Masukหลังจากกินอิ่มแล้ว พวกเขากำลังจะแวะเข้าไปดูของ ที่ร้านค้าวัตถุโบราณแห่งหนึ่ง
"นี่ ทำไมคนพวกนั้นเขามองเรากันใหญ่เลยล่ะ คุณลืมรูดซิปหรือเปล่า"
เหลียนฟ่งกระซิบถามเบา ๆ ด้วยความสงสัย
"โธ่คุณ ผมใส่กางเกงวอร์มนะ มันจะมีซิปได้ยังไง เฮ้อ ทำยังไงได้ พวกชาวบ้านก็อย่างนี้แหละ พวกเขาคงไม่เคยเห็นผู้หญิงสวย ๆ รวยเสน่ห์อย่างคุณมาเดินเล่นแถวนี้มั้ง"
เขาแกล้งหยอกเธอ เหลียนฟ่งแก้มแดงขึ้นมาด้วยความเอียงอาย ร้อยทั้งร้อยมีสาวคนไหนไม่ชอบบ้างล่ะ เวลาได้ยินผู้ชายที่ตัวเองชอบชมว่าตัวเองสวย
"แหม ปากหวานจริง ๆ นะคะคุณชายฉิน"
"ปากหวานนะอีกเรื่องหนึ่ง ผมพูดความจริงต่างหากล่ะ คุณหนูเหลียนน่ะทั้งสวยทั้งน่ารักอย่าบอกใครเลยล่ะ ใครได้คุณเป็นแฟนคงมีความสุขที่สุดในโลก"
"คุณก็พูดเกินไป"
"รับรองว่าจริงจัง จริงใจ"
"อย่าหลอกกันนะ"
"ถ้าหลอกให้หยิกเลย"
ทั้งสองหยอกล้อต่อปากต่อคำกัน ท่ามกลางสายตาชาวบ้าน เหลียนฟ่งยืนบิดตัวไปมา ยิ้มหน้าบานอย่างมีความสุข แถมยังตีแขนเขาเบา ๆ ด้วยความเขินอาย
ทันใดนั้นเรดาห์ลางสังหรณ์ของผู้หญิงก็ส่งสัญญาณเตือนภัยขึ้นมา เพราะหางตาของเธอ เห็นสาว ๆ หน้าตาสะสวยรุ่นราวคราวเดียวกับเธอสามสี่คน กำลังชี้ชวนกันให้ดูฉินฟ่าน ซุบซิบกันเหมือนกับกำลังวางแผน จะเดินเข้ามาอ่อยฉินฟ่าน
เชอะ! ฝันกลางวันไปเถอะ รูปหล่อคนนี้เธอตีตั๋วจองเอาไว้เรียบร้อยแล้ว เธอเชิดหน้าใส่ไม่สนใจสาว ๆ พวกนั้น หันไปคล้องแขนฉินฟ่านทำท่าเหมือนคนเป็นแฟนกันเดินเข้าไปในร้านขายวัตถุโบราณ
"สวัสดีครับเถ้าแก่ ขอเดินดูของหน่อยนะครับ"
เถ้าแก่รูปร่างอ้วนท้วนยิ้มพลางรีบต้อนรับ "สวัสดีครับคุณลูกค้า เชิญข้างในเลยครับ พวกคุณสนใจสินค้าประเภทไหน เอ่อ...ทางร้านเรามีแต่ของดี ๆ ทั้งนั้น ภาพทิวทัศน์ของจั่นจือเฉียนก็มี แต่ถ้าคุณชอบภาพดอกไม้ นก พระพุทธรูป ผมขอแนะนำภาพของกู้ฉางคัง แต่ถ้าชอบงานที่เน้นรายละเอียดลายเส้นที่งดงามของภาพ ผมคิดว่าภาพของเยียนลี่เปิ่น คงจะถูกใจ
คุณ แต่ถ้าคุณอยากเดินดูรอบ ๆ ก่อน ก็เชิญตามสบายเลยครับ"
เถ้าแก่พยายามแนะนำสิ่งของต่าง ๆ ในร้านของตน เพื่อจะได้มีโอกาสขายมากขึ้น ฉินฟ่านผงกศีรษะยิ้มให้เถ้าแก่ แล้วเดินสำรวจสิ่งของในร้านไปเรื่อย ๆ มองซ้ายทีมองขวาทีราวสิบนาที แต่ไม่มีอะไรน่าสนใจเลย จนแทบอยากจะหนีไปดูร้านอื่นแทน แต่ไหน ๆ ก็มาแล้ว เขาจึงสำรวมจิตใจ รวบรวมสมาธิหันไปใช้เนตรอัคคี ที่มองทะลุวัตถุสำรวจดูรอบ ๆ
แล้วสายตาก็ไปสะดุดอยู่ที่พระพุทธรูปดินเผาองค์หนึ่ง ที่มีรอยกระดำกระด่างเปื้อนเศษดิน วางกองอยู่กับพื้นตรงมุมห้อง เถ้าแก่ร้านนี้คงจะตีค่าของมันต่ำมาก จึงไม่สนใจที่จะวางโชว์ตามชั้น
ทันทีที่เนตรอัคคีสำแดงฤทธิ์เดช ทำให้เขาก็เห็นขวดยานัตถุ์ขนาดเล็ก ที่ซุกซ่อนอยู่ในพระพุทธรูปดินเผาปางสมาธิ ที่มีขนาดหน้าตักกว้างสิบนิ้ว โดยมีดินอุดรูไว้ที่ใต้ฐานพระอย่างแนบเนียน
