Home / แฟนตาซี / ฝ่าบาทขา...อย่ากินข้าเลย / “วิชา "มังกรหยอกวารีบนแท่นศิลา"”

Share

“วิชา "มังกรหยอกวารีบนแท่นศิลา"”

Author: ChengXiang.C
last update publish date: 2026-09-16 10:22:55

หลังจากเหตุการณ์ประคบหัวไชเท้าแช่น้ำแข็งจน เย่จวินเหยียน เกือบจะกลายเป็นก้อนน้ำแข็งตายคาอกเมีย ฮ่องเต้หนุ่มก็ทรงตระหนักได้ว่าหากปล่อยให้ ไป๋ซิน เรียนรู้โลกกว้างด้วยตัวเองตามคัมภีร์ที่พระพันปีประทานมาต่อไป เขาคงได้กลายเป็น "ผักดองน้ำแข็ง" เข้าสักวัน และรังสีสีชมพูที่พลุ่งพล่านในตัวเขาก็คงจะปะทุจนอกแตกตายเป็นแน่แท้

ยามดึกสงัด ณ ห้องทรงอักษรที่อบอวลไปด้วยกลิ่นกำยานกุหลาบป่า แสงเทียนวับแวมส่องกระทบใบหน้าคมคายของมังกรหนุ่มที่กำลังนั่งรอ "ลูกศิษย์" ตัวน้อยอย่างใจเย็น บนโต๊ะไม้จันทน์แดงตัวยักษ์ที่เคยเต็มไปด้วยกองฎีกาและเอกสารบ้านเมือง บัดนี้กลับถูกปัดออกไปกองไว้อย่างไม่ใยดีที่มุมหนึ่ง เหลือเพียงพื้นที่ว่างเปล่าที่ปูทับด้วยผ้าไหมเนื้อละเอียด

"ฝ่าบาท...เรียกข้ามากลางดึก มีบทเรียนที่หกจากพระพันปีหรือเจ้าคะ?"

ไป๋ซิน เดินเตาะแตะเข้ามาในชุดนอนผ้าไหมบางเบาสีขาวนวลที่เน้นสัดส่วนอวบอิ่มชวนมอง นางยังคงเปิด "เนตรกระจกเงา" ค้างไว้ตามความเคยชิน และทันทีที่เห็นเย่จวินเหยียน นางก็เบิกตากว้างจนกลมโต อุทานออกมาเสียงหลง

"ว้าย! ฝ่าบาท รังสีสีชมพูของท่านมันไม่ได้แค่บวมแล้วเจ้าค่ะ แต่มันกลายเป็น สีแดงเพลิง พุ่งปรี๊ดจนจะเผาผลาญหลังคาตำหนักเลนเจ้าค่ะ! ท่านป่วยเป็นโรค 'ธาตุไฟเข้าแทรก' หรือเปล่าเจ้าคะ?!"

"ไป๋ไป๋...นั่นแหละคือเหตุผลที่ข้าเรียกเจ้ามา"

เย่จวินเหยียนแสร้งทำเสียงขรึม พลางกวักมือเรียกนางเข้ามาใกล้ด้วยสายตาที่ลุ่มลึกระคนเจ้าเล่ห์

"วิชาของพระพันปีน่ะมันแค่ขั้นพื้นฐาน แต่วิชาที่ข้าจะสอนเจ้าคืนนี้คือ 'วิชาประสานปราณมังกร' เป็นวิธีเดียวที่จะช่วยถ่ายเทความร้อนที่เจ้าเห็น ไม่เช่นนั้นข้าอาจจะ 'ธาตุไฟแตกซ่าน' จนตัวระเบิดได้จริงๆ"

"ตัวระเบิดเลยเหรอเจ้าคะ!"

ไป๋ซินหน้าซีดเผือดรีบถลันเข้าไปเกาะแขนแกร่ง

"ต้องทำอย่างไรเจ้าคะ? ข้าจะไปเอาหัวไชเท้าหิมะมาประคบให้เดี๋ยวนี้เลย!"

