เข้าสู่ระบบปกติยงชินหวังอิ้นเจินก็ทรงงานหนักมากอยู่แล้ว จู่ๆ กลับเร่งโหมงานเพิ่มขึ้นราวกับมีเป้าหมายอะไรบางอ
“ท่านพี่... ยงหวังฝู”อิ้นเจินรับฟัง ก่อนที่ดวงตาคมกร้าวดุจเหยี่ยวพลันเบิกกว้างและเคร่งเครียดขึ้นทันที นาราจึงบีบมือเขาบอกว่าไม่ต้องห่วง นางจะจัดการให้เอง ร่างบางรีบย่อกายถวายบังคมลาเพื่อออกไปด้านนอก ก่อนจะกวักมือเรียกเทียนจื้อซึ่งติดตามองค์ชายสิบสามมาด้วย สีหน้าของเด็กหนุ่มตื่นตระหนกทำอะไรไม่ถูก นาราจึงขยุ้มคอเสื้อของเขาและจ้องตาเพื่อเรียกสติ“เทียนจื้อ! ถ้าอยากช่วยองค์ชาย เจ้าต้องฟังข้านะ”“พะ...พ่ะย่ะค่ะเก๋อเก๋อ”“รีบไปยงหวังฝู ระดมคนไปด้วยและแจ้งให้องครักษ์ในจวนเตรียมตัว ถ้าหากมีคนแปลกหน้าโผล่มา จับตัวไว้ทันที เข้าใจนะ”“พ่ะย่ะค่ะ”“ดี รีบไป” นารานึกด่าตนเองที่ไม่ทันฉุกใจคิด ถ้าหากนางเป็นองค์ชายแปด อุตส่าห์ทุ่มหมดหน้าตักลงมือวางแผนขลุ่ยพิษปลงพระชนม์ยงชินหวังและวางยาองค์หญิงทั้งสองเพื่อทำลายอิ้นเสียง ถ้าแผนการทั้งสองสำเร็จ องค์ชายแปดจะทำอะไรต่อเล่า?... นาราคิดขึ้นมาได้ทันทีว่าองค์ชายแปดจะต้องชำระล้างหลักฐานความผิดทั้งหมดเพื่อก้าวขึ้นสู่อำนาจอย่างไร้ข้อกังขาเป็นแน่ สถา
บทที่ 33 พลาดท่า อิ้นเสียงมาพร้อมขวดสุรา ดวงตาแดงก่ำและไม่สนใจใครหน้าไหนอีกแล้วทั้งสิ้น“เสด็จพ่อ! ท่านยังมีใจเฉลิมฉลองรื่นเริงอยู่อีกหรือ?” อิ้นเสียงเปิดฉากต่อว่าพระราชบิดา ตัดพ้อด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ อิ้นเจินตรงเข้าไปห้ามปราม แต่อิ้นเสียงไม่อาจข่มใจหยุดวาจาได้ “เสด็จพ่อ! ท่านช่างโหดร้ายยิ่งนัก แม้แต่เสือมันยังรักลูกของมัน แล้วท่านเล่า? เสด็จพ่อ...”“น้องสิบสาม... เกิดอะไรขึ้น เหตุใดจึงทำลายงานเลี้ยงวันเกิดของเสด็จย่าเช่นนี้เล่า”องค์ชายแปดสอบถามอย่างนุ่มนวล อิ้นเสียงกำลังร่ำไห้อย่างหนักเมื่อหันไปสบตาพี่แปดเข้า เขาก็ทำท่าจะพุ่งเข้าไปชกอีกฝ่ายให้คว่ำ ดีที่อิ้นเจินยึดแขนไว้ทัน ไม่เช่นนั้นจะส่งผลร้ายยิ่งขึ้นเป็นแน่ จู่ๆ องค์ชายสิบสามแสดงท่าทีก้าวร้าวหยาบคายเช่นนี้ เหล่านางสนมและเชื้อพระวงศ์ต่างพากันตื่นตระหนก หันไปซุบซิบเอียงหูฟังข่าวกันเป็นทอดๆ บางคนตกใจ บางคนนึกสงสารเสียใจ มีเพียงเหลียงเฟยกับองค์ชาย
