เข้าสู่ระบบกรรไกรในมือของซ่งหนิงหวงที่กำลังจะตัดผมของตนและของโจวเจินหยุดชะงัก ก่อนจะขว้างลงพื้นอย่างมีโทสะ แม้เขาจะขังเซี่ยเฟิงอวี่เอาไว้ แต่ไม่ได้อยากให้นางต้องตาย หากนางตายไม่รู้ปัญหาที่ตามมาจะใหญ่โตเพียงใด
โจวเจินจะวิ่งตามไป แต่ถูกสาวใช้ห้ามเอาไว้เสียก่อน “หากพระชายารองออกจากห้องหอจะไม่เป็นมงคลนะเจ้าคะ”
“พวกโง่ ตามไปสืบว่าเกิดเรื่องใดขึ้น แล้วรีบพาองค์ชายรองกลับมาทำพิธีให้เสร็จ” นางจะยอมให้เขาไม่ทำพิธีต่อได้อย่างไร
ในเมื่อซ่งหนิงหวงยังไม่ได้เข้าพิธีผูกผมกับเซี่ยเฟิงอวี่ เรื่องนี้นางสืบมาจากสาวใช้แล้ว จึงได้ขอให้เขาทำพิธีผูกผมกับนาง เพื่อจะได้เท่าเทียมกับเซี่ยเฟิงอวี่อย่างที่เขาเคยบอกเอาไว้
“จับตัวผู้วางยาได้หรือไม่”
“สาวใช้ของพระชายารองพ่ะย่ะค่ะ นางเป็นผู้นำอาหารเข้ามาให้พระชายา มียาพิษอยู่ในอาหารที่นางนำเข้ามาข้าน้อยตรวจสอบแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
“มะ ไม่ ไม่จริงเพคะ หม่อมฉันไม่ได้ทำ”
“ลากนางออกไปขังเอาไว้ ให้คนสอบสวนนาง” ซ่งหนิงหวงไม่เชื่อว่าโจวเจินนางจะเป็นผู้วางยา ต้องหาตัวผู้อยู่เบื้องหลังของสาวใช้ออกมาให้ได้
“ให้หมอมาตรวจพระชายาแล้วหรือยัง” เขามองใบหน้าที่ไร้สีเลือด และคอที่มีรอยเชือกของนาง ไม่ว่าอย่างไรเขาก็ไม่เข้าใจว่าเซี่ยเฟิงอวี่นางจะฆ่าตัวตายเพื่ออันใด
ที่ผ่านมาต่อให้เขาไม่ไปที่เรือนของนาง นางก็ไม่โวยวายหรืออาละวาดให้ได้เห็นจะมีก็เพียงแต่วันที่บอกให้นางย้ายเรือนที่เห็นนางโกรธเกรี้ยวขนาดนั้น
“หมอกำลังมาพ่ะย่ะค่ะ”
เฟิงอวี่ยังคงหลับตาไม่สนใจเสียงพูดของหนิงหวง นางอยากจะรู้ว่าหลักฐานชี้ไปที่ตัวของโจวเจินถึงเพียงนี้แล้วเขาจะทำเช่นใด
เมื่อหมอมาตรวจอาการของเฟิงอวี่ก็ต้องใบหน้าซีดขาวทันที เมื่อในร่างกายของนางถูกตรวจสอบเจอพิษจำนวนมาก หากเป็นผู้อื่นไม่รู้ว่าจะรอดมาได้หรือไม่
“นางถูกพิษหรือ ทำอันใดอยู่เล่า รีบรักษาสิ!!!” เขาตวาดออกมาอย่างเกรี้ยวกราด
หมอหลวงรีบเขียนเทียบยาด้วยมือที่สั่นเทา ก่อนจะออกไปต้มยาด้วยตนเอง ภายในห้องเหลือเพียงเฟิงอวี่และหนิงหวง
