Home / แฟนตาซี / พันธนาการรักใต้เงากระบี่ / บทที่ 2 — ชื่อที่ไม่ควรอยู่ในบัญชี

Share

บทที่ 2 — ชื่อที่ไม่ควรอยู่ในบัญชี

last update publish date: 2026-10-17 16:32:22

เช้าวันแรกในสำนัก หลินเยว่ซีถูกเรียกตัวก่อนจะได้กินข้าว

ศิษย์ผู้มาส่งคำสั่งยืนรอหน้าประตูเรือนพัก มองผ้าพันมือของนางแล้วกล่าวว่า

“นำป้ายผ่านการทดสอบมาด้วย”

เสี่ยวถังซึ่งกำลังกัดหมั่นโถวหยุดเคี้ยว

“เรียกไปเรื่องใดหรือศิษย์พี่”

“หอวินัยจะตรวจผลการสอบเมื่อวาน”

เมื่อเขาเดินออกไป เสี่ยวถังก็รีบยัดหมั่นโถวอีกลูกใส่มือเยว่ซี

“กินก่อน อย่างน้อยถูกดุก็อย่าให้ท้องร้อง”

เยว่ซีรับไว้ แต่ยังไม่ทันกัดก็ได้ยินเสียงคนคุยกันตรงลาน

“ข้าบอกแล้ว คนไม่มีปราณจะผ่านได้อย่างไร”

“ศิษย์พี่โม่เข้าไปช่วยเองเชียวนะ”

นางก้มมองป้ายสีขาวในมือ ก่อนเก็บมันไว้กับตำราของบิดา

“ฝากหมั่นโถวด้วย”

เสี่ยวถังรับกลับอย่างไม่เต็มใจ

“อย่าช้านัก ข้าหิวแล้ว”

“ข้าฝากไว้ ไม่ได้ยกให้”

⸻

ภายในหอวินัยมีผู้รออยู่ห้าคน

ชายวัยกลางคนในชุดเทานั่งหลังโต๊ะ ศิษย์ข้างกายเรียกเขาว่าอาจารย์ฉิน ส่วนผู้คุมสอบเมื่อวานยืนอยู่ทางซ้าย สีหน้าเคร่งเครียด

ลั่วชิงเหยาอยู่ข้างหน้าต่าง

เมื่อเห็นเยว่ซี นางเลื่อนสายตาไปยังผ้าพันมือเพียงครู่เดียว

“ไม่ต้องกังวล” นางกล่าว “สำนักเพียงต้องทำให้ทุกคนยอมรับผลการสอบ”

เยว่ซีคารวะ แล้ววางป้ายลงบนโต๊ะ

อาจารย์ฉินถามทันที

“เมื่อวานโม่หลิงยวนช่วยเจ้าหรือไม่”

“ช่วยเจ้าค่ะ”

ผู้คุมสอบขยับตัว ลั่วชิงเหยาหันกลับมามอง

“เขาช่วยอย่างไร”

“ตอนข้าเจ็บหน้าอก เขาตรวจชีพจรให้ หลังจากนั้นข้าเดินขึ้นไปเอง”

“เจ้ารู้หรือไม่ว่าอาคมส่วนหนึ่งถูกหยุด”

“ไม่ทราบเจ้าค่ะ”

อาจารย์ฉินวางนิ้วบนป้ายไม้

“เช่นนั้นเรายังรับรองไม่ได้ว่าเจ้าผ่านการทดสอบครบถ้วน”

เยว่ซีมองป้ายอยู่ครู่หนึ่ง

นางอยากโต้แย้งว่าตนเดินจนถึงปลายทางแล้ว แต่หากอาคมถูกหยุดจริง คนอื่นย่อมมีเหตุให้สงสัย

“ข้าต้องสอบส่วนใดใหม่เจ้าคะ”

อาจารย์ฉินเงยหน้าขึ้น

“เจ้าไม่คิดจะอ้างชื่อคนที่ช่วย?”

“ข้าไม่ทราบว่าเขาหยุดอาคมเพราะเหตุใด จึงอ้างแทนเขาไม่ได้ แต่ข้าอยากอยู่ที่นี่ หากผลเดิมใช้ไม่ได้ ข้าก็ต้องสอบใหม่”

เสียงเคาะประตูดังขึ้นสองครั้ง

ชายหนุ่มชุดน้ำเงินเดินเข้ามาพร้อมถาดไม้ บนถาดมีแผ่นศิลาขนาดฝ่ามือ

“บันทึกอาคมที่ท่านขอขอรับ”

เขาวางถาดลง ก่อนส่งยิ้มบางให้เยว่ซีราวกับจะบอกให้นางใจเย็น

“ขอบใจ เหวินซู” อาจารย์ฉินกล่าว

ลั่วชิงเหยาขยับเข้ามา

“ศิษย์พี่เผยนำมาเองหรือ”

“ข้าผ่านหอทดสอบพอดี”

