Home / แฟนตาซี / พันธนาการรักใต้เงากระบี่ / บทที่ 4 — ปราณที่ห้ามปลุก

Share

บทที่ 4 — ปราณที่ห้ามปลุก

last update publish date: 2026-10-17 17:17:53

“เหตุใดท่านพ่อจึงห้ามเปิดเส้นปราณให้ข้า”

เยว่ซีถามโดยยังมองจดหมายบนโต๊ะ

เจ้าสำนักกับหลิงยวนสบตากันเพียงครู่เดียว แต่คราวนี้นางทันเห็น

“ข้าไม่ได้ไม่มีพลัง ใช่หรือไม่เจ้าคะ”

ความเงียบยืนยันสิ่งที่นางสงสัย

หลิงยวนเลื่อนเก้าอี้ออก

“นั่งก่อน”

“ข้านั่งมานานแล้ว”

เขาชะงักมือ

เยว่ซีสูดลมหายใจ พยายามให้เสียงตนเองมั่นคง

“หินตรวจปราณไม่สว่าง ทุกคนบอกว่าข้าฝึกไม่ได้ แต่ท่านพ่อกลับเตือนไม่ให้ใครเปิดเส้นปราณ ข้าขึ้นทางทดสอบแล้วอาคมย้อนใส่ ยังมีคนวางยันต์รอข้าที่ศาลาอีก”

นางเงยหน้ามองเขา

“สิ่งที่คนเหล่านั้นต้องการอยู่ในตัวข้าใช่หรือไม่”

“ใช่”

คำตอบตรงไปตรงมาทำให้นางเตรียมคำถามถัดไปไม่ทัน

หลิงยวนกล่าวต่อ

“เจ้าเคยใช้ปราณได้มากกว่าหนึ่งสาย ตั้งแต่ยังเด็ก”

“มากกว่าหนึ่ง… กี่สายเจ้าคะ”

“เท่าที่เคยปรากฏ ห้าสาย”

เยว่ซีมองมือของตน

เมื่อวานนางยังคิดว่าจะทำอย่างไรให้หินตรวจปราณสว่างแม้เพียงนิดเดียว

“แล้วมันหายไปไหน”

“ถูกผนึกไว้”

“ใครผนึก”

“ข้า”

นางเงยหน้าทันที

เจ้าสำนักขยับจะกล่าวบางอย่าง แต่หลิงยวนพูดต่อเสียก่อน

“ร่างกายเจ้าในตอนนั้นรับมันไม่ไหว พ่อแม่เจ้าต้องการให้ปิดพลังไว้ก่อน”

“รวมถึงความทรงจำด้วยหรือไม่”

คำถามนั้นทำให้เขาหยุดไป

“ใช่”

เยว่ซีถอยจากโต๊ะครึ่งก้าว

ใบหน้าคนตรงหน้ายังสงบเหมือนเดิม แต่สิ่งที่นางรู้เกี่ยวกับเขากลับเปลี่ยนไปอีกครั้ง

เขารู้จักพ่อแม่ เคยพบตนในวัยเด็ก อยู่ในเมืองคืนเกิดเหตุ

และเป็นคนปิดความทรงจำเหล่านั้น

“เหตุใด”

“ตอนเจ้าตื่นขึ้นหลังเกิดเหตุ พลังพยายามทะลวงผนึก ข้าต้องหยุดมัน”

“แล้วตลอดสิบสามปีเล่า”

เสียงนางเบาลง

“ไม่มีเวลาใดที่บอกข้าได้เลยหรือ”

หลิงยวนไม่ได้ตอบทันที

แสงจากหน้าต่างพาดผ่านมือที่วางอยู่ข้างลำตัวของเขา เยว่ซีเห็นนิ้วนั้นงอเข้าหากันเล็กน้อย ก่อนคลายออก

“ข้าคิดว่าการไม่รู้จะทำให้เจ้าปลอดภัยกว่า”

“แต่ตอนนี้ข้ากลับไม่รู้ด้วยซ้ำว่าใครกำลังใช้เรื่องของข้ามาหลอก”

“ข้ารู้แล้ว”

คำตอบสั้น ๆ ทำให้นางเงียบไป

เขาไม่ได้บอกว่าตนทำถูก ไม่ได้ขอให้นางเข้าใจ

เยว่ซีมองจดหมายอีกครั้ง

“ข้ายังไม่ขอให้ท่านคืนความทรงจำ หากมันอันตรายจริง”

นางยกมือแตะอกตนเอง

“แต่ข้าต้องรู้ว่าจะอยู่กับสิ่งนี้อย่างไร”

⸻

เจ้าสำนักเก็บจดหมายลงในกล่องเอกสาร

“เรื่องเซี่ยจิ้งเหิง ข้าจะตรวจต่อเอง จดหมายบิดาเจ้าทำให้เราต้องระวังเขา แต่ยังไม่ใช่หลักฐานว่าเขาสั่งทำลายเมือง”

เยว่ซีพยักหน้า

“ข้าจะไม่ไปถามเขาตรง ๆ เจ้าค่ะ”

