Masukชายชราดีใจที่ได้ยินว่าซีเหมินคังจะไม่ร่วมวงต่อสู้ด้วย งานนี้ย่อมง่ายขึ้นเขายืนแยกเท้าเล็กน้อย มือทั้งสองข้างกางกรงเล็บมือขวายกงอหักศอกเสมอปลายคาง
มือซ้ายกางกรงเล็บเหยียดตรงมาเบื้องหน้า
เสมอหน้าอกนี่เป็นกระบวนท่าไม้ตายของมัน
"ฮ่ะ ๆ กรงเล็บลูกไก่น้อยจะร้ายกาจสักแค่ไหนอยากรู้นักเชียว"
นี่คือนิสัยที่ชอบก่อกวนของฉินฟ่าน
“ไอ้เด็กเปรต รนหาที่ตาย”
ปรมาจารย์ปู้เริ่มหงุดหงิดอารมณ์เสีย
ที่ผ่านมามีแต่คนพินอบพิเทาเขา แต่ไอ้เด็กนี่บังอาจปากเสีย กล้าลามปามถึงเพียงนี้
รู้ทั้งรู้ว่าชายชราคนนี้อาจจะเป็นศัตรูที่แข็งแกร่งที่สุดในชีวิตเท่าที่เคยเจอมาก็
ได้ แต่เขาก็ไม่หวั่นเขาหลับตาลงผนึกสมาธิงอนิ้วหัวแม่มือแตะที่ปลายนิ้วกลางเตรียมใช้ปางมุทรากระบวนท่าที่เก้า
ทั้งคู่ยืนนิ่งเงียบงันราวกับตอไม้ที่ตั้งตระหง่านอยู่ตรงนั้นมานานนับพันปี ค่อย ๆ เดินลมปราณอย่างช้าๆ สำหรับผู้ฝึกยุทธกระบวนท่ายังไม่สำคัญเท่ากำลังภายในเพราะกำลังภายในผู้ใดแข็งแกร่งกว่า ย่อมได้เปรียบอย่างแน่นอน ตอนนี้ทั้งคู่พร้อมที่จะระเบิดพลังออกมาปะทะกันอยู่รอมร่อ
ครืด ครืด!
แต่อีกฟากหนึ่งในห้องรับแขกมีคนลากโต๊ะตัวยาวมาเพื่อวางเงินเดิมพัน เป็นที่ครึกครื้นราวกับบ่อนพนันใต้ดิน
"เอ้า…เร็วเข้า…เร็วเข้าแทงเสีย…
แทงเสีย"
เหลียนฟ่งเป็นเจ้ามือเปิดเดิมพัน ว่าฉินฟ่านจะชนะในสิบนาทีหรือไม่ ไม่ใช่ว่าพวกเธอจะไม่เป็นห่วงฉินฟ่านแต่ทุกคนมั่นใจในตัวเขามากต่างหาก ว่าจะต้องชนะอย่างแน่นอนล้านเปอร์เซ็นต์
กติการาคาต่อรองที่เหลียนฟ่งตั้งเอาไว้คือ ถ้าใครแทงหนึ่งร้อยหยวนว่าฉินฟ่านชนะก่อนสิบนาที เจ้ามือเหลียนฟ่งจะจ่ายให้แปดสิบหยวนแต่ถ้าใครแทงหนึ่งร้อยหยวนว่าฉินฟ่านชนะหลังสิบนาทีเจ้ามือจะจ่ายให้หนึ่งร้อยหยวน
ซูหลิงเพียงคนเดียว ที่แทงว่าชนะก่อนสิบนาทีคนที่เหลือเห็นโยโย่แทงชนะหลังสิบนาทีต่างพากันเชื่อในสายตาเธอ แห่แทงตามกันทุกคน
"เริ่มจับเวลา"
อิ๋งอิ๋งพูดเสียงดังพลางเป่าหมากฝรั่งในปากเป็นลูกโป่งใบใหญ่จนแตกดัง
โพล๊ะ!
คังยูนาหัวเราะเอิ้กอ้ากชอบใจ ทำให้ทุกคนต่างพากันหัวเราะ
พลังลมปราณที่แข็งแกร่งแผ่ซ่านออกมา
จากร่างของคนทั้งสอง สร้างความปั่นป่วนแก่พื้นที่โดยรอบจนใบไม้แห้งและเศษก้อนกรวดลอยขึ้นจากพื้น หมุนวนรอบ ๆ ตัวของพวกเขา
ชายชราเปล่งประกายตาเจิดจ้าดุจสายฟ้ารุกคืบหน้าไปหนึ่งก้าวอย่างหนักแน่น
ฉินฟ่านพลันลืมตาขึ้นพร้อมเปล่งเสียงทุ้มต่ำ ที่แฝงลมปราณรูปเกลียวจู่โจมออกไป
โอม!
