Masuk"แวะกินอะไร..."
"ขนมปังอยากกลับห้องค่ะ" "อืม" ถึงแม้จะใกล้เวลาอาหารกลางวันและท้องของฉันก็เริ่มรู้สึกหิวเพราะตลอดเวลาที่อยู่โรงพยาบาลไม่เคยกินไม่ตรงเวลาแม้แต่นาทีเดียว แต่ฉันอยากกลับไปให้ถึงห้องตัวเองโดยเร็วที่สุด ไม่อยากอยู่ใกล้เขานานไปกว่านี้ เพราะแอบกลัวใจตัวเองนั่นแหละ กลัวว่าจะเผลอใจอ่อนแล้วกลับไปวิ่งตามคนมีเจ้าของแล้วอย่างเขา ไม่เอาแล้วขอถอยดีกว่า... "จอดทำไมคะ" "ซื้อข้าว" "นั่งรอในรถ ห้ามดื้อ" คนเจ้ากี้เจ้าการหันมาจ้องมองดุเหมือนเจ้าร็อตไวเลอร์ที่ฉันเพิ่งนั่งดูคลิปสัตว์โลกหรรษากับเมจิเมื่อเช้าไม่มีผิดจนฉันต้องเบือนหน้าหนีหันไปมองออกนอกกระจกเม้มปากเข้าหากันกลั้นขำไม่ให้เขารู้ตัว เพราะถ้าเขารู้มีหวังฉันได้เป็นผีเฝ้ารถเขาแน่ รอจนเขาเปิดประตูลงจากรถเดินหายเข้าไปในร้านข้าว ฉันถึงได้ระเบิดเสียงหัวเราะออกมาดังลั่น ก่อนจะนึกสนุกหยิบโทรศัพท์ในกระเป๋ามาเปิดสมุดรายชื่อแล้วเลือกชื่อ 'พี่พาย' กดพิมพ์เปลี่ยนเป็น 'ร็อตไวเลอร์' ชื่อใหม่ของเขาที่ฉันตั้งให้และคิดว่าเหมาะสมกับเขาที่สุด อย่างไรเสียเขาก็ไม่มีวันรู้แน่ ฉันมั่นใจ "อะโวคาโดนมสดปั่น รองท้องไปก่อน" "..." ไม่ถึงยี่สิบนาทีประตูรถคันหรูก็ถูกเปิดออกมาพร้อมกับไอแดดจากอากาศด้านนอกอันแสนร้อนระอุและแก้วอะโวคาโดนมสดปั่นที่มือใหญ่ส่งมาให้ฉันรับไว้ก่อนที่จะละลายจนเสียรส ทำตากลมโตลุกวาวเป็นประกายทันทีเมื่อได้เห็นของโปรดแต่เพียงเสี้ยวนาทีเท่านั้น เพราะสายตาเหลือบไปเห็นหน้าผากกว้างของคนขี้ร้อนเต็มไปด้วยเม็ดเหงื่อ ดูน่าสงสารจนฉันใจแป้ว "อร่อย?" "อื้ม" "อื้ม อร่อยหรือไม่อร่อย" "..." ไม่อยากจะเชื่อเลยว่าคนที่ปากหนักถามคำตอบคำจะกลายเป็นคนช่างซักซ่างถามเหมือนฉันเมื่อก่อนไม่มีผิด เพราะงั้นตอนนี้ฉันขอเลียนแบบเขาสักหน่อยคงไม่ว่ากันหรอกนะ มือเล็กจับหลอดที่ส่วนปลายเป็นรูปช้อนตักทอปปิ้งเนื้ออะโวคาโดชิ้นพอดีคำกับอัลมอนด์สไลด์เข้าปากเคี้ยวอย่างอารมณ์ดีเพลินจนไม่ว่างคุยกับเขา "กินคนเดียว" "ไม่แบ่ง" "ขี้งก" เสียงทุ้มคอยพึมพำบ่นเหน็บราวกับว่าฉันจะไม่ได้ยิน ในทางตรงกันข้ามฉันกลับได้ยินตลอดทางรู้สึกเหมือนยานอนหลับที่ทำให้ตากลมโตค่อยๆ เคลิ้มหลับง่ายดายหรือจะเรียกว่าฉันหลับหนีก็ไม่ผิด มารู้ตัวอีกทีในตอนที่แก้มนุ่มๆ สัมผัสได้ถึงไออุ่นแผ่วเบาราวกับกลัวว่าผิวแก้มบางจะเป็นรอยจากอะไรบางอย่าง ฉันเองก็ไม่ค่อยแน่ใจเท่าไหร่ว่าสัมผัสนี้คืออะไรจนต้องพยายามปลุกตัวเองให้ลืมตาตื่นขึ้นมาหาคำตอบ แต่สิ่งที่น่าตกใจจนลืมสิ่งที่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อครู่ไปเสียสนิท ก็เพราะว่าเวลานี้ฉันนอนอยู่บนเตียงกว้างสีเข้มที่ไม่คุ้นตาเอาเสียเลยมีผ้าห่มผืนใหญ่ห่มให้พร้อมทำฉันรีบลุกขึ้นนั่งพยายามกวาดตามองไปรอบห้อง ก่อนสายตาสงสัยจะไปสะดุดกับคนตัวโตที่นั่งเหยียดขายาวในมือมีหน้าจอสี่เหลี่ยมหรูเหมือนกำลังดูอะไรบางอย่างอยู่ข้างๆ อย่าบอกนะว่า....! "ทำหน้าอะไร" "ที่นี่ที่ไหนคะ" "ห้องพี่" "แล้วทำไม..." "ปังไม่ยอมตื่น พี่หิวข้าวเลยขับรถกลับมาห้อง" ฉันไม่ได้นอนฝันอยู่หรือฟังผิดไปหรอกใช่ไหม ที่เขาบอกว่าปลุกฉันไม่ตื่น ไม่ใช่ว่าจงใจไม่ปลุกฉันมากกว่าหรอกเหรอ แต่เอ๊ะ! แล้วเขาจะทำอย่างนั้นเพื่ออะไรกันละจริงไหม "พี่ไปอุ่นข้าวให้" ในขณะที่ฉันกำลังพยายามสลัดความคิดที่มันรบกวนจิตใจมีตาคู่กลมยังจ้องมองเขาอย่างสงสัย มือใหญ่ก็วางจอสี่เหลี่ยมในมือลงบนโต๊ะข้างเตียง แล้วกลับมาบีบแก้มนุ่มของฉันเล่นราวกับว่าฉันเป็นตุ๊กตาอย่างไรอย่างนั้น ยิ่งทำให้ภาพในสมองกลับมาชัดมากขึ้นอีกครั้ง ชัดเจนจนใจเต้นระรัวไม่เป็นจังหวะทั้งที่ไม่ควรจะเป็นอย่างนั้น ตัดใจว่ายากแล้ว ห้ามใจตัวเองมันยากยิ่งกว่า... ฉันรอให้เขาเดินหายออกไปจากห้องที่แน่ชัดแล้วว่าเป็นห้องของเขา แอบกวาดตาสำรวจไปรอบๆ ห้องสีเข้มตามสไตล์ผู้ชายมาดเท่อีกครั้ง ก็แอบอยากเห็นรูปคู่ของเขากับแฟนนั่นละ แต่กลับไม่มีให้เห็นแม้แต่รูปเดียว แม้แต่รูปถ่ายของเขาก็ไม่มีเลยสักใบ ไม่ชอบถ่ายรูปข้อนี้ฉันพอจะรู้ แต่จะไม่ถ่ายรูปคู่กับแฟนเลย เป็นฉัน ฉันไม่ยอมหรอกนะ หรือจะเป็นคนอินโทรเวิร์ตเหมือนกันแต่จากที่ได้เจอกันวันนั้น ฉันว่า...