Home / แฟนตาซี / พันธนาการรักใต้เงากระบี่ / บทที่ 3 — สิ่งที่บิดาทิ้งไว้

Share

บทที่ 3 — สิ่งที่บิดาทิ้งไว้

last update publish date: 2026-10-17 16:58:32

“รู้จัก”

คำตอบนั้นทำให้หลินเยว่ซีลืมคำถามที่เตรียมไว้ทั้งหมด

นางเดินทางมาถึงชิงเสวียนเพื่อหากระดาษสักแผ่นที่บอกเรื่องบิดามารดา แต่คนที่เคยพบพวกเขากลับยืนอยู่ตรงหน้า

“ท่านรู้จักท่านพ่อได้อย่างไร”

“เขาเคยรักษาข้า”

“เมื่อใดเจ้าคะ”

“สิบสามปีก่อน”

เสียงประตูหอจดหมายเหตุปิดดังขึ้นด้านหลัง ผู้ดูแลถือโคมเดินลงบันไดมา หลิงยวนจึงขยับหลบให้นางผ่าน ก่อนหันกลับมาหาเยว่ซี

“ที่นี่ไม่เหมาะจะคุยเรื่องนี้”

“เช่นนั้นที่ใดเหมาะ”

นางถามเร็วเกินกว่าจะรักษามารยาท แต่เขาไม่ได้ตำหนิ

“ตามมา”

เยว่ซีเดินข้างเขาไปตามระเบียง กระทั่งถึงศาลาเล็กซึ่งมองเห็นทางเข้าออกได้ทั้งสองด้าน หลิงยวนจึงหยุด

นางยังไม่ยอมนั่ง

“ท่านพ่อเป็นคนอย่างไรเจ้าคะ”

เขามองนางครู่หนึ่ง

“เวลาอ่านตำรา เขาชอบพับมุมกระดาษ ภรรยาเขาไม่ชอบ จึงทำที่คั่นให้ แต่เขามักลืมว่าเก็บไว้หน้าใด”

เยว่ซีค่อย ๆ คลายมือจากสายห่อผ้า

นางเคยคิดว่าคำตอบคงเป็นคนดี เป็นหมอ หรือเป็นผู้ฝึกตนผู้หนึ่ง

ไม่เคยคิดว่าจะได้รู้เรื่องเล็กน้อยเช่นนี้

“แล้วท่านแม่เล่า”

“เวลาโกรธ นางจะเรียกชื่อเขาเต็ม ๆ”

“ท่านพ่อกลัวหรือ”

“เขาจะรีบหาที่คั่นให้พบ”

เยว่ซีหัวเราะออกมาเบา ๆ ก่อนขอบตาจะร้อนขึ้นโดยไม่ทันตั้งตัว

นางก้มหน้าจัดสายห่อผ้า ทั้งที่มันไม่ได้หลุด

หลิงยวนรอจนหญิงสาวเงยหน้าขึ้นเอง

“ท่านอยู่ที่หลินอันในคืนเกิดเหตุด้วยหรือไม่”

“อยู่”

ลมหายใจของนางสะดุด

“พ่อแม่ข้าเสียชีวิตคืนนั้นจริงหรือ”

“จริง”

คราวนี้เขาตอบโดยไม่หลบสายตา

ความหวังซึ่งนางไม่กล้ายอมรับว่ามีดับลงช้า ๆ

เยว่ซีพยักหน้า แต่ต้องกลืนอยู่สองครั้งจึงถามต่อได้

“เช่นนั้นคำให้การในบัญชี…”

“วันที่รับเอกสารบอกได้เพียงว่าเอกสารมาถึงเมื่อใด ยังบอกไม่ได้ว่าใครเป็นผู้เขียน หรือเขียนเมื่อใด”

“ข้าเข้าใจ ข้าจึงอยากอ่านฉบับจริง”

“ข้าจะยื่นเรื่องให้ตรวจ”

นางเงยหน้าทันที

“ให้ข้ารออย่างเดียวหรือเจ้าคะ”

“ให้เจ้าเล่าว่าพบมันอย่างไร”

เยว่ซีมองใบหน้าสงบของเขา ก่อนเริ่มเล่าตั้งแต่กระดานแจกงาน ลั่วชิงเหยา หนังสือหกหีบ ไปจนถึงเผยเหวินซูที่นำเอกสารมาคืน

หลิงยวนฟังจนจบโดยไม่ขัด

“มีใครบอกให้เจ้าเปิดหน้านั้นหรือไม่”

“ไม่มี ข้าเห็นปีบนปกแล้วเปิดสารบัญเอง”

“ผู้ดูแลอนุญาต?”