เสียงวิ๊ง ๆ ในหูของชายชราดังขึ้นพร้อมกับอาการอึดอัดในหน้าอกนี่มันพลังราชสีห์คำรามของสถาบันสงฆ์รึไงกัน ทำไมมันถึงได้ทรงพลังขนาดนี้ ชายชรายิ่งคิดยิ่งตื่นตระหนก เพราะนึกไม่ถึงว่าไอ้เด็กหน้าขาวนี่ จะมีกำลังภายในที่กล้าแข็งถึงขนาดนี้
ฝ่ามือของฉินฟ่านฟาดออกตามไปในทันทีปะทะกับฝ่ามือของชายชราครั้งที่หนึ่ง กระแทกรุนแรงจนร่างของชายชราต้องถอยหลังไปหนึ่งก้าว ส่งผลให้เท้าของชายชราจมลึกลงไปในพื้นดินถึงหนึ่งนิ้ว
ชายชราเริ่มมีเหงื่อซึมที่หน้าผาก เขาเบิกตากว้างเพราะรู้สึกเหลือเชื่อนี่มันอายุยังน้อยทำไม…ทำไมกำลังภายในของมันถึงได้แข็งแกร่งถึงเพียงนี้ ราวกับว่าพอคลอดออกมาจากท้องแม่ มันก็เริ่มฝึกกำลังภายในเลย อย่างนี้แล้วในแผ่นดินยังจะมีใครต่อกรกับมันได้อีก
ฉินฟ่านยึดหลักเวลาลงมือว่า รวดเร็วดุดันอำมหิต ปิดจ๊อบ ฝ่ามือที่สองจึงตามมาติด ๆ กระแทกใส่อย่างรุนแรงส่งผลให้ลมปราณของชายชราปั่นป่วนจนชายชราต้องถอยหลังไปอีกหนึ่งก้าว ฉินฟ่านไม่ยอมเปิดโอกาสให้ชายชราได้มีเวลา แม้แต่จะหอบหายใจ เขาสะบัดมือควงแขนร่ายรำฝ่ามือมุทรากระบวนท่าที่หกฟาดออกไปทันทีฝ่ามือที่สามนี้ส่งผลให้ชายชราเริ่มเกิดอาการบอบช้ำภายใน มุมปากของชายชรามีโลหิตค่อย ๆ ไหลรินออกมาเป็นทางยาวแววตาของชายชราที่ดูใจดี เริ่มแปรเปลี่ยนเป็นแววตาที่ชั่วร้ายอำมหิตราวกับสัตว์ป่าที่ดุร้ายได้รับบาดเจ็บ
ชายชรายิ้มอย่างเหี้ยมเกรียมกดปุ่มลับของแหวนที่สวมอยู่ที่นิ้วกลางเบา ๆ เข็มพิษสีครามเล็กราวกับขนวัวที่ฉาบพิษเจ็ดจู่โจมพลันโผล่ออกมาจากตัวแหวน ขอเพียงตอนประฝ่ามือกัน หากเข็มนี้สะกิดจนเกิดบาดแผลเพียงเล็กน้อย พิษนี้จะแล่นเข้าไปทำลายประสาทส่วนกลางจนร่างกายเป็นอัมพาต แล้วจู่โจมใส่หัวใจ ทีละเล็กทีละน้อยถึงเจ็ดครั้ง คนถูกพิษนี้ต้องกระอักเลือดจนตายและฉินฟ่านจะต้องตาย อย่างสุดแสนจะทรมานแน่นอน
ซีเหมินคังเป็นนักฆ่าที่ไม่กลัวตาย แต่ชายชราผู้นี้กลับเป็นนักฆ่าที่กลัวตาย อายุยิ่งมากก็ยิ่งกลัวไม่มีความเหี้ยมหาญเหมือนตอนหนุ่มฉกรรจ์ ยี่สิบปีที่ผ่านมานี้เข็มพิษเจ็ดจู่โจม เป็นไม้ตายลับเฉพาะมันเคยช่วยชีวิตชายชรามาหลายครั้ง และครั้งนี้มันก็หวังเอาไว้ว่าจะสามารถช่วยชีวิตของมันได้อีกครั้งหนึ่ง
ฉินฟ่านหมุนตัวดุจกังหันควงฝ่ามือเป็นวงกลมสะบัดฝ่ามือที่สี่ฟาดออกไปพลังดุจคลื่นยักษ์โถมกระแทกเข้าใส่จนกระดูกนิ้ว กระดูกข้อมือ กระดูกแขนของชายชราแหลกละเอียดเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย
"เป็นไปไม่ได้แกถูกเข็มพิษแล้วนี่นา ทำไมยังเดินลมปราณได้อีก"
แววตาของปรมาจารย์ปู้ปกคลุมไปด้วยความหวาดกลัว
ไม่มีเสียงตอบจากฉินฟ่านแต่เสียงกระดูกหน้าอกแตกหักยับเยินของชายชรากลับดังขึ้นอย่างชัดเจนท่ามกลางความมืดมิด
ตูม!
อ้าก!
ด้วยฤทธิ์ฝ่ามือที่ห้า ร่างของชายชราถึงกับหลั่งโลหิตออกจากทวารทั้งเจ็ด ปลิวกระเด็นไปไกลดุจว่าวขาดป่าน ชายชราถึงกับตายตาไม่หลับคงจะสงสัยว่าทำไมเข็มพิษไม่ได้ผลหารู้ไม่ว่าฉินฟ่านมีร่างคงกระพันมีดดาบฟันแทงไม่เข้านับประสาอะไรกับเข็มที่เล็กเท่ารากถั่วงอก
"เย้ชนะแล้ว!"