“และอย่าเล่าเรื่องปราณทั้งห้าให้ผู้ใดฟัง”

นางลังเลเมื่อนึกถึงเสี่ยวถัง ก่อนรับคำ

หลิงยวนหยิบหนังสือเล่มเล็กจากชั้นข้างโต๊ะมาเปิด หน้านั้นเป็นภาพเส้นปราณบนแขน

“ระหว่างเรียน หากผู้สอนให้ดึงปราณจากภายนอกเข้าร่าง เจ้าต้องหยุด”

“ข้าจะถูกตัดสินว่าไม่ผ่าน”

“ข้าจะเป็นผู้ประเมินส่วนนี้ให้”

เยว่ซีมองเขา

“คนอื่นจะยิ่งคิดว่าท่านช่วยข้า”

เจ้าสำนักจึงกล่าวขึ้น

“อาจารย์ฉินจะร่วมประเมินด้วย ใช้เกณฑ์สำหรับผู้มีเส้นปราณบาดเจ็บ มีระเบียบรองรับอยู่แล้ว”

คำตอบนั้นทำให้นางผ่อนลมหายใจ

นางต้องการอยู่ต่อ แต่ไม่อยากให้ทุกครั้งที่ทำสิ่งใดสำเร็จ มีคนบอกว่าเป็นเพราะศิษย์พี่โม่

หลิงยวนปิดหนังสือแล้วส่งให้

“เริ่มจากรู้ว่าเมื่อใดควรหยุด”

“ข้าอยากเรียนวิชาป้องกันตัวด้วย”

“ได้”

เขาตอบเร็วจนนางต้องมองซ้ำ

“วันนี้หรือเจ้าคะ”

“หลังเจ้ากินข้าว”

เยว่ซีเพิ่งนึกได้ว่าตนออกจากห้องเรียนแล้วตรงมาที่นี่ ยังไม่ได้แวะโรงครัว

เจ้าสำนักยกถ้วยชาขึ้น กลบยิ้มที่มุมปาก

⸻

ลานฝึกหลังเรือนเงียบกว่าลานใหญ่ มีเพียงต้นสนสองต้นกับหุ่นไม้เก่าตั้งอยู่ริมกำแพง

หลิงยวนวางถ้วยน้ำเต็มปริ่มลงบนฝ่ามือเยว่ซี

“ถือไว้”

นางมองถ้วย แล้วมองกระบี่ไม้ที่พิงอยู่ข้างเขา

“ข้านึกว่าจะเริ่มจากกระบี่”

“เจ้าจับอะไรอยู่”

“ถ้วยเจ้าค่ะ”

“ถือให้มั่นก่อน”

เขาถอยไปยืนห่างสองก้าว แล้วใช้ฝักกระบี่แตะข้อศอกนางเบา ๆ

น้ำกระฉอกลงบนรองเท้า

เยว่ซีเม้มปาก

ครั้งที่สองนางเกร็งแขนเต็มที่ พอเขาแตะ ถ้วยกลับสั่นแรงกว่าเดิม

“อย่าแข็งทั้งแขน”

หลิงยวนขยับเข้ามา ใช้ปลายฝักกระบี่ลดข้อศอกนางลง ก่อนแตะข้างเท้าให้แยกออกเล็กน้อย

“แรงมาทางนี้ เจ้าต้องยอมขยับ ไม่ใช่ฝืนรับทั้งหมด”

เยว่ซีลองผ่อนหัวไหล่

ครั้งถัดมาน้ำเพียงกระเพื่อม

นางเงยหน้าทันที

“แบบนี้หรือเจ้าคะ”

เขาพยักหน้า

เยว่ซีเผลอยิ้ม พอถูกแตะอีกครั้งน้ำก็หกลงบนมือ

“อย่าเพิ่งดีใจ”

นางหุบยิ้มแล้วก้มฝึกต่อ

ผ่านไปครึ่งชั่วยาม แขนเริ่มล้า หลิงยวนจึงรับถ้วยไปวาง แล้วส่งกระบี่ไม้ให้นาง

“ลองเข้ามา”

เยว่ซีมองอาวุธในมือเขา

เขายังใช้เพียงฝักกระบี่

นางลองฟันตามท่าพื้นฐานที่เรียนเมื่อเช้า ปลายไม้ถูกเบี่ยงออกง่ายดาย ขณะเดียวกันฝักกระบี่แตะต้นแขนตรงตำแหน่งที่เปิดว่าง

“ตายแล้วหนึ่งครั้ง”

เยว่ซีถอยกลับ

ครั้งที่สองนางฟันต่ำกว่าเดิม เขาขยับเท้าแล้วแตะชายโครง

“สองครั้ง”

นางหรี่ตามองเขา

ครั้งที่สาม เยว่ซียกกระบี่ขึ้นเหมือนเดิม แต่ก่อนฟันกลับเหยียบเท้าเขา

หลิงยวนเลื่อนเท้าหลบทัน กระบี่ไม้ของนางจึงเฉียดชายเสื้อไปนิดเดียว

เขามองรองเท้านาง

“ใครสอน”

“ท่านบอกให้เข้ามา ไม่ได้บอกให้ใช้แต่กระบี่”

มุมปากเขาขยับเล็กน้อย

เยว่ซีมองค้าง

เขายิ้มหรือ

นางยังไม่ทันแน่ใจ ฝักกระบี่ก็แตะหน้าผากเบา ๆ

“สามครั้ง”

“เมื่อครู่ข้ายังไม่ได้เริ่มใหม่!”

