที่บ้าน” เสียงนั้นสั่งโดยไม่ระบุผู้รับแต่ส่งผลให้คนทั้งสองเดินตามมาโดยไม่มีใครปริปากพูดอะไร คนทั้งสามก้าวไปเรื่อย ๆ โดยไม่มองหาหมุดหรือจุดนำทางใดเพียงแต่ก้าวไปตามสัญชาตญาณและสติที่ค่อย ๆ กลับมาระหว่างที่เดิน แม้เสียงฝีเท้าจะขาดไปบ้าง ทิ้งระยะไกล-ใกล้ออกไปแล้วแต่ว่าใครจะเดินตามทันหรือไม่ทันแต่เซรัสยังคงปล่อยให้ตัวเองจมดิ่งกับคำถามโดยไม่เหลียวหลังมามอง เมื่อเงยหน้าขึ้นมาอีกทีบ้านไม้กลางป่าปรากฏขึ้นตรงหน้า มันยืนอยู่อย่างเดียวดาย และโอบล้อมด้วยความรู้สึกอ้างว้างทว่าเป็นที่ที่เขาเรียกว่าบ้านได้เต็มปาก ไม่ใช่แค่ที่พักแต่เหมือนที่พักใจประตูถูกเปิดออก กลิ่นไม้เก่าและสมุนไพรจาง ๆ ต้อนรับพวกเขาเหมือนกับว่าห่างหายกันไปนานทั้งที่ทุกอย่างเกิดขึ้นเพียงชั่วข้ามคืนเท่านั้นความเงียบภายในบ้านไม่ใช่ความว่างเปล่าแต่เป็นความคุ้นเคย แต่ต่างจากเดิมเล็กน้อยตรงที่เมื่อเซรัสเดินตรงไปที่โต๊ะอาหารเขาก็นั่งลงข้าง ๆ ตรงที่มีตะกร้าขนมปังและแยมผลไม้ตรงหน้า ไคเอลยังยืนอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะไปน
เซรัสกลับมาถึงวังในสภาพที่ฝีเท้าหนักแน่นกว่าตอนจากมา ความวูบโหวงที่เหลือค้างจากคืนฝนดาวตกยังไม่หายไป แต่คราวนี้มันไม่ใช่สิ่งที่ทำให้เขาลังเล หากเป็นแรงผลักให้เขาต้องพิสูจน์บางอย่างให้ชัดเจนเสียทีว่ากำแพงเวทย์นั้นไม่ใช่ของเทร่าเขานั่งรอไคเอลอยู่ในห้องเงียบ ๆ ใกล้ปีกตะวันตก ตะเกียงถูกจุดไว้เพียงดวงเดียว แสงสลัวสะท้อนวัตถุชิ้นเล็กบนฝ่ามือของเขา เครื่องประดับผมรูปผีเสื้อ แต่งแต้มด้วยเพชรใสบริสุทธิ์ ลวดลายประณีตเกินกว่าจะเป็นของชาวบ้านทั่วไปเซรัสหมุนมันช้า ๆ ปล่อยให้แสงตะเกียงสะท้อนแตกเป็นประกายบนเหลี่ยมเพชร ความทรงจำในคืนนั้นย้อนกลับมา ภาพมันนอนอยู่หน้าบ้านไม้ ราวกับหล่นมาพร้อมกับคำขอพร เขาไม่รู้ว่าทำไมถึงเก็บมันไว้ ไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามันเป็นของใคร แต่ทุกครั้งที่มอง หัวใจกลับสงบนิ่งอย่างประหลาด เมื่อเสียงฝีเท้าดังใกล้เข้ามา เขากำมือแน่น ก่อนจะคลายออก แล้วเก็บเครื่องประดับนั้นไว้ในอกเสื้อ ใกล้หัวใจที่สุด ราวกับไม่อยากให้ไคเอลเห็นมันในตอนนี้“เจ้าเรียกข้ามา?” ไคเอลพูด เมื่อก้าวเข้ามาในห้อง “อืม” เซรัสพยักหน้า “คืนนี้…ข้าจะเข้าไป” ไม่มีคำถามว่า ไปไหนแต่ไคเอลรู้ดี เขานั่งลงตรงข้าม ความเงียบปกค