ความจริงนี่เป็นวิธีการหนึ่ง ในการซุกซ่อนของมีค่าในสมัยโบราณ เพื่อไม่ให้ถูกศัตรูที่มารุกราน แย่งชิงสิ่งของมีค่าไป ซึ่งในบางครั้งถ้าเป็นพระพุทธรูปที่หล่อด้วยทองคำ เจ้าของจะหุ้มทับภายนอกองค์พระด้วยปูนปั้น เมื่อศัตรูมาเจอเข้าก็จะเห็นว่าเป็นแค่พระพุทธรูปธรรมดา ดูไม่มีราคาค่างวดก็ย่อมที่จะไม่สนใจ
"เถ้าแก่ พระพุทธรูปดินเผานั้นขายเท่าไรครับ"
เถ้าแก่แสร้งทำเป็นหันซ้ายทีหันขวาที มองดูรอบข้างว่าปลอดคนดีแล้ว จึงโน้มหน้าเข้ามากระซิบใกล้ ๆ เขา ท่าทางยังกับเรื่องที่จะพูดต่อไปนี้ เป็นความลับสุดยอด ไม่อยากให้รู้ถึงหูบุคคลที่สาม
"พระพุทธรูปองค์นี้นะเหรอ เฮอะ ๆ พูดแล้วเหยียบไว้เลยนะครับ เพื่อนผมเป็นโจรขุดสุสานมือเซียน ที่สืบทอดสุดยอดวิชาในตำนานฉีเหมินตุ้นเจี่ย มาจากปู่ของเขา นี่เป็นของรักของหวงของเขาเลยนะจะบอกให้"
"เถ้าแก่อำผมเล่นหรือเปล่าครับ"
เถ้าแก่ทำสีหน้าขึงขังจริงจัง ราวกับชาตินี้ไม่เคยพูดปด แม้แต่ครึ่งคำ "ผมพูดเรื่องจริงนะ มีอยู่ครั้งหนึ่งเขาไปขุดสุสานท่านอ๋องของราชวงศ์ถัง เฮ้องานครั้งนั้นมันอันตรายสุด ๆ ไปเลย เขายังเจอผีดิบอีกด้วย เขาบอกว่ามันน่ากลัวมาก จนเขาเกือบเอาชีวิตไม่รอด ดีแต่ได้ของติดไม้ติดมือมาสองสามชิ้น ไม่งั้นคงขาดทุนแย่ พระองค์นี้ก็ถูกหยิบติดมือมาด้วยในตอนนั้น นี่เขาฝากผมไว้ให้ช่วยขายในราคาหนึ่งหมื่นแปดพันหยวน น้องชายซื้อเก็บไว้บูชาหรือจะเก็บไว้เป็นงานสะสมด้านประวัติศาสตร์ศิลปะก็ได้ รับรองเลยว่าจะไม่ผิดหวัง"
ไม่เลวเลย เถ้าแกคนนี้รู้จักหลักการณ์ ตั้งราคาสูงเทียมฟ้า อีแบบนี้เขาคงต้องออกกระบวนท่าต่อราคาต่ำเรี่ยดินสินะ
"โอ้มีสตอรี่ด้วย ผมชอบนะ เรื่องราวที่คุณเล่ามา พอดีผมกำลังจะจัดสวนหลังบ้านใหม่ เลยอยากได้อะไร ที่ดูคลาสสิคเก่าแก่ไปวางประดับตรงม่านน้ำตก แต่ว่าผมคงให้เต็มที่ ได้แค่ห้าร้อยหยวนจริง ๆ ไม่งั้นมันจะเกินงบที่วางเอาไว้ ตกลงไหมครับ ไม่งั้นผมจะไปดูที่อื่นต่อ"
เถ้าแก่อึ้งไปครู่หนึ่ง ทำสีหน้าเหมือนเสียดายไม่อยากปล่อยของ ในที่สุดก็ถอนหายใจยาว แต่ก็พยายามที่จะดึงราคาขึ้นอีกครั้ง "โอ๊ะ ไม่ได้ ไม่ได้ ลดมากเกินไป เห็นแก่น้องชายที่มีความจริงใจ ขอสักหนึ่งพันเถอะครับ ภาษิตว่าไว้ทองแท้ไม่กลัวไฟ ร้านเราค้าขายซื่อสัตย์มาโดยตลอด ถ้าลดมาก ๆ ก็ขาดทุนแย่เลยครับ"
เจ๋ง! มีภาษิตด้วย เถ้าแก่ร้านนี้มีลิ้นที่พูดจาไหลลื่นโดยแท้ "แหม…แต่ผมว่าห้าร้อยหยวนเป็นราคาที่เหมาะสมแล้ว หากแพงกว่านี้ผมคงต้องขอบาย"
"นั่นสิเถ้าแก่ คุณไม่ขายในวันนี้ เผลอ ๆ ทิ้งเอาไว้อีกห้าปีสิบปี ก็ยังขายไม่ออกเลยนะ ของแบบนี้ใครมันจะสนใจซื้อกันบ้างละ คุณเองก็คงจะรู้ดีอยู่แก่ใจใช่ไหมคะ"