“เจ้าค่ะ แต่นางเพิ่งรู้ภายหลังว่าเป็นหนังสือจากชั้นบน”

เขาพยักหน้าเล็กน้อย

เยว่ซีเริ่มเข้าใจว่าเหตุใดเขาจึงถามละเอียด

“ท่านคิดว่ามีคนตั้งใจให้ข้าพบหรือ”

“มีความเป็นไปได้”

“เพื่ออะไร”

“ต้องดูก่อนว่าเขาอยากให้เจ้าทำอะไรต่อ”

นางนึกถึงช่องผู้ส่งมอบที่ถูกขูดออก

หากพบชื่อคน นางคงตามไปถาม หากพบสถานที่ นางคงอยากเดินทางไปดู

ความอยากรู้ของตนมีทางให้ผู้อื่นชักนำได้ง่ายกว่าที่คิด

“ข้าจะไม่ตามข้อความที่ยังตรวจไม่ได้” นางกล่าว “แต่ท่านต้องไม่เอาแต่บอกให้ข้ารอ”

หลิงยวนมองนางอยู่ครู่หนึ่ง

“พรุ่งนี้หลังเรียน มาพบข้าที่เรือนอาจารย์”

“เรื่องเอกสารหรือเจ้าคะ”

“ของที่พ่อแม่เจ้าส่งมา”

⸻

เมื่อเยว่ซีกลับถึงเรือนพัก เสี่ยวถังกำลังยกชามข้าวใบหนึ่งออกจากหม้ออุ่น

“หากเจ้าช้ากว่านี้ ข้าจะเริ่มเก็บค่ารอแล้ว”

เยว่ซีรับชามมานั่งข้างโต๊ะ

เสี่ยวถังเหลือบมองใบหน้านาง ก่อนวางตะเกียบให้โดยไม่ถามถึงดวงตาที่แดงอยู่

“งานหอจดหมายเหตุเป็นอย่างไร”

“มีฝุ่นมากกว่าตัวหนังสือ”

“เช่นนั้นพรุ่งนี้เปลี่ยนมาช่วยโรงครัว ข้าได้ปอกหัวไชเท้าทั้งอ่าง”

“มือเจ้าเป็นอะไร”

เสี่ยวถังรีบซ่อนนิ้วที่พันผ้าไว้

“หัวไชเท้าต่อสู้”

เยว่ซีหลุดยิ้ม

นางกินข้าวไปได้ครึ่งชาม เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้น ศิษย์หญิงคนหนึ่งนำกระดาษพับมาส่ง

“มีคนฝากให้หลินเยว่ซี”

“ผู้ใดฝากหรือ”

“ศิษย์เรือนรับรอง ข้าไม่ทราบชื่อ เขาวางไว้กับของที่ส่งมาคราวเดียวกัน”

เยว่ซีรับกระดาษมา แต่ยังไม่เปิดจนอีกฝ่ายเดินจากไป

ด้านในมีข้อความสามบรรทัด

ผู้ส่งคำให้การของบิดาเจ้ายังมีชีวิต

ก่อนระฆังยามสาม มาที่ศาลาร้างข้างโรงเก็บฟืนตะวันตก

หากพาคนอื่นมา เจ้าจะไม่ได้รู้ว่าใครถือกระบี่ในคืนนั้น

มือของนางเย็นลงทันที

เสี่ยวถังอ่านข้ามไหล่แล้วขมวดคิ้ว

“อย่าไป”

เยว่ซีอ่านประโยคสุดท้ายอีกครั้ง

เรื่องกระบี่อยู่ในความฝันของนาง นางยังไม่เคยเล่าให้เสี่ยวถังฟังด้วยซ้ำ

“ข้าจะไม่ไปตามที่เขาสั่ง”

นางพับกระดาษกลับตามรอยเดิม

“แต่ต้องให้หอวินัยเห็นฉบับนี้”

⸻

อาจารย์ฉินรับจดหมายไปอ่าน ก่อนมองหญิงสาวตรงหน้า

“เจ้าบอกเรื่องบิดาแก่ผู้ใดบ้าง”

เยว่ซีไล่ชื่อเท่าที่จำได้ โดยแยกชัดว่าผู้ใดรู้เพียงว่านางตามหาเรื่องบ้านเกิด และผู้ใดได้ยินชื่อหลินจิ้งเหยียน

“คนเขียนรู้ว่าข้าอ่านบัญชีแล้ว” นางกล่าว “แต่หากรู้จักบิดาข้าจริง เหตุใดจึงไม่ลงชื่อของตน”

“เพราะกลัวเราไปหาเขาก่อน” อาจารย์ฉินตอบ

หลิงยวนเข้ามาในห้องขณะนั้น รับกระดาษจากอาจารย์ฉินไปดูเพียงครู่เดียว

“อย่าส่งคนไปล้อมศาลา”

“เจ้าคิดว่าเขาเฝ้าดูอยู่หรือ”