ไม่น่าใช่ แกร๊ก! "ปังออกมากินข้าว" "ค่ะ" แต่ก่อนฉันจะออกไปตามที่เขาบอก แอบถือวิสาสะเข้าไปใช้ห้องน้ำส่วนตัวของเขาสักหน่อยอยากล้างหน้าและบ้วนปากให้ตัวเองรู้สึกสดชื่นขึ้นก่อนจะพาตัวเองเดินออกมาจากห้องนอนตรงไปหาเขาที่นั่งรออยู่ตรงโต๊ะอาหารอยู่ก่อน เป็นโต๊ะอาหารที่ติดกับกระจกบานใหญ่มองเห็นวิวสวนสาธารณะแบบหนึ่งร้อยแปดสิบองศาสวยมากๆ เชียวหละ และสิ่งที่เรียกความสนใจให้ฉันละสายตาจากวิวสวยๆ มาหยุดมองอยู่ตรงหน้าก็คือจานข้าวผัดอเมริกันที่มีทั้งน่องไก่ทอดชิ้นโต ไส้กรอกและไข่ดาวความสุกกำลังพอดีดูน่าอร่อยทำฉันแอบลอบกลืนน้ำลายด้วยความรู้สึกหิวเพราะเลยเวลาอาหารกลางวันมากว่าสองชั่วโมงแล้ว 'พี่ขอโทษครับ :) ' แต่นั่นก็ไม่ใช่สิ่งที่ทำให้ใจดวงน้อยสั่นไหวเท่ากับข้อความและรูปรอยยิ้มที่เขียนด้วยซอสมะเขือเทศตรงที่ว่างบนขอบจานสีขาว แน่นอนฉันจำได้ดีว่าเป็นลายมือของเขา จนเผลอเผยรอยยิ้มออกมาเบาเบาไม่กล้าแม้แต่จะช้อนตามองว่าคนที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามจะมีสีหน้าอย่างไร ก็คงจะทำหน้านิ่งหรือไม่ก็ทำคิ้วขมวดตามแบบฉบับบของเขานั่นแหละ ส่วนฉันทำเป็นหยิบช้อนส้อมมาตักข้าวผัดสีสวยชิมความอร่อยก่อนจะใช้ส้อมจิ้มไส้กรอกแล้วเลื่อนไปจิ้มซอสมะเขือเทศปาดละเลงข้อความจนไม่หลงเหลือตัวอักษรให้เห็นแล้วเอามาเข้าปากเคี้ยวจนแก้มป่องด้วยความรู้สึกที่ว่าไส้กรอกชิ้นนี้นั้นอร่อยเป็นพิเศษ ถ้าสั่งเดลิเวอรี่มาจะอร่อยแบบนี้ไหมนะ "อยากกินด้วย" ฉันมัวแต่เพลิดเพลินกับความอร่อยในจานและบรรยากาศสบายตานอกหน้าต่างจนลืมไปเลยว่ามีใครอีกคนนั่งร่วมโต๊ะอยู่ด้วย และที่สำคัญเขาคือเจ้าของห้องนี้ ทำฉันแก้เขินโดยการหันมาสบตาคู่คมพร้อมกับยิ้มเล็กน้อยอย่างเป็นมิตรไม่ได้ตั้งแง่ขีดเส้นคั่นกลางกับเขาเหมือนตลอดทั้งวันที่เป็นมา ก่อนจะใช้ส้อมจิ้มไส้กรอกแสนอร่อยที่เหลือเพียงชิ้นสุดท้ายในจานส่งไปให้เขาแทนคำขอบคุณ แต่ใครจะไปคิดว่าเขาจะเอื้อมมือมาจับมือของฉัน โน้มหน้าเข้ามาเล็กน้อยแล้วอ้าปากงับไส้กรอกให้กลายเป็นว่าฉันป้อนเขาไปโดยปริยาย "ทำไมทำแบบนี้คะ ไม่น่ารักเลยนะ" ถ้าแฟนเขารู้ฉันได้ตกเป็นผู้ต้องหากันพอดี "ตรงไหน" "ก็ตรงที่พี่พายมีแฟนอยู่แล้วยังไงละคะ" ยังจะมาทำสายตาเจ้าชู้ใส่คนอื่นอีก แย่! แย่มากๆ "ถ้าแฟนพี่พายรู้ จะมองขนมปังยังไง" "ส่องกระจก