ดวงพระเนตรของคังซีคมปลาบดุจคมดาบบนแท่นประหาร เหลียงเฟยมือเย็นเฉียบ สมองหนักอึ้งแต่ก็พยายามเค้นสมองอย่างสุดความสามารถเพื่อพาตัวเองกับลูกหลุดพ้นจากข้อหาฉกรรจ์เหล่านี้“พี่เต๋อ ท่านต้องหาทางแก้แค้นให้องค์ชายสี่นะเพคะ ดูก็รู้ว่านางกับลูกอยู่เบื้องหลังทั้งหมด กล้าถึงขนาดปองร้ายสายพระโลหิตเช่นนี้ ตายสิบครั้งก็ยังไม่สาสม” หรงเฟยนึกสะเทือนใจถึงลูกที่ตายไปแล้วของตนเอง จึงใส่อารมณ์เต็มที่ แต่เต๋อเฟยส่ายพระพักตร์พลางถอนหายใจ“หรงเอ๋อร์ เจ้าอย่ามัวแต่เติมเชื้อไฟใส่ในจิตใจของเจ้าเลย คนที่คิดเรื่องการล้างแค้นก็รังแต่จะเปิดแผลตัวเองให้สด ในขณะที่คนที่ไม่สนใจการแก้แค้น แผลนั้นก็จะเยียวยาและหายไปในที่สุดนะ”“พี่เต๋อ พี่จะปล่อยวางเช่นนี้ก็ไม่ถูก ที่นี่คือวังหลัง ใครอ่อนแอก็จะถูกรังแก การล้างแค้นเป็นเรื่อง ‘ชอบธรรม’ ต่างหากเพคะ ถ้าหม่อมฉันจะล้างแค้นใคร หม่อมฉันจะค่อยๆ วางหมากอย่างเบามือและรอผลอย่างเย็นใจ ทุกอย่างย่อมสำเร็จตามความปรารถนาแน่นอน วันนี้มีโอกาสมาหล่นอยู่ตรงหน้าแล้ว พี่เต๋ออย่ามัวลังเล หม่อมฉันจะช่วยพี่เต๋อกำจัดเหลียงเฟยกับลูกไป
“ท่านเป็นผู้ฝากขลุ่ยหยกเลานี้ให้จูกงกงนำไปถวายหวังเย๋ใช่หรือไม่”อวี๋โยวกลอกตาหาทางหนีทีไล่ กำลังจะอ้าปากตอบว่าไม่ แต่นาราชิงพูดด้วยน้ำเสียงเย็นๆ สบายๆ เสียก่อน“คิดคำตอบให้ดีๆ ก่อนทูลตอบเบื้องหน้าพระพักตร์นะท่าน เหล่าชนชั้นสูงในที่นี้ล้วนคร่ำหวอดในวงการของล้ำค่า ขลุ่ยหยกงามล้ำเลิศเช่นนี้ตามสืบที่มาที่ไปไม่ยากสักนิดว่าเคยมีผู้ใดครอบครองมาก่อน ขอเพียงกรมราชทัณฑ์ออกหน้าสอบสวนเรื่องนี้ก็จะรู้ว่าเมื่อวานจูกงกงพบปะพูดคุยกับใครบ้าง หากท่านตอบคำถามในวันนี้แล้วผลปรากฏว่าไม่ตรงตามข้อเท็จจริง ข้าก็เกรงว่าท่านจะยิ่งเดือดร้อน”นารายิ้มอ่อน ข่มขู่กลายๆ ด้วยการอ้างถึงกรมราชทัณฑ์ กรีดปลายนิ้วไปมาบนพัดกลม“ขลุ่ยหยกพรรค์นี้มีดาษดื่น ไม่เห็นจะวิเศษตรงไหน”“ช่วงนี้ข้าได้ข่าวว่าจวนของใต้เท้าอวี๋โยวเปิดต้อนรับขุนนางมากมาย ส่งรถม้าเข้าออกร้านรับฝากตั๋วเงินไม่ได้ขาด ขลุ่ยหยกเลานี้ย่อมเป็นของธรรมดาๆ ในสายตาของท่านอยู่แล้ว”“สาวหาว!”“หวังเย๋ทรงมีบริวารที่ต้องเลี้ยงดูจำนวนมาก ดีที่ทรงมีที่นาส่ว