สาว ๆ พากันโห่ร้องด้วยความดีใจ พากันเต้นท่าตามแบบแบล็กพิงก์วงเกิร์ลกรุ๊ปชื่อดัง แม้แต่คังยูนายังหัวเราะเอิ้กอ้ากตาม
"เก้านาทีห้าสิบเจ็ดวินาทีซูหลิงชนะ
เอ้านี่รับเงินไป"
เจ้ามือน้อยเหลียนฟ่งนับเงินส่งให้อย่างคล่องแคล่ว
"โธ่เอ้ย แพ้จนได้"
คนแพ้บ่นกันระงม
มู่ปิงปิงเดินไปหาฉินฟ่านพลางมองดูศพด้วยสีหน้าเฉยเมยเธอผ่านคดีคนตายมามากมาย อย่างคดีฆ่าหั่นศพเละเทะยิ่งกว่านี้ก็ยังเคยเห็น เธอโทรศัพท์ประสานหน่วยงานต่าง ๆ อย่างคล่องแคล่วว่องไว เพียงครู่เดียวตำรวจ กองพิสูจน์หลักฐานกับรถเก็บศพก็มาถึง ฉินฟ่านให้การตามความเป็นจริงว่าคนผู้นี้เป็นนักฆ่าที่ถูกจ้างวานมาเพื่อฆ่าเขา เขาจึงต้องป้องกันตัวจนเป็นเหตุให้ต้องต่อสู้กัน
“ที่รักดูนั่นไฟไหม้”
เหลียนฟ่งเขย่าแขนฉินฟ่าน แล้วชี้ให้ดูท้องฟ้าที่แดงฉาน เพราะเกิดไฟไหม้ทุกคนต่างพากันมองตามมือเธอด้วยความตื่นตระหนก
“แย่แล้ว ๆ นั่นมันซอยลูกเป็ดน้อยแน่ ๆ
พวกเจ้ากระทิงเคยขู่ว่าจะเผาไล่ที่ ผมต้องไปช่วยพวกเขา”
ฉินฟ่านเดินพล่านวนไปเวียนมา
เหมือนมดที่อยู่บนกระทะร้อน ๆ นี่เขาเป็นอะไรไป บ้านของคนอื่นไฟไหม้ แล้วทำไมเขาจึงต้องรู้สึกร้อนรนในใจด้วย
“ฉันไปด้วย”
“ฉันด้วย”
“งานนี้จะขาดฉันได้ยังไง”
โยโย่อิ๋งอิ๋งซีเหมินคังแย่งกันเสนอตัวไปช่วย
“ไม่ได้ ห้ามไป ผมรู้ว่าพวกคุณอยากช่วย แต่ตอนนี้ความปลอดภัยของทุกคนสำคัญกว่าเราไม่รู้ว่าจะมีนักฆ่ากลุ่มอื่นมาอีกรึเปล่า ผมจึงอยากให้ทุกคนอยู่ที่นี่”
ฉินฟ่านเกรงกลัวภัยที่แอบแฝงมากจริง ๆ แค่ตาลุงแก่ ๆ เมื่อครู่ก็มีฝีมือร้ายกาจขนาดนั้นแล้วหากมีนักฆ่าที่ร้ายกาจผุดโผล่ขึ้นมาอีกจะทำยังไง
ซีเหมินคังเองก็เป็นนักฆ่า จึงเข้าใจเหตุผลนี้ดี
“เอาอย่างนี้ ฉันจะไปกับเสี่ยวฟ่านเองพวกเธอไม่ต้องเป็นห่วง เสี่ยวฟ่านเราแยกกันไปฉันจะตามลูกน้องไปช่วยอีกแรง”
ลู่เจี้ยนใช้บทบาทที่เป็นพี่ใหญ่
สรุปเรื่องราวอย่างรวบรัด
ฉินฟ่านพยักหน้า พร้อมกระทืบเท้าดีดตัวพุ่งวาบออกไปดั่งกระสุนเงิน ทุกคนเห็นเงาร่างของเขาดีดพุ่งตัวซ้ายที ขวาทีแต่ละครั้งไกลร่วมสิบเมตร พริบตาเดียวเงาร่างของเขาก็หายลับไปในความมืด
ซอยลูกเป็ดน้อยเกิดเหตุไฟไหม้จริง ๆ บ้านเรือนหลายหลังเกิดไฟลุกโชน บ้านบางหลังถังแก๊สเกิดการระเบิดยิ่งขู่ให้ขวัญฝ่อ สร้างความตื่นตระหนกให้กับชาวบ้านที่วิ่งหอบลูกจูงหลานหนีตาย เสียงเด็กร้องไห้หาแม่ควันไฟโชยคละคลุ้ง เศษขี้เถ้าปลิวว่อนในอากาศ อาคารบางแห่งเก่าแก่มากแล้ว พอถูกไฟไหม้ก็เริ่มถล่มลงมา เนื่องจากที่นี่เป็นซอยเก่าแก่เล็ก ๆ ถนนหนทางก็คับแคบ รถดับเพลิงยากที่จะเข้าถึงจึงทำได้เพียงฉีดน้ำป้องกันไฟบริเวณรอบนอก เจ้าหน้าที่บางส่วนก็พยายามเข้าไปช่วยผู้ประสบภัยโดยการใช้ขวานทำลายประตู รื้อสิ่งกีดขวางจำพวกแผ่นไม้กระดานที่ติดไฟออกเพื่อป้องกันไฟลุกลาม ใช้เครื่องดับเพลิงพ่นน้ำยา บางคนก็ใช้เครื่องมือตัดเหล็กช่วยคนออกมาได้จำนวนหนึ่งถึงจะดับไฟไม่ได้แต่เจ้าหน้าที่ต่างกัดฟันพยายามกันอย่างไม่ย่อท้อ
ฉินฟ่านไม่รู้จักบ้านของกวนอิมเผ็ด
ได้แต่สอบถามผู้คนตามรายทาง เขาวิ่งมาตลอดทางโดยไม่หยุดพัก แต่ถึงจะเป็นแบบนั้น หน้าของเขาก็ไม่แดง ไม่มีอาการเหนื่อยหอบหายใจไม่ทัน จนกระทั่งมาถึงหน้าบ้านของเธอที่เป็นตึกแถวสี่ชั้นยาวสิบคูหา ไฟไหม้จากชั้นล่างไล่เรียงไปถึงชั้นสามแล้ว แถมบางจุดของชั้นสี่ก็เริ่มไหม้แล้ว คงเป็นเพราะแก๊สหุงต้มที่มีกันอยู่ทุกครัวเรือนเกิดการระเบิดขึ้น แถมบางบ้านเป็นร้านค้าขายสีทาบ้าน คงมีวัสดุจำพวกทินเนอร์น้ำมันสนจำนวนหนึ่งเก็บตุนเอาไว้เพื่อขายให้ลูกค้า เขาสำรวจดูรอบบริเวณอย่างรวดเร็วก็พบว่าชาวบ้านร่วมยี่สิบคนกำลังช่วยกันตักน้ำมาดับไฟบ้านของเธอ แต่ดูแล้ววิธีนี้คงใช้ไม่ได้ผล