เผยเหวินซูถอยไปยืนด้านข้าง ท่าทางสุภาพ ดูเข้าถึงง่ายกว่าศิษย์คนอื่นที่เยว่ซีพบตั้งแต่มาถึง

อาจารย์ฉินส่งปราณลงในแผ่นศิลา

เส้นแสงเรียงตัวเหนือโต๊ะเป็นขั้นบันไดจำลอง บางช่วงเป็นสีขาว ส่วนขั้นที่ห้าสิบสองมีรอยแดงพาดอยู่

ชายวัยกลางคนขมวดคิ้ว

“อาคมย้อนเข้าหาผู้สอบจริง”

ผู้คุมสอบรีบก้มหน้า

“ข้ากำลังจะหยุดวง แต่ศิษย์พี่โม่มาถึงก่อนขอรับ”

“เหตุใดรายงานเมื่อคืนจึงเขียนเพียงว่ามีผู้แทรกแซงการสอบ”

อีกฝ่ายหน้าซีดลงทันที

อาจารย์ฉินเลื่อนนิ้วผ่านเส้นแสง

“ด่านแยกภาพลวงผ่านแล้ว ด่านตั้งจิตก็ผ่าน เหลือเพียงช่วงสุดท้ายซึ่งผลคลาดเคลื่อน”

เขาดับภาพเหนือโต๊ะ แล้วหยิบกระดิ่งทองเหลืองออกมาวาง

“นั่งลง”

เยว่ซีนั่งตามคำสั่ง

“เมื่อได้ยินเสียง ให้รักษาลมหายใจไว้ หากทนไม่ไหวให้ยกมือ ไม่ต้องฝืนจนบาดเจ็บ”

อาจารย์ฉินดีดกระดิ่ง

เสียงใสกังวานเพียงครั้งเดียวกลับดังซ้อนอยู่ในหูนางไม่หยุด หัวใจเต้นแรงขึ้น ความรู้สึกคล้ายยืนอยู่บนบันไดเมื่อวานหวนกลับมา

เยว่ซีเกือบกลั้นหายใจ

แล้วนางก็นึกถึงจังหวะเดินของตน

ไม่ต้องรีบให้มันจบ

เพียงผ่านลมหายใจนี้ไปก่อน

นางผ่อนนิ้วที่กำชายเสื้อ มองรอยไม้ตรงขอบโต๊ะและหายใจช้าลง

เสียงกระดิ่งดังครั้งที่สอง

เหงื่อซึมตามขมับ แต่คราวนี้ไม่มีภาพห้องเปื้อนเลือด ไม่มีใครเรียกชื่อนาง

เมื่อเสียงครั้งที่สามจางลง อาจารย์ฉินก็เก็บกระดิ่ง

“พอแล้ว”

เยว่ซีเงยหน้า

เขาผลักป้ายกลับมาให้

“เจ้ามีสิทธิ์เป็นศิษย์ทดลองสามสิบวัน ระหว่างนี้ต้องเรียนพื้นฐานและผ่านการประเมินอีกครั้ง จึงจะได้รับบรรจุเป็นศิษย์สายนอก”

นางรับป้ายด้วยสองมือ

“ขอบพระคุณเจ้าค่ะ”

ลั่วชิงเหยามองอาจารย์ฉิน

“แล้วสาเหตุที่อาคมย้อนเล่าเจ้าคะ”

“ข้าจะตรวจเอง อย่านำผลที่ยังไม่ทราบไปกล่าวโทษผู้สอบ”

คำพูดนั้นทำให้ห้องเงียบลง

ก่อนเยว่ซีออกจากประตู เผยเหวินซูยื่นผ้าเช็ดหน้าผืนหนึ่งมาให้

“เหงื่อเต็มหน้าผากแล้ว”

นางยกแขนเสื้อเช็ดอย่างรวดเร็ว

“ขอบคุณเจ้าค่ะ เรียบร้อยแล้ว”

มือที่ถือผ้าค้างอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนเขาจะหัวเราะเบา ๆ แล้วเก็บกลับ

⸻

โม่หลิงยวนรออยู่ในห้องข้างหอวินัย

บนโต๊ะมีสำเนาคำร้องขอดูรายชื่อผู้รอดชีวิตจากหลินอัน และบันทึกเวรของหอจดหมายเหตุวางเทียบกัน

ศิษย์ชายผู้หนึ่งยืนรายงานตรงหน้า

“ตราของสถานสงเคราะห์เป็นของจริงขอรับ ผู้ยื่นคำร้องอ้างว่ากำลังรวบรวมรายชื่อเพื่อจ่ายเงินช่วยเหลือย้อนหลัง”

“ใครอนุญาต”

“รองผู้ดูแลหอ แต่เขายืนยันว่าให้ดูเฉพาะบัญชีที่เปิดเผยได้”

หลิงยวนใช้นิ้วกดรายการหนึ่ง

“ใบรับสิ่งของจากสกุลหลินหายไปในวันเดียวกัน”

“จะให้เรียกทุกคนมาสอบหรือไม่ขอรับ”