ความจริงในใจของเหลียนฟ่งยังติว่า ห้าร้อยหยวนแพงเกินไปด้วยซ้ำ แต่เธอรู้ว่าผู้ชายรักหน้ารักตารักศักดิ์ศรี หากเธอพูดขัดออกไป เขาคงจะรู้สึกเสียหน้าแย่เลย ราคานี้ก็ไม่ใช่เงินมากมายอะไร เธอจึงไม่ได้โต้แย้งอะไรเลย เพราะดูแล้วฉินฟ่านอยากจะได้จริง ๆ เธอจึงช่วยพูดกล่อมเถ้าแก่อีกแรง
เถ้าแก่มีประสบการณ์ขายช่ำชองมากว่าสามสิบปี ดูก็รู้ว่าฉินฟ่านคงจะยืนราคาที่ห้าร้อยหยวน โดยไม่เปลี่ยนใจอย่างแน่นอน แถมพระองค์นี้อยู่ในร้านของเขามาสามปี ไม่มีลูกค้าคนไหนสนใจที่จะหยิบมาดูเลย
"เอาเถอะ คุณนี่โชคดีจริง ๆ ที่ได้ของดี ๆ ราคาไม่แพงแบบนี้ พอดีปู่ของเพื่อนผมไม่สบาย กำลังต้องการใช้เงินซะด้วยสิ ห้าร้อยก็ห้าร้อยครับ ถ้าหากวันหลังคุณต้องการอะไร ก็เชิญแวะมาที่นี่ได้เลยนะครับ ผมมีเพื่อนฝูงมากทั้งวงการหยก เครื่องเคลือบ ภาพวาดโบราณ รับรองว่าผมหาของล้ำค่าให้คุณได้อย่างแน่นอน"
อย่างว่านั่นแหละ ขิงยิ่งแก่ยิ่งเผ็ด เขาซื้อพระองค์นี้มาแค่สองร้อย งานนี้เถ้าแก่ฟันกำไรสามร้อยหยวน คืนนี้เขาคงนอนหลับฝันดี เถ้าแก่รีบจัดแจงใส่กล่องห่อให้อย่างรวดเร็ว ส่วนฉินฟ่านก็โอนเงินให้ทันที
ฉินฟ่านกับเหลียนฟ่งเดินออกมานอกร้าน แวะที่แผงเครื่องประดับข้างทาง มีทั้งป้ายหยก ลูกประคำ แหวน สร้อย ปิ่น ต่างหู เขาเห็นปิ่นหยกขาวสวยดี จะซื้อให้เหลียนฟ่งแต่เธอบอกว่าไม่เอา เธอบอกว่าเธอเป็นคนกลัวผี กลัวว่าเจ้าของปิ่นจะมาหาเธอในตอนดึก ๆ มีหวังเธอคงได้ช็อกตาย
"นี่คุณซื้อพระองค์นี้มาทำไม ฉันว่าคุณถูกหลอกแล้วล่ะ ราคานี้มันแพงเกินไป ของแบบนี้มีขายกันเกลื่อน สองร้อยหยวนก็น่าจะซื้อได้แล้ว" เธอถามด้วยความสงสัย เพราะดูไม่คุ้มเอาซะเลย
"มาเดินเล่นทั้งที ก็ต้องซื้อของติดไม้ติดมือกลับไปบ้างสิครับ มันก็ไม่ได้แพงอะไรมากมาย ผมก็แค่อยากลองเสี่ยงโชคดูเหมือนคนอื่นเขาบ้างนั่นแหละ" ฉินฟ่านไม่รู้จะบอกยังไง จะให้บอกว่าเขามีเนตรอัคคี ที่สามารถมองทะลุทุกสิ่งได้ แม้แต่เสื้อผ้าของเธอนะเหรอ
ทั้งคู่เดินเล่นอีกครึ่งชั่วโมงและแวะร้านชานมไข่มุก แล้วไปจ่ายตลาดที่ซูเปอร์มาร์เก็ต จึงค่อยกลับบ้าน
พอกลับมาถึงก็เจอน้องชายของเธอกำลังรดน้ำต้นไม้อยู่กับแอนโทนี่ ลูกหมาตัวเล็กหน้าตาบู้บี้พอดี
"นี่พวกคุณเจอกันหรือยัง นี่น้องชายของฉันเหลียนเฮ่อ แล้วก็เจ้าตัวเล็กนั่น มันชื่อแอนโทนี่"
"พี่ใหญ่ อยู่ดี ๆ ทำไมให้คนแปลกหน้ามาอยู่ด้วยล่ะครับ คนสมัยนี้จะไว้ใจใครได้ที่ไหนกัน" เหลียนเฮ่อมองเขาตาขวางอย่างหงุดหงิด
"ผมฉินฟ่าน เราเคยเจอกันแล้วครับ"
เชอะ! เหลียนเฮ่อทำเมินเชิดหน้าใส่เขา ตามประสาน้องชายที่หวงพี่สาวคนสวย
หืมไอ้เด็กเวรนี่ช่างบังอาจ
ฉินฟ่านคร้านที่จะสนใจ เขาเดินไปหาค้อน เพราะจำได้ว่าเคยเห็นค้อนวางอยู่ที่มุมสวนกล้วยไม้ สองพี่น้องแซ่เหลียนชะเง้อคอมองตามด้วยความสงสัยว่า ฉินฟ่านกำลังจะทำอะไร