ฉินฟ่านกระชากคอเสื้อชายหนุ่มที่กำลังง่วนอยู่กับการสาดน้ำดับไฟ ด้วยความร้อนใจเขาจึงตะโกนถามเสียงดังลั่น
“กวนอิมเผ็ดอยู่ไหน”
“ชั้นสี่ หัวหน้าติดอยู่ชั้นสี่ลงมาไม่ได้
เพราะชั้นล่าง ๆ ลงไปไฟแรงมาก”
ฉินฟ่านพลันนึกถึงคำพูดโฆษณาชวนเชื่อของตือโป้ยก่ายว่าเขามีร่างเอ็นทองแดงกระดูกเหล็ก ตกน้ำไม่ไหลตกไฟไม่ไหม้ ดี…วันนี้จะได้รู้กันเสียที ว่าเขาจะถูกไฟคลอกตายรึไม่ เขาดึงเอาถังน้ำจากชายหนุ่มคนนั้น มาราดลงบนหัวจนร่างของเขาเปียกชุ่มโชกทุกคนมองดูอย่างตะลึงพรึงเพริดนี่เขาจะรนหาที่ตายรึยังไง
“นี่คุณจะบ้าเหรอไฟแรงขนาดนั้น
เดี๋ยวก็ตายหรอก”
ฉินฟ่านไม่สนใจเขากระโดดพุ่งตัวขึ้นไป ใช้นิ้วมือเกาะขอบปูนของระเบียงหน้าตึกปีนป่ายคล่องแคล่วว่องไวราวกับลิง พริบตาเดียวก็ไปถึงชั้นสี่ เขากระโดดพลิกตัวเข้ามายืนอยู่บนระเบียงชั้นสี่ แล้วมองลอดเข้าไปทางลูกกรงเหล็กดัดของช่องหน้าต่าง คลื่นความร้อนพร้อมควันดำพุ่งมากระทบใบหน้า ทำให้หายใจอึดอัด แย่แล้ว ไฟลามมาถึงชั้นนี้แล้ว บางครั้งการเกิดเหตุไฟไหม้ ผู้ที่เสียชีวิตจากการสำลักควันไฟก็มีมากเช่นเดียวกันเขาคงต้องเร่งมือแล้ว เขาใช้มือทั้งสอง ออกแรงดึงกระชากลูกกรงเหล็กดัดจนหลุดออกมาแล้วปีนเข้าไปในห้องทันที พื้นที่บางส่วนของห้องนอน ตามม่านหน้าต่าง ฟูกของเตียงนอนและฝ้าเพดานที่กรุด้วยโครงคร่าวไม้เริ่มเกิดไฟไหม้ลุกลามแล้ว คลื่นความร้อนแทบจะทำให้คนบ้าคลั่ง
“กวนอิมเผ็ดอยู่ไหน”
เขาวิ่งเข้าห้องนี้ออกห้องนั้นพร้อมตะโกนร้องตามหาเธอเหมือนคนบ้า .“แค่ก ๆ กวนอิมเผ็ดอยู่ไหน”
ควันดำตลบอบอวนบดบังสายตาจนยากที่จะมองเห็น เขาจึงเปิดโหมดเนตรอัคคีสำรวจไปรอบ ๆ จนพบกับมือที่ขาวซีดข้างหนึ่งโผล่พ้นออกมาจากชั้นวางหนังสือ เขารีบวิ่งเข้าไปยกชั้นวางหนังสือที่ทับอยู่บนตัวเธอออกแล้วพลิกร่างของผู้หญิงที่นอนแน่นิ่งคว่ำหน้าไม่ได้สติขึ้นมา เป็นกวนอิมเผ็ดจริง ๆ ด้วย มุมหน้าผากข้างซ้ายของเธอแตก จนเลือดไหลชโลมใบหน้าไปเกือบครึ่งซีก เขาใช้นิ้วมืออังที่จมูกของเธอ สวรรค์ทรงโปรดเธอยังหายใจอยู่เมื่อครู่คงถูกชั้นวางหนังสือล้มกระแทกใส่อย่างแรงจนสลบไปเขาตบแก้มของเธอเบา ๆ พยายามเรียกเพื่อให้เธอได้สติ แต่เธอยังคงนอนนิ่งเฉย
รู้สึกไม่ดีเลย ทำไมเขาถึงต้องเจ็บปวดใจด้วย ความรู้สึกที่เหมือนหัวใจกำลังถูกบีบรัดอย่างแรง เป็นเพราะเขาเห็นเธอตกอยู่ในสภาพแบบนี้อย่างนั้นหรือ ความรู้สึกอึดอัดที่อัดแน่นอยู่ในอกผลักดันให้เขาคำรามเสียงออกมาจนเสียงดังลั่น
“แม่”
ในที่สุดฉินฟ่านก็หลุดปาก เรียกเธอว่าแม่ออกมาอย่างไม่รู้ตัว ไม่รู้ว่าเป็นเพราะความคิดถึงแม่ในอดีตที่เสียชีวิตในกองเพลิงโศกนาฏกรรม ที่ถูกจิตใจของเขากลบฝังมานานหลายปีแล้วรึเปล่านะ
“แม่ฟื้นสิ”
เขาเขย่าตัวเธอ แต่เธอก็ยังคงไม่มีปฏิกริยาอะไร อากาศใช่…เธอต้องการอากาศบริสุทธิ์ เขาอุ้มเธอด้วยแขนทั้งสองข้าง แล้วลุกขึ้นวิ่งพุ่งตัวกระโดดทะลวงออกไปจากชั้นสี่ ชาวบ้านที่เห็นเหตุการณ์นี้ ต่างกรีดร้องออกมา ทุกคนต่างนึกในใจว่า โดดลงมาจากชั้นสี่ ตายแหง ๆ แค่คิดก็เสียวแล้ว คงไม่อยากตายแบบทรมาน เพราะถูกไฟคลอก
ตูม!