"หึ...คราวนี้น้ำแข็งช่วยไม่ได้แล้วไป๋ไป๋"

เย่จวินเหยียนยิ้มกริ่ม มือหนาคว้าเอวบางแล้วช้อนร่างนางขึ้นมาวางบน โต๊ะทรงอักษร อย่างรวดเร็ว จนไป๋ซินอุทานด้วยความตกใจ

"วิชานี้ต้องใช้ร่างกายของเจ้า...เป็นตัวรองรับและดูดซับปราณร้อนจากข้าโดยตรง"

"บ...บนโต๊ะหรือเจ้าคะ? มันแข็งและเย็นนะเจ้าคะฝ่าบาท" ไป๋ซินถามเสียงสั่น หูกระต่ายสีขาวสองข้างโผล่พรวดออกมาสั่นพั่บๆ ด้วยความตื่นกลัวระคนตื่นเต้น

"เพราะโต๊ะไม้นี่แข็ง...มันถึงจะช่วยส่งเสริมพลังหยางของข้าให้มั่นคง"

เขาโน้มตัวลงไปหาจนปลายจมูกโด่งรั้นชนกับจมูกเล็กๆ ของนาง ลมหายใจร้อนผ่าวเป่ารดซอกคอขาวเนียน

"ท่าแรกที่เจ้าต้องเรียนรู้คือ...'มังกรหยอกวารี'"

เย่จวินเหยียนไม่พูดเปล่า เขาซุกไซ้ริมฝีปากลงที่จุดชีพจรตรงลำคอหอมกรุ่น ก่อนจะเลื่อนต่ำลงมายังเนินอกอวบอิ่มที่กระเพื่อมไหวรัวเร็ว มือหนาปัดป่ายชุดนอนของนางออกจนมันหลุดลุ่ยไปกองอยู่ที่ศอก เผยให้เห็นผิวพรรณขาวผ่องดุจแสงจันทร์

"ไป๋ไป๋...เจ้าต้องปล่อยใจให้เหมือนสายน้ำที่โอบอุ้มมังกร ส่วนข้าจะเป็นมังกรที่ลงไปแหวกว่ายในตัวเจ้า"

"อ๊ะ...ฝ่าบาท...วิชาอะไรทำไมข้าถึงรู้สึกเหมือนตัวจะละลายเป็นน้ำจริงๆ"

ไป๋ซินแอ่นอกรับสัมผัสจากปลายลิ้นร้ายที่เริ่มหยอกล้อกับยอดปทุมถันอย่างหิวกระหาย ความซ่านสยิวแล่นปลาบไปทั่วร่างจนหางกระต่ายฟูฟ่องด้านหลังสั่นระริก

"ต่อไปคือท่า...'จันทราโอบยอดเขา'"

เย่จวินเหยียนไม่ได้ปล่อยให้นางพัก เขาช้อนร่างบางที่สั่นสะท้านให้ลุกขึ้นนั่งบนขอบโต๊ะ โดยให้นางใช้ขาเรียวขาวทั้งสองข้างโอบรอบเอวสอบของเขาไว้แน่น ท่าทางที่แนบชิดทำให้นางรู้สึกได้ถึงความร้อนระอุจากร่างกายของจอมมังกรที่กำลังขยายตัวอย่างน่าหวาดหวั่น

"รังสีสีแดง...มัน...มันร้อนจนข้ามองไม่เห็นอย่างอื่นแล้วเจ้าค่ะฝ่าบาท" นางพึมพำปรือตาปรอย มือเล็กขยุ้มผมของเขาไว้แน่นเพื่อเป็นที่ยึดเหนี่ยว

"งั้นเจ้าก็หลับตา แล้วรับมันไปให้หมด...ท่าสุดท้ายที่สำคัญที่สุด 'มังกรทะยานข้ามสระบัว'!"

เย่จวินเหยียนจัดการปลดเปลื้องอาภรณ์ของตนออกอย่างรวดเร็ว ก่อนจะแทรกความยิ่งใหญ่เข้าครอบครองความอ่อนนุ่มที่ฉ่ำเยิ้มของนางบนโต๊ะไม้จันทน์แดงนั้นเอง ไป๋ซินสะดุ้งสุดตัว ร้องครางออกมาไม่เป็นภาษา เสียงหอบหายใจรุนแรงสอดประสานไปกับเสียงโต๊ะไม้ที่สั่นสะเทือนตามจังหวะรุกรานที่ดุดันและหนักหน่วง