“อีกฝ่ายไม่รอเจ้าพร้อม”

เยว่ซีกำด้ามไม้แน่นขึ้นแล้วเข้าหาอีกครั้ง

คราวนี้นางมองไหล่กับเท้าของเขาแทนการจ้องแต่กระบี่ ยอมถอยเมื่อถูกเบี่ยงแรง และไม่ฝืนแขนจนเสียหลักเหมือนสองครั้งแรก

หลิงยวนลดความเร็วให้นางเห็นจังหวะ

ผ่านไปหลายกระบวนท่า ความอุ่นเริ่มไหลขึ้นตามข้อมือ

เยว่ซีคิดว่าเป็นเพราะออกแรง จนปลายกระบี่ไม้มีรอยสีแดงบาง ๆ ปรากฏขึ้น

นางรีบคลายมือ

กระบี่ตกกระทบพื้น

หลิงยวนเข้าถึงตัวก่อนที่นางจะก้มเก็บ

“มองข้า”

เขาจับข้อมือนางไว้

ความร้อนในแขนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่เยว่ซีจำคำสอนเมื่อครู่ได้ นางหยุดพยายามดันมันกลับ แล้วค่อย ๆ ผ่อนลมหายใจ

“อย่าดึงปราณเข้ามาเพิ่ม” เขากล่าว “ปล่อยแขนตามสบาย”

แสงสีเงินอมฟ้าจมหายใต้ปลายนิ้วเขา

ความร้อนค่อย ๆ ลดลง

เยว่ซีเพิ่งรู้ว่าตนยืนใกล้เขามากเพียงใด เมื่อเงยหน้าแล้วเห็นรอยแผลจางข้างแก้มซึ่งอยู่ต่ำกว่าดวงตาเล็กน้อย

“เจ็บตรงไหนหรือไม่”

นางส่ายหน้า

“ตอบ”

“ไม่เจ็บเจ้าค่ะ”

หลิงยวนตรวจชีพจรอีกครู่หนึ่งจึงปล่อยมือ

เยว่ซีรีบถอย แต่ส้นเท้าสะดุดกระบี่ไม้ เขาคว้าต้นแขนประคองไว้ทัน

“มองพื้นด้วย”

“ข้ากำลังจะมอง”

นางก้มเก็บกระบี่อย่างรวดเร็ว รู้สึกว่าความร้อนคราวนี้ขึ้นมาถึงใบหน้าแล้ว

⸻

ลั่วชิงเหยามาถึงลานพร้อมกล่องยาขณะเยว่ซีกำลังนั่งพัก

สายตานางเลื่อนจากกระบี่ไม้ในมือศิษย์ใหม่ไปยังหลิงยวน

“ข้านำยาจากเรือนโอสถมาให้ อาจารย์ฉินฝากไว้เจ้าค่ะ”

หลิงยวนรับกล่องมา

“ขอบใจ”

ลั่วชิงเหยามองเยว่ซีอีกครั้ง

“ศิษย์น้องเพิ่งเข้าสำนัก ได้ศิษย์พี่โม่สอนด้วยตนเอง นับว่าโชคดีนัก”

เยว่ซีลุกขึ้นคารวะ

นางได้ยินทั้งคำชมและสิ่งที่ซ่อนอยู่ในน้ำเสียง แต่ยังไม่ทันตอบ หลิงยวนก็กล่าวขึ้น

“อาจารย์ให้ข้าดูอาการนางระหว่างฝึก”

“ข้าช่วยได้หรือไม่ อย่างน้อยเรื่องท่ากระบี่พื้นฐาน—”

“อาการนี้ยังไม่ควรเปลี่ยนผู้ดูแล”

คำตอบทำให้ลั่วชิงเหยาชะงัก

นางวางมือทับกันตรงหน้าท้องแล้วพยักหน้า

“เข้าใจแล้วเจ้าค่ะ”

ก่อนจากไป นางหันมาหาเยว่ซี

“อย่าลืมงานที่ได้รับมอบหมาย หอจดหมายเหตุยังต้องจัดอีกมาก”

“ข้าจะไปตามเวลาเจ้าค่ะ”

เมื่อลั่วชิงเหยาเดินพ้นลาน เยว่ซีจึงมองหลิงยวน

“ข้ายังทำงานที่หอได้หรือไม่”

“ได้ ผู้ดูแลทราบเรื่องหนังสือที่ถูกย้ายแล้ว”

“ข้าอยากตรวจบัญชีที่จัดเมื่อวานอีกครั้ง”

“เพราะอะไร”