แล้วถามตัวเองดู" "ตลกเหรอคะ" ฉันกอดอกเชิดหน้าขึ้นถามเขาด้วยความโมโหที่เขาชอบเล่นกับความรู้สึกคนอื่นโดยไม่คิดถึงใครอีกคนที่เขาควรแคร์มากที่สุด ก่อนจะมาสะดุดกับคำพูดที่ฟังดูเหมือนทีเล่นทีจริงและแฝงความหมายอะไรบางอย่างชวนให้คิ้วเล็กผูกโบว์ทั้งสงสัยทั้งไม่สบอารมณ์ที่เขามาล้อเล่นกับความรู้สึกของฉันแบบนี้ "พี่พูดจริง" "ขนมปังจะโกรธจริงๆ แล้วนะ" โกรธแบบไม่ต้องรู้จักกันอีกเลย คอยดู! "ตั้งแต่วันนั้นพี่ไม่เคยมีใคร" "พี่ขอโทษครับ นับหนึ่งด้วยกันอีกครั้งนะ" "...""เลิกกี่โมง""สี่โมงเย็นค่ะ""ในตารางเลิกเที่ยง"สองสามวันมานี้เธอดูแปลกไปจนผมเองเริ่มเกิดความรู้สึกสงสัยว่าเธอกำลังปิดบังอะไรไว้ไม่อยากให้ผมรู้หรือเปล่า ทั้งที่รู้ดีว่าไม่ควรรู้สึกอย่างนั้น เรื่องของความคิดเป็นสิ่งที่ไม่อาจห้ามได้แต่ไม่ถึงขนาดที่ผมจะเอามาเป็นชนวนอารมณ์ให้ต้องทะเลาะกันจนเรื่องราวไปกันใหญ่"ก็ คือว่า...""สี่โมงพี่รอตรงนี้""ค่ะ"ฟอด"ปังไปก่อนนะ"รอฟังคำตอบที่เธอพยายามคิดหาเหตุผลมาบอกกันอยู่นาน เหลือบมองมือเล็กที่วางประสานบีบเข้าหากันแน่นบนตักดูประหม่าอย่างเห็นได้ชัด ไหนจะเสียงหวานอึกๆอักๆ กับสีหน้าคล้ายกังวลจนผมต้องเป็นฝ่ายตัดบทเสียเอง เลือกที่จะมารอรับกลับห้องพร้อมกันตามเวลาที่เธอบอก เพียงเท่านั้นก็ทำให้ใบหน้าที่กำลังจะร้องไห้เปลี่ยนเป็นสดใสได้ในพริบตายื่นหน้าเข้ามากดปลายจมูกเชิดรั้นหอมแก้มผมฟอดใหญ่อย่างออดอ้อนก่อนจะลงรถไปด้วยท่าทางลุกลี้ลุกลน ทำตาคู่คมมองตามแผ่นหลังบางจนลับสายตาหายเข้าไปในอาคารเรียนด้วยสายตาเกินคาดเดา เธอคงไม่รู้ว่าตัวเองโกหกไม่เก่งเลยสักนิดจนเผยพิรุธออกมาให้ผมจับสังเกตได้เต็มไปหมดkanom.pang🍞 : พี่มินิน ขนมปังถึงแล้วค่ะ(ข้อความถูกยกเลิก)ผมเลือก
รู้ว่าวันนี้เธอมีนัดกินข้าวกับเพื่อนตามประสาผู้หญิง ซึ่งแฟนอย่างผมก็เข้าใจไม่ตามไปให้เธอต้องรู้สึกอึดอัดจนคุยกับเพื่อนไม่สนุก แต่ถึงตัวไม่ไปผมก็ไม่ลืมที่จะดูแลเรื่องค่าใช้จ่ายถือโอกาสยื่นบัตรแบล็คการ์ดอีกใบที่แอบทำไวัให้เผื่ออยากได้กระเป๋าสักใบสองใบ เธอจะได้ชอปปิ้งอย่างสบายใจแต่ที่ทำให้ผมหงุดหงิดมากจนอยากจะจับมาฟาดก้นสักทีสองทีก็เพราะธอเล่นขาดการติดต่อไปนานหลายชั่วโมง