ไป๋ซินรู้สึกเหมือนพลังเซียนในตัวนางถูกกระตุ้นจนระเบิดออกเป็นเสี่ยงๆ พลังงานสีชมพูจากความรักและสีแดงจากความปรารถนาหมุนวนหลอมรวมกันจนเกิดเป็นประกายแสงจางๆ อบอวลไปทั่วห้องทรงอักษร นางรู้สึกถึงความร้อนที่ถ่ายเทเข้ามาจนร่างกายแทบมอดไหม้ แต่ในขณะเดียวกันมันกลับเติมเต็มพลังที่โหยหามานาน

"ฝ่าบาท...ข้า...ข้าเห็นรังสีมังกรของท่าน...มันยิ่งใหญ่และงดงามที่สุดเลยเจ้าค่ะ!"

ไป๋ซินครวญครางพลางซบหน้าลงกับไหล่หนา กัดไหล่เขาเบาๆ เพื่อระบายความเสียวซ่าน เมื่อมังกรเจ้าเล่ห์นำพานางทะยานข้าม "สระบัว" ไปสู่จุดสูงสุดของอารมณ์ที่รุนแรงจนนางแทบขาดใจพ้นไปจากโต๊ะไม้ศิลา

เมื่อพายุเสน่หาบนโต๊ะทรงอักษรสงบลง เย่จวินเหยียนยังคงโอบกอดร่างบางที่สั่นเทาพาดอยู่บนโต๊ะ พลางจูบซับเหงื่อที่หน้าผากนางอย่างรักใคร่ สายตามังกรที่เคยดุดันบัดนี้เหลือเพียงความอ่อนโยนที่ลึกล้ำเกินพรรณนา

"เป็นอย่างไร...วิชา 'มังกรทะยาน' ของข้า...ดีกว่าหัวไชเท้าแช่น้ำแข็งไหม?" เขาถามกระซิบข้างหูที่ยังคงยาวเฟื้อยออกมา

ไป๋ซินหน้าแดงก่ำไปถึงปลายหู นางรีบหดหูและหางกลับด้วยความเขินอายอย่างที่สุด

"ฝ่าบาทคนเจ้าเล่ห์...ท่านหลอกข้าฝึกท่าแปลกๆ บนโต๊ะฎีกา...ฮือออ คืนหน้าข้าจะมองหน้าพวกท่านเสนาบดีในห้องนี้ได้อย่างไรเจ้าคะ"

"หึ...ก็ไม่ต้องมอง มองแค่ข้าคนเดียวก็พอ"

เย่จวินเหยียนยิ้มกริ่มอย่างผู้ชนะ

"รังสีสีแดงของข้าดับลงแล้วจริงๆ เห็นไหม? แต่ถ้าคืนไหนมันกลับมาพุ่งปรี๊ดอีก...เจ้าก็ต้องมา 'ช่วยฝึก' ข้าใหม่นะ...ยัยกระต่ายน้อยของข้า"

เขาก้มลงจูบนางอีกครั้งอย่างแสนรัก ท่ามกลางกองฎีกาที่กระจัดกระจาย ยืนยันว่าวิชา "ประสานปราณมังกร" นี้ ได้ผลชะงัดยิ่งกว่ายาวิเศษใดๆ ในโลกเซียน!

Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • ฝ่าบาทขา...อย่ากินข้าเลย   “บัลลังก์หงส์ มงกุฎแครอท และพันธสัญญาแห่งหัวใจ”

    แสงทองอร่ามของยามเช้าสาดส่องลงเหนือหลังคากระเบื้องเคลือบของพระราชวังหลวง บรรยากาศในวันนี้เต็มไปด้วยความปีติยินดีที่แฝงไปด้วยความโกลาหลเล็กน้อยตามฉบับของว่าที่ฮองเฮาองค์ใหม่ เสียงแตรสังข์และระฆังทองดังกังวานไปทั่วเก้าประตูวัง บ่งบอกถึงจุดเริ่มต้นของพระราชพิธีสถาปนาฮองเฮาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์อาณาจักรมังกรภายในตำหนักรับรอง ไป๋ซิน ยืนนิ่งอยู่หน้ากระจกบานใหญ่ที่เคยใช้ฝึกวิชา นางถูกห้อมล้อมด้วยนางกำนัลนับสิบคนที่กำลังช่วยกันสวมชุดพิธีการสีแดงเพลิง ปักลวดลายหงส์ทองสยายปีกด้วยดิ้นทองคำแท้ น้ำหนักของชุดและมงกุฎหงส์เก้ากษัตริย์ที่ประดับด้วยมุกราตรีทำเอาไป๋ซินถึงกับลอบกลืนน้ำลาย“อดทนหน่อยนะเพคะ”นางกำนัลคนสนิทกระซิบ“ความสง่างามต้องแลกมาด้วยความหนักเพคะ”ไป๋ซินพยายามทรงตัวให้ตรง หูกระต่ายที่เคยพุ่งพรวดออกมาตามอารมณ์บัดนี้ถูกเก็บซ่อนไว้ภายใต้จิตที่นิ่งสนิทดุจผิวน้ำในถ้ำเหมันต์ นางมองดูเงาตัวเองในกระจกแล้วยิ้มบางๆ'จากนักแสดงสาวผู้บ้างานที่มาโผล่ในร่างกระต่ายป่