“สมุดจากชั้นบนอาจไม่ได้ถูกใส่มาเล่มเดียว หากมีใครตั้งใจให้ข้าพบ เขาต้องรู้ว่าข้าจะเปิดเล่มใด ข้าอยากดูว่าเขาจัดไว้ให้เห็นง่ายอย่างไร”

หลิงยวนมองนางอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนหยิบป้ายงานบนโต๊ะส่งคืน

“ดูได้ แต่อย่าเคลื่อนของที่ผิดปกติ เรียกผู้ดูแลก่อน”

เยว่ซีรับป้าย

ครั้งนี้เขาไม่ได้สั่งให้นางรออยู่เฉย ๆ

⸻

ห้องคุมตัวใต้หอวินัยมีแสงจากโคมเพียงดวงเดียว

คนรับจ้างขนฟืนนั่งพิงผนัง ใบหน้าซีดเผือด อักขระบนต้นแขนถูกยันต์สีขาวกดไว้จนเคลื่อนไหวไม่ได้

อาจารย์ฉินวางถ้วยน้ำตรงหน้า

“เจ้าชื่ออะไร”

ชายผู้นั้นไม่ตอบ

หลิงยวนยืนอยู่ข้างประตู มองข้อมืออีกฝ่ายซึ่งมีรอยเชือกเก่าซ้อนกันหลายชั้น

“ใครฝังอาคมให้เจ้า”

มันเงยหน้าขึ้นทันที ก่อนรีบหลบสายตา

“ข้าไม่รู้”

รอยดำใต้ยันต์กระตุก

อาจารย์ฉินหันมามองหลิงยวน

เขาก้าวเข้าไป ตรวจขอบยันต์แล้วกล่าวว่า

“มันตอบสนองตอนเจ้าพยายามปิดบังด้วย”

คนส่งฟืนเริ่มหายใจแรง

“พูดก็ตาย ไม่พูดก็ตาย พวกท่านจะถามไปทำไม”

หลิงยวนลากเก้าอี้มานั่งตรงหน้า

“เมื่อคืนเจ้าควรตายไปแล้ว”

ชายผู้นั้นมองยันต์บนแขนตนเอง

ความหวาดกลัวในดวงตาเริ่มมีสิ่งอื่นปะปน

หลิงยวนวางกระดาษเปล่าลงบนโต๊ะ

“ยังไม่ต้องบอกชื่อใคร วาดสถานที่ที่เจ้ารับซองมา”

มันลังเลอยู่นาน ก่อนหยิบพู่กัน

อาจารย์ฉินเฝ้าดูอาคม ขณะที่เส้นหมึกค่อย ๆ กลายเป็นแนวกำแพงกับประตูด้านหลังเรือนหลังหนึ่ง

หลิงยวนจำได้ก่อนภาพจะเสร็จ

เรือนรับรองฝั่งตะวันตก

แต่เขาไม่เอ่ยชื่อออกมา

“เจ้ารับจากมือคน หรือหยิบจากที่นัดไว้”

“ในช่องกำแพง”

“เคยพบผู้สั่งหรือไม่”

มันส่ายหน้า

“เขาจะส่งกระดาษมากับค่าจ้าง บางครั้งเป็นยา”

อาจารย์ฉินถาม “ยาอะไร”

ชายผู้นั้นก้มมองแขน

ไม่มีใครถามซ้ำ

⸻

ที่หอจดหมายเหตุ เยว่ซีพบสิ่งผิดปกติก่อนระฆังบ่ายจะดัง

หนังสือจากหกหีบยังแยกอยู่ตามกองที่นางจัดไว้ ผู้ดูแลอนุญาตให้ตรวจ โดยยืนดูอยู่ไม่ห่าง

เยว่ซีเปิดบัญชีรับหนังสือเปียกชื้นเทียบกับรายการของตน

หีบที่สามควรมีสิบเก้าเล่ม

เมื่อวานนางนับได้ยี่สิบ

ตอนแรกคิดว่าเป็นความผิดพลาดในการลงบัญชี แต่เล่มที่เกินมาก็คือสมุดส่งมอบสิ่งของจากหลินอัน

“มีคนเพิ่มทีหลังจริง ๆ” ผู้ดูแลกล่าว

เยว่ซีมองเชือกที่วางข้างหีบ

เชือกของอีกห้าหีบมีคราบชื้นและปมแข็ง มีเพียงเส้นนี้ที่แห้งสะอาดกว่า

“ผู้ใดนำหีบเข้ามาหรือเจ้าคะ”

“คนงานสองคน เมื่อวานก่อนเจ้าเริ่มงาน”

“มีผู้ตรวจนับตอนรับหรือไม่”

ผู้ดูแลเดินไปหยิบใบส่งมอบจากลิ้นชัก

ด้านล่างมีลายมือผู้รับรองว่าจำนวนครบถ้วน

ลั่วชิงเหยา

เยว่ซีอ่านชื่อแล้วเงียบไป

ชื่อในใบส่งมอบยังพิสูจน์ไม่ได้ว่าเป็นคนใส่หนังสือ

แต่ศิษย์พี่หญิงหยิบป้ายงานออกจากมือนาง เตือนว่างานหนัก แล้วส่งมันคืนให้

นางรู้ก่อนแล้วหรือไม่ว่าหีบข้างในมีอะไร

ผู้ดูแลเห็นสีหน้าเยว่ซีจึงพับกระดาษเก็บ

“ข้าจะนำไปหอวินัย เจ้าอย่าเพิ่งถามผู้ใดเอง”