ฉินฟ่านกระโดดลงสู่พื้นดิน ในท่ายืนกางสองขาอย่างมั่นคง พร้อมกับถ่ายเทแรงกระแทกที่ตกลงมาอย่างแรงสู่พื้นถนน จนพื้นถนนยุบฮวบลงกลายเป็นแอ่งกว้างเกือบหนึ่งเมตร แถมยังเกิดรอยร้าวแตกระแหงเหมือนใยแมงมุม ไปทั่วบริเวณพื้นถนนรอบ ๆ ตัวของเขา ชาวบ้านต่างปากอ้าตาค้างพูดอะไรไม่ออก ฉินฟ่านอุ้มเธอวิ่งออกไป ให้ห่างจากควันไฟร่วมห้าร้อยเมตร เพื่อให้เธอมีอากาศบริสุทธิ์แล้ววางร่างของเธอลงอย่างเบามือ เขาล้วงกระเป๋าเพื่อหาเข็มเงินจะได้ใช้กรุยจุดชีพจรให้เลือดลมเดินสะดวกแต่โชคร้ายมันหล่นหายไปซะแล้วจะทำยังไงดี ถ้าเธอหลับไม่ยอมตื่นจนต้องกลายเป็นเจ้าหญิงนิทราจะทำยังไงดี เขากดจุดใต้จมูกที่อยู่กึ่งกลางเหนือริมฝีปาก เพื่อให้เธอฟื้น
ขึ้นมา แต่เธอก็ยังไม่ได้สติ
ในตอนนี้สมองของเขาว่างเปล่า เขารู้สึกมืดแปดด้านคิดอะไรไม่ออกเสียทีที่มีคนเรียกว่าหมอเทวดาเขาได้แต่จับมือของเธอ พร้อมถ่ายเทพลังลมปราณเข้าสู่ร่างของเธออย่างช้า ๆ
“แม่ฟื้นสิ ผมหัวหมูลูกของแม่ไง”
ความคิดถึงแม่ ความโศกเศร้าเสียใจที่สูญเสียแม่ในอดีตความรักอันอ่อนโยนของกวนอิมเผ็ด แววตาของคนเป็นแม่ที่มองดูลูกชายกำมะลออย่างเขา มือที่ลูบแก้มเขาอย่างทะนุถนอม ความรู้สึกที่สับสนผสมปนเปกัน จนยากที่จะแยกแยะความเศร้าเสียใจพรั่งพรูออกมา จนน้ำตาของเขาหยาดหยดลงสู่แก้มของเธอ
“ฮือ ๆ ลุกขึ้นมาสิแม่ ผมจะพาแม่ไปเที่ยวบาหลีรึว่าที่ไหนก็ได้ ที่แม่อยากไป ฮือ ผมจะจองคอร์สสเต็มเซลให้แม่เป็นของขวัญวันเกิดด้วยแม่อย่าทิ้งผมไปเลยนะ แม่ลุกขึ้นมาสิต่อไปผมจะเชื่อฟังแม่”
“หนวกหู เสียงตะโกนโหวกเหวกของแกนี่ มันน่ารำคาญชะมัดเลย”
เสียงกวนอิมเผ็ดที่ตะเบ็งดังจนแสบแก้วหู ในตอนนี้เขากลับรู้สึกว่าไพเราะราวกับเสียงดุริยางค์ทิพย์ ทำให้เขารู้สึกเหมือนยกภูเขาออกจากอก
“เจ้าลูกบ้า แม่ของแกน่ะหนังเหนียวไม่ตายง่าย ๆ หรอก”
ฉินฟ่านเห็นเธอลืมตา อมยิ้มมองดูเขาอย่างเอ็นดู เขาดึงตัวเธอมากอดด้วยความดีใจที่เธอปลอดภัย
“แม่…ฟื้นแล้วในที่สุดแม่ก็ฟื้นแล้ว
ขอบคุณสวรรค์ ผมชื่อฉินฟ่าน ต่อไปนี้ผมจะเป็นลูกของแม่ เป็นหัวหมูของแม่ดีไหมครับ”
กวนอิมเผ็ดพยักหน้า พร้อมกับยิ้มทั้งน้ำตา
“ดี…ดี”
“แม่ลุกขึ้นไหวรึเปล่า เมื่อครู่แม่สูดควันเข้าไปเยอะผมจะพาแม่ไปโรงพยาบาลให้หมอตรวจดูอาการหน่อยจะดีไหมครับ”
“เจ้าลูกบ้าแม่เป็นถึงต้าอ๋องของถ้ำแห่งนี้จะทิ้งลูกสมุนตัวเล็กตัวน้อย หนีภัยเอาตัวรอดเพียงลำพังได้ยังไง”
ก็จริงอย่างที่แม่พูด แม่เป็นถึงหัวหน้าชุมชนจะให้ทิ้งชาวบ้านที่ประสบภัยได้ยังไง ถ้าเป็นเขาก็คงหักใจทำไม่ได้เช่นกัน
“ได้ ถ้าอย่างงั้นเราสองแม่ลูกจะไปช่วยพวกเขาด้วยกัน”
“อื้อ ไปลุยกันเลยลูกแม่”
ทั้งสองกลับมาที่หน้าบ้านของเธออีกครั้ง พวกชาวบ้านต่างพากันดีอกดีใจที่เธอปลอดภัยฉินฟ่านรีบหาผ้าชุบน้ำมาเช็ดทำความสะอาดบาดแผลที่หน้าผากให้เธอ ดีที่เลือดหยุดไหลแล้ว
“ลูกแม่ลุยเลย”
กวนอิมเผ็ดสั่งให้ฉินฟ่านลุยเลย ความจริงเธอหมายถึงให้เขาไปตักน้ำมาช่วยดับไฟต่างหากแต่นี่เขากลับเดินไป
ถามลุงขาเป๋ว่ามีคนติดอยู่ในอาคารไหนบ้าง เมื่อครู่ลุงขาเป๋เพิ่งจะเห็นฉินฟ่านกระโดดลงมาจากชั้นสี่กับตาเก่งอย่างกับยอดมนุษย์ เขาเลยรีบชี้ไปที่อาคารด้านข้าง
“ปู่เจียงแกเป็นอัมพาตเดินไม่ได้ยังติดอยู่ข้างใน”