“เขาต้องรู้ว่านางไปตามนัดหรือไม่”

อาจารย์ฉินเรียกศิษย์สองคนเข้ามา

หลิงยวนวางจดหมายลงบนโต๊ะ

“ให้เวรตรวจเดินตามเวลาเดิม จับตาทางจากเรือนพักศิษย์ใหม่ไปโรงเก็บฟืน คนที่รอข่าวอาจไม่เข้าใกล้ศาลาเลย”

เขาหันมาหาเยว่ซี

“เจ้ากลับเรือนได้”

นางนิ่งไปเล็กน้อย

“มีสิ่งใดให้ข้าช่วยหรือไม่”

“จำไว้ว่าจดหมายถูกส่งมาถึงมือเจ้าอย่างไร หากนึกอะไรเพิ่มได้ให้แจ้งอาจารย์ฉิน”

เยว่ซีพยักหน้า

ก่อนเดินออก นางหยุดตรงประตู

“ศิษย์พี่”

หลิงยวนเงยหน้าขึ้น

“ประโยคสุดท้าย เขาอาจรู้เรื่องจริงบางส่วนก็ได้”

“อาจรู้”

“อย่าทำลายสิ่งที่พบเพียงเพราะคิดว่าเป็นของปลอม ข้าอยากตรวจด้วยตนเอง”

เขามองนาง ก่อนตอบ

“ข้าจะเก็บไว้”

⸻

ศาลาร้างไม่มีคน

บนโต๊ะหินมีซองกระดาษวางทับด้วยก้อนกรวด และยันต์ซ่อนอยู่ใต้ขอบโต๊ะ

หลิงยวนหยุดนอกชายคา

เขาไม่ได้แตะซอง เพียงก้มดูพื้นดินซึ่งมีผงสีซีดโรยบาง ๆ ตลอดทางเข้า หากมีคนเหยียบผ่าน ผงนั้นจะติดรองเท้าไปด้วย

ยันต์บนโต๊ะมีหน้าที่รบกวนปราณของคนที่เปิดซอง ส่วนผงบนพื้นใช้ตามรอยหลังจากนั้น

คนวางไม่ได้ต้องการคุยกับเยว่ซี

เขาต้องการให้บางสิ่งในตัวนางตอบสนอง แล้วจึงติดตามนางต่อ

หลิงยวนยกมือ เส้นปราณสีเงินแทรกเข้าใต้โต๊ะ ตัดจุดเชื่อมของยันต์ทีละจุดโดยไม่ให้มันไหม้

จากนั้นจึงเก็บซองลงในกล่องผนึก

เสียงนกกลางคืนดังจากแนวไม้สองครั้ง

ศิษย์ที่ซ่อนอยู่บนหลังคาเรือนข้างเคียงส่งสัญญาณว่าพบคนเฝ้าทางแล้ว

หลิงยวนหันไป

เงาร่างหนึ่งผละจากต้นสน วิ่งสวนทางกับศาลาอย่างรวดเร็ว

เขาก้าวตามเพียงไม่กี่ก้าว ก่อนสะบัดฝักกระบี่ขวางทางหนี

ชายผู้นั้นยกแขนป้องกัน แต่แรงกระแทกทำให้เสียหลักล้ม หลิงยวนกดไหล่มันลงกับพื้น สองนิ้วแตะใต้คางแล้วเลื่อนลงถึงคอ

เส้นดำเพิ่งเริ่มลามก็ถูกปราณสีเงินตรึงไว้

ดวงตาคนใต้ร่างเบิกกว้าง

“เจ้า…”

หลิงยวนฉีกแขนเสื้อมันออก เผยอักขระเล็กซึ่งฝังอยู่บนต้นแขน

ลักษณะเดียวกับที่เคยเห็นในตรอกเมืองหลินอัน

ครั้งนั้นเขาหยุดมันไม่ทัน

ครั้งนี้เขาเตรียมยันต์ไว้แล้ว

กระดาษสีขาวแนบลงบนรอยดำ คนผู้นั้นชักเกร็งก่อนหมดสติ แต่ชีพจรยังเต้นอยู่

ศิษย์หอวินัยที่ตามมาหยุดยืนหอบ

“ต้องพาไปเรือนโอสถหรือไม่ขอรับ”

“ให้อาจารย์ฉินมาที่ห้องคุมตัว ห้ามใครถอนยันต์”

หลิงยวนลุกขึ้น มองใบหน้าชายที่ถูกจับ

เป็นคนงานส่งฟืนซึ่งเข้าออกสำนักได้ตามปกติ

⸻

หลังเรียนพื้นฐานในวันรุ่งขึ้น เยว่ซีไปถึงเรือนเจ้าสำนักก่อนเวลานัด

หลิงยวนรออยู่หน้าห้องด้านข้าง บนโต๊ะมีหีบไม้ใบเล็กวางอยู่

เจ้าสำนักนั่งตรวจจดหมายตรงหัวโต๊ะ เมื่อเห็นนางก็วางพู่กัน

“เข้ามาเถิด”