เยว่ซีพยักหน้า

ขณะนั้นเผยเหวินซูเดินเข้ามาพอดี

ในมือเขามีห่อยาเล็ก ๆ

“ได้ยินว่าเจ้าฝึกจนหน้าซีด ข้าจึงแวะนำยาบำรุงมาให้”

เยว่ซีมองห่อยาแล้วนึกถึงจดหมายของบิดา

“ขอบคุณศิษย์พี่ แต่อาจารย์ให้ข้างดยาที่ไม่ได้ผ่านเรือนโอสถก่อนเจ้าค่ะ”

เขาไม่ได้แสดงความขุ่นเคือง

“รอบคอบไว้ดีแล้ว ข้าจะฝากไว้ให้อาจารย์ฉินตรวจ”

เขาวางห่อยาบนโต๊ะ มองหนังสือที่เปิดอยู่

“พบเรื่องบ้านเกิดแล้วหรือ”

เยว่ซีปิดบัญชี

“พบว่าหอจดหมายเหตุมีหนังสือมากกว่าที่ข้าคิดเจ้าค่ะ คงต้องอ่านอีกนาน”

เผยเหวินซูยิ้ม

“หากต้องการคนช่วย เรียกข้าได้”

นางคารวะขอบคุณ แล้วหันกลับไปทำงาน

เขารอครู่หนึ่ง ก่อนเดินออกจากหอ

เยว่ซีมองตามจนพ้นประตู จึงเลื่อนห่อยาไปไว้ใกล้ผู้ดูแลโดยไม่เปิดมัน

⸻

เย็นนั้น ลั่วชิงเหยาถูกเรียกไปหอวินัย

เผยเหวินซูเห็นนางเดินผ่านลานจากหน้าต่างเรือนรับรอง แต่ยังไม่ทันส่งคนไปถาม ศิษย์เฝ้าประตูก็นำกล่องจดหมายเข้ามา

ตราประทับบนฝากล่องเป็นของสถานสงเคราะห์สกุลเซี่ย

เขาเปิดอ่าน

ข้อความมีเพียงสั้น ๆ

อย่าใช้ยันต์กระตุ้นอีก

ข้าจะขึ้นเขาด้วยตนเอง

เผยเหวินซูอ่านซ้ำ ก่อนกำกระดาษแน่น

เซี่ยจิ้งเหิงไม่ควรเดินทางมาจนกว่าจะยืนยันตัวเยว่ซีได้

หากมาเร็วเช่นนี้ อีกฝ่ายย่อมไม่พอใจกับวิธีทำงานของเขาแล้ว

⸻

ข่าวเดียวกันมาถึงเรือนเจ้าสำนักขณะหลิงยวนกำลังตรวจภาพวาดของผู้ต้องขัง

เซี่ยจิ้งเหิงจะนำโอสถมามอบให้สำนัก พร้อมขอหารือเรื่องคนงานของสถานสงเคราะห์ที่ถูกควบคุมตัว

เจ้าสำนักวางจดหมายลง

“ข่าวออกไปเร็วทีเดียว”

หลิงยวนอ่านข้ออ้างในการขอเข้าพบจนจบ

หากปฏิเสธโดยไม่มีเหตุผล อีกฝ่ายย่อมรู้ว่าชิงเสวียนพบสิ่งสำคัญแล้ว หากปล่อยเข้ามา เขาจะมีโอกาสเข้าใกล้เยว่ซี

เจ้าสำนักถาม “เจ้าคิดอย่างไร”

“รับเขาที่หอหน้า ข้าจะอยู่ด้วย”

เสียงฝีเท้าหยุดตรงประตู

เยว่ซียืนถือใบรายงานจากหอจดหมายเหตุ นางมาได้ยินเพียงประโยคสุดท้าย แต่ชื่อบนจดหมายที่วางอยู่ทำให้รู้ทันทีว่าพูดถึงใคร

“เซี่ยจิ้งเหิงจะมาหรือเจ้าคะ”

เจ้าสำนักพยักหน้า

“พรุ่งนี้”

นางก้มมองมือตนเอง

คนที่เคยเสนอรักษานางก่อนเมืองถูกทำลายกำลังจะปรากฏตัว หลังจากนางกลับมาเปิดเรื่องเก่าได้เพียงไม่กี่วัน

หลิงยวนรับรายงานจากมือนาง

“พรุ่งนี้เจ้าเรียนกับอาจารย์ฉินตามเดิม”

เยว่ซีเงยหน้า

“ข้าไม่ไปพบเขาเองหรอกเจ้าค่ะ”