ฉินฟ่านดึงถังน้ำจากลุงขาเป๋มาราดหัวจนทั้งตัวเปียกชุ่มแล้วพุ่งตัวออกไปราวกับกระสุนปืนใหญ่ใช้เท้าถีบประตู ที่มีไฟลุกท่วมโชนทีเดียวจนกระเด็นแล้ววิ่งเข้าไปในอาคารชั้นเดียว ที่มองไปตรงไหนก็มีแต่เปลวไฟ โชคยังดีที่ปู่เจียงแกคลานหนีไฟเข้าไปในห้องน้ำตักน้ำราดจนทั่วทั้งตัว แล้วเอาผ้าเช็ดหน้าชุบน้ำปิดจมูก จึงยังไม่ถูกควันรมจนตาย ตอนฉินฟ่านเจอปู่เจียงแกหัวเราะด้วยความดีใจจนฟันปลอมแทบจะหลุดกระเด็นออกมาจากปากกวนอิมเผ็ดเพิ่งจะอ้าปาก ยังไม่ทันได้ด่าเขา ว่ารนหาที่ตายรึไงพริบตาเดียวฉินฟ่านก็อุ้มปู่เจียงวิ่งออกมา โชคยังดีที่น้ำปะปายังไหล ฉินฟ่านเลยเอาผ้าห่ม ชุบน้ำจนเปียกชุ่มโชกพันห่อรอบตัวปู่เจียงวิ่งฝ่ากองเพลิงออกมา เหตุการณ์ในครั้งนี้ ทำให้ทุกคนต้องปากอ้าตาค้างอีกครั้งนี่เขาไม่ร้อนบ้างเลยรึไงนั่นมันกองไฟกองใหญ่เลยนะ
“ไฟ…ไหม้แล้ว…ไหม้เสื้อแล้ว”
ลุงขาเป๋ชี้มาที่เขาพร้อมกับพูดออกมาด้วยอารามตกใจอย่างกระท่อนกระแท่นเสื้อเชิ้ตบางส่วนของเขาติดไฟ ลุกไหม้ไปเกือบครึ่งตัว เขาก็ไม่ได้สนใจอะไรแค่ยกมือตบ ๆ ปัด ๆ สองสามที ไฟก็ดับมอดลง เสื้อของเขาเพียงทิ้งริ้วรอยขาดไหม้เป็นรูโบ๋กระรุ่งกระริ่งเอาไว้ให้ดูต่างหน้า
จู่ ๆ หูของฉินฟ่านก็ถูกบิดอย่างแรงโดยฝีมือกวนอิมเผ็ด
“โอ๊ย ๆเจ็บนะแม่ พอแล้ว ๆ หูจะขาดแล้ว”
“แกบ้าไปแล้วรึไงถึงได้วิ่งเข้าไปในกองไฟแบบนั้น อยากตายมากใช่ไหม ดี ฉันจะตีแกให้ตายเอง”
“โธ่ แม่เป็นคนพูดเองนะว่าลูกแม่ลุยเลย”
“ที่แม่พูดลุยเลยน่ะหมายถึงให้แกช่วยตักน้ำมาดับไฟ ไม่ใช่ให้วิ่งเข้ากองไฟแบบนั้นถ้า…ฮือ ๆ ถ้าแกตายไปแล้วแม่ ฮือ ๆ จะอยู่ได้ยังไง”
กวนอิมเผ็ดร้องไห้ไป ทุบหน้าอกตัวเองไป
ฉินฟ่านเดินเข้าไปเอามือเช็ดน้ำตา
ให้เธอแล้วสวมกอดเธอ
“ผมไม่เป็นไรหรอกแม่ อย่าห่วงไปเลยลูกของแม่คนนี้หนังเหนียวไม่ตายง่าย ๆ เหมือนแม่นั่นแหละ ก็ผมเป็นลูกแม่นี่นา”
ปัง ปัง ปัง ปัง!เสียงประทัดพวงยาวเหยียดดังสนั่นหวั่นไหวพร้อมเสียงรัวกลองเชิดสิงโตสร้างความครึกครื้นให้ผู้ชมที่มากันเนืองแน่น เพราะข่าวที่แพร่กระจายมาอย่างต่อเนื่อง ว่าโครงการโรงเรียน "พี่สาวนางฟ้า" ริเริ่มโดยหมอเทวดาฉินฟ่าน ซึ่งค่าเล่าเรียนทุกอย่างฟรีหมดจนคนที่ทราบข่าวต่างยกนิ้วชมเชย บางคนมีฐานะจึงยินดีที่จะบริจาคเงินทอง เพื่อสร้างชุมชนที่น่าอยู่ เพื่ออนาคตของลูกหลานชาวเมืองซูโจวถึงขนาดมีคนยุให้หมอเทวดาเล่นการเมือง เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร รับประกันว่าคะแนนเสียงถล่มทลาย แต่บรรดาอาซิ่มอาซ้อกลับอยากให้เขาเป็นพระเอกหนังซีรีส์ซะมากกว่า เพราะเขานั้นหล่อบาดลึกไปถึงขั้วหัวใจของพวกเธอคุณหนูสี่ขึ้นเวทีไปกล่าวเปิดงานในฐานะประธานกลุ่มทุน "พี่สาวนางฟ้า" เสียงปรบมือดังสนั่นหวั่นไหว ช่วงนี้มีผู้สื่อข่าวหลายสำนัก มาขอสัมภาษณ์เธอไม่เว้นวันจนเธอยุ่งหัวฟูหนุ่มน้อยหนุ่มใหญ่ที่ได้ยลโฉมงามล่มเมืองของคุณหนูสี่ ต่างคลั่งไคล้ขอเป็นแฟนคลับเธอ แต่ละคนต่างแย่งกันบริจาคเงินออกมาก้อนโต เพื่ออวดโอ่ฐานะความร่ำรวยเพราะถ้าได้แต่งกับเธอ มันเฮงยิ่งกว่าหนูตกถังข้าว