เยว่ซีคารวะแล้วหยุดมองหีบ

ขอบไม้มีรอยขูด เชือกเก่าถูกเปลี่ยนใหม่ แต่ป้ายกระดาษบนฝายังเก็บอยู่ใต้แผ่นผ้าโปร่ง

ชื่อของนางเขียนไว้บนนั้น

หลินเยว่ซี

“บิดาเจ้าส่งมาก่อนเกิดเหตุ” เจ้าสำนักกล่าว “ข้าเก็บไว้ตั้งแต่นั้น”

“ท่านก็รู้จักท่านพ่อหรือเจ้าคะ”

“เป็นสหายกัน”

คำตอบทำให้นางมีเรื่องอยากถามเพิ่มขึ้นอีกมาก แต่สายตายังละจากหีบไม่ได้

เจ้าสำนักจึงเลื่อนมันเข้ามาใกล้

“เปิดดูเถิด”

เยว่ซีค่อย ๆ ยกฝา

เสื้อผ้าเด็กพับเรียงอยู่ชั้นบน มีรองเท้าคู่หนึ่งวางเคียงกัน ลายดอกไม้บนข้างซ้ายปักเสร็จแล้ว ส่วนข้างขวายังเหลือเพียงเส้นด้ายร่างไว้

นางหยิบรองเท้าขึ้นมาวางบนฝ่ามือ

มันเล็กจนแทบไม่เชื่อว่าตนเคยสวมได้

“เหตุใดจึงเก็บไว้นานถึงเพียงนี้”

เจ้าสำนักมองรองเท้า ก่อนตอบ

“ข้าเคยรับปากว่าจะรอรับเจ้า”

เยว่ซีเม้มริมฝีปาก

ใต้เสื้อผ้ามีหนังสือนิทานขอบยับ ปิ่นเงิน และจดหมายที่บิดาเขียนถึงสหาย ขอให้ช่วยดูแลบุตรสาวระหว่างเรียนอยู่ที่นี่

ไม่มีข้อความบอกลา

คนเขียนตั้งใจจะตามมา

นางอ่านจนจบแล้ววางกระดาษลงอย่างระมัดระวัง นิ้วมือสั่นจนพับกลับตามรอยเดิมไม่ได้

หลิงยวนเลื่อนถ้วยน้ำมาใกล้

เยว่ซีรับไว้ แต่ไม่ได้ดื่ม

“ข้านึกภาพพวกเขาไม่ออกเลย”

ไม่มีใครรีบตอบ

นางมองรองเท้าที่ยังปักไม่เสร็จ

“ข้าพยายามจำมาตลอด กลับจำได้แต่เรื่องน่ากลัว”

เจ้าสำนักลุกขึ้นช้า ๆ

“เจ้าค่อย ๆ ดูของเถิด ข้าจะไปนำบัญชีรับหีบมาให้”

เมื่อเหลือสองคน เยว่ซีจึงยกมือเช็ดใต้ตาอย่างเก้อเขิน

หลิงยวนหันไปมองนอกหน้าต่าง ปล่อยให้นางจัดสีหน้าได้โดยไม่ต้องหลบเขา

พักใหญ่ นางจึงถาม

“เมื่อคืนพบผู้ส่งจดหมายหรือไม่เจ้าคะ”

“จับคนเฝ้าดูได้หนึ่งคน ยังไม่ใช่ผู้สั่ง”

“มีคำให้การอยู่ที่ศาลาหรือไม่”

“มีข้อความอ้างว่าเป็นคำให้การ ต้องตรวจเทียบกับเอกสารเดิม”

“ข้าขอดูได้หรือไม่”

“เมื่อเอาอาคมออกหมดแล้ว”

เยว่ซีพยักหน้า คราวนี้ไม่ได้คัดค้าน

นางวางถ้วยน้ำ ก่อนหยิบหนังสือนิทานขึ้นเปิด ภาพกระต่ายบนหน้าหนึ่งถูกแต้มหมึกจนมีหูสามข้าง

หลิงยวนมองแล้วกล่าว

“เจ้าบอกว่าหูเพิ่มอีกข้างจะได้ฟังทันคนอื่น”

เยว่ซีหันขวับ

“ข้าวาดหรือ”

“ใช่”

“ท่านเคยพบข้าด้วย”

เขานิ่งไป ก่อนพยักหน้า

นางมองเขาอย่างพยายามนึก

“ข้าเป็นเด็กดื้อหรือไม่”

“เจ้าถามมาก”

“แล้วท่านตอบหรือ”

“เท่าที่ตอบได้”