“คัดรายชื่อคนเข้าออกไว้ก่อน อย่าเพิ่งแจ้งว่าเอกสารหาย”

เขาเลื่อนบันทึกเวรกลับไป

“ตรวจด้วยว่ามีใครขอค้นชื่อหลินจิ้งเหยียนในสองเดือนที่ผ่านมา”

ศิษย์ผู้นั้นรับคำแล้วออกไป

ครู่ต่อมา อาจารย์ฉินเปิดประตูเข้ามา วางแผ่นศิลาบันทึกการสอบลงบนโต๊ะ

“นางผ่านแล้ว”

หลิงยวนพยักหน้า

“ท่านเห็นสิ่งใดในอาคม”

“แรงต้านจากตัวนาง แต่หาต้นทางไม่ได้” อาจารย์ฉินมองเขา “เจ้ารู้หรือไม่ว่านางมีสิ่งใดอยู่ในร่าง”

“ข้ายังให้คำตอบท่านไม่ได้”

คำตอบตรงเกินคาดทำให้อีกฝ่ายเงียบไป

หลิงยวนเงยหน้าขึ้น

“ก่อนตรวจพบสาเหตุ อย่าใช้วิชาบังคับเปิดเส้นปราณกับนาง”

“เจ้ามาขอ หรือมาสั่งข้า”

“มาขอให้ท่านอย่ารักษาคนโดยยังไม่รู้ว่าเขาป่วยด้วยสิ่งใด”

อาจารย์ฉินจ้องเขาอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนเก็บแผ่นศิลา

“ข้าจะตรวจด้วยวิธีอื่น”

หลิงยวนคารวะ

เมื่อเหลืออยู่ตามลำพัง เขาจึงหยิบใบคำร้องอีกแผ่นขึ้นมา

เป็นจดหมายที่เยว่ซีส่งมาขอคัดบันทึกเมื่อสองเดือนก่อน

บนกระดาษมีที่อยู่หมู่บ้านชิงลั่วเขียนไว้อย่างชัดเจน

เขาพับมันเก็บ แล้วเรียกศิษย์ที่รออยู่ด้านนอกกลับมา

“ส่งคนไปหมู่บ้านนี้ ดูว่ามีคนแปลกหน้าเข้าไปหรือไม่ หากมี ให้ตามดูว่าเขาพบใคร”

⸻

หมั่นโถวเหลือเพียงครึ่งลูก

เสี่ยวถังยื่นให้ด้วยสีหน้าจริงใจ

“ข้าเฝ้าไว้เต็มที่แล้ว”

เยว่ซีรับมากัดหนึ่งคำ

“อีกครึ่งเล่า”

“อยู่ในที่ปลอดภัย”

ทั้งสองเดินกินไปยังลานแจกงาน ศิษย์ทดลองต้องช่วยงานสำนักวันละสองชั่วยาม นอกเหนือจากการเรียนช่วงเช้า

บนกระดานมีป้ายงานแขวนอยู่หลายแถว

ตักน้ำ ผ่าฟืน คัดสมุนไพร ทำความสะอาดโรงครัว

เยว่ซีไล่มองจนพบป้ายเล็กตรงมุมล่าง

หอจดหมายเหตุ — ตรวจนับหนังสือเปียกชื้น ต้องอ่านเขียนคล่อง

นางเอื้อมมือไปทันที

มืออีกข้างหยิบป้ายออกก่อน

ลั่วชิงเหยายืนอยู่ข้างนาง

“งานนี้ต้องละเอียด หากทำหนังสือเสียหาย เจ้าต้องชดใช้”

“ข้าจะระวังเจ้าค่ะ”

“ศิษย์ใหม่ส่วนใหญ่เลือกงานง่ายก่อน”

“ข้าเคยช่วยคนขายยาจัดบัญชี อ่านลายมือเก่าได้บ้าง ขอทดลองได้หรือไม่เจ้าคะ”

ลั่วชิงเหยามองนาง แล้วพลิกป้ายอ่านด้านหลัง

“ต้องเสร็จก่อนระฆังยามค่ำ หนังสือยังเหลืออีกหกหีบ”

เสี่ยวถังสูดลมหายใจ

เยว่ซีถามว่า “มีรายการเดิมให้เทียบหรือไม่เจ้าคะ”

“มี”

“เช่นนั้นข้าขอรับงานนี้”

ลั่วชิงเหยาวางป้ายลงบนฝ่ามือนาง

“หอเปิดให้เจ้าทำงานเฉพาะชั้นล่าง อย่าเดินผิดที่”

⸻

หนังสือหกหีบมากกว่าที่เยว่ซีคิด

กลิ่นกระดาษชื้นลอยออกมาตั้งแต่เปิดฝา หญิงผู้ดูแลหอสั่งให้นางแยกเล่มที่ขึ้นราออกจากเล่มปกติ แล้วชี้โต๊ะว่างใต้หน้าต่าง

“ห้ามยกหนังสือออกจากห้อง หากพบหน้าหลุดให้วางไว้ในถาด อย่าสอดกลับเอง”