เอ๊ะเขาเอาค้อนมาทำไม
ฉินฟ่านกำลังง้างมือยกค้อนขึ้นจะทุบองค์พระ เหลียนฟ่งปรี๊ดแตกทันที รีบวิ่งหน้าตั้งเข้าไปดึงค้อนจากมือของเขา
"เดี๋ยวก่อนสิ นี่คุณจะบ้าไปแล้วเหรอ ถึงพระพุทธรูปองค์นี้จะไม่ถูกใจคุณ แต่ก็อุตส่าห์ซื้อมาแล้ว คุณจะทุบให้เสียของไปทำไมกัน เพิ่งควักกระเป๋าจ่ายเงินไปสด ๆ ร้อน ๆ ยังไม่ทันข้ามวันก็จะทุบเงินทิ้งซะแล้ว"
"เฮ้อ เสียของเปล่า ๆ เอามาให้ฉันเถอะ เดี๋ยวฉันเอาไปขายให้เอง อย่างน้อยก็ยังได้สักร้อยสองร้อยหยวน จะได้ขาดทุนน้อยหน่อย ใช้เงินเป็นเบี้ยแบบนี้ใช้ได้ที่ไหน ไม่รู้ล่ะต่อไปถ้าเราสองคนแต่งงานกัน ฉันจะเป็นคนเก็บเงินเอง"
เหลียนฟ่งบ่นกระปอดกระแปดยืดยาว ด้วยความเคยชินจากนิสัยประหยัดมัธยัสถ์ เพราะว่าตั้งแต่เสียพ่อแม่ไป เธอต้องปากกัดตีนถีบ หาเงินเลี้ยงน้องมาอย่างยากลำบาก และแล้วเธอก็เพิ่งจะรู้สึกตัวว่ารอบข้างมันช่างเงียบสงัด
เธอเงยหน้าขึ้น เห็นฉินฟ่านกับเหลียนเฮ่อกำลังอ้าปากค้างทำตาโตมองเธอราวกับดูตัวประหลาด เธอคิดในใจอย่างรวดเร็ว เธอพูดผิดหรือไง คนเราก็ควรที่จะประหยัดไม่ใช่เหรอ
เอ๊ะไม่ใช่เรื่องนี้เหรอ เอ๋เมื่อกี้เราพูดถึงเรื่องอะไรหว่า ไอ้หยา ฉันพูดว่าจะแต่งงานกันนี่นา
โอ้ยตายแล้ว ต่อหน้าเหลียนเฮ่อด้วย ฉันพูดอะไรออกไปกัน แค่คิดในใจดันหลุดปากออกมาได้ซะนี่ อายเขาตาย
ไม่เป็นไรใจเย็น ๆ ไว้อาฟ่ง เธอมันหน้าด้านหน้าทน หน้าหนาเป็นยางมะตอย เป็นคอนกรีตเสริมเหล็กอยู่แล้ว แค่นี้จิ๊บ ๆ
"อะแฮ่ม…ฉันขอโทษด้วย ที่ยุ่งเรื่องส่วนตัวของคุณ แต่ฉันพูดไปเพราะหวังดีจริง ๆ นะคะ คุณเชื่อฉันเถอะ อย่าลืมสิว่าฉันเป็นถึงผู้จัดการส่วนตัวของคุณไม่ใช่เหรอคะ อะไรที่เป็นผลประโยชน์ของคุณ ฉันก็ต้องปกป้องเต็มที่อยู่แล้วค่ะ"
เหลียนฟ่งพยายามทำสีหน้าขึงขังจริงจัง ตีเนียนพูดเป็นเรื่องอื่น ให้ทุกคนลืมเรื่องแต่งงานที่พูดออกมาเมื่อครู่ ฉินฟ่านได้แต่อมยิ้มมองเธอ
"พี่ใหญ่จะแต่งงานจริง ๆ เหรอ แต่งกับเขานี่นะ พี่คิดดีแล้วเหรอ ถ้าผมจำไม่ผิด พี่เพิ่งรู้จักกับเขาได้แค่สองวันเองไม่ใช่
เหรอ อย่ามาละเมอบอกผมว่าเป็นรักแรกพบนะ หรือว่าพี่เมาเลยพลาดท่าให้เขาแล้ว"
เหลียนฟ่งได้ยินเสียงน้องชายถาม ทำให้เธอต้องหลับตาปี๋กำหมัดแน่น เหมือนไมเกรนจะกำเริบ อึ๋ย ไอ้น้องบ้า ไอ้เด็กเลว อยากบีบคอมันให้ตายจริง ๆ เสียแรงที่อุตส่าห์เลี้ยงมา ไอ้น้องเลวดันงัดเรื่องแต่งงานขึ้นมาขยี้ใหม่อีก
จังหวะนั้นเองฉินฟ่านยื่นมือออกไปอย่างรวดเร็ว เพื่อแย่งเอาค้อนมาจากมือของเธอ
"คิดซะว่าเราเล่นเกมเสี่ยงโชคก็แล้วกันนะครับ" ฉินฟ่านพูดจบไม่รอช้า เริ่มทุบเบา ๆ อย่างใจเย็น ซ้ายทีขวาที