ทั้งสองส่งเสียงหัวเราะวิ่งหยอกล้อกันออกไป ตอนนี้ทุกอย่างสงบลงแล้ว คนตายก็ตายไป คนเจ็บก็ส่งโรงพยาบาล คนมอบตัวก็เตรียมไปกินข้าวแดงในคุกได้เลย ตำรวจเริ่มเคลียร์สถานที่ ยึดอาวุธสงครามได้เป็นจำนวนมาก มากพอที่จะเลื่อนยศเลื่อนตำแหน่งให้หลาย ๆ คนในศึกครั้งนี้ฉินฟ่านเดินกระแซะเข้าไปใกล้ ๆ กระซิบชวนมู่ปิงปิงไปจู๋จี๋ดู๋ดี๋กันที่น้ำตก แต่เธอค้อนขวับวงใหญ่ แถมแกล้งทำเสียงดุใส่"งานยังไม่เสร็จ ไปไม่ได้""น่านะ คนดียอดรักของฟ่าน เสร็จงานแล้ว ก็ต้องมีการตบรางวัลบิ๊กโบนัสกันบ้างสิ ใช่ไหมจ๊ะทูนหัวจ๋า"เขาพยายามออดอ้อน กะพริบตาปริบ ๆ ทำสีหน้าน่าสงสาร"ไม่รู้ไม่ชี้""น่านะ แป๊บเดียวเอง แค่สามนาทีก็เสร็จแล้ว"เขาพยายามต่อรอง"คิดว่าตัวเองเป็นอุลตร้าแมนแปลงร่างได้แค่สามนาทีรึไง คราวก่อนเป็นชั่วโมง เล่นเอาเหน็บชากินขาเลย"ไม่สนแล้วต้องใช้เส้นสายของเครือญาติให้เป็นประโยชน์ เขาหันไปหาเค่อตงหยางที่กำลังคุมลูกน้องทำงานอย่างแข็งขัน"คุณลุงเค่อที่เคารพครับ พอดีที่บ้านมีเรื่องด่วน ผม
ในห้องที่มืดมิด มีแสงเลือนรางไหววูบเป็นบางครั้ง จากเปลวไฟที่ลุกฮือโหมของการระเบิดครั้งใหญ่ ซีเหมินคังยืนถือทวนเงินสงบนิ่งดุจขุนเขา เพราะเขาสัมผัสได้ถึงอันตรายที่ซุกซ่อนอยู่ เมื่อมืดมิดจนมองไม่เห็น เขาเลยพาลหลับตาลง ใช้หูสดับฟังเสียงเคลื่อนไหวแทนฟิ้วววววเสียงกระแสลมของดาบ ที่ตวัดใส่ลำคอของซีเหมินคังแว่วมา เขาสะบัดควงทวนเงินเข้าต้านปะทะติดต่อกันเก้ากระบวนท่า จนเกิดประกายไฟแลบแปลบปลาบเสียงซัดอาวุธบางสิ่งออกมา ลางสังหรณ์ในใจของซีเหมินคัง ส่งสัญญาณเตือนภัยชนิดหนึ่ง บีบให้เขาดีดตัวถอยไปหลบหลังเสาอย่างรวดเร็วบึ้ม…อาวุธที่ซัดออกมาก็คือระเบิดเพลิงขนาดเล็กของจิ้งจอกเพลิงนั่นเอง เล่นเอาเสื้อผ้าของซีเหมินคังไหม้ไปแถบหนึ่ง ไฟลวกหน้าแข้งเล็กน้อย"หึ ๆ เขาถึงว่าคู่แค้นทางคับแคบ ในที่สุดเราทั้งสองคนก็มาเจอกันอีกจนได้ กระสุนนัดนั้น ที่มึงยิงใส่ขากู กูยังจำได้ดี วันนี้มึงต้องตายสถานเดียว"จิ้งจอกเพลิงขยับดาบเก้าห่วง จนเกิดเสียงดังกรุ๊งกริ๊ง"ขอโทษจริง ๆ นะฮ๊า พอดียิงคนมาเยอะมากเลย
เงาร่างฉินฟ่านพุ่งฉวัดเฉวียน จนพวกเธอตาลายมองตามไม่ทัน เสียงฟาดแก้มก้นดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง เริ่มจากหมวดมู่คนแรก แถมแต่ละคนยังถูกลวมลามอีกหลายครั้งพวกสาว ๆ ต่างส่งเสียงร้องวี๊ดว้ายกระตู้วู๊ วิ่งหลบหนีจิ้งจอกเฒ่าจอมลามกกันจ้าละหวั่น ก่อนที่จะมีอะไรเลยเถิดไปกว่านั้น จน กบว. ต้องเซ็นเซอร์ภาพและเสียงทันใดนั้นก็มีเสียงฝีเท้าดังแว่วมาขัดจังหวะ ผัวหนุ่มเมียสาวที่กำลังหยอกเย้ากันอย่างสนุกสนาน ทำเอาทุกคนต้องกลับมาทำตัวสงบเสงี่ยมอีกครั้ง"อะแฮ่ม สวัสดีพี่สาวคนสวยทั้งหลาย เอ่อ…พี่เขยขอโทษที่ขัดจังหวะครับ มีคนมาหาพี่เขย บอกว่านี่เป็นเรื่องด๊วนด่วนนะครับ"เหลียนเฮ่อส่งเสียงดังแหบ เพราะอยู่ในวัยกำลังแตกเนื้อหนุ่ม นมเพิ่งจะแตกพานรายงานอย่างรวบกระชับทันที พร้อมทำสีหน้ากระดากแบบอาย ๆเพราะเขาโตพอที่จะรู้ว่า เมื่อครู่พี่เขยตัวดี ไอดอลขั้นเทพของเขากำลังทำเรื่องดีงามอะไร เขาสาบานกับตัวเองว่าโตขึ้น จะต้องเป็นแบบพี่เขย เอาดีในเรื่องผู้หญิงให้ได้ตอนนี้ทุกคนต่างพากันทำหน้าเขิน ๆ ขณะจัดแจงทรงผมที่ยุ่งเหยิงและเสื้อผ