เยว่ซีรับคำ ก่อนขอบัญชีเดิมกับกระดาษเปล่าหนึ่งแผ่น

แทนที่จะนับทีละหีบ นางแยกหนังสือตามอักษรบนสัน แล้วเขียนรายการที่ขาดไว้ต่างหาก เมื่อพบเล่มซ้ำจึงไม่ต้องเปิดตรวจใหม่ทั้งหมด

ผ่านไปหนึ่งชั่วยาม งานเสร็จเกือบครึ่ง

นางหยุดตรงสมุดปกน้ำตาลเล่มหนึ่ง

บัญชีส่งมอบสิ่งของจากหัวเมือง ปีเหมันต์ที่สิบเจ็ด

ปีเดียวกับที่หลินอันถูกทำลาย

เยว่ซีเปิดตรวจหน้าปกตามหน้าที่ ก่อนพลิกไปยังสารบัญ

หลินอันอยู่หน้าสี่สิบสาม

ปลายนิ้วของนางค้างอยู่ตรงขอบกระดาษ

“เล่มนั้นอ่านยากหน่อย”

เสียงชายหนุ่มดังจากอีกฟากของโต๊ะ

เผยเหวินซูวางม้วนเอกสารที่นำมาคืนลงข้างตะกร้า

“หมึกโดนน้ำหรือเจ้าคะ”

“บางหน้า เจ้าเลือกงานหนักเสียด้วย”

“งานอื่นอาจหนักที่แขน งานนี้ข้ายังได้นั่ง”

เขายิ้ม มองกองหนังสือที่แยกเรียบร้อยแล้ว

“ผู้ดูแลคงอยากเก็บเจ้าไว้”

เยว่ซีปิดสมุดชั่วคราว

“ศิษย์พี่ทราบหรือไม่ว่า หากต้องการขออ่านเอกสารเกี่ยวกับบ้านเกิด ต้องทำอย่างไร”

“บ้านเกิดที่ใด”

นางนึกถึงคำเตือนของยายหวัง แล้วเปลี่ยนคำตอบ

“เมืองที่ถูกภัยพิบัติเมื่อหลายปีก่อนเจ้าค่ะ”

เผยเหวินซูไม่ได้ซักต่อ

“เอกสารทั่วไปใช้ป้ายศิษย์ขออ่านได้ หากเป็นบันทึกปิดผนึก ต้องมีอาจารย์รับรอง เจ้าเขียนชื่อเรื่องไว้ ข้าช่วยดูให้ได้ว่าอยู่ส่วนใด”

“ข้าขอตรวจรายการก่อน หากไม่พบจะรบกวนท่าน”

เขาพยักหน้า ไม่เร่งรัด

ตอนหันไปส่งเอกสารกับผู้ดูแล สายตาของเขาเลื่อนผ่านสมุดปกน้ำตาลบนโต๊ะอีกครั้ง

⸻

ก่อนระฆังยามค่ำหนึ่งเค่อ เยว่ซีส่งรายการตรวจนับครบหกหีบ

ผู้ดูแลไล่นิ้วตามกระดาษ

“ขาดสองเล่ม หน้าหลุดเจ็ดแผ่น?”

“เจ้าค่ะ ส่วนสามเล่มนี้หน้าติดกัน ข้าแยกไว้ ไม่กล้าดึง”

หญิงผู้นั้นตรวจดูแล้วพยักหน้า สีหน้าอ่อนลงเล็กน้อย

เยว่ซีจึงชี้สมุดปกน้ำตาล

“ข้าขออ่านเล่มนี้จนถึงเวลาปิดหอได้หรือไม่เจ้าคะ”

“อ่านที่โต๊ะ ห้ามจดข้อมูลส่วนบุคคลออกไป”

นางกล่าวขอบคุณแล้วนั่งลงทันที

หน้าสี่สิบสามมีรายการเสื้อผ้า ตำรา และจดหมายที่ส่งมาจากหลินอันก่อนเกิดเหตุ

ถัดไปเป็นบัญชีสิ่งของซึ่งเก็บได้ภายหลัง

เยว่ซีอ่านชื่อผู้ฝากทีละบรรทัด จนพบชื่อที่ทำให้ลืมหายใจ

หลินจิ้งเหยียน

ข้างชื่อนั้นมีรายการเพียงหนึ่งอย่าง

เอกสารคำให้การ หนึ่งฉบับ

นางก้มเข้าไปใกล้กว่าเดิม

มุมบนของหน้าระบุวันที่รับเอกสาร หลังคืนเมืองหลินอันถูกทำลายสิบสามวัน

เยว่ซีรีบมองหัวตารางอีกครั้ง

วันที่รับ ไม่ใช่วันที่เขียน

นั่นยังไม่ได้หมายความว่าบิดามีชีวิตอยู่หลังเกิดเหตุ อาจมีผู้อื่นนำเอกสารของเขามาส่งภายหลังก็ได้