“ข้ารู้เจ้าฟื้นแล้ว ตอนนี้เป็นเช่นใดบ้าง”
“ออกไป ข้าอยากอยู่ผู้เดียว” นางยังคงหลับตาไม่มองเขา
“ข้าจะให้ความเป็นธรรมกับเจ้า”
“หึหึ ท่านทำได้หรือ” นางปรือตาขึ้นมามองเขาอย่างดูแคลน
สายตาของเฟิงอวี่มีไอสังหารเจือออกมาด้วย บุรุษผู้นี้ก็มิได้น่าเกลียดอันใด แต่โง่ไปหน่อย มองแผนการของสาวงามไม่ออก ต่อไปจะเป็นใหญ่ได้ไง นางได้แต่คิดในใจ ก่อนจะหลับตาลงอีกครั้ง
“...” หนิงหวงเม้มปากแน่น เขารู้ว่านางก็มองออกว่าผู้ใดคิดจะสังหารนาง แต่เขายังไม่อยากปักใจเชื่อก็เท่านั้น
สาวใช้ของเฟิงอวี่ที่ติดตามนางมาด้วยจากจินเป่ย ถูกพาตัวเข้ามาดูแลนาง เฟิงอวี่เมื่อเห็นสาวใช้ของเจ้าของร่างเดิม ก็จดจำนางได้ทันที
“คุณหนู” นางเอ่ยเสียงสะอื้นดังแต่เปิดประตูห้องเข้ามา
“อย่าร้อง ข้าไม่ชอบเสียงร้องไห้”
“เจ้าค่ะ บ่าวจะไม่ร้อง”
“จินเป่ยอยู่ไกลหรือไม่”
สาวใช้ทำหน้างุนงง แต่ก็เอ่ยตอบคำถามเฟิงอวี่ “หากเดินทางด้วยรถม้า สามเดือนเจ้าค่ะ แต่ถ้าม้าเร็วหนึ่งเดือนหรือเดือนกว่าก็ถึงเจ้าค่ะ”
“เตรียมตัวให้ดี ร่างกายข้าฟื้นตัวเมื่อใด เดินทางกลับจินเป่ยทันที”
“แต่ว่า...”
“หากเจ้าไม่ไปก็รั้งอยู่ต่อได้ ข้าไม่ตำหนิ”
“มิใช่เจ้าค่ะ หากคุณหนูกลับไปจะบอกท่านแม่ทัพกับฮูหยินเช่นใด”
“บิดามารดารักข้าหรือไม่” เฟิงอวี่ไม่เคยได้รับความรักจากครอบครัว นางจึงเอ่ยถามอย่างไม่แน่ใจ
“คุณหนูคือที่หนึ่งสำหรับท่านแม่ทัพกับฮูหยินเจ้าค่ะ”
“เช่นนั้นก็ไม่ต้องกลัว ข้าเชื่อว่าท่านพ่อจะหาทางออกให้ข้าได้ หาทางปล่อยข่าวเรื่องที่ข้าถูกลอบวางยาพิษออกไป” ความทรงจำบางช่วงของเซี่ยเฟิงอวี่บอกนางเช่นนั้น
“จะทำเช่นนี้จริงหรือเจ้าคะ” นางมองมาทางเฟิงอวี่อย่างร้อนใจ
เฟิงอวี่นางไม่พูด เพียงแค่ใช่สายตามองกดดัน จนเสี่ยวเยว่ ต้องออกไปทำตามคำสั่งของนาง
งานแต่งพระชายารองตำหนักองค์ชายรองที่ยิ่งใหญ่ เจ้าบ่าวมิได้กลับไปที่เรือนหออีกเลยตลอดทั้งคืน หนิงหวงอยู่ที่คุกในตำหนักตลอดทั้งคืน เพื่อสอบสวนสาวใช้