โทรไปไม่รับ ส่งข้อความไปไม่ตอบจนผมเป็นห่วงคิดกังวลไปต่างๆ นานากลัวว่าเธอจะเกิดอุบัติเหตุหรือมีอันตรายอะไรเกิดขึ้นหรือเปล่า กระทั่งเห็นข้อความแจ้งเตือนการใช้บัตรแบล็คการ์ดผมถึงโล่งอกพอจะนั่งรออยู่ในรถอย่างใจเย็นได้บ้าง แต่ก็ไม่เย็นมากพอที่จะหายหงุดหงิดเพียงได้กินแซนวิชที่เธอป้อนไม่กี่คำ"...""ถ้าพี่พายไม่พูด ขนมปังไม่ง้อ"แล้วดูเอาเถอะ! ว่าเธอดื้อมากขนาดไหน พอเห็นว่าผมไม่หายโกรธ ปากเล็กๆ ก็เชิดขึ้นจนเกือบถึงปลายจมูกนั่งทำหน้างอนใส่ จนกระทั่งรถแล่นเข้ามาจอดในชั้นลานจอดรถของคอนโด คนแสนดื้อก็เปิดประตูลงจากฝั่งข้างคนขับรีบซอยเท้าเดินไปกดลิฟต์ไม่รอผมเดินไปพร้อมกันเหมือนทุกวัน"ไม่ง้อพี่ แล้วจะง้อใคร""ง้อใครก็ได้ค่ะ ขนมปังโต
"ไหนแกลองว่ามาซิ ทำไมถึงเบี้ยวนัดฉันได้""ก็..."เมื่อวันที่นัดกันไปเลี้ยงฉลองวันคล้ายวันเกิดของฉัน ทั้งๆ ที่นัดกันเป็นมั่นเป็นเหมาะแล้วแท้ๆ แต่สุดท้ายเพื่อนสนิทที่สุดของฉันกลับส่งข้อความมาบอกว่ามีธุระกระทันหันในตอนสามทุ่มและขอชดเชยเวลาให้โดยการพาฉันมาเลี้ยงปิ้งย่างวันนี้แทน"อื้ม ก็..."มีธุระฉันพอจะเข้าใจได้ แต่ที่ทำให้ฉันไม่สามารถปล่อยผ่านไปได้คือท่าทางอึกอักเหมือนเจอโจทย์ที่ยากมากดูพยายามคิดหาเหตุผลมาอธิบายให้ฉันฟังไม่ได้ ไหนจะสายตาเลิ่กลั่กพยายามซ่อนพิรุธไม่ให้ฉันสังเกตได้นั่นอีก ชวนให้ฉันนึกสนุกอยากจะแกล้งลองเป็นฝ่ายไล่ต้อนให้เพื่อนจนมุมดูบ้าง วางตะเกียบในมือแล้วเปลี่ยนมานั่งเท้าคางมองฝั่งตรงข้ามด้วยสายตากรุ่มกริ่มรอฟังคำตอบอย่างตั้งใจอย่างที่ฉันเคยเจอ ก็จากยัยเมจินี่แหละสนุกดีเหมือนกันนะ"โอเค ฉันยอมแล้วๆ"และในที่สุดธุระที่ว่าของยัยเมจิก็ถูกเล่าออกมาอย่างอัดอั้นจนฉันเองแทบจะฟังไม่ทันประติดประต่อเรื่องราวแทบไม่ถูก สรุปได้เพียงว่าสิ่งที่ยัยเมจิเจอไม่ต่างจากฉันมากนัก แต่ฉันอาจจะดีกว่าตรงที่คนขี้หวงพอจะมีเหตุผลอยู่บ้าง ถึงจะเป็นเหตุผลของเขาคนเดียวก็เถอะ!"ครั้งนี้ฉันจะยอมปล่อยแกไ