แต่บันทึกคำให้การย่อมต้องกล่าวถึงเรื่องบางอย่าง

นางไล่ไปยังช่องผู้ส่งมอบ

หมึกดำถูกขูดออกจนเนื้อกระดาษบาง

เหลือเพียงรอยหางอักษรซึ่งอ่านไม่ได้

“ได้เวลาปิดหอแล้ว”

เยว่ซีเงยหน้าขึ้นทันที

“หน้าที่อ้างถึงเอกสารหมายเลขสี่สิบเจ็ด ข้าขอทราบได้หรือไม่ว่าเก็บไว้ที่ใด”

ผู้ดูแลเดินเข้ามาดู

ทันทีที่เห็นรายการ นางก็ขมวดคิ้ว แล้วดึงสมุดไปตรวจตราประทับบนสัน

“เล่มนี้ไม่ควรอยู่ในหีบชั้นล่าง”

“หมายความว่าอย่างไรเจ้าคะ”

หญิงผู้นั้นปิดสมุด

“บัญชีส่วนนี้ถูกย้ายขึ้นชั้นบนแล้ว”

เยว่ซีลุกขึ้นช้า ๆ

หีบทั้งหกถูกนำมาวางรอนางก่อนเริ่มงาน

อาจเป็นเพียงการจัดผิด

แต่ชื่อผู้ส่งมอบถูกขูดทิ้ง และเอกสารที่นางอยากรู้กลับปรากฏอยู่ตรงหน้าในวันแรกที่เข้ามา

นางหันมองโต๊ะซึ่งเผยเหวินซูยืนเมื่อครู่

ตอนนี้ว่างเปล่าแล้ว

⸻

เผยเหวินซูพบลั่วชิงเหยาที่ทางเชื่อมหลังหอ

“นางอ่านแล้วหรือ” ลั่วชิงเหยาถาม

“อ่าน”

“ข้าช่วยให้เจ้าได้พบคนที่ต้องการแล้ว อย่าลืมเรื่องของข้า”

เขาหยุดตรงหน้านาง

“ข้าเพียงขอให้เจ้าเปิดโอกาสให้นางเลือกงานเอง ไม่ใช่หรือ”

ลั่วชิงเหยาขมวดคิ้ว

เผยเหวินซูยิ้มอย่างอ่อนโยน

“ส่วนเรื่องศิษย์พี่โม่ ข้ารับปากว่าจะช่วยให้เจ้ามีโอกาสใกล้ชิดเขา ย่อมไม่ลืม”

“แล้วเหตุใดเจ้าจึงสนใจนาง”

“คนที่ทำให้เขาลงมือช่วยต่อหน้าคนทั้งสำนัก เจ้าไม่อยากรู้จักหรือ”

นางไม่ตอบ

เขาคารวะลา ก่อนเดินลงทางแยกที่มุ่งสู่เรือนรับรอง

เมื่อพ้นสายตาลั่วชิงเหยา รอยยิ้มก็จางลง

ในแขนเสื้อมีจดหมายสั้นจากเซี่ยจิ้งเหิง

ตรวจให้แน่ใจว่าเป็นนาง อย่าทำให้ผนึกตื่น

ใต้ข้อความนั้นมีตรารูปประตูห้าชั้น

ครั้งแรกที่ได้รับคำสั่ง เหวินซูเคยคิดว่าชายผู้นั้นต้องการเพียงรักษาชีพจรที่เสื่อมลงทุกวัน

จนกระทั่งถูกพาไปเห็นประตูหินใต้สถานสงเคราะห์

ร่องอาคมทั้งห้าบนนั้นว่างเปล่า รอปราณต่างสายเติมลงไปพร้อมกัน

สิ่งที่เซี่ยจิ้งเหิงต้องการจากเด็กหญิงผู้รอดชีวิต จึงไม่ได้จบลงที่การต่ออายุอีกแล้ว

⸻

เยว่ซีออกจากหอจดหมายเหตุเมื่อท้องฟ้าเริ่มมืด

หลิงยวนยืนอยู่ใต้ต้นสนข้างบันได

นางหยุด ก่อนเดินตรงไปหาเขา

“ศิษย์พี่ ข้ามีเรื่องอยากถาม”

“ว่ามา”

“หากบัญชีเขียนว่าได้รับคำให้การของผู้หนึ่งหลังวันที่เขาตาย หมายความว่าอาจมีคนเก็บคำให้การนั้นไว้แล้วนำมาส่งภายหลังใช่หรือไม่เจ้าคะ”

สายตาของหลิงยวนเปลี่ยนไป

“เจ้าอ่านจากที่ใด”

“สมุดส่งมอบสิ่งของในหอ”

“ใครให้เจ้าอ่าน”

เยว่ซีชะงัก

เขาไม่ได้ถามว่าชื่อในบัญชีคือใคร

“ท่านทราบหรือว่าข้าหมายถึงคนใด”