  • ฝ่าบาทขา...อย่ากินข้าเลย   “รสสัมผัสแห่งเหมันต์และเพลิงมังกร”

    ภายในห้องบรรทมส่วนพระองค์ที่เคยเงียบเหงาจนน่าใจหายมาตลอดเจ็ดราตรี บัดนี้ถูกเติมเต็มด้วยไอความร้อนจากอ่างน้ำวนขนาดใหญ่ที่สลักจากหยกขาวเนื้อดี กลิ่นหอมของน้ำมันกุหลาบป่าและเครื่องหอมอวลไปทั่วห้อง ผสมผสานกับกลิ่นอายมังกรที่เข้มข้นขึ้นตามแรงอารมณ์ที่พุ่งสูงของเจ้าของห้อง เย่จวินเหยียนยืนนิ่งอยู่กลางห้อง ร่างแกร่งที่เต็มไปด้วยมัดกล้ามสมส่วนยังมีร่องรอยของดินโคลนแห้งกรังจากการ "ทำศึกวัชพืช" ประปราย ทว่าสายตาคมกริบของเขากลับจับจ้องเพียงร่างระหงที่ยืนอยู่ตรงหน้าด้วยความโหยหาที่แทบจะล้นทะลัก“ข้าบอกแล้วไงเจ้าคะ...ว่าข้าจะช่วยท่านอาบน้ำเอง ท่านตรากตรำถอนหญ้ามาตั้งเจ็ดวัน ให้ข้าปรนนิบัติท่านเถิด”ไป๋ซินกระซิบบอกพลางเดินเข้าใกล้ เสียงของนางนุ่มนวลทว่ากังวานด้วยอำนาจของเซียนที่เพิ่งผ่านการฝึกปรือมาอย่างหนัก นางไม่ได้เขินอายเหมือนวันวานอีกต่อไป ดวงตากลมโตที่เคยหลบสายตาบัดนี้กลับจ้องมองมังกรหนุ่มอย่างท้าทายและเต็มไปด้วยความรักมือเรียวขาวผ่องค่อยๆ เอื้อมไปปลดสายรัดเอวที่เลอะโคลนของเย่จวินเหยียนออกอย่างเชื่องช้า สัมผัสจากปลายนิ้วที่เย็นเยียบดุจหิมะแตะต้องลงบนผิวเนื้อที่ร้อนระอุของมังกรหนุ่ม ทำให้เขาถ

  • ฝ่าบาทขา...อย่ากินข้าเลย   “กองทัพถอนหญ้า”

