เข้าสู่ระบบภาพของเวินถิงเยี่ยนที่ปรากฏอยู่ตรงหน้าเธอไม่เคยชัดเจนขนาดนี้มาก่อนชัดเจนเสียจนเธอมองเห็นไรหนวดสั้น ๆ ที่เพิ่งขึ้นตรงปลายคางของเขา ชัดเจนเสียจนเธอเห็นเม็ดเหงื่อละเอียดที่เป็นประกายหลังต้องแสงอาทิตย์ที่เกาะอยู่ตรงหางคิ้วของเขาความฝันครั้งก่อน ๆ เธอเป็นเพียงผู้ชม เหมือนผู้ชมที่นั่งดูละคร เฝ้าดูชีวิตของเจี่ยนจือในความฝันอยู่ห่าง ๆ แต่ครั้งนี้ เธอคือเจี่ยนจือคนนั้น เธอยืนอยู่ตรงหน้าเวินถิงเยี่ยน ไม่มีเจี่ยนจือที่เป็นแค่ผู้ชมอีกต่อไป“ไม่คิดจะเอาน้ำให้ฉันเหรอ?ยืนเหม่ออะไรของเธอ?” จู่ ๆ เวินถิงเยี่ยนที่ยืนอยู่ตรงหน้าก็พูดขึ้นเจี่ยนจือได้สติกลับมาทันที ที่แท้เธอก็กำขวดน้ำเอาไว้แน่น ไม่ยอมคลายมือส่งให้เขานี่เอง“เพราะเธอมองฉันอยู่ไง!” เสียงหัวเราะขี้เล่นดังขึ้นจากด้านหลังเวินถิงเยี่ยน ก่อนที่ท่อนแขนของคนคนนั้นจะพาดลงบนไหล่ของเขาเมิ่งเฉิงซ่งครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่เธอได้มองเมิ่งเฉิงซ่งอย่างจริงจัง รวมถึงตอนที่เรียนมัธยมปลายด้วย เพราะเขาไม่ได้เป็นคนสำคัญอะไร เธอจึงไม่เคยสังเกตเขามาก่อนที่แท้เขาหน้าตาแบบนี้นี่เองสายตาของเธอประสานเข้ากับสายตาของเมิ่งเฉิงซ่ง แล้วอยู่ ๆ เธอก็พลันรู้ส
ผู้คนเดินขวักไขว่ผ่านไปผ่านมา แต่เจี่ยนจือยังคงยืนอยู่ที่เดิม เธอได้แต่มองตู้กระจกที่ตั้งอยู่หน้าร้านบ้านคุกกี้ แล้วปล่อยให้ความคิดล่องลอยไปเรื่อย ๆ จากนั้น ก็เป็นบอดี้การ์ดที่เรียกให้เธอกลับไปตอนที่เดินออกมา เธอยังคงเหม่อลอย ราวกับเรี่ยวแรงถูกสูบออกจากร่างจนหมดตอนที่อยู่บนรถ เธอได้ยินเพียงเสียงเครื่องยนต์ที่ดังขึ้นแผ่วเบา ยิ่งทำให้จิตใจของเธอล่องลอยออกไปไกลกว่าเดิม เธอข่มตาลงอย่างอ่อนล้า หากไม่ใช่เพราะเสียงโทรศัพท์ดังขึ้น บางทีเธอคงเผลอหลับไปแล้วเป็นเสียงโทรศัพท์ของเธอเองพอก้มดูก็เห็นว่าเป็นสายจากตี๋โยวตอนนี้ตี๋โยวเป็นรองหัวหน้าคณะนาฏศิลป์ เป็นผู้ช่วยคนสำคัญของเธอ“หัวหน้าทีม พี่ใกล้จะกลับประเทศแล้วเหรอคะ?ฉันอยากปรึกษาเรื่องงานแสดงช่วงฤดูใบไม้ร่วงของคณะอีกหน่อยน่ะค่ะ” ตี๋โยวถามผ่านโทรศัพท์“ใช่ น่าจะช่วงใกล้ ๆ นี้แหละ ตารางงานที่พวกเราประชุมกันครั้งก่อนไม่เลวเลย ถ้าเธอมีอะไรอยากแก้ ส่งมาให้ฉันดูก็ได้”“ได้ค่ะ เดี๋ยวฉันส่งให้พี่ดูตอนนี้เลย”เจี่ยนจือได้รับไฟล์จากตี๋โยว แล้วนั่งอ่านรายละเอียดทั้งหมดบนรถอย่างถี่ถ้วน เมื่อเห็นว่าไม่มีอะไรต้องแก้มากนัก เธอจึงให้ตี๋โยวเตรียม