ลมพัดผ่านกิ่งสน เสียงใบไม้เสียดสีกันอยู่เหนือศีรษะ

หลิงยวนมองประตูหอที่เพิ่งปิดลง

“เล่าตั้งแต่ตอนที่เจ้าเลือกงาน”

“ตอบข้าก่อน”

คราวนี้เขาหันกลับมามองนางตรง ๆ

เยว่ซีกำสายห่อผ้าแน่น

“ท่านรู้จักหลินจิ้งเหยียนหรือไม่”

หลิงยวนนิ่งไปชั่วขณะ

แล้วตอบเพียงคำเดียว

“รู้จัก”

Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • พันธนาการรักใต้เงากระบี่   บทที่ 54 — ชื่อที่เกือบเรียกออกมา

    ระหว่างทางเดินผ่านลานฝึก“อายุสิบปี ข้าฝึกกระบี่จนหักไปเจ็ดเล่มแล้ว”เสียงจากลานด้านล่างทำให้หลินเยว่ซีหยุดเท้าศิษย์หนุ่มผู้หนึ่งกำลังยกกระบี่ไม้ขึ้นอวดเพื่อน อีกสองคนยืนฟังด้วยสีหน้ากึ่งเชื่อกึ่งเบื่อ ขณะที่คนพูดยังเล่าต่อว่าตนเคยประลองชนะใครบ้างเยว่ซีเผลอหันไปทางซ้ายคำพูดเกือบหลุดจากปากเจ้าว่าคราวนี้เป็นเพราะกระบี่ราคาถูกอีกหรือไม่แต่ข้างกายนางมีเพียงราวระเบียงไม่มีหญิงสาวที่ยืนกลั้นหัวเราะแล้วทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้ด้วยกันลมเช้าพัดชายแขนเสื้อผ่านหลังมือ เยว่ซีค่อย ๆ หันกลับมา มองศิษย์กลุ่มนั้นเดินลงจากลานจนลับสายตาวันแรกที่มาถึงชิงเสวียน นางเองก็เคยยืนฟังใครบางคนโอ้อวดเช่นนี้แล้วเสี่ยวถังก็กระซิบเรื่องกระบี่ราคาถูกทั้งสองหัวเราะจนคนด้านหน้าหันมอง ก่อนพร้อมใจกันแหงนหน้าดูฟ้าราวกับไม่เคยได้ยินอะไรตอนนั้นทุกอย่างยังง่ายนักนางยังไม่ต้องคิดว่าคำใดจริง มือที่ยื่นมาจะพาไปที่ใด และคนที่เรียกว่าเพื่อนกำลังปิดบังอะไรไว้บ้าง“เยว่ซี”นางหันตามเสียงโม่หลิงยวนยืนอยู่ตรงหัวบันได ในมือถือสมุดปกเทาสองเล่ม เขามองเลยไปยังทางเดินว่างข้างนาง ก่อนกลับมาสบตา“เจ้ารอใครอยู่หรือ”เยว่ซีส่ายหน้า แล

  • พันธนาการรักใต้เงากระบี่   บทที่ 52 — พลังที่ตอบรับ

    เถาวัลย์พุ่งผ่านข้างแก้มหลินเยว่ซี ก่อนรัดข้อมือหุ่นไม้ที่ฟาดลงมาไว้ได้พอดีเสียงไม้กระแทกกันดังลั่นนางย่อตัวลอดใต้แขนหุ่น หมุนกระบี่ฟันผ้าแดงตรงเอว แล้วรีบถอยก่อนหุ่นอีกตัวจะเข้าถึงช้าไปก้าวเดียวกระบองไม้กวาดต่ำเข้าหาขาเยว่ซีกระโดดหลบ ปลายเท้าเฉี่ยวกระบองจนเสียหลัก เถาวัลย์ซึ่งรัดหุ่นตัวแรกพลันตึง กระชากแขนนางกลับไปด้วยแทนที่จะฝืนดึง นางปล่อยปราณออกจากเถาวัลย์ทันทีมือว่างกดลงบนพื้นยอดเถาอีกเส้นเลื้อยจากกระถางข้างเสา พันรอบหลักไม้ที่ฝังไว้ เยว่ซีคว้ามันแล้วเหวี่ยงตัวพ้นแนวกระบอง ก่อนลงเท้าบนพื้นห่างออกไปสองก้าวเสียงกลไกหยุดลง“สองผืน”โม่หลิงยวนยืนอยู่ข้างคันควบคุม มองผ้าแดงในมือนาง“แต่มีหุ่นสามตัว”เยว่ซีหอบจนไหล่ขยับ“ตัวที่สามไม่มีผ้า”“เจ้ามองเห็นเมื่อใด”“ตอนมันไล่ตีข้าเป็นรอบที่สอง”เขาปล่อยคันควบคุม“ถ้าเช่นนั้นวันนี้เจ้าไม่เสียแรงสู้กับสิ่งที่ไม่จำเป็นแล้ว”เยว่ซีก้มมองเถาวัลย์ซึ่งคลายตัวลงข้างเท้าสิบวันก่อน นางยังทำได้เพียงเร่งต้นถั่วจนเกือบถอนมันทั้งรากตอนนี้นางควบคุมเถาวัลย์ที่มีรากอยู่แล้วได้ไกลสามวา รั้งของหนักกว่าตัวเองได้ชั่วครู่ และปล่อยพันธะก่อนแรงสะท้อนจะย