เขามองนางอย่างประเมิน ก่อนพยักหน้า

แต่ยังไม่ทันพูดต่อ เสียงระฆังหน้าสำนักก็ดังขึ้นสามครั้ง

เป็นสัญญาณรับแขกผู้มีฐานะ

ศิษย์คนหนึ่งรีบเข้ามาคารวะ

“ท่านเจ้าสำนัก ท่านเซี่ยมาถึงแล้วขอรับ”

ทุกคนในห้องหันไปพร้อมกัน

ศิษย์ผู้นั้นกล่าวต่อ

“เขาพาคนจากหมู่บ้านชิงลั่วมาด้วย บอกว่าหญิงชราผู้นั้นเป็นญาติของศิษย์ใหม่หลินเยว่ซี”

ใบรายงานในมือหลิงยวนหยุดนิ่ง

ส่วนเยว่ซีลุกขึ้นทันที

“ยายหวัง?”

Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • พันธนาการรักใต้เงากระบี่   บทที่ 67 — อย่าเปิดให้เสียงนั้น

    “นางบอกว่าครั้งนี้…หากข้าไม่ไป นางจะออกมาหาข้าเอง” เสิ่นซูเหอมองรอยประตูที่ศิษย์หนุ่มวาดบนโต๊ะ น้ำตรงส่วนอื่นเริ่มแห้งแล้ว แต่เส้นใต้ประตูยังเปียก ราวกับมีใครลากนิ้วซ้ำอยู่ตลอดเวลา ทั้งที่มือของเขาวางอยู่บนตัก นางเลื่อนถ้วยออกจากรอยนั้นอย่างสงบ “เจ้าชื่ออะไร” ชายหนุ่มกะพริบตา “หลิวอันขอรับ” “หลิวอัน มองข้า ตอนนี้เจ้าอยู่ที่ใด” “ชิงเสวียน” “ดี วางเท้าทั้งสองลงบนพื้น อย่ามองโต๊ะ” เขาทำตาม ทว่าดวงตายังเหลือบกลับไปหารอยน้ำ เสียงเคาะดังขึ้นสามครั้ง ก๊อก ก๊อก ก๊อก ผู้คุมหน้าประตูหันขวับ เสียงไม่ได้มาจากด้านนอก มันดังจากใต้โต๊ะ เสิ่นซูเหอกดกระดาษยันต์ลงเหนือรอยประตู แสงอ่อนสว่างขึ้นทันที เสียงเคาะขาดหายไป แต่หลิวอันกลับสะดุ้งสุดตัว “อย่าปิด!” เขาพุ่งมือไปหากระดาษ เสิ่นซูเหอจับข้อมือไว้ ผู้คุมเข้าช่วยประคองไหล่โดยไม่กดเขาลงกับพื้น ชายหนุ่มดิ้น หอบจนคำพูดแตกเป็นช่วง “ท่านแม่อยู่ข้างใน…นางกลัวความมืด…” เสิ่นซูเหอสั่งผู้คุมอีกคนทันที “เชิญท่านเจ้าสำนักกับโม่หลิงยวนมา นำของที่มีอาคมออกจากห้องข้างเคียง แล้วปิดทางเดินนี้” ใต้แผ่นยันต์ รอยน้ำค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นสีแดง ⸻ เยว่

  • พันธนาการรักใต้เงากระบี่   บทที่ 66 — วันนี้ข้านัดเจ้าไว้

    หลินเยว่ซีเพิ่งพบว่าการเดินลงเขาอาจยากกว่าการฝึกกระบี่โดยเฉพาะเมื่อโม่หลิงยวนจับมือนางมาตลอดทางศิษย์คู่แรกที่เดินสวนมาค้อมศีรษะตามปกติ คู่ถัดไปมองมือทั้งสองแล้วรีบก้มหน้า ส่วนคนสุดท้ายเดินผ่านไปแล้วถึงกับหันกลับมา จนเกือบชนต้นไม้ข้างทางเยว่ซีลองขยับนิ้วหลิงยวนก้มมอง“เจ็บหรือ”“มีคนมอง”เขาหันไปทางศิษย์ที่เพิ่งชนกิ่งไม้ คนผู้นั้นรีบยกแขนคารวะแล้วเดินเร็วกว่าเดิม“ตอนนี้ไม่มีแล้ว”เยว่ซีเม้มปาก“ท่านแก้ปัญหาเช่นนี้หรือ”“เจ้าต้องการให้ข้าปล่อย?”เขาคลายมือเล็กน้อย เปิดโอกาสให้นางดึงออกเยว่ซีกลับเป็นฝ่ายจับไว้หลิงยวนไม่ได้พูดอะไรอีกเพียงรอยยิ้มตรงมุมปากของเขาทำให้นางอยากเหยียบรองเท้าคู่นั้นสักครั้ง⸻เสี่ยวถังวิ่งมาถึงประตูสำนักพร้อมป้ายอนุญาตออกนอกเขตงานช่วงเช้าส่งต่อเรียบร้อยแล้ว นางขอลงตลาดในเวลาพักตามข้อกำหนดของหอวินัย จึงไม่ได้แอบหนีเวร แต่เหตุผลที่บอกผู้ดูแลมีเพียงซื้อด้ายกับของใช้จ้าวเฉิงมองตะกร้าในมือเพื่อน“เจ้าจะซื้อด้ายจริงหรือ”“จริง”“แล้วเหตุใดต้องเดินหลบหลังข้า”“ศิษย์พี่โม่ยังอยู่ข้างหน้า”จ้าวเฉิงถอนหายใจข้างกันมีศิษย์หนุ่มจากเรือนครัวติดมาด้วย เขามีหน้าที่ซื้