แต่ทั้งหมดตั้งแต่เกิดเรื่องมีเพียงสาวใช้สองคนที่เดินเข้าออกเรือนพักของเซี่ยเฟิงอวี่ ไม่มีทางที่คนนอกจะลอบเข้ามาโดยรอดพ้นสายตาขององครักษ์ไปได้
“สังหารนางทิ้งเสีย” อย่างไรก็ไม่อาจสืบหาความได้ ยิ่งนางเป็นคนของโจวเจิน หากเก็บเอาไว้ ตระกูลเซี่ยรู้เข้า ถึงตอนนั้นเขาก็ไม่อาจช่วยเหลือหญิงคนรักได้
เฟิงอวี่นางดื่มยาถอนพิษที่รสชาติขมโดยไม่สะทกสะท้าน เสี่ยวเยว่ส่งน้ำให้นางดื่มนางยังไม่ยอมที่จะรับไปดื่มสักนิด
“ออกไปเถิด ข้าจะนอนพักแล้ว”
“แต่ว่า...” นางอยากจะนอนเฝ้าเฟิงอวี่ เผื่อเกิดเรื่องขึ้น
“ไปเถิด ข้าคงไม่ตายง่ายๆ หรอก” ในเมื่อนรกยังไม่รับนาง แล้วนางจะตายง่ายๆ ได้อย่างไร
หลังจากที่เสี่ยวเยว่ออกไปจากห้องแล้ว เฟิงอวี่ นางก็เริ่มฉีดยาฟื้นฟูร่างกายตนเองอีกครั้ง เส้นเสียงที่อักเสบจนแทบจะไม่มีเสียงออกมาก่อนหน้า หายไปราวกับไม่เคยเกิดขึ้น เนื้อตัวที่ไร้เรี่ยวแรงก็ค่อยๆ ฟื้นตัวอย่างช้าๆ
หนิงหวงหลังจากที่ออกจากคุกใต้ดิน เขาเดินมาดูอาการของเฟิงอวี่อีกครั้ง เฟิงอวี่นางได้ยินเสียงฝีเท้าของเขาตั้งแต่เดินเข้ามาในเรือนพักแล้ว แต่ไม่คิดจะลืมตาขึ้นมอง
แต่เมื่อฝ่ามือของหนิงหวงจะแตะลงบนหน้าผากของนาง เฟิงอวี่ก็ดีดตัวขึ้นลงไปยืนอยู่ข้างเตียงอย่างระวังตัว
“หายดีแล้วหรือ” เขามองนางอย่างไม่อยากเชื่อ ว่านางจะฟื้นตัวเร็วเช่นนี้
“จับตัวคนร้ายได้หรือไม่”
“สาวใช้ทนทรมานไม่ไหว นางสิ้นใจก่อนจะรู้ความจริง”
“หึหึ”
“เจ้าหัวเราะอันใด”
“ไม่ต่างจากที่ข้าคิด โลกนี้มีความเป็นธรรมเสียที่ไหน มีเพียงแค่ความพึงพอใจเสียมากกว่า” สายตาของเฟิงอวี่ราวกับคมมีดที่แทงบนร่างของหนิงหวง
“จะ เจ้า” นางพูดไม่ผิด เพียงแต่เขารับไม่ได้
“เจ้าบ่าวไม่เข้าห้องหอ ผู้อื่นจะนินทาได้ ท่านออกไปได้แล้ว แล้วอย่ามาเหยียบที่เรือนของข้าอีก”
“หึ เจ้าลืมไปหรือไม่ ว่านี่คือตำหนักของข้า”
“อ้อ...” เฟิงอวี่เพียงยกยิ้มที่มุมปาก
“เซี่ยเฟิงอวี่ อย่าให้มันมากเกินไป ที่ข้ายอมให้เจ้าปากดี เพราะเห็นแก่เจ้าที่ยอมฆ่าตัวตายเพราะข้า”
“...” เฟิงอวี่ส่ายหัวให้กับความโง่เขลาของหนิงหวง