    เช้าวันที่เจ็ด...ทั่วทั้งพระราชวังหลวงดูเหมือนจะตกอยู่ในความเงียบงันที่ผิดปกติ ลมหนาวจากยอดเขาเร้นลับพัดพาม่านหมอกสีขาวบริสุทธิ์ให้ม้วนตัวเป็นเกลียว ลอยต่ำปกคลุมไปตามทางเดินหินอ่อนราวกับแดนสุขาวดี ทันใดนั้น เสียงครืนครั่นของกลไกหินโบราณก็ดังสนั่นไปทั่วหุบเขา ประตูหินหนาหนักของ “ถ้ำเหมันต์พันปี” ที่ปิดสนิทมาตลอดเจ็ดทิวาราตรีค่อยๆ เลื่อนเปิดออกอย่างช้าๆ ส่งไอเย็นจัดที่แปรเปลี่ยนเป็นละอองน้ำแข็งพวยพุ่งออกมาดุจม่านไหมร่างระหงในชุดผ้าไหมสีขาวเรียบง่ายทว่าดูสูงศักดิ์ก้าวออกมาจากความมืดมิด ไป๋ซินในยามนี้ดูราวกับเปลี่ยนไปเป็นคนละคน ผิวพรรณของนางที่เคยขาวนวลบัดนี้ดูผุดผ่องมีรัศมีสีเงินจางๆ ปกคลุมราวกับไข่มุกที่เพิ่งถูกขัดเงา ดวงตากลมโตที่เคยฉายแววซุกซนและเลิ่กลั่ก บัดนี้กลับดูสุขุม เยือกเย็น และลุ่มลึกขึ้นอย่างน่าประหลาดทว่าสิ่งที่น่าอัศจรรย์ที่สุดคือ...ไม่ว่าลมหนาวจะพัดแรงเพียงใด หรือในใจของนางจะตื่นเต้นที่จะได้พบ "ใครบางคน" มากแค่ไหน หูกระต่ายเจ้าปัญหาก็ไม่พุ่งพรวดออกมาให้กวนใจอีกต่อไป นางสามารถควบคุมกระแสปราณในกายได้อย่างสมบูรณ์ กายเซียนและจิตมนุษย์หลอมรวมกันเป็นหนึ่งเดียวอย่างมั่นคง“เจ้

  • ฝ่าบาทขา...อย่ากินข้าเลย   “ปราณน้ำแข็งสยบมังกร”

    ภายในถ้ำเหมันต์ที่ลึกซึ้งที่สุด แสงสีครามจากผลึกน้ำแข็งเริ่มหมุนวนเป็นเกลียวคลื่นโอบล้อมร่างของไป๋ซินไว้ ราวกับดักแด้ที่กำลังจะลอกคราบ ผิวพรรณของนางที่เคยขาวนวลบัดนี้ดูผุดผ่องมีรัศมีสีเงินจางๆ ปกคลุม หูกระต่ายที่เคยพุ่งพรวดออกมาตามอารมณ์ บัดนี้สงบนิ่งและหดหายไปเองโดยที่นางไม่ต้องพยายามกดข่ม“เจ้าทำได้ดีมาก ไป๋ซิน”เสด็จแม่ (พระพันปี) ตรัสชมขณะมองดูสมาธิที่แน่วแน่ของนาง“ความลับของการคุมปราณเซียนไม่ใช่การกักขัง แต่นำมันมาหลอมรวมกับธรรมชาติ หากใจเจ้าเย็นดุจน้ำแข็ง ต่อให้ความร้อนแรงของปราณมังกรจะดุดันเพียงใด เจ้าก็จะยังคงเยือกเย็นและเป็นฝ่ายควบคุมมันได้”ไป๋ซินลืมตาขึ้น ดวงตาของนางส่องประกายเย็นตาแต่แฝงด้วยพลัง“ข้ารู้สึกเหมือนร่างกายเบาหวิว...ความร้อนปั่นป่วนในกายหายไปหมดแล้วเพคะเสด็จแม่”ทว่าในขณะที่การฝึกกำลังเข้าสู่ช่วงสำคัญ สัมผัสถึง “อายมังกร” ที่คุ้นเคยแต่วุ่นวายก็พุ่งเข้ามาถึงหน้าถ้ำ ณ บริเวณหน้าถ้ำเหมันต์“ฝ่าบาท! เสด็จกลับเถิดพ่ะย่ะค่ะ พระพันปีทรงกำชับไว้หนาหูว่าห้ามใครรบกวน!”กงกงพยายามวิ่งเอาตัวเข้าขวาง แต่เย่จวินเหยียนในชุดลำลองกระฉับกระเฉงกลับไม่สนใจ เขาแบกตะกร้าที่เต็มไปด

  • ฝ่าบาทขา...อย่ากินข้าเลย   “ความลับใต้ถ้ำเหมันต์และอ้อมกอดที่ว่างเปล่า”