เหลียนฟ่งกับเหลียนเฮ่อใจตุ๋ม ๆ ต่อม ๆ ลุ้นจนตัวเกร็งปนรู้สึกเสียดายเงิน มองเขาค่อย ๆ ทุบพระพุทธรูปให้แตกทีละนิด ๆ จนกระทั่งเห็นขวดยานัตถุ์ที่ซุกซ่อนอยู่ข้างใน
เขาเอาไปล้างน้ำทำความสะอาดจึงพบว่า มันเป็นขวดยานัตถุ์ทองแดงสูงประมาณนิ้วชี้ ภาพประดับข้างขวด สีสันยังคงงดงามแจ่มชัด แม้จะผ่านกาลเวลามาอย่างยาวนาน เป็นภาพสตรีแรกรุ่นสวมชุดแดง กำลังแสดงท่าทางร่ายรำอ่อนช้อยงดงามยิ่งนัก
"ว้าวสวยจังเลยค่ะ ท่าทางจะเป็นของดีนะคะเนี่ย คุณรู้ได้ยังไงว่ามีของซุกซ่อนอยู่ในองค์พระ" เหลียนฟ่งถามด้วยความตื่นเต้น
"คุณครูของผมเคยเล่าให้ฟังว่า บางครั้งวัตถุเล็ก ๆ ที่มีค่าอาจถูกซุกซ่อนอยู่ในองค์พระ ผมก็ลองเสี่ยงดวงดู คงบังเอิญโชคดีนะครับ คุณเป็นผู้จัดการส่วนตัวของผมไม่ใช่เหรอ ช่วยเอาไปขายให้ผมหน่อยจะได้ไหมครับ" ฉินฟ่านยิ้มเห็นฟันขาว รู้สึกสนุกที่ได้หยอกล้อเธอเรื่องผู้จัดการส่วนตัว
"โอเคไม่มีปัญหาเราใช้กติกาเดิม เจ็ดสิบสามสิบใช่ไหม" นี่เขายอมให้เธอเป็นผู้จัดการของเขาจริง ๆ เหรอเนี่ย อีตานี่หลอกง่ายดีแฮะ
สวรรค์คงเห็นใจเรา เห็นว่าเราชักหน้าไม่ถึงหลัง ก็เลยส่งต้นไม้เงินต้นไม้ทองนี้มาให้เรา
"ใช่ พาน้องชายคุณไปเป็นเพื่อนด้วย รีบไปรีบกลับเดี๋ยวจะค่ำมืดซะก่อน กลางค่ำกลางคืนมันอันตราย ขายได้เท่าไรก็เท่านั้น จำไว้ไม่ต้องปั่นราคาให้สูงมากจนเกินไป"
ฉินฟ่านพูดเสร็จก็เดินไปชายป่าทันที เหลียนฟ่งรู้จักผู้คนหลากหลายอาชีพ เธอเป็นงูเจ้าถิ่น เธอย่อมมีหนทางทำให้ได้ราคาสูงสุด เพราะยอดขายยิ่งสูง ส่วนแบ่งเธอก็ยิ่งมาก เสร็จฉันล่ะ
ฉินฟ่านเริ่มเดินลมปราณหยุ่น ฝึกฝ่ามือมุทรากระบวนท่าที่สอง เขาประกบฝ่ามืออยู่กึ่งกลางหน้าอกในท่าพนมมือ แล้วฟาดสองฝ่ามือออกไปพร้อมกัน ฝึกแบบนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า เพื่อให้ร่างกายจดจำกระบวนท่าจนใช้ออกไปได้อย่างเป็นธรรมชาติ
พอฟ้ามืดค่ำเขาก็กลับไปอาบน้ำ เดี๋ยวคืนนี้ยังต้องอ่านหนังสือต่ออีก ทั้งสามเจอกันที่สวนหน้าบ้านพอดี
เหลียนเฮ่อได้ฟังเรื่องราวที่พวกเขาไปเดินเล่นที่ตลาดโบราณในวันนี้จากปากพี่สาว ทุกสิ่งทุกอย่างที่ได้ยินได้ฟังมา มันเหลือเชื่อเกินไปแล้ว
"คิดไม่ถึงเลยจริง ๆ คุณนี่ดวงดีเป็นบ้าเลย ขวดเล็ก ๆ นิดเดียวนั่น ฉันขายได้ในราคาตั้งสองแสนหยวน ส่วนแบ่งของคุณเท่ากับหนึ่งแสนสี่หมื่น ของฉันเท่ากับหกหมื่น เอ่อ...แต่ว่าถ้าคุณคิดว่าให้ฉันมากเกินไป ให้ฉันแค่สามหมื่นก็ได้นะคะ"
เธอรู้สึกกระดากใจพอสมควร ไปเดินเล่นกับเขามารอบเดียว ได้แบ่งเงินเป็นฟ่อน ๆ กลับมาหกหมื่นหยวน ถ้าเผลอไปเล่าให้ป้าข้างบ้านฟัง ไม่ว่าเป็นใครก็คงหาว่าเธอขี้โม้ หรือไม่ก็ตากแดดมากจนเป็นบ้าไปแล้ว
"ไม่เป็นไร คุณสมควรรับไว้ เพราะเราตกลงกันแล้ว อ้อ…อีกอย่างผมจ่ายเป็นค่าเช่าบ้าน ค่าอาหารล่วงหน้าให้คุณอีกสี่หมื่น หยวน ส่วนที่เหลือหนึ่งแสนหยวนก็เก็บไว้กับคุณก่อน เวลาจะใช้เงินผมค่อยบอกคุณ"