เยว่ซีก้มมองกระต่ายสามหู ก่อนยิ้มทั้งที่ขอบตายังแดง

“เช่นนั้นคงลำบากท่านอีกแล้ว”

⸻

ยามบ่าย ข่าวคนงานส่งฟืนถูกหอวินัยควบคุมตัวไปถึงเรือนรับรอง

เผยเหวินซูวางถ้วยชาลง

ผู้ติดตามยืนก้มหน้าอยู่หน้าโต๊ะ

“ยังไม่ตายหรือ”

“ยังขอรับ หอวินัยปิดห้อง ไม่ยอมให้คนของเราเข้าใกล้”

เขาเงียบไปครู่หนึ่ง

คำสั่งเดิมให้ตรวจว่าเยว่ซีเป็นเด็กที่ตามหาหรือไม่ การใช้จดหมายล่อและยันต์กระตุ้นปราณเป็นวิธีที่เขาเลือกเอง

นางไม่ไปตามนัด

และโม่หลิงยวนเก็บคนส่งข่าวไว้ได้เป็น ๆ

เผยเหวินซูลุกขึ้นไปหยิบเสื้อคลุม

“ห้ามส่งคนเข้าไปอีก”

“แล้วจะรายงานท่านเซี่ยว่าอย่างไรขอรับ”

“รายงานว่าโม่หลิงยวนเข้ามาขวาง”

“เพียงเท่านี้หรือ”

เผยเหวินซูหันกลับมา

“ส่วนเรื่องที่นางนำจดหมายไปหอวินัย ข้าจะจัดการเอง”

⸻

เยว่ซีเก็บของกลับลงหีบทีละชิ้น

เมื่อยกหนังสือนิทานออกเพื่อจัดเสื้อผ้าด้านล่าง นางพบรอยนูนตรงปกหลัง ด้ายเย็บบริเวณนั้นมีสีต่างจากส่วนอื่นเล็กน้อย

นางใช้นิ้วลูบ

“มีอะไรอยู่ข้างใน”

หลิงยวนเข้ามาดู ก่อนรับหนังสือไปตรวจด้วยปราณบางเบา

ไม่มีอาคม

เขาส่งมีดเล็กให้นาง

เยว่ซีตัดด้ายเพียงสองฝีเข็ม แล้วดึงกระดาษแผ่นบางออกจากช่องในปก

ด้านนอกเขียนถึงเจ้าสำนัก

นางจึงวางลง รอจนเจ้าสำนักกลับเข้ามาพร้อมบัญชีเก่า

ชายวัยกลางคนเห็นลายมือบนกระดาษก็รีบรับไปเปิด

“ข้าไม่เคยเห็นแผ่นนี้”

หลิงยวนยืนอยู่ข้างโต๊ะ ส่วนเยว่ซีมองตามบรรทัดที่เจ้าสำนักคลี่ให้อ่านด้วยกัน

ข้อความสั้นกว่าจดหมายฉบับแรกมาก

สหาย

ข้าแยกจดหมายนี้ซ่อนไว้ เพราะไม่แน่ใจว่าขบวนส่งของถูกเฝ้าดูหรือไม่

หากข้าไปไม่ถึง อย่าใช้วิชาเปิดเส้นปราณกับบุตรสาวข้า และอย่าส่งนางให้ผู้ใดรักษาแทนเจ้า

ชายที่มาเสนอรักษานางเมื่อเดือนก่อน รู้เรื่องปราณของนางมากเกินกว่าที่ข้าเคยบอก

เขาแนะนำตนว่าชื่อเซี่ยจิ้งเหิง

เยว่ซีเงยหน้าขึ้น

ชื่อนี้นางเคยเห็นบนป้ายสถานสงเคราะห์ระหว่างทางขึ้นเขา ผู้คนกล่าวถึงเขาด้วยความเคารพ

นางกำขอบโต๊ะไว้

“เขาเคยพบข้าตั้งแต่ก่อนเกิดเหตุหรือ”

หลิงยวนยังมองจดหมาย

ตลอดสิบสามปี เขารู้ว่าใครตามหาเด็กที่รอดชีวิต แต่ยังไม่มีหลักฐานว่าคนผู้นั้นเข้าถึงครอบครัวหลินก่อนคืนเกิดเหตุได้อย่างไร

ตอนนี้ลายมือของหลินจิ้งเหยียนอยู่ตรงหน้าแล้ว

เยว่ซีอ่านประโยคสุดท้ายอีกครั้ง

บิดาไม่ได้ส่งนางมาชิงเสวียนเพียงเพื่อเรียนวิชา

เขากำลังพานางหนีใครบางคน

Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • พันธนาการรักใต้เงากระบี่   บทที่ 102 — คราวนี้ข้าจะไปให้ทัน