“ได้ ข้าจะไม่ว่าเหยียบที่เรือนของเจ้าอีกเลย”
สายตาที่เฟิงอวี่มองส่งเขา ราวกับกำลังขอบคุณที่เขาจะไม่กลับมาเหยียบที่เรือนของนาง แม้เมื่อก่อนนางจะดื้อรั้น หัวแข็งเพียงใด แต่ก็ไม่เคยแสดงท่าทีรังเกียจเขาถึงเพียงนี้
หนิงหวงคิดจะกลับไปที่ห้องหอ เพื่อดูว่าโจวเจินนางเป็นเช่นใดบ้าง แต่พ่อบ้านตำหนักก็เข้ามาขวางทางเขาเอาไว้เสียก่อน
“มีอันใดอีก!!!” เขาโวยวายออกมาอย่างหัวเสีย
“เกิดเรื่องใหญ่แล้วพ่ะย่ะค่ะ ด้านนอกมีข่าวลือมาพระชายาถูกสาวใช้ของพระชายารองวางยาพิษพ่ะย่ะค่ะ”
“เดรัจฉาน!!! ไปสืบมาว่าผู้ใดพูดออกไป”
หนิงหวงถูกเรียกตัวเข้าวังหลวงโดยด่วน โจวเจินที่รู้ว่าสาวใช้ของตนถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้วางยาก็หวาดกลัวจนไม่กล้าออกจากห้องนอน แม้นางจะไม่ได้ทำ แต่ก็ไม่อาจหลบเลี่ยงปัญหาไปได้ มีแต่หนิงหวงเท่านั้นที่จะช่วยนางได้
หนิงหวงถอนหายใจออกมา เขากดสูดดมที่เส้นผมของเฟิงอวี่ก่อนจะเอ่ยตอบ“ข้าจะหลอกเจ้าเพื่ออันใด ข้าไม่คิดจะขึ้นนั่งบัลลังก์ด้วยซ้ำ ตอนนี้เสด็จพ่อได้รับน้ำวิเศษอยู่ตลอด คงจะไม่ลงจากบัลลังก์ง่ายๆ ข้าคิดเอาไว้แล้ว ว่าจะให้โยวอี้เริ่มเรียนรู้งานกับเสด็จพ่อตั้งแต่ยังเล็ก ต่อไปก็ให้เขาทำหน้าที่แทนข้าเลย”“ท่านคิดดีแล้วหรือ” เฟิงอวี่อดที่จะมองอย่างสงสัยไม่ได้ บัลลังก์ไม่ว่าผู้ใดก็อยากจะครอบครอง อย่างรุ่ยอ๋องที่คิดก่อกบฏจนตัวตาย พี่น้องของหนิงหวงแม้จะเก็บซ่อนเขี้ยวเล็บอย่างดี แต่ต่อไปจะรู้ได้อย่างไรว่าไม่คิดอยากจะแย่งชิง“ข้าเบื่อปั้นหน้าเต็มที เจ้าเห็นข้ายินดีหรือตอนที่ต้องเข้าท้องพระโรงทุกวัน ข้าอยากจะนอนกอดเจ้าต่ออีกหน่อยก็ทำไม่ได้”“อืม...ข้ามีเรื่องดีจะบอกท่าน” เฟิงอวี่ดันตัวออกมาจากอ้อมแขนของหนิงหวง พร้อมทั้งดึงมือหนิงหวงไปวางที่ท้องของนาง“จริงหรือ” หนิงหวงเอ่ยถามอย่างไม่อยากเชื่อ“อืม ข้าตั้งครรภ์” นางยิ้มกว้างออกมาเสียงหัวเราะของหนิงหวง ทำให้เด็กทั้งสามที่เล่นอยู่ในลานด้านข้างศาลาริมน้ำ วิ่งเข้ามาภายในศาลาอย่างสนใจ เมื่อรู้ว่าเสด็จแม่ของตนตั้งครรภ์อีกแล้ว เด็กทั้งสามก็กระโดดไปรอบๆ ตัวหนิง