“กระหม่อมไม่เคยรับคนผู้นี้เป็นศิษย์ ขอทรงพิจารณาด้วย” จางกงกงชี้หน้า “เจ้าลูกเต่า! อยู่เบื้องหน้าพระพักตร์ เจ้ายังไม่รีบสารภาพอีกว่ารับคำสั่งมาจากใคร” จูไจ้เฟิงตัวสั่นเงิ่กงั่ก ตอบก็ตาย ไม่ตอบก็ตาย แต่ถ้าหากตอบก็คงจะได้รับพระเมตตาให้ตายอย่างไม่ทรมานนัก จูไจ้เฟิงจึงโขกศีรษะคำนับ “คน... คนที่สั่งบ่าวให้นำขลุ่ยไปถวายหวังเย๋เป็นขุนนางผู้หนึ่งพ่ะย่ะค่ะ” “ใคร?” “บ่าวไม่ทราบ ไม่ทราบจริงๆ” จูไจ้เฟิงสะอื้น “บ่าวต้องการถามถึงค่าตอบแทนจึงเดินตามไป เห็นคนผู้นั้นคุยกับคนของใต้เท้าอวี๋โยว”&
บทที่ 32 ขลุ่ยหยกพระราชทานไม่มีเหตุผลใดที่ยงชินหวังจะต้องปฏิเสธ ทรงเอื้อมมือรับขลุ่ยหยกขาวบริสุทธิ์จากนารา พวงพู่ห้อยสะบัดพริ้วขับเน้นความแกร่งกร้าวให้ผสมผสานกับความนุ่มนวลอ่อนโยนได้อย่างลงตัว ใบหน้าคมเข้มสุขุมเยือกเย็น บวกกับชุดเซี่ยเฉาฝูสีน้ำเงินเข้ม ปักลวดลายมังกรห้าเล็บทรงพลัง เน้นเรือนกายอันแกร่งกำยำ แผ่นหลังของเขาตึงแน่นขณะหยัดกายลุกขึ้นหลังคุกเข่าถวายพระพร ก่อนจะตวัดขลุ่ยขวาง เตรียมที่จะบรรเลงเพลงขับขาน องค์ชายแปดอิ้นซื่อกลั้นหายใจ ตาจ้องไม่กะพริบ แต่อิ้นเจินยิ้ม“ก่อนอื่นลูกขอบพระทัยเสด็จพ่อที่ทรงเมตตา พระราชทานขลุ่ยหยกล้ำค่านี้ ลูกจะตั้งใจเป่าเพลงถวายพระพรแด่เสด็จย่าเต็มที่”&
ยงหวังฝู... วังขององค์ชายสี่ “อย่าคิดมากไปเลยพี่สี่ ท่านรับมอบอำนาจหน้าที่จากเสด็จพ่อให้ปราบปรามพวกขุนนางกังฉิน พวกพี่แปดพี่เก้าพี่สิบแอบรับสินบนจากกังฉินพวกนั้นเงียบๆ มานาน พอท่านขยับตัวย่อมทำให้พวก
เดิมทีคังซีกำหนดตัวองค์ชายสี่ให้เป็นเพื่อนคอยดูแลรัชทายาท เสมือนคอยรับใช้ใกล้ชิดรัชทายาท เพื่อให้ในอนาคตเมื่อรัชทายาทโตขึ้นจะได้มีเพื่อนที่รู้ใจคอยช่วยเหลืองาน หลังจากนั้นองค์ชายสี่จึงกลายเป็นคนที่ได้เดินตามหลังรัชทายาทไปในทุกๆ ที่ ที่ไหนรัชทายาทไป ที่นั่นชายสี่ก็จะได้ไปรับรู้เหตุการณ์ด้วย รัชทาย
บทที่ 1 องค์ชาย ปีคังซีที่ 51 มวลเมฆหนาทึบทยอยโปรยปรายสายฝนกระหน่ำ สายฟ้าพลันฟาดเปรี้ยงลงบนยอดไม้จนแหลกลาญ ร่างสง่างามของชายฉกรรจ์นับสิบคุกเข่าอยู่เบื้องหน้าเฉียนชิงกง[1] ชายรูปงามองอาจที่อยู่แถวหน้าสุดสวมใส่ชุดปู่ฝู[2]ลวดลายมังกรห้าเล็บปักบนฉลองพระองค์ไหมต่วน บ่งบอกตำแหน่งเ
“อี๋ อาหารเม็ด หนิงไปที่นู่น จะเก็บข้อมูลเรื่องอาหารการกินแล้วก็ลองชิมของอร่อยๆ ดูก็ได้ค่ะ” นาราหยิบออก พ่อหยิบเข้า“แล้วถ้าเกิดว่ากินอาหารของทางนั้นไม่ได้ล่ะ”“ไม่เห็นจะยากเลยค่ะพ่อ กินได้ก็กิน กินไม่ได้ก็เททิ้งไปแล้วไปหากินใหม่ รับรองเรื่องกินหนิงไม่ปล่อยให้พลาดหรอกค่ะ ถ้าพ่อกลัวหนิงเสาะท้องจนไม่