"แล้วก็ผมชอบให้ผู้จัดการส่วนตัวของผมแต่งตัวสวย ๆ วันไหนว่าง ๆ คุณกับเหลียนเฮ่อไปเดินชอปปิงเล่นสักรอบหนึ่ง ทั้งเสื้อผ้าเครื่องประดับราคาเท่าไร่ เอาเงินของผมใช้จ่ายได้ตามสบายเลย"
ปัง ปัง ปัง ปัง!เสียงประทัดพวงยาวเหยียดดังสนั่นหวั่นไหวพร้อมเสียงรัวกลองเชิดสิงโตสร้างความครึกครื้นให้ผู้ชมที่มากันเนืองแน่น เพราะข่าวที่แพร่กระจายมาอย่างต่อเนื่อง ว่าโครงการโรงเรียน "พี่สาวนางฟ้า" ริเริ่มโดยหมอเทวดาฉินฟ่าน ซึ่งค่าเล่าเรียนทุกอย่างฟรีหมดจนคนที่ทราบข่าวต่างยกนิ้วชมเชย บางคนมีฐานะจึงยินดีที่จะบริจาคเงินทอง เพื่อสร้างชุมชนที่น่าอยู่ เพื่ออนาคตของลูกหลานชาวเมืองซูโจวถึงขนาดมีคนยุให้หมอเทวดาเล่นการเมือง เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร รับประกันว่าคะแนนเสียงถล่มทลาย แต่บรรดาอาซิ่มอาซ้อกลับอยากให้เขาเป็นพระเอกหนังซีรีส์ซะมากกว่า เพราะเขานั้นหล่อบาดลึกไปถึงขั้วหัวใจของพวกเธอคุณหนูสี่ขึ้นเวทีไปกล่าวเปิดงานในฐานะประธานกลุ่มทุน "พี่สาวนางฟ้า" เสียงปรบมือดังสนั่นหวั่นไหว ช่วงนี้มีผู้สื่อข่าวหลายสำนัก มาขอสัมภาษณ์เธอไม่เว้นวันจนเธอยุ่งหัวฟูหนุ่มน้อยหนุ่มใหญ่ที่ได้ยลโฉมงามล่มเมืองของคุณหนูสี่ ต่างคลั่งไคล้ขอเป็นแฟนคลับเธอ แต่ละคนต่างแย่งกันบริจาคเงินออกมาก้อนโต เพื่ออวดโอ่ฐานะความร่ำรวยเพราะถ้าได้แต่งกับเธอ มันเฮงยิ่งกว่าหนูตกถังข้าว
ทั้งสองส่งเสียงหัวเราะวิ่งหยอกล้อกันออกไป ตอนนี้ทุกอย่างสงบลงแล้ว คนตายก็ตายไป คนเจ็บก็ส่งโรงพยาบาล คนมอบตัวก็เตรียมไปกินข้าวแดงในคุกได้เลย ตำรวจเริ่มเคลียร์สถานที่ ยึดอาวุธสงครามได้เป็นจำนวนมาก มากพอที่จะเลื่อนยศเลื่อนตำแหน่งให้หลาย ๆ คนในศึกครั้งนี้ฉินฟ่านเดินกระแซะเข้าไปใกล้ ๆ กระซิบชวนมู่ปิงปิงไปจู๋จี๋ดู๋ดี๋กันที่น้ำตก แต่เธอค้อนขวับวงใหญ่ แถมแกล้งทำเสียงดุใส่"งานยังไม่เสร็จ ไปไม่ได้""น่านะ คนดียอดรักของฟ่าน เสร็จงานแล้ว ก็ต้องมีการตบรางวัลบิ๊กโบนัสกันบ้างสิ ใช่ไหมจ๊ะทูนหัวจ๋า"เขาพยายามออดอ้อน กะพริบตาปริบ ๆ ทำสีหน้าน่าสงสาร"ไม่รู้ไม่ชี้""น่านะ แป๊บเดียวเอง แค่สามนาทีก็เสร็จแล้ว"เขาพยายามต่อรอง"คิดว่าตัวเองเป็นอุลตร้าแมนแปลงร่างได้แค่สามนาทีรึไง คราวก่อนเป็นชั่วโมง เล่นเอาเหน็บชากินขาเลย"ไม่สนแล้วต้องใช้เส้นสายของเครือญาติให้เป็นประโยชน์ เขาหันไปหาเค่อตงหยางที่กำลังคุมลูกน้องทำงานอย่างแข็งขัน"คุณลุงเค่อที่เคารพครับ พอดีที่บ้านมีเรื่องด่วน ผม