  • พันธนาการรักใต้เงากระบี่   บทที่ 65 — ราคาของคำตอบ

    “อย่าส่งหนังสือกลับฉางเยวี่ย”หานจิ้นพูดทันทีที่เจ้าสำนักชิงเสวียนเข้ามาในห้องสอบสวนแขนขวาของเขาถูกดามไว้ ห่วงผนึกปราณตรึงข้อมือทั้งสองกับโซ่บนโต๊ะ ใบหน้าที่เคยวางท่าสุภาพตอนผ่านด่านเหลือเพียงเหงื่อเย็นเจ้าสำนักนั่งลง“เจ้ากลัวผู้ใด”หานจิ้นเหลือบมองผู้จดคำให้การ ก่อนหันกลับมา“รองเจ้าสำนัก เฉินซู่”โม่หลิงยวนวางกระดาษที่พบในฝักกระบี่ตรงหน้าเขา“เขาสั่งให้เจ้ามาพบมู่เฉิงเจ๋อ?”“ใช่”“คำสั่งอยู่ที่ใด”“ข้าเผาแล้ว”“เช่นนั้นเริ่มจากสิ่งที่พิสูจน์ได้”หานจิ้นก้มมองข้อความด้านหลังกระดาษ ดวงตาหยุดตรงคำว่าเด็กสกุลหลิน“กระดาษนี้ข้าเขียนเอง แต่คำถามเป็นของเขา เขาต้องการรู้ว่าร่างของนางรับพลังต่างสายได้อย่างไร”หลิงยวนไม่ขยับ ทว่าสายตาเย็นลงจนหานจิ้นรีบพูดต่อ“ข้าไม่ได้รับคำสั่งให้จับนางในครั้งนี้!”“ครั้งนี้?”เสียงเจ้าสำนักทำให้เขาชะงักความเงียบยาวนานพอให้ได้ยินเสียงพู่กันลากผ่านกระดาษ“หากได้คำตอบ…เขาจะตัดสินใจอีกที”หลิงยวนเลื่อนบัญชีรายชื่อชาวบ้านไปทับคำร้อง“คนในบัญชีนี้ก็ถูกใช้หาคำตอบเดียวกันหรือ”หานจิ้นหลบตา“พวกเขามีเส้นปราณรับพลังได้มากกว่าคนธรรมดา ข้าเพียงตรวจว่า—”“หญิงคนหนึ่ง

  • พันธนาการรักใต้เงากระบี่   บทที่ 64 — ผู้มาเลือกคน

    “เขาไม่ได้มารักษา…เขามาเลือกคน”หลินเยว่ซีเลื่อนถาดออกจากมือหญิงบนเตียง ก่อนเศษถ้วยจะบาดนิ้วที่กำลังสั่นธงด้านนอกถูกม้วนเก็บแล้ว แต่หญิงผู้นั้นยังจ้องหน้าต่าง ราวกับคนที่นางหวาดกลัวกำลังยืนอยู่อีกฟากเยว่ซีขยับไปบังช่องหน้าต่าง“คนถือธงเป็นศิษย์ของชิงเสวียนเจ้าค่ะ เขาเพียงขนของผ่านไป”หญิงผู้นั้นหายใจติดขัด“ลายนั้น…ข้าจำได้”“ข้าจะให้คนเก็บไว้ ท่านไม่ต้องรีบเล่า”ศิษย์หอวินัยมาถึงพร้อมเสิ่นซูเหอ เยว่ซีจึงถอยให้ผู้รักษาตรวจชีพจร ส่วนผู้จดคำให้การนั่งลงห่างจากเตียง ไม่วางธงให้นางเห็นซ้ำผ่านไปครู่หนึ่ง หญิงผู้นั้นจึงยอมคลายมือจากผ้าห่ม“มันอยู่บนถุงใส่เข็มของเขา”“ท่านเห็นเขาทำอะไรบ้าง” เยว่ซีถาม“จับข้อมือเรา กดตรงคอ แล้วให้กลืนยา คนที่อาเจียนถูกแยกไปอีกห้อง”นางกลืนน้ำลายอย่างยากเย็น“ข้าอาเจียน เขากลับหัวเราะ บอกว่าคนเช่นข้าหาได้ยาก”ปลายพู่กันหยุดไปชั่วขณะ“ท่านจำลักษณะของเขาได้หรือไม่” ศิษย์หอวินัยถาม“ผอม ไว้เคราสั้น…นิ้วนางมือขวางอไม่สุด ตอนจับคางข้า เขาใช้สามนิ้ว”เยว่ซีมองมือของหญิงผู้นั้นซึ่งยกขึ้นเลียนท่า“เขาพูดชื่อหรือเรียกใครหรือไม่เจ้าคะ”“คนเฝ้าประตูเรียกเขาว่าผู้ดูแลห