ตอนนั้นเอง แอนนายืนอยู่หน้าร้านบ้านคุกกี้ มองตู้กระจกหน้าร้านที่ปิดสนิทอย่างเหม่อลอยร้านบ้านคุกกี้ดูสกปรกยิ่งกว่าครั้งล่าสุดที่เจี่ยนจือมาดูเสียอีก เพราะฝนตก ฝุ่นที่เกาะอยู่จึงกลายเป็นคราบโคลน เปรอะเปื้อนไปทั่วร้านแอนนามองมันอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะเริ่มหยิบกระดาษทิชชูออกมาเช็ดแต่ฝุ่นที่เกรอะกรังสะสมมานานหลายปี จะเช็ดออกด้วยกระดาษแผ่นเดียวได้อย่างไร“แอนนา” เจี่ยนจือเรียกชื่อเธอเบา ๆ จากด้านหลังแอนนาสะดุ้งเล็กน้อย ก่อนจะหันกลับมา เมื่อเห็นว่าเป็นเธอ แอนนาก็ฝืนคลี่ยิ้มให้ “เธอเองเหรอ?”“แอนนา พวกเธอกลับมาแล้วเหรอ?” เจี่ยนจือพยายามข่มหัวใจที่กำลังเต้นระรัวไว้ แล้วเอ่ยถามอย่างระมัดระวังเพราะกลัวว่าน้ำเสียงที่ใช้จะไม่เหมาะสม“ฉันกลับมาแล้ว” แอนนาว่าต่อ “กลับมาตั้งนานแล้ว”“ตั้งนานแล้ว?” เจี่ยนจือทวนคำนั้นด้วยความสงสัย “ตั้งแต่เมื่อไหร่เหรอ?” หรือว่าเธอไม่ได้อยู่กับเวินถิงเยี่ยนแล้ว?หรือว่าเธอกับเวินถิงเยี่ยนกลับมาด้วยกันตั้งนานแล้ว?“หลังจากที่เวินออกจากโรงพยาบาลได้ไม่นาน” เธอตอบเจี่ยนจือได้แต่ยืนนิ่งอยู่ที่เดิม ไม่รู้ว่าควรพูดอะไรออกไปดี ทำไมถึงกลับมาหลังจากที่เวินถิงเยี่ยนออกจา
เธอพยายามดิ้นรนออกจากความฝันท่ามกลางเสียงร้องตะโกนนั้น สิ่งแรกที่ทำหลังตื่นขึ้นมาคือรีบสวมรองเท้าแล้ววิ่งออกไปข้างนอกเธอวิ่งมาถึงร้านบ้านคุกกี้ที่ถูกทิ้งร้างจนฝุ่นจับหนาเตอะ ก่อนจะมองประตูช็อกโกแลตที่ปิดสนิทอยู่ตรงหน้า จากนั้นจึงยกมือขึ้นปิดหน้า น้ำตาไหลพรั่งพรูออกมาตามซอกนิ้วอย่างควบคุมไม่อยู่มีบางเรื่องที่เธอลืมไปนานมากแล้ว ……คาบเรียนหนึ่งที่ไม่น่าสนใจ ภาพวาดหนึ่งภาพที่เธอวาดส่ง ๆ ……เธอลืมเรื่องพวกนี้ไปตั้งนานแล้ว ……ทำไมต้องเป็นแบบนี้ด้วย?คุยกันแล้วว่าหลังจากหย่าจะเป็นแค่คนแปลกหน้ากัน คุยกันแล้วว่าจะไม่กลับมาพบเจอกันอีกเวินถิงเยี่ยน ฉันหวังจริง ๆ ว่าพวกเราจะเป็นแค่คนแปลกหน้ากัน นายไม่จำเป็นต้องทำอะไรเพื่อฉันอีกแล้ว ไปตามหาความสุขของตัวเองเถอะ……เวินถิงเยี่ยน ถ้าฉันไม่ชอบนายตั้งแต่แรกก็คงดี แบบนั้นก็คงไม่เกิดเรื่องราวหลังจากนั้นตามมา ……นับจากวันนั้น เจี่ยนจือก็ไม่ได้เจอเวินถิงเยี่ยนอีกเลยแต่เธอกลับไม่เคยลืมใบหน้าของเขา เพราะเธอมักจะเห็นเขาในฝันอยู่เสมอ ฝันเห็นเพื่อนร่วมชั้นในอดีต ได้ย้อนกลับไปยังช่วงเวลาเหล่านั้นอีกครั้ง ไม่รู้ว่าเป็นเพราะการย้อนเวลากลับไปในความฝั