วันที่เซี่ยเหลี่ยงเดินทางกลับชายแดนเหนือ เฟิงอวี่นางมอบระเบิดมือให้เขาไปนับสิบลูก ทั้งยังสาธิตและสอนให้เขาระวังในการเคลื่อนย้ายเช่นใดจะได้ไม่เกิดอันตรายขึ้นด้วยรู้ดีว่าแคว้นต้าฉี ต้องการจะทำสงครามกับแคว้นต้าซ่ง หากสงครามไม่เกิดขึ้น พี่ชายของนางก็ไม่จำเป็นต้องเสี่ยงตายอยู่ในสนามรบ ชีวิตของทหารและชาวบ้านก็จะได้ไม่ต้องล้มตายหรืออยู่กันอย่างหวาดกลัวเฟิงอวี่นางพาเซี่ยหร่วน เซี่ยเหลี่ยงและหนิงหวง ออกไปลองใช้ระเบิดมือที่ภูเขานอกเมือง พื้นที่โดยรอบไม่มีชาวบ้านอาศัยอยู่ จึงไม่ต้องกังวลว่าจะเกิดอันใดยามที่เฟิงอวี่นางขว้างระเบิดมือออกไป หินก้อนใหญ่เท่าเรือนหนึ่งหลังก็แตกออกเป็นหลายเสี่ยง พร้อมด้วยเสียงกัมปนาทที่ราวกับฟ้าจะถล่มลงมา พื้นที่รอบด้านสั่นสะเทือนจนรู้สึกได้ภายในเมืองหลวงและหมู่บ้านใกล้ๆ ต่างก็ได้ยินเสียง ทุกคนออกมาดู พร้อมหาต้นเสียงว่ามาจากที่ใดก็หาไม่พบ“วิเศษนัก!!! เช่นนี้ แคว้นต้าฉีกับชนเผ่านอกด่านก็ไม่กล้ารุกรานแล้ว” เซี่ยเหลี่ยงร้องออกมาอย่างยินดี“ท่านต้องใช้อย่างระวัง หากตกใกล้ตัวเกินไป หากไม่ตายก็ต้องพิการ ข้าให้ท่านเพื่อใช้ข่มขู่เท่านั้น ระเบิดหนึ่งลูกสามารถคร่าชีวิตคนได้น
ดูเหมือนจะไม่ทันเสียแล้ว เด็กทารกในครรภ์ดูเหมือนจะอยากออกมาเต็มที่ ยังดีที่ทั้งสองออกมาจากมิติได้ทัน พอเฟิงอวี่นางขึ้นนอนบนเตียง เสียงเด็กก็ร้องดังลั่นไปทั่วเสี่ยวเยว่กับเถามามาที่ย้ายมานอนเฝ้าอยู่หน้าห้องวิ่งเข้ามาด้วยความตกใจ ยังดีที่หนิงหวงสวมใส่เสื้อผ้าเรียบร้อยแล้ว“อุแว้ อุแว้”“ว้ายยยยย คลอดแล้ว” เสี่ยวเยว่กรีดร้องออกมามีเพียงเถามามาที่ยังได้สติ นางผลักตัวเสี่ยวเยว่ให้รีบไปตามหมอตำแยเข้ามาในห้อง แล้วรีบไล่หนิงหวงที่ยังยืนมองอย่างตกตะลึงให้ออกไปด้านนอก ก่อนจะเข้าไปรับเด็กที่ไหลออกมาจากช่องคลอดของเฟิงอวี่เอาไว้ตำหนักบูรพาวุ่นวายในชั่วพริบตา ต่างไม่มีสัญญาณเตือน หรือได้ยินเสียงร้องของเฟิงอวี่เลยสักนิด