ในห้องที่มืดมิด มีแสงเลือนรางไหววูบเป็นบางครั้ง จากเปลวไฟที่ลุกฮือโหมของการระเบิดครั้งใหญ่ ซีเหมินคังยืนถือทวนเงินสงบนิ่งดุจขุนเขา เพราะเขาสัมผัสได้ถึงอันตรายที่ซุกซ่อนอยู่ เมื่อมืดมิดจนมองไม่เห็น เขาเลยพาลหลับตาลง ใช้หูสดับฟังเสียงเคลื่อนไหวแทนฟิ้วววววเสียงกระแสลมของดาบ ที่ตวัดใส่ลำคอของซีเหมินคังแว่วมา เขาสะบัดควงทวนเงินเข้าต้านปะทะติดต่อกันเก้ากระบวนท่า จนเกิดประกายไฟแลบแปลบปลาบเสียงซัดอาวุธบางสิ่งออกมา ลางสังหรณ์ในใจของซีเหมินคัง ส่งสัญญาณเตือนภัยชนิดหนึ่ง บีบให้เขาดีดตัวถอยไปหลบหลังเสาอย่างรวดเร็วบึ้ม…อาวุธที่ซัดออกมาก็คือระเบิดเพลิงขนาดเล็กของจิ้งจอกเพลิงนั่นเอง เล่นเอาเสื้อผ้าของซีเหมินคังไหม้ไปแถบหนึ่ง ไฟลวกหน้าแข้งเล็กน้อย"หึ ๆ เขาถึงว่าคู่แค้นทางคับแคบ ในที่สุดเราทั้งสองคนก็มาเจอกันอีกจนได้ กระสุนนัดนั้น ที่มึงยิงใส่ขากู กูยังจำได้ดี วันนี้มึงต้องตายสถานเดียว"จิ้งจอกเพลิงขยับดาบเก้าห่วง จนเกิดเสียงดังกรุ๊งกริ๊ง"ขอโทษจริง ๆ นะฮ๊า พอดียิงคนมาเยอะมากเลย
เงาร่างฉินฟ่านพุ่งฉวัดเฉวียน จนพวกเธอตาลายมองตามไม่ทัน เสียงฟาดแก้มก้นดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง เริ่มจากหมวดมู่คนแรก แถมแต่ละคนยังถูกลวมลามอีกหลายครั้งพวกสาว ๆ ต่างส่งเสียงร้องวี๊ดว้ายกระตู้วู๊ วิ่งหลบหนีจิ้งจอกเฒ่าจอมลามกกันจ้าละหวั่น ก่อนที่จะมีอะไรเลยเถิดไปกว่านั้น จน กบว. ต้องเซ็นเซอร์ภาพและเสียงทันใดนั้นก็มีเสียงฝีเท้าดังแว่วมาขัดจังหวะ ผัวหนุ่มเมียสาวที่กำลังหยอกเย้ากันอย่างสนุกสนาน ทำเอาทุกคนต้องกลับมาทำตัวสงบเสงี่ยมอีกครั้ง"อะแฮ่ม สวัสดีพี่สาวคนสวยทั้งหลาย เอ่อ…พี่เขยขอโทษที่ขัดจังหวะครับ มีคนมาหาพี่เขย บอกว่านี่เป็นเรื่องด๊วนด่วนนะครับ"เหลียนเฮ่อส่งเสียงดังแหบ เพราะอยู่ในวัยกำลังแตกเนื้อหนุ่ม นมเพิ่งจะแตกพานรายงานอย่างรวบกระชับทันที พร้อมทำสีหน้ากระดากแบบอาย ๆเพราะเขาโตพอที่จะรู้ว่า เมื่อครู่พี่เขยตัวดี ไอดอลขั้นเทพของเขากำลังทำเรื่องดีงามอะไร เขาสาบานกับตัวเองว่าโตขึ้น จะต้องเป็นแบบพี่เขย เอาดีในเรื่องผู้หญิงให้ได้ตอนนี้ทุกคนต่างพากันทำหน้าเขิน ๆ ขณะจัดแจงทรงผมที่ยุ่งเหยิงและเสื้อผ
พวกเขาเก็บอุปกรณ์กล้องอินฟาเรด แล้วเดินลัดเลาะชายป่าท่ามกลางแสงจันทร์ ที่พอเห็นเลือนรางไปอย่างเงียบ ๆ ประมาณหนึ่งชั่วโมงโยโย่เป็นสาวช่างจ้อ แบบที่เรียกว่าอะไรนะ ทอล์คกาทีฟเกิรล์ละมั้ง เดี๋ยวชวนคุยเรื่องโน้น เดี๋ยวเล่าเรื่องนี้ให้ฟัง แถมมุกตลกของเธอมีเพียบอีก ช่วยทำให้เขาไม่รู้สึกเบื่อหน่ายจนกระทั่งทั้งคู่ถึงน้ำตกสายหนึ่ง จึงตัดสินใจที่จะพักเท้าชั่วคราว ทั้งคู่จึงนั่งลงที่โขดหินหยุดพักดื่มน้ำฉินฟ่านหยิบแผนที่ขึ้นมากางดู เพื่อศึกษาภูมิประเทศ งานนี้เขาทุ่มจนสุดตัว จะให้เกิดข้อผิดพลาดไม่ได้เป็นอันขาด ลมโชยเบา ๆ พัดผ่านตัวเย็นสบายเสียงน้ำจ๋อมแจ๋มแว่วดังมาเบา ๆ สะกิดความสนใจของเขา จนอดไม่ได้ที่จะต้องหันหน้าไปดูภาพที่เห็นทำให้เขาเลือดลมสูบฉีด หายใจถี่เร็ว ลืมสิ้นทุกสิ่งทุกอย่างโลกหล้าใบนี้ไปชั่วขณะร่างของโยโย่ที่เปลือยเปล่าขาวโพลนท่ามกลางแสงจันทร์ เรือนร่างของเธอโผล่พ้นขึ้นเหนือน้ำมาครึ่งตัว ทรวดทรงองค์เอวที่อ่อนช้อย เป็นเส้นสายชวนรัดรึงใจ พราวไปด้วยหยดน้ำเม็ดเล็ก ๆ ที่ไหลรวมหยดเป็นทางยาว ค่อย ๆ ไหลรินผ่านร่องอก