  • พันธนาการรักใต้เงากระบี่   บทที่ 51 — กระบี่ที่นางเลือกถือ

    “หากผนึกปราณข้าไปตลอดชีวิต พวกท่านก็จะสูญเสียผู้ที่อ่านแผนผังของเซี่ยจิ้งเหิงได้”เผยเหวินซูเอ่ยขึ้นก่อนผู้คุมจะพาเขาออกจากหอคำวินิจฉัยเพิ่งถูกอ่านจบริบทรัพย์ที่ได้จากการกระทำผิดและนำทรัพย์ส่วนตัวชดใช้ กักขังตลอดชีวิตภายใต้ผนึกปราณ ห้ามติดต่อผู้เสียหายและผู้ร่วมคดีโดยพลการ ความร่วมมือในการตามหาผู้ถูกกักขังถูกนำมาพิจารณาแล้ว แต่ไม่อาจลบความผิดที่เขาวางแผนและลงมือซ้ำหลายครั้งเผยเหวินซูไม่ได้มองผู้ตัดสินเขามองโม่หลิงยวน“เจ้ากำลังหาทางถอนตัวจากผนึกของนาง มิใช่หรือ”เสียงขยับเก้าอี้เงียบลงเยว่ซีรู้สึกถึงสายตาหลายคู่ที่หันมา แต่หลิงยวนยังนั่งอยู่ที่เดิม“เรื่องรักษาของนางไม่อยู่ในข้อวินิจฉัยวันนี้”“แต่ข้าช่วยได้”“เจ้าส่งสิ่งที่รู้ให้ผู้คุมได้ พวกเขาจะนำไปตรวจ”“แล้วข้าจะได้อะไร”หลิงยวนลุกขึ้นเขาไม่ได้เดินเข้าหาเผยเหวินซู เพียงรับเสื้อคลุมจากพนักเก้าอี้แล้วหันไปทางประตู“คำวินิจฉัยอ่านจบแล้ว”ครั้งนี้ความเงียบไม่ได้เกิดจากความลังเลเผยเหวินซูเพิ่งพบว่าไม่มีใครกำลังรอฟังราคาที่เขาจะเรียกอีก“เยว่ซี!”นางหยุดอยู่ข้างยายหวัง“เจ้าไม่อยากให้เขาหายหรือ”เยว่ซีหันกลับไป“หากท่านมีวิธีรัก

  • พันธนาการรักใต้เงากระบี่   บทที่ 50 — ชื่อที่ต้องรับผิด

    หลินเยว่ซีอ่านคำให้การของลั่วชิงเหยาจบในเช้าวันถัดมานางไม่ได้เริ่มจากหน้าที่กล่าวถึงตนเอง แต่เริ่มจากรายชื่อคนที่ถูกส่งผ่านด่านด้วยป้ายสกุลลั่วหญิงสองคนซึ่งเพิ่งได้รับการช่วยเหลือออกมาจากเหมืองอยู่ในนั้นข้างชื่อมีข้อความที่ผู้สอบสวนเขียนกำกับไว้ว่า คนหนึ่งเดินเองไม่ได้ อีกคนยังสะดุ้งตื่นเมื่อได้ยินเสียงล้อเกวียนเยว่ซีวางนิ้วลงตรงบรรทัดนั้น ก่อนพลิกหน้าต่อเรื่องบัญชีหลินอัน สมุดที่ถูกแทรกไว้ในกองหนังสือ และการนำเอกสารของบิดาออกจากหีบ ลั่วชิงเหยารับว่าเป็นผู้ลงมือ นางไม่ได้อ้างว่าเผยเหวินซูจับมือนางทำทว่ายังมีประโยคหนึ่งที่เยว่ซีขีดเส้นใต้ข้าคิดว่าเขาเพียงต้องการพาคนเหล่านั้นไปไว้ในที่ซึ่งไม่มีใครตามพบนางมองประโยคนี้อยู่นานแล้วจึงเขียนคำถามลงบนกระดาษอีกแผ่นเหตุใดคนเหล่านั้นจึงต้องถูกซ่อน⸻โม่หลิงยวนนั่งอยู่ใต้ชายคาเมื่อเยว่ซีเดินไปถึงข้างมือเขามีถ้วยยาเปล่า หนังสือเปิดอยู่บนตัก แต่ยังไม่ได้พลิกหน้านางมองถ้วยยาก่อนอย่างเคย“วันนี้ไม่ต้องให้ข้าเตือนแล้วหรือเจ้าคะ”“อาจารย์ฉินมาเตือนก่อนเจ้า”“ท่านคงพูดมากกว่าข้า”“มาก”เยว่ซีหลุดยิ้ม ก่อนนั่งลงบนเก้าอี้ข้างกันนางเล่าเรื่องคำ