ตลอดทางกลับไม่มีบทสนทนาใดระหว่างคนทั้งคู่ เขาเลือกที่จะเดินผ่านบ้านพักกลางป่าต่อไปอีกหลายอึดใจจนถึงรั้วของวัง เสียงที่ตามมาด้านหลังก็หยุดลง เซรัสหันไปมองไคเอลที่ยังคงเงียบมาตลอดทาง ต่างคนต่างใช้ความเงียบกดดันให้แต่ละคนออกปากพูดก่อน แต่เป็นไคเอลเองที่ทนไม่ไหว เขาเอ่ยสิ่งที่อยู่ในใจออกมาในจังหวะที่เซรัสจะหันหลังกลับไป“อย่าเพิ่งคิดว่าเป็นนาง...ได้ไหม?”คำขอที่หลุดออกมาฟังดูเบากว่าความเงียบที่ห่อหุ้มอยู่รอบตัว เซรัสชะงักค้าง เท้าข้างหนึ่งก้าวพ้นแนวรั้วไปแล้วแต่กลับหยุดลง เขาไม่หันกลับมา ไม่ปฏิเสธ และไม่รับปาก ความนิ่งเฉยนั้นทำให้ไคเอลรู้คำตอบครึ่งหนึ่งโดยไม่ต้องได้ยินคำใด ลมยามค่ำพัดผ่านแนวกำแพงหิน เสียงใบไม้เสียดสีกันกลบลมหายใจของคนทั้งคู่ เซรัสค่อย ๆ ดึงเท้ากลับมา ยืนอยู่ตรงนั้นชั่วครู่ราวกับกำลังชั่งน้ำหนักบางอย่างที่หนักเกินจะพูดออกมาเป็นถ้อยคำ“ข้าไม่ได้อยากคิดแบบนั้น” เขาเอ่ยในที่สุด เสียงต่ำและเรียบ “แต่ข้าก็ไม่อาจทำเป็นไม่คิด” ไคเอลเม้มริมฝีปากแน่น ดวงตาคมทอดมองแผ่นหลังตรงหน้าที่ดูห่างไกลขึ้นทุกที แม้จะยืนอยู่ในระยะที่เอื้อมถึง“ถ้าอย่างนั้น…ขอเวลาให้มันพิสูจน์ตัวเอง” เซรัสไม่ตอบ
เซรัสถอนหายใจไม่รู้กี่รอบกี่หนตั้งแต่เข้ามานั่งฟังประชุมในห้องโถงใหญ่พร้อมกับผ้าพันแผลที่พันเอาไว้อย่างเปิดเผยพร้อมกับแถลงที่มาของแผลนี้แต่ไม่ได้เปิดเผยตัวผู้กระทำ ทำให้ลูกพี่ลูกน้องออกอาการนั่งไม่ติดแต่ก็ไม่อาจแสดงตัวหรืออธิบายอะไรได้ทำเพราะสิ่งที่จะตามมาคือการครอบครองยาพิษ ทว่าเขาก็ต้องถือเดิมพันอีกข้อหนึ่งเอาไว้คือที่มาของยารักษาและการมีอยู่ของเทร่าที่ถูกเก็บเป็นความลับ“ถ้าไม่มีอะไรแล้ว แยกย้ายได้ ขอให้ทุกอย่างพร้อมโดยเร็วที่สุด” เมื่อสิ้นเสียงสั่งผู้กล่าวก็เดินลงจากที่นั่งตามด้วยเซรัสที่ครั้งนี้ไม่แสดงอาการว่ามีเรื่องคาใจใด ๆ พอพวกเขาหันหลังแน่นอนว่าต้องมีการเปิดวงถกเถียงกันของข้าราชการทั้งสองฟาก ส่วนคนที่ถูกดึงเอาไว้ก็เป็นญาติจากเมืองชายขอบที่ขุนนางฝ่ายหนึ่งมองว่าเป็นพวกตระกูลใหม่และสามารถมาต่อรองอำนาจกับราชวงศ์แบบเขาได้ ซึ่งเซรัสเคยชินเสียแล้วเพราะการคิดจะล้มอำนาจเก่ามีแทบทุกสมัยเพียงแค่รุนแรง เบาบ้าง บางทีเรียกว่าการเปลี่ยนแปลงและบางครั้งก็กลายเป็นกบฏ“แผลเป็นอย่างไรบ้าง” ราชาถามและยังคงเดินต่อไป เซรัสรีบก้าวไปให้ใกล้ที่สุดเพื่อให้ท่านได้ยินคำตอบชัด ๆ“ดีขึ้นแล้วพ่ะย่ะค่ะ แต่ย