พวกเขาเก็บอุปกรณ์กล้องอินฟาเรด แล้วเดินลัดเลาะชายป่าท่ามกลางแสงจันทร์ ที่พอเห็นเลือนรางไปอย่างเงียบ ๆ ประมาณหนึ่งชั่วโมงโยโย่เป็นสาวช่างจ้อ แบบที่เรียกว่าอะไรนะ ทอล์คกาทีฟเกิรล์ละมั้ง เดี๋ยวชวนคุยเรื่องโน้น เดี๋ยวเล่าเรื่องนี้ให้ฟัง แถมมุกตลกของเธอมีเพียบอีก ช่วยทำให้เขาไม่รู้สึกเบื่อหน่ายจนกระทั่งทั้งคู่ถึงน้ำตกสายหนึ่ง จึงตัดสินใจที่จะพักเท้าชั่วคราว ทั้งคู่จึงนั่งลงที่โขดหินหยุดพักดื่มน้ำฉินฟ่านหยิบแผนที่ขึ้นมากางดู เพื่อศึกษาภูมิประเทศ งานนี้เขาทุ่มจนสุดตัว จะให้เกิดข้อผิดพลาดไม่ได้เป็นอันขาด ลมโชยเบา ๆ พัดผ่านตัวเย็นสบายเสียงน้ำจ๋อมแจ๋มแว่วดังมาเบา ๆ สะกิดความสนใจของเขา จนอดไม่ได้ที่จะต้องหันหน้าไปดูภาพที่เห็นทำให้เขาเลือดลมสูบฉีด หายใจถี่เร็ว ลืมสิ้นทุกสิ่งทุกอย่างโลกหล้าใบนี้ไปชั่วขณะร่างของโยโย่ที่เปลือยเปล่าขาวโพลนท่ามกลางแสงจันทร์ เรือนร่างของเธอโผล่พ้นขึ้นเหนือน้ำมาครึ่งตัว ทรวดทรงองค์เอวที่อ่อนช้อย เป็นเส้นสายชวนรัดรึงใจ พราวไปด้วยหยดน้ำเม็ดเล็ก ๆ ที่ไหลรวมหยดเป็นทางยาว ค่อย ๆ ไหลรินผ่านร่องอก
แต่ถ้าจะพูดถึงอีกคนหนึ่ง เมียหลวงเมียน้อยเมียเล็ก เมียใหญ่กลับสนับสนุนจนคะแนนเสียงท่วมท้น ให้ไปกระทืบสุยเก้ามีดให้จมดินโทษฐานที่มันบังอาจเหิมเกริมไม่ยอมแหกตาดูให้ดีว่าซอยลูกเป็ดน้อยนี้ใครคุมติ๋ง! ติ๋ง!หยดเลือดสด ๆ สีแดงคล้ำไหลออกจากปากของสุยเก้ามีดตกกระทบพื้นเป็นจังหวะเหมือนเสียงดนตรีร่างของสุยเก้ามีดนักเลงโตถูกมัดมือไพล่หลังและมัดข้อเท้าทั้งสองข้างด้วยเชือกก่อนจะชักรอกขึ้นไป ทำให้ตอนนี้มันตกอยู่ในสภาพห้อยหัวเมื่อครึ่งชั่วโมงก่อนนี้พวกมันกำลังล้อมชายหนุ่มคนหนึ่งด้วยอาวุธครบมือ โดยไม่ได้คาดคิดเลยแม้แต่น้อยว่าจะเป็นพวกมันเองที่ถูกยำจนเละเป็นโจ๊กเรื่องแก้แค้นคงไม่ต้องคิด มันไม่หวังจะไปต่อกรอะไรอีกแล้ว ตอนนี้ต้องรักษาชีวิตให้ได้ก่อนพลั่วะ! พลั่วะ!อ้ากก! อ้ากก!สุยเก้ามีดกำลังถูกไอ้ฟันเหยินลูกน้องคนสนิทใช้ไม้เบสบอลหวดฟาดใส่ลำตัวนี่เป็นการหวดครั้งที่ยี่สิบ ครบจำนวนพอดีเงาของชายหนุ่มพาดยาวกับพื้น เขายืนอยู่ริมหน้าต่าง กำลังดื่มน้ำอัดลมดับกระหายพลางเดินข้ามร่างของเจ้า
ทั้งสองยังคงนอนกอดก่ายกันพูดคุยเล่นกันอยู่บนเตียงคุยเรื่องนั้นคุยเรื่องนี้เขาใช้ปลายนิ้วชี้ไล้พวงแก้มของเธอเบา ๆ"เรามีลูกกันสักสองคนชายหนึ่งหญิงหนึ่งดีไหมคะ"มู่ปิงปิงสบตาเขา อยากรู้ว่าเขาจะตอบยังไง"ไม่ดี ไม่ดี""ทำไมล่ะ คุณไม่อยากมีลูกกับฉันอย่าง
เราจะโยนโทรศัพท์ทิ้งลงแม่น้ำ หรือย้ายบ้านหนีปิงปิงดี ความคิดในหัวของฉินฟ่านในตอนนี้ สับสนปนเปไปหมด ความจริงสิ่งที่เขากลัวที่สุด ไม่ใช่เรื่องถูกหลอกถูกบังคับขู่เข็ญให้ไปจับโจรเขารู้สึกว่ามู่ปิงปิงเหมือนบ่อทรายดูด ยิ่งเขาเผลอใจเดินลงไปลึกมากเท่าไหร่จะยิ่งถูกดูดจนจมไปทั้งตัวและหัวใจ
ลู่เจี้ยนเล่าเรื่องข้อตกลงของทั้งสองให้ฉินฟ่านฟังฉินฟ่านไม่ได้ฟังเรื่องราวจากปากพี่ใหญ่เลยสักกะนิดเขาเอามือลูบคางพลางครุ่นคิดอย่างเคร่งเครียดเหมาะ…เหมาะเหม๋งเลย ช่างเหมาะเจาะอะไรเช่นนี้ยังกับผีเน่ากับโลงผุเอ๋…เปรียบเปรยคู่ที่เหมาะสมกันแบบนี้รึเปล่า อ้อ...
รถของลู่เจี้ยนมาถึงคฤหาสน์ตระกูลเย่วันนี้พนักงานรักษาความปลอดภัยคงต้องทำงานกันหนัก ไหนจะดูแลเรื่องความปลอดภัย ไหนจะต้องบริการโบกรถ เพื่ออำนวยความสะดวก เพราะมีแขกเหรื่อคหบดีนักการเมืองระดับประเทศมาร่วมแสดงความยินดี ในงานนี้เป็นจำนวนมากแต่เพราะความใหญ่โตกว้างขวางของคฤหาสน์แห่งนี้ ถึงจ