  • พันธนาการรักใต้เงากระบี่   บทที่ 63 — ชีวิตที่เรียกคืนไม่ได้

    เข็มเล็กกดลงกลางแผ่นผนึกในห้องรักษาของสำนักชิงเสวียน ถานอันลืมตาโพลงลมหายใจขาดห้วง ร่างบนเตียงแอ่นขึ้นราวกับมีมือที่มองไม่เห็นกระชากจากข้างใน รอยอักขระใต้ชายโครงเปลี่ยนเป็นสีแดงเข้ม ก่อนเลือดจะซึมออกตามเส้นที่เคยแห้งแล้วเสิ่นซูเหอคว้าข้อมือเขาชีพจรเต้นเร็วขึ้นอย่างผิดปกติแล้วเสียงร้องจากห้องข้างกันก็ดังตามมาหนึ่งคนสองคนกระทั่งครบทั้งเจ็ดคนที่ถูกช่วยกลับมา“แจ้งเจ้าสำนัก ปิดเขตเรือนรักษา!”นางสั่งศิษย์หน้าประตู ก่อนดึงแผ่นผนึกกั้นปราณมาติดข้างเตียงแสงขาวกางขึ้นร่างถานอันหยุดกระตุกไปครู่หนึ่ง ทว่าเส้นแดงใต้ผิวกลับยิ่งชัดสิ่งที่อยู่ในตัวเขาไม่ได้พยายามหนีออกมาทางประตูมันกำลังถูกดึงผ่านรอยบนร่าง⸻โม่หลิงยวนออกจากห้องสอบสวนตั้งแต่เผยเหวินซูพูดจบคำเตือนถูกส่งล่วงหน้าไปแล้ว แต่เสียงระฆังจากเรือนรักษาดังขึ้นก่อนเขาจะไปถึงเมื่อก้าวผ่านประตู เขาเห็นเสิ่นซูเหอกำลังกดจุดบนไหล่ถานอัน ขณะที่อาจารย์ฉินย้ายจากเตียงหนึ่งไปอีกเตียงด้วยสีหน้าเคร่งเครียด“เจ็ดคนเกิดอาการพร้อมกัน” เสิ่นซูเหอบอกทันที “ผนึกข้างเตียงกันสิ่งภายนอกได้ แต่หยุดแรงดึงในรอยไม่ได้”หลิงยวนคุกเข่าข้างเตียงเขาไม่ได้เต

  • พันธนาการรักใต้เงากระบี่   บทที่ 62 — ก่อนเสียงสุดท้ายจะเงียบ

    “จุดรับของหมายเลขนี้อยู่ที่ใด”โม่หลิงยวนวางกระดาษกลับลงตรงหน้าเผยเหวินซูมือที่กำลังเลื่อนตามรหัสหยุดอยู่เหนือเลขสามตัว“เดิมเป็นลานพักเกวียนทางตะวันออกของคลอง แต่ข้าไม่อาจรับรองว่าพวกมันยังใช้ที่เดิม”หลิงยวนหันไปสั่งศิษย์หน้าประตู“แจ้งคนที่เฝ้าคลอง ให้ตรวจลานเกวียนและทางน้ำใกล้กัน ห้ามรอข้า”เมื่อศิษย์ออกไป เขาจึงกลับมาถามต่อ“ถ้าสถานที่ถูกเปลี่ยน คนขนส่งจะรู้ได้อย่างไร”เผยเหวินซูมองวงหมึกตรงมุมกระดาษ สีหน้ายังซีดอยู่“จะมีเครื่องหมายทิ้งไว้ที่จุดเดิม ใต้เสารับชายคาด้านที่หันเข้าถนน”“เครื่องหมายแบบใด”“สามขีดบอกให้ไปต่อ สองขีดให้รอ ถ้าเป็นวงกลม…”เขาหยุดไปครู่หนึ่งหลิงยวนรอโดยไม่เร่งคำถามซ้ำ“ให้ทำลายของที่พามา ณ จุดนั้น”ผู้จดบันทึกก้มหน้าลงเสียงพู่กันครูดกระดาษดังชัดในห้องเงียบหลิงยวนดึงแผนที่มาวาง“เขียนทุกทางออกที่เจ้าจำได้ แยกให้ชัดว่าเห็นเองหรือเพียงเคยได้ยิน”เผยเหวินซูรับพู่กันทันทีคราวนี้มือเขาเคลื่อนไหวเร็วกว่าเมื่อก่อน⸻ลานพักเกวียนอยู่ห่างจากถนนใหญ่เข้าไปในดงหลิวยามปกติ คนขับรถมักหยุดให้ม้ากินน้ำที่นั่นก่อนข้ามคลอง ทว่าคืนนี้กลับไม่มีตะเกียงแขวนอยู่แม้แต่ดวงเดี

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status