    “ตอนนั้นท่านแม่อยู่ข้างข้า แล้วข้ากำลังเรียกใคร”หลินเยว่ซีวางบันทึกลงกลางโต๊ะประโยคสุดท้ายยังติดอยู่ในสายตา นางอายุเพียงสี่ขวบ แต่กลับได้ยินเสียงเรียกจากคนที่ไม่มีตัวตน ก่อนเหตุการณ์เมืองหลินอันถูกทำลายถึงหนึ่งปีผู้อาวุโสสวี่เลื่อนกระดาษส่วนที่พับไว้ออก“วันต่อมาบิดาเจ้าพาออกจากเรือนด้านตะวันตก อาการก็สงบ เขาเขียนไว้เท่านี้”เยว่ซีอ่านต่อจนถึงปลายหน้า แล้วพลิกด้านหลังเองไม่มีข้อความอื่นนางหันหาโม่หลิงยวน“ท่านเคยได้ยินเรื่องนี้หรือไม่”“ไม่เคย ตอนข้าพบเจ้า เจ้าห้าขวบแล้ว”“เช่นนั้นอย่าเพิ่งถือว่าเป็นอาคมเดียวกับที่ใช้จับคนเหล่านั้น”เยี่ยจื้อหยวนเงยหน้ามองนางเยว่ซีชี้ข้อความเรื่องย้ายเรือน“คนเจ็บที่เราช่วยกลับมายังมีอาการหลังออกจากที่ขัง แต่ข้าสงบลงทันทีที่เปลี่ยนสถานที่ อย่างน้อยมันก็ต่างกันตรงนี้เจ้าค่ะ”“ถูกต้อง” เขาตอบ “เก็บข้อแตกต่างนี้ไว้ตรวจต่อ”นางพยักหน้า ก่อนขอกระดาษมาคัดข้อความส่วนของบิดาระหว่างเขียน สายตากลับสะดุดลายหมึกที่คนอื่นเพิ่มลงในบันทึกฉบับใหญ่ ตรงที่บิดากำชับให้หยุดเมื่อผู้ป่วยเจ็บ มีคำสั่งให้ฝืนส่งปราณต่อเขียนทับอยู่พู่กันในมือนางหยุด“คนเขียนส่วนนี้ถูกจ

  • พันธนาการรักใต้เงากระบี่   บทที่ 101 — ลายมือที่กลับมาถึงนาง

    เผยเหวินซูหันกลับมาเมื่อได้ยินคำถามผู้คุมหยุดตาม เขามองบันทึกที่เยว่ซีประคองอยู่ ก่อนเดินกลับเข้ามาใต้ชายคาโดยมีคนตามประกบ“ตอนที่เซี่ยจิ้งเหิงสั่งให้ข้านำไปส่ง มันอยู่ในห้องหนังสือของเขาแล้ว”“เขาเคยบอกหรือไม่ว่าได้มาอย่างไร”“ไม่เคย”คำตอบสั้นจนเยว่ซีเผลอกำขอบกระดาษเผยเหวินซูเห็น แต่ไม่ได้รีบเติมสิ่งที่ตนไม่รู้ลงไปเพื่อให้นางพอใจ“ข้าจำได้ว่าตอนรับมา ปกกับเนื้อในหลุดจากกัน เขาให้คนเย็บใหม่ก่อนส่งออก ข้าเห็นเพียงหน้าที่เปิดค้างอยู่กับข้อความที่เขาสั่งให้ตรวจ”ผู้อาวุโสสวี่พลิกดูสันบันทึกทันทีด้ายสองแนวซ้อนกันอยู่จริง แนวหนึ่งสีซีดเกือบกลืนกับกระดาษ อีกแนวใหม่กว่าและร้อยห่างอย่างลวก ๆเยว่ซีมองรอยเย็บนั้นสิ่งที่บิดาเคยเขียนเพื่อช่วยคน ถูกใครบางคนถอดออก เปลี่ยนคำสอน แล้วเย็บกลับเข้าเล่มเหมือนไม่เคยมีสิ่งใดเกิดขึ้น“ส่วนที่ใช้เสียงเรียกคน…” นางถาม “เป็นของท่านพ่อด้วยหรือไม่เจ้าคะ”เยี่ยจื้อหยวนเลื่อนบันทึกเข้าหาแสง“ที่อ่านพบตอนนี้ บิดาเจ้าใช้สิ่งคุ้นเคยช่วยให้ผู้ป่วยแยกความทรงจำออกจากสิ่งที่อยู่ตรงหน้า ส่วนผู้แก้ไขกลับใช้ความคุ้นเคยนั้นหลอกให้คนยอมเปิดเส้นปราณ”เขาชี้ข้อความซึ่งถูก