เจี่ยนจือฝันมาถึงตรงนี้ก็ตื่นขึ้นจากห้วงฝัน กลับคืนสู่โลกแห่งความเป็นจริงหลังตื่นจากความฝัน กลิ่นหอมอ่อน ๆ ของดอกพุดซ้อนยังคงลอยอยู่ในอากาศ แต่เธอกลับนึกไม่ออกเลยว่า ตอนเรียนมัธยมปลายเคยเกิดเหตุการณ์แบบที่เห็นในความฝันขึ้นจริงหรือไม่ทำไมเวินถิงเยี่ยนถึงทะเลาะกับเมิ่งเฉิงซ่งล่ะ?ทำไมเมิ่งเฉิงซ่งถึงพูดกับเวินถิงเยี่ยนแบบนั้น?เธอไม่เข้าใจเลย เธอลืมเรื่องนี้ไปหรือว่าเรื่องนี้ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนกันแน่แต่ถ้าไม่เคยเกิดเรื่องนี้ขึ้นจริง ๆ แล้วทำไมถึงได้มาโผล่ในฝันของเธอล่ะ แถมภาพยังชัดเจนแบบนั้นอีก?เดิมทีวันนี้เธอต้องไปมหาวิทยาลัย แต่ตอนที่ตื่นขึ้นมาเธอคิดว่ายังเป็นช่วงเช้าอยู่ แต่พอดูเวลากลับพบว่าเป็นเวลาบ่ายสามโมงเย็นแล้วเธอหลับไปนานขนาดนี้เลยเหรอ?เธอรีบสาวเท้าลงมาชั้นล่าง ก็เห็นคุณย่ากำลังครุ่นคิดอยู่ว่ามื้อเย็นวันนี้จะทำอะไรกินดี“คุณย่า ทำไมหนูหลับไปนานขนาดนั้นล่ะคะ?” ดูท่าว่าวันนี้ไม่ต้องไปมหาวิทยาลัยแล้วแหละคุณย่าหันกลับมายิ้มให้เธอ “นั่นสิ ป้าหลานบอกว่าช่วงนี้หลานน่าจะเหนื่อยมาก ก็เลยไม่ปลุก หลานจะได้พักผ่อนเยอะ ๆ ”เธอไม่ได้เหนื่อย แค่ฝันบ่อยเกินไปเท่านั้น“เป็นอะ
“คุณหนู?” คนขับรถเองก็ปีนข้ามรั้วมา เพราะรู้สึกว่าสีหน้าของเธอดูแปลกไปเจี่ยนจือรู้สึกเหมือนเรี่ยวแรงที่มีถูกสูบออกไปจนหมด เธอที่เอนกายพิงรั้วอยู่ค่อย ๆ ทรุดตัวนั่งลงกับพื้น ตอนที่บอดี้การ์ดเอ่ยปากเรียกเธออีกครั้ง เธอก็นั่งกอดเข่าและร้องไห้ออกมา เมื่อความเครียดและความกดดันที่สะสมไว้ทะลักออกมาก็ยากที่จะหยุดร้องไห้ได้เวินถิงเยี่ยน!นายไม่รักษาสัญญาอีกแล้วนะ!ไหนบอกว่าออกจากโรงพยาบาลแล้วจะบอกไง?ไอ้บ้าเอ๊ย!ชาตินี้จะเชื่อนายสักครั้งไม่ได้เลยหรือไง?แต่เจี่ยนจือรู้ดีว่าเหตุผลที่เวินถิงเยี่ยนจากไปโดยไม่บอกไม่กล่าว ก็เพราะอาการของเขาคงไม่ดีแล้วจู่ ๆ เธอก็เงยหน้าขึ้นมองบอดี้การ์ดตรงหน้าบอดี้การ์ดพวกนี้ล้วนเป็นคนสนิทของพี่ชายเธอ พวกเขาจะรู้หรือเปล่าว่าเวินถิงเยี่ยนอยู่ที่ไหน?“ค่ารักษาของเวินถิงเยี่ยนที่โรงพยาบาลเท่าไหร่?” เธอจ้องบอดี้การ์ดเขม็งบอดี้การ์ดที่จู่ ๆ ถูกถามโดยไม่ทันตั้งตัวชะงักไปครู่หนึ่ง สีหน้าดูลังเลเล็กน้อย แต่สุดท้ายก็ตอบว่า “ไม่ทราบครับ”“คุณรอสซีสั่งพวกนายว่ายังไง?”“เขา……” บอดี้การ์ดได้รับการฝึกมาเป็นอย่างดี จึงไม่หลงกลเธอ เขาตอบเพียงว่า “ผมไม่ทราบครับ หน้าที่ของผม