    ท่ามกลางหุบเขาเร้นลับหลังพระราชวังหลวง ทิศทางที่ลมเหนือพัดผ่านนำพาเอาความหนาวเย็นสุดขั้วมาสู่ทางเข้า “ถ้ำเหมันต์พันปี” สถานที่แห่งนี้คือเขตหวงห้ามที่มีเพียงเชื้อพระวงศ์ชั้นสูงเท่านั้นที่ได้รับอนุญาตให้ย่างกรายเข้ามา ผนังถ้ำที่เกิดจากผลึกน้ำแข็งธรรมชาติสะท้อนแสงสีครามวาววับราวกับอัญมณีล้ำค่า ทว่าความงามนั้นกลับแฝงไปด้วยไอเย็นที่รุนแรงจนสามารถแช่แข็งปราณเซียนที่อ่อนแอได้ในพริบตาไป๋ซินในชุดผ้าฝ้ายหนาพิเศษสีขาวสะอาดตา นั่งขัดสมาธิอยู่บนแท่นศิลาหิมะ ร่างบางสั่นสะท้านจนฟันกระทบกันเสียงดังกึกๆหูกระต่ายยาวสีนวลที่เคยชี้ตั้งอย่างร่าเริง บัดนี้ลูบตกลงมาแนบชิดใบหูเพื่อพยายามรักษาความอบอุ่นให้ได้มากที่สุด นางพยายามโคจรลมปราณตามที่เคยเรียนมา แต่มันกลับติดขัดเพราะฤทธิ์ของ "หญ้าน้ำค้างสวรรค์" ที่ยังหลงเหลืออยู่ในกระแสเลือด ทำให้พลังของนางเดี๋ยวพุ่งพล่านเดี๋ยวอ่อนแรง“ตั้งสติหน่อย ไป๋ซิน”เสียงของพระพันปีดังขึ้นก้องกังวานในความเงียบสงบ นางประทับนั่งอยู่บนแท่นน้ำแข็งฝั่งตรงข้าม ใบหน้าที่เคยดูเ

  • ฝ่าบาทขา...อย่ากินข้าเลย   “ผักเมามายกับความลับของกายเซียน”

    ท่ามกลางกลิ่นหอมของผักสดนานาชนิดบนโต๊ะเสวย ไป๋ซินที่บัดนี้ลืมสิ้นทุกความเขินอาย คว้าหยิบ "หญ้าน้ำค้างสวรรค์" สีฟ้าหม่นที่ดูแปลกตากว่าต้นอื่นขึ้นมาเคี้ยวอย่างเอร็ดอร่อย นางไม่รู้เลยว่าสมุนไพรชนิดนี้แท้จริงแล้วคือ "หญ้าเมาเซียน" ที่มีฤทธิ์กระตุ้นการไหลเวียนของปราณเซียนอย่างรุนแรง หากเซียนที่มีตบะยังไม่แกร่งกล้าหรือคุมจิตไม่นิ่งทานเข้าไป...มันจะให้ผลลัพธ์ไม่ต่างจากเหล้ากลั่นพันปี!"อึก...ฝ่าบาทเจ้าคะ ทำไมแครอทมันถึงได้หมุนๆ แบบนี้ล่ะเจ้าคะ?"ไป๋ซินเริ่มนั่งไม่อยู่สุข ใบหน้าขาวนวลเปลี่ยนเป็นสีระเรื่อเหมือนลูกตำลึงสุก ดวงตากลมโตเริ่มปรือปรอยปรายมองฝ่าบาทด้วยความสิเน่หาอย่างเปิดเผย นางหัวเราะคิกคักพลางคว้าแขนเสื้อปักลายมังกรของเย่จวินเหยียนมาเช็ดหน้าเช็ดตา ราวกับเขาเป็นผ้าอ้อมผืนโปรด"ไป๋ไป๋? เจ้ากินหญ้าน้ำค้างเข้าไปงั้นรึ!"เย่จวินเหยียนอุทาน พยายามจะแย่งต้นที่เหลือจากมือนาง แต่ไป๋ซินกลับชักมือหนีแล้วส่งเข้าปากเคี้ยวตุ้ยๆ จนหมด"ข้าไม่ได้เมานะเจ้าคะ! ข้าแค่...ข้าแค่รู้สึกว่าตัวข้าเบ๊าเบาเหมือนปุยเมฆเลย ดูสิเจ้าคะ ข้าบินได้ด้วย!"ปึ๋ง!ทันทีที่พูดจบ การควบคุมพลังของนางก็พังทลายลง หูกระต่าย

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status