ได้ยินเพียงเสียงเด็กน้อยที่ร้องลั่นประท้วงที่ไม่มีคนรอรับเขาตอนออกมาจากท้องของมารดาฮ่องเต้กับฮองเฮาที่เข้านอนไปแล้ว ต่างก็รีบร้อนมาที่ตำหนักบูรพา เมื่อมาถึงก็เห็นหนิงหวงก็อุ้มพระโอรสที่ล้างตัวเรียบร้อยแล้วเอาไว้ในอ้อมแขน“คลอดง่ายหนัก” ฮองเฮาฟังเรื่องของเฟิงอวี่ก็ได้แต่นึกอิจฉา ยามที่นางคลอดหนิงหวงเกือบจะเอาชีวิตไม่รอด ฮ่องเต้จึงไม่ให้นางตั้งครรภ์อีกเลยคนตระกูลเซี่ยก็เร่งรีบมาทั
เฟิงอวี่นางเข้าชมการประหารในวันนี้ด้วย โดยไม่สนใจคำห้ามปรามของฮองเฮาและมารดาของตนเลย“เจ้าจะมาเพื่ออันใด สตรีตั้งครรภ์สมควรเห็นเรื่องพวกนี้หรือ” เซี่ยหร่วนได้แต่ตำหนิบุตรสาวของตน เถามามาและเสี่ยวเยว่ที่อยู่ด้านหลังพยักหน้าอย่างเห็นด้วยก่อนหน้าที่จะมา บ่าวทั้งสองต่างห้ามปากจนเสียงแทบจะไม่มีแล้ว แต่เฟิงอวี่นางมีหรือที่จะฟัง“หากข้าไม่ได้เห็นนางตาย ข้าคงหลับไปสนิท” นางจะไม่อยากเห็นคนที่ทำให้ชีวิตของนางต้องพบเจอเรื่องร้ายมากมายตายด้วยตนตนเองได้อย่างไรเซี่ยหร่วนถอนหายใจออกมา หากตนเองถูกกระทำเช่นบุตรสาวก็คงอยากจะเห็นจุดจบของมันผู้นั้นเช่นกันก่อนจะทำการประหาร นักโทษที่ใกล้ตายล้วนแต่ได้รับสิทธิ์ให้พูดความในใจหนึ่งประโยค ที่ผ่านมาต่างก็พูดขอความเมตตาหรือไม่ก็พูดขอโทษในสิ่งที่ตนเองทำลงไปแต่ไม่ใช่กับรุ่ยอ๋อง เขารอเวลานี้มานาน“สิ่งที่เปิ่นหวางลงมือทำไป ไม่เคยนึกย้อนเสียใจ อาหวง หลานชายข้า...หึหึ” รุ่ยอ๋องมองไปที่โจวเจิน ก่อนจะถอนสายตากลับมา“พระชายารองของเจ้าช่าง...อึก” เขายังไม่ได้พ่นประโยคน่ารังเกียจออกมา ก็ถูกมีดสั้นที่ไม่รู้ว่ามาจากทิศใดพุ่งเสียบทะลุคอของเขาเสียแล้วชาวเมืองและขุนนางหลาย
คนของรุ่ยอ๋องไม่มีผู้ใดคิดจะขัดขืน นอกจากวิ่งหนีเอาตัวรอด แต่ก็ถูกจับตัวกลับมาได้ทั้งหมด หนิงหวงเดินไปหยุดตรงหน้ารุ่ยอ๋อง สายตาที่จ้องมองร่างที่นอนเจ็บปวดอยู่บนพื้นด้วยสายตาว่างเปล่า ราวกับมองคนตาย“เรื่องสกปรกที่ท่านทำ คิดว่าผู้อื่นไม่รู้หรือ เพียงแค่ไม่มีผู้ใดอยากจะพูดให้เสียปากเท่านั้น”รุ่ยอ๋องจ้องมองหนิงหวงอย่างโกรธแค้น แต่ไม่กล้าพูดสิ่งใดออกมา