  • พันธนาการรักใต้เงากระบี่   บทที่ 49 — ผู้ที่เลือกกลับมา

    ฝาบ่อหินกระแทกพื้นจนแตกออกเป็นสองซีกสิ่งที่ยกมันขึ้นมาไม่มีมือเงาสีเทาทะลักพ้นปากบ่อ พันรอบลำต้นไหวแห้ง แล้วค่อย ๆ ยกส่วนบนขึ้นเหมือนคนที่พยายามจำว่าตนควรยืนอย่างไรใบหน้าหลายใบปรากฏสลับกันอยู่ในเงานั้นชายชรา เด็กหญิง หญิงสาวที่กำลังร้องไห้ล้วนเป็นคนซึ่งมันเคยยืมเสียงโม่หลิงยวนหยุดห่างจากปากบ่อเจ็ดก้าว ขณะที่ม่านอาคมด้านหลังปิดลง เชื่อมแนวหินทั้งสองฝั่งเข้าด้วยกันผู้อาวุโสยังยืนอยู่ด้านนอก มองเห็นเขาชัดเจน“ทางออกด้านตะวันตกพร้อมแล้ว”หลิงยวนพยักหน้าเขาไม่ได้สั่งให้ปิดทางเพื่อขังตนเองไว้กับมัน แต่เพื่อบังคับไม่ให้มันหนีตามผู้บาดเจ็บช่องเปิดเล็กด้านตะวันตกอยู่หลังหินใหญ่ เขาเลือกตำแหน่งไว้ก่อนก้าวเข้ามาแล้วเงาสีเทาโน้มลงเสียงหนึ่งดังขึ้นจากกลางลำตัว“เจ้าช่วยทุกคนไม่ได้”หลิงยวนเลื่อนปลายกระบี่ต่ำลง“คืนนี้ช่วยออกมาแล้วเจ็ดคน”เงาพุ่งเข้าใส่ทันที⸻คมกระบี่ตัดผ่านลำตัวของมันไม่มีเลือด ไม่มีเสียงกระดูกแตก เงาที่แยกออกกลับไหลอ้อมคมเข้าหาข้อมือเขาหลิงยวนถอนปราณจากใบกระบี่แล้วถอยหนึ่งก้าวส่วนที่พุ่งตามมาหยุดชะงัก ก่อนหดกลับไปรวมกับลำต้นมันตามปราณเขากวาดตามองรากไม้ซึ่งพ้นดินข

  • พันธนาการรักใต้เงากระบี่   บทที่ 48 — คนที่ยังอยู่ใต้เสียงระฆัง

    ปลายพู่กันในมือเหลียงเฉิงสั่นจนหมึกหยดลงบนกระดาษใต้ต้นไม้ที่เขาวาดมีช่องดำอยู่ช่องหนึ่ง รากใหญ่พาดข้ามปากทาง คล้ายกรงเล็บที่กดพื้นดินเอาไว้โม่หลิงยวนเลื่อนตะเกียงเข้ามาใกล้“ทางเข้าอยู่ใต้รากหรือ”เหลียงเฉิงพยักหน้า ก่อนรีบเขียนเพิ่มอย่าเรียกชื่อคนข้างในมือของเขาหยุดกระตุกทันทีที่เขียนจบเสิ่นซูเหอประคองข้อมือไว้ ไม่ให้ปลายพู่กันแทงถูกใบหน้า ขณะเดียวกันเส้นสีเทาใต้ลำคอก็ขึงตึงขึ้นอีกครั้งเสียงระฆังเบาหวิวลอดออกมาจากริมฝีปากที่ปิดแน่นหลิงยวนวางสองนิ้วลงบนขอบเตียง ปราณสีเงินอมฟ้าแผ่เป็นม่านบางระหว่างผู้ป่วยกับคนในห้อง เสียงนั้นจึงเบาลงจนแทบไม่ได้ยินเหลียงเฉิงหอบ น้ำตาไหลผ่านหางตา“ไม่ต้องฝืนเขียนแล้ว” เสิ่นซูเหอกล่าวแต่ชายบนเตียงกลับจับแขนเสื้อนางไว้เขาชี้ภาพต้นไม้ ชูนิ้วเจ็ดนิ้ว แล้วชี้ตนเอง ก่อนชูสามนิ้วเยี่ยจื้อหยวนซึ่งยืนอยู่ปลายเตียงขยับเข้ามา“เข้าไปเจ็ดคน กลับออกมาสามคน?”เหลียงเฉิงพยักหน้าแรงยังมีอีกสี่คนอยู่ใต้ต้นไม้นั้น⸻แผนที่สองหมู่บ้านถูกคลี่บนโต๊ะนอกเรือนทางเดินไปป่ามีสามสาย สองสายผ่านลำธาร อีกสายต้องอ้อมเนินหินซึ่งไม่มีผู้ใดใช้มาหลายปีเมื่อเทียบภาพวาดกับคำบอ

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status