  • พันธนาการรักใต้เงากระบี่   บทที่ 100 — โอกาสที่ต้องเดินกลับมา

    “เจ้าจะออกจากที่คุมขังเพื่อช่วยคนครั้งนี้เท่านั้น”เจ้าสำนักกล่าวพลางเลื่อนคำสั่งแผ่นหนึ่งมาตรงหน้าเผยเหวินซู“เครื่องผนึกปราณยังอยู่ ห้ามพกอาวุธ ห้ามแยกจากผู้ควบคุม หากพบสิ่งใดต่างจากที่เคยให้การ ต้องแจ้งทันที เมื่อเสร็จงานให้กลับมารับโทษตามเดิม”เผยเหวินซูก้มอ่านจนจบ“ข้ายอมรับ”ผู้คุมวางพู่กันให้ เขาจึงลงชื่อใต้คำสั่ง มือข้างที่ถูกเครื่องผนึกเสียดสีมีรอยแดง แต่ไม่ได้ร้องขอให้คลายออกจ้าวเฉิงมองลายมือบนกระดาษแล้วหันหาเจ้าสำนัก“ข้ามีเรื่องจะถามขอรับ”เผยเหวินซูวางพู่กันลง“ถามข้าเถิด”จ้าวเฉิงมองเขาตรง ๆ“จะให้พวกเราไว้ใจเจ้าได้อย่างไร ในเมื่อเจ้าก็เคยหักหลังพวกเรา”ห้องเงียบลงทันทีเผยเหวินซูไม่ได้หลบสายตา แต่คำตอบกลับช้ากว่าตอนรับเงื่อนไข“ข้าไม่มีคำใดทำให้เรื่องนั้นหายไป”“แล้วหากข้างในมีทางหนีที่เจ้าจงใจไม่เขียน—”“จ้าวเฉิง”เยว่ซีเรียกเบา ๆเขาหันมา สีหน้ายังคงเคร่งเครียด“ข้าไม่ได้ค้านเพราะไม่อยากช่วยคน แต่หากเขาพาหลิงยวนกับผู้อาวุโสเข้าไปติดกับ เราจะเสียคนเพิ่มอีกเท่าไร”“ข้าก็กลัวเรื่องนั้น”คำตอบทำให้เขานิ่งเยว่ซีมองเผยเหวินซู ก่อนพูดต่อ“ข้ายังจำสิ่งที่เขาทำได้ แต่คำเตือน

  • พันธนาการรักใต้เงากระบี่   บทที่ 99 — เสียงของคนที่ไม่อยู่

    “ตรวจสายเลือด?”หลินเยว่ซีเงยหน้าจากจดหมายเสียงเก็บเก้าอี้จากลานพิธีรับรางวัลยังดังลอดหน้าต่างเข้ามา ป้ายรางวัลบนฝักกระบี่ของหลิงยวนยังผูกด้วยเชือกเส้นที่นางเพิ่งจัดให้ แต่บนโต๊ะตรงหน้ากลับมีคำขอเลือดของนางวางอยู่เรียบร้อยแล้วเจ้าสำนักเลื่อนจดหมายอีกสามฉบับมารวมกัน“บางสำนักเชิญเจ้าไปพักฟื้น บางแห่งเสนอช่วยฝึกควบคุมปราณ ข้าเรียกมาถามความประสงค์ของเจ้า มิได้รับปากผู้ใด”เยว่ซีวางจดหมายคืน“ข้าไม่ไปเจ้าค่ะ”“อาจารย์ฉินกับท่านเยี่ยดูแลข้าก็เพียงพอแล้วเจ้าค่ะ”เจ้าสำนักพยักหน้า ก่อนส่งจดหมายให้ศิษย์รับรอง“แจ้งตามนี้ แล้วส่งแขกกลับไปพัก ไม่ต้องรอพบเยว่ซี”ศิษย์รับคำแล้วออกจากห้องไม่มีใครขอให้นางคิดใหม่เยว่ซีจึงคลายมือที่กำชายแขนเสื้อโดยไม่รู้ตัว หลิงยวนเห็น แต่เพียงขยับเก้าอี้ให้นางลุกสะดวกทั้งสองเดินออกทางประตูข้าง ระหว่างผ่านระเบียง เสียงสนทนาจากห้องรับรองดังขึ้นพอดี“แม้แต่พบสักครู่ก็ไม่ได้หรือ”“ศิษย์พี่หลินต้องพักขอรับ”“ข้าเพียงอยากช่วยให้นางรู้ว่าพลังนั้นมาจากไหน”เยว่ซีชะลอฝีเท้า เหลือบมองไปเพียงครู่เดียวหลิงยวนหยุดรออยู่ข้างหน้า“กลับหรือไม่”เยว่ซีเดินไปจับมือเขาเอง“กลับเ