ในมือของหนิงหวงยังถืออาวุธประหลาดมาทางเขาอยู่องครักษ์พ่านเดินเข้าไปลากตัวรุ่ยอ๋องที่ยังคงนอนเจ็บปวดอยู่ที่พื้น ลากออกไปจากป่า เพื่อไปรับโทษ ตลอดทางที่พาตัวไปขังในคุกหลวงในวัง รุ่ยอ๋องมิได้พูดสิ่งใดออกมาอีก ความเจ็บปวดที่บาดแผลและเสียเลือดไปจำนวนมาก ทำให้เขาไร้เรี่ยวแรงที่จะปากดีชาวเมืองเมื่อรู้ข่าวว่ากบฏรุ่ยอ๋องถูกจับกุมตัวแล้ว ต่างก็ออกมาโห่ร้อง และด่าทอตลอดทางที่รุ่ยอ๋องถูกคุมตัว หนิงหวงที่ได้รับคำสรรเสริญสีหน้าของเขาเรียบเฉยไร้ความรู้สึก เซี่ยหร่วนและเซี่ยเหลี่ยงต่างก็ถอนกำลังทหารที่ปิดล้อมตามประตูเมืองต่างๆ ไปรวมตัวกับหนิงหวงที่วังหลวงขุนนางเกือบทั้งหมดยามนี้อยู่ภายในวังหลวงอยู่ก่อนแล้ว เมื่อรุ่ยอ๋องถูกคุมตัวมาถึงฟ้าด้านนอกก็มืดสนิท
ยิ่งเห็นพวงแก้มที่แดงระเรื่อของฮองเฮา เฟิงอวี่เกือบอดใจไม่ไหว ยื่นมือไปหยิกแก้มนางเสียแล้ว“ออกกันไปก่อนเถิดเพคะ หม่อมฉันจะให้องครักษ์พ่านไปเชิญฝ่าบาทมาที่ตำหนักของพระองค์”ฮองเฮาพยักหน้ารับอย่างเห็นด้วย ก่อนจะพากันออกไปด้านนอก เมื่อออกมาแล้ว เฟิงอวี่นางเรียกนางกำนัลคนที่ไปตำหนักนางเข้ามาภายในห้อง ก่อนจะให้ไปหาผ้ามาปิดหน้าให้ฮองเฮา ด้วยยังไม่สะดวกไล่นางกำนัลคนอื่นออกไปในยามนี้ กลัวว่าจะมีคนคิดร้ายขึ้นมาอีกเฟิงอวี่เองก็สั่งความองครักษ์พ่านให้ไปเชิญฮ่องเต้มาที่ตำหนักของฮองเฮาอย่างรวดเร็ว ในตอนแรกฮ่องเต้คิดว่าฮองเฮามีอาการไม่สู้ดี แต่เมื่อเข้าไปอยู่ในห้องด้านข้าง เห็นใบหน้าอ่อนเยาว์ของนางก็อดที่จะตกตะลึงไม่ได้“กะ เกิดอันใดขึ้น” ฮ่องเต้เดินเข้าไปจับไหล่ของฮองเฮาเอาไว้“นี่อย่างไรเล่า ที่หม่อมฉันกำลังจะบอกพระองค์”ฮองเฮาเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้ฮ่องเต้ฟัง ก่อนจะพากันเข้าไปในมิติของเฟิงอวี่เพื่อแช่ตัว ฮ่องเต้เองก็ตกตะลึงไม่แพ้ฮองเฮา แต่เพียงไม่ได้กรีดร้องออกมา เฟิงอวี่นางไม่ต้องติดตามฮ่องเต้ไปแช่ตัว ด้านข้างพระองค์มีฮองเฮาคอยดูแลอยู่แล้ว จึงเข้าไปนั่งรออยู่ภายในอาคารเพียงไม่นานทั้งสองพระอง