แม้ดวงตาและสีผมจะกลับมาเปล่งประกายสดใสเช่นเดิมแต่เมื่อของที่เคยเสริมกำลังนั้นหายไปสองมือและสองขาก็หมดแรงเอาเสียดื้อ ๆ เฟย์ลินประคองร่างอ่อนแรงไปให้ถึงโซฟาที่อยู่กลางบ้านอีกแค่เอื้อมเธอก็จะคว้ามันเป็นที่ยึดเกาะได้แต่เรี่ยวแรงที่มีกลับหมดลงเสียดื้อ ๆ ทิ้งร่างที่ชาตึงลงกับพื้นให้ช้าที่สุดเท่าที่แรงจะรั้งไว้ได้ เธอไม่พยายามที่จะส่งเสียงเรียกให้ใครมาช่วยเพราะตอนนี้คนอื่น ๆ พากันออกไปข้างนอกไม่รู้กำหนดว่าจะกลับมาเมื่อไร ส่วนเจ้าแมวดำก็หายไปไหนสักที่ตามที่มันสบายใจ เฟย์ลินไม่ได้หวังว่าจะมีใครมาช่วยเธอได้ทันเวลา เพียงแค่ขอให้เรี่ยวแรงจะกลับมาก่อนที่ใครสักคนจะมาถึงที่นี่ตะวันลับฟ้าแต่ยังไม่มีแสงจากตะเกียงไฟทำให้เซรัสต้องคลำทางเพื่อมาถึงบ้านหลังนี้ เขารู้สึกไม่ดีนักจึงรีบสาวเท้าเพื่อให้บ้านอยู่ในระยะสายตาสลัดรองเท้าทิ้งไว้หน้าประตูเปิดเข้าไปแทบสุดแรงแล้วหันซ้ายหันขวา“เฟย์ลิน” เขาร้องเรียกเธอแทนที่จะหาแสงสว่าง แต่เมื่อเรียกซ้ำอีกหลายหนแล้วยังไม่ได้ยินเสียงตอบรับเขาก็ควานหาไม้ขีดไฟมาจุดตะเกียงที่อยู่ใกล้มือ ถือมันส่องไปรอบ ๆ แล้วรีบเดินเข้าไปตรงโซฟาเมื่อเห็นปลายเท้าเรียวยื่นออกมา“เฟย์ลิน!” เซร
“อ่านตำรายามันเคร่งเครียดขนาดนั้นเลยเหรอ?” เซรัสปิดหนังสือพอดีกับที่เฟย์ลินเดินผ่านเข้ามาเธอยกถาดผ้าพันแผลพร้อมกับยามาวางไว้ตรงหน้า เซรัสดึงหนังสือมาไว้ข้างตัวแล้วกระเถิบตัวออกมาให้เฟย์ลินช่วยล้างแผลได้ง่ายขึ้น“ขอโทษทีนะ” เธอเอ่ยแล้วค่อย ๆ เปิดเสื้อเขาออกพอให้ได้เห็นแผลแล้วแกะผ้าพันแผลเก่าออก ทุกอย่างดำเนินไปอย่างช้า ๆ และเบามือจนเซรัสคลายอาการเกร็งเมื่อครู่ลง พอหายใจได้ปกติเขาก็ปล่อยสายตาได้สำรวจรอบ ๆ มากขึ้นแต่มันกลับมาจดจ้องอยู่ที่เสี้ยวหน้าของหญิงสาว ผิวสีน้ำนมถูกเจือด้วยเลือดฝาดอ่อน ๆ แพขนตาสบกันเป็นระยะยามที่เงยหน้าขึ้นมาถามเขาซ้ำ ๆ ว่าเจ็บหรือไม่ ยิ่งเส้นผมสีฟ้าสลับกับสีบลอนด์ทำให้เธอดูโดดเด่นในสายตาเขา เส้นผมสีแปลก การแต่งตัวแปลก ๆ ที่ตรึงตราจนเขาสรุปกับตนเองได้แล้วว่าไม่อยากจะหาที่มาของคนตรงหน้าถ้าเธอไม่ร้องขอ“เสร็จแล้ว” เฟย์ลินเอ่ยเสียงใสถอยออกมาแล้วส่งยิ้มให้แทนคำขอบคุณสำหรับความอดทนเมื่อครู่แล้วจึงเก็บทุกอย่างเข้าถาด หญิงสาวลุกพรวดแต่หางตาดันไปสะดุดกับบางสิ่งใต้ครัวไม่ทันได้หายใจถึงครึ่งหนูตัวโตก็คลานออกมาจากใต้ตู้เก็บของเธอสะดุ้งทิ้งตัวลงโซฟาด้วยแขนขาหมดแรง เฟย์ลินหลับต