แต่ถ้าจะพูดถึงอีกคนหนึ่ง เมียหลวงเมียน้อยเมียเล็ก เมียใหญ่กลับสนับสนุนจนคะแนนเสียงท่วมท้น ให้ไปกระทืบสุยเก้ามีดให้จมดินโทษฐานที่มันบังอาจเหิมเกริมไม่ยอมแหกตาดูให้ดีว่าซอยลูกเป็ดน้อยนี้ใครคุมติ๋ง! ติ๋ง!หยดเลือดสด ๆ สีแดงคล้ำไหลออกจากปากของสุยเก้ามีดตกกระทบพื้นเป็นจังหวะเหมือนเสียงดนตรีร่างของสุยเก้ามีดนักเลงโตถูกมัดมือไพล่หลังและมัดข้อเท้าทั้งสองข้างด้วยเชือกก่อนจะชักรอกขึ้นไป ทำให้ตอนนี้มันตกอยู่ในสภาพห้อยหัวเมื่อครึ่งชั่วโมงก่อนนี้พวกมันกำลังล้อมชายหนุ่มคนหนึ่งด้วยอาวุธครบมือ โดยไม่ได้คาดคิดเลยแม้แต่น้อยว่าจะเป็นพวกมันเองที่ถูกยำจนเละเป็นโจ๊กเรื่องแก้แค้นคงไม่ต้องคิด มันไม่หวังจะไปต่อกรอะไรอีกแล้ว ตอนนี้ต้องรักษาชีวิตให้ได้ก่อนพลั่วะ! พลั่วะ!อ้ากก! อ้ากก!สุยเก้ามีดกำลังถูกไอ้ฟันเหยินลูกน้องคนสนิทใช้ไม้เบสบอลหวดฟาดใส่ลำตัวนี่เป็นการหวดครั้งที่ยี่สิบ ครบจำนวนพอดีเงาของชายหนุ่มพาดยาวกับพื้น เขายืนอยู่ริมหน้าต่าง กำลังดื่มน้ำอัดลมดับกระหายพลางเดินข้ามร่างของเจ้า
ยอดสีชมพูสั่นระริก ด้วยความเจ็บปวดหรือเพราะฤทธิ์ของยาพิษก็ไม่อาจทราบได้ แต่เขาไม่ได้สนใจแม้แต่น้อย ที่เขาสนใจคือการช่วยชีวิตเธอเขาใช้ปลายเล็บกรีดแทนมีดผ่าตัด ค่อย ๆ กรีดยาวหนึ่งนิ้ว เขาก้มลงดูดเลือดพิษทันที เลือดสีดำถูกพ่นออกจากปากเขาครั้งแล้วครั้งเล่า จนมันเริ่มเป็นสีแดง 
ชาตินี้เขามีเงินมีทองมีผู้หญิง เพราะมีเทพทั้งหลายให้โอกาส เขาจึงอยากให้โอกาสกับคนอื่นบ้าง ถึงจะเป็นพวกคนเลวก็ตาม"หา...จริง ๆ เหรอครับ โอ้ขอบคุณลูกพี่มากครับ ผมขอปรึกษากับลูกน้องก่อน แล้วจะรีบให้คำตอบนะครับ"ไอ้หัวทองนึกว่าวันนี้จะโดนอัด แต่กลับเป็นว่าได้ทั้งเงินได้ทั้งงาน มัน
ฉินฟ่านอมยิ้มพลางแช่น้ำอย่างสบายอารมณ์"อย่าเพิ่งไปเลยนะ นั่งคนเดียวเฉย ๆ คงเบื่อน่าดู คุณอยู่คุยเป็นเพื่อนผมก่อนได้หรือเปล่า เพราะต้องแช่อีกนานเลย เพื่อให้ร่างกายดูดซึมยา""ก็ได้ ว่าแต่คุณอยากจะคุยเรื่องอะไรคะ"มู่ปิงปิงลากเก้าอี้มานั่ง "เรื่องแฟนคนแรกของคุ
ซีเหมินคังนั่งหอบหายใจหลบอยู่หลังก้อนหิน ตรวจดูอาวุธที่เหลืออยู่ พบว่ามีกระสุนปืนสั้นเหลืออยู่นัดสุดท้าย ระเบิดแสงหนึ่งลูก มีดสั้นหนึ่งเล่มเขาสูดลมหายใจลึก ๆ สองสามที แล้วพุ่งตัวออกไปทันที แทบจะเป็นเวลาเดียวกัน พวกผู้พันทมิฬพากันยิงถล่มใส่เขา สะเก็ดหิน เปลือกไม้ ใบหญ้า กระจุยก