  • พันธนาการรักใต้เงากระบี่   บทที่ 98 — วันที่เสียงปรบมือกลับมา

    “อย่าให้ผู้ใดตามเสียงเข้าไปตามลำพัง”เยี่ยจื้อหยวนกล่าวหลังอ่านรายงานจบ เขาพลิกกระดาษกลับไปดูคำให้การของผู้รอดชีวิตอีกครั้ง ก่อนวางลงตรงหน้าเจ้าสำนัก“ยังสรุปไม่ได้ว่าเสียงมาจากคน อาคม หรือสิ่งอื่น แต่หากมันดังจากห้องที่ตรวจแล้วว่าไม่มีใคร ต้องรักษาระยะไว้ก่อน”ผู้อาวุโสสวี่เตรียมแผ่นอาคมลงกล่อง“ข้าจะไปกับคนส่งข่าว ตรวจทางเชื่อมใต้ดินและรอยสลักในห้อง ส่วนผู้รอดชีวิตให้ย้ายออกมาก่อน”หลิงยวนเลื่อนแผนที่เข้ามา“ใช้ทางเกวียนด้านใต้ เส้นทางสั้นกว่า และไม่ต้องผ่านช่องเขา ข้าจะให้คนไปสมทบที่ปากทาง”เจ้าสำนักอนุญาตทันที พร้อมส่งหมอและผู้คุ้มกันเพิ่มเมื่อจัดการเสร็จ ฟ้าด้านนอกเริ่มสว่างแล้วผู้อาวุโสสวี่ปิดกล่อง หันมองหลิงยวนซึ่งยังยืนอยู่ข้างแผนที่“เรื่องทางนี้มีคนรับแล้ว วันนี้เจ้ามีหน้าที่บนลาน”หลิงยวนพยักหน้าเขารอจนกลุ่มเดินทางพ้นประตู ก่อนหยิบกระบี่ขึ้นมาสายรัดข้อมือที่เยว่ซีผูกให้ยังเรียบร้อย⸻เยว่ซีมาถึงลานเหนือพร้อมยายหวังวันนี้เสี่ยวถังเลือกพักช่วงเช้า เพื่อเก็บแรงมาร่วมพิธีมอบรางวัลในตอนบ่าย จ้าวเฉิงรับปากจะจำกระบี่สุดท้ายไปเล่าให้ฟังอย่างละเอียด“ข้าบอกนางแล้วว่าจะไม่แต่งเต

  • พันธนาการรักใต้เงากระบี่   บทที่ 97 — ก้าวกลับเข้าสู่ลาน

    เสียงกระบี่ไม้กระทบกันดังขึ้นสามครั้งครั้งที่สี่ เหยียนอวี้หนิงหยุดมือก่อนปลายกระบี่จะถึงไหล่จ้าวเฉิง“เจ้าเปลี่ยนเท้าเร็วเกินไป”จ้าวเฉิงก้มมองเท้าตนเอง“ข้าฝึกมาทั้งชีวิตเพื่อให้เร็วขึ้น วันนี้กลับต้องช้าลงอีก”“ข้าขอให้เจ้าจำลองจังหวะของเขา มิได้ขอให้เจ้าชนะข้า”“คำขอของเจ้าทำร้ายความมั่นใจข้ามาก”เยว่ซีซึ่งนั่งอยู่บนม้านั่งหลุดหัวเราะ ก่อนใช้ปลายกิ่งไม้ขีดเส้นบนดิน“ตอนเขายกกระบี่หนัก ไหล่จะขยับก่อน แต่ตอนส่งปราณดิน เขาจะกดส้นเท้า”อวี้หนิงลดกระบี่แล้วเดินมาดู“หากเขาใช้สองอย่างพร้อมกัน?”เยว่ซีวางกิ่งไม้ทาบเส้นหนึ่ง“ครั้งก่อนเราคิดแต่ทำให้เขาลงเท้าไม่เต็มฝ่าเท้า แต่ถ้าเขายืนมั่นคงอยู่แล้ว เจ้าจะทำอย่างไร”อวี้หนิงมองภาพบนดิน ก่อนใช้รองเท้าลบเส้นตรงกลางทิ้ง“ข้าไม่จำเป็นต้องทำให้เขาล้ม”นางขีดเส้นใหม่ออกไปด้านข้าง“ให้กระบี่เขาไปถึงตำแหน่งที่ต้องการ แล้วข้าไปอีกทาง”จ้าวเฉิงชะโงกมอง“ดี เช่นนั้นคนที่ต้องยืนรับคือข้าหรือ”อวี้หนิงยื่นกระบี่ไม้คืนให้“เจ้าฉลาดขึ้นแล้ว”⸻สิบสองวันผ่านไปนับจากเหตุที่เรือนรักษาคนทั้งสามที่พยายามลักพาตัวผู้ป่วยถูกแยกสอบ บัญชีคลังอาวุธของสำนักต้นสังก

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status