และแล้วก็ถึงวันที่ฉันได้ไปฉลองวันเกิดในสถานที่ที่ไม่เคยไปมาก่อนนั่นก็คือร้านเหล้า อยากจะลองไปดูสักครั้งอยากลองสัมผัสบรรยากาศที่ใครหลายคนพากันหลงใหลสักหน่อยอันที่จริงวันคล้ายวันเกิดของฉันล่วงเลยมาหลายวันแล้วนะ แต่เพราะว่าวันนั้นฉันโดนพิษไข้เล่นงานเสียก่อนพาให้ต้องเลื่อนนัดยัยเมจิมาเป็นวันนี้แทน จะวันไหนสำหรับฉันก็เหมือนกันนั่นแหละ ขอแค่มีเขาคุณแฟนของฉันและเพื่อนที่สนิทที่สุดมากินข้าวเป็นเพื่อนฉันก็สุขใจมากแล้ว"พี่พาย พี่พายเห็นเสื้อกล้ามสีดำของปังมั้ยคะ" ฉันจำได้ว่าเขาอาสาเอาไปส่งร้านซักรีดให้นี่นา ไม่ใช่ว่าทางร้านเอามาส่งแล้วหรอกเหรอ"ทิ้งไปแล้ว""ห๊ะ?""ตกใจอะไร""เอาเสื้อปังไปทิ้งทำไม""พี่ไม่ชอบ""แต่นั่นเสื้อปังนะ""เดี๋ยวพี่ซื้อให้ใหม่"ฉันไม่ได้ฟังผิดไปหรอกใช่ไหม อยู่อยู่คนที่กำลังนั่งอ่านหนังสือการ์ตูนตอนนี้บอกว่าตัวเองเป็นคนเอาเสื้อผ้าของฉันไปทิ้งหน้าตาเฉย เขาทำอย่างนี้ได้อย่างไรกัน เหลือจะเชื่อเขาเลย!แล้ววันนี้ฉันจะใส่ชุดอะไรไปกันละ ในเมื่อตู้เสื้อผ้าของฉันตอนนี้เหลือเพียงชุดเดรสน่ารักๆ และเสื้อยืดกับกางเกงขายาวที่เหมาะกับการใส่ไปทำบุญที่วัดมากกว่า ไม่หลงเหลือเสื้อที่เข้าก
กว่าสองชั่วโมงพายุลูกใหญ่ถึงจะสงบลง เป็นผมที่ใจดีปล่อยให้คนอ่อนแรงนอนพักเพราะไม่อยากให้เธอตื่นตกใจกับสัมผัสของผมจนไม่อนุญาตให้มีครั้งต่อไปเกิดขึ้นอีก ซึ่งนั่นเป็นเรื่องที่ผมจะไม่ยอมและยอมไม่ได้เด็ดขาดค่อยๆ ช้อนตัวเธอเดินเข้าห้องนอน วางร่างบางลงบนเตียงกว้างให้เธอได้นอนพักสบายๆ ส่วนผมพาตัวเองไปหาผ้าขนหนูชุบน้ำแล้วออกมาหย่อนตัวนั่งลงข้างๆ ค่อยๆ เช็ดผิวสีชมพูอย่างทะนุถนอมจนทั่วไม่เหลือความเหนียวเหนอะหนะให้เธอรู้สึกไม่สบายตัว ก่อนจะกลับไปจัดการตัวเองในห้องน้ำบ้างแล้วกลับออกมาล้มตัวนอนลงข้างๆ ดึงเอวบางเข้ามานอนหนุนแขนในอ้อมกอดหลับตาลงตามเธอเข้าไปในความฝัน"..."จนกระทั่งแผงอกสัมผัสได้ถึงอุณหภูมิอันร้อนระอุที่ค่อยๆ สูงขึ้นปลุกให้ผมลืมตาตื่นขึ้นมาในช่วงสาย เวลานี้ผิวขาวอมชมพูของคนในอ้อมกอดเปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำคิ้วเรียวเล็กผูกกันเป็นปมแน่นราวกับกำลังฝันร้ายอย่างไรอย่างนั้น ให้ผมต้องรีบลุกไปหาอุปกรณ์เช็ดตัวและเจลลดไข้มาวางบนหน้าผากมนด้วยความร้อนใจ คอยเช็ดตัวไม่ห่างให้อุณหภูมิที่สูงค่อยๆ ลดจนเย็นลง ให้คิ้วที่ผูกเป็นโบว์ค่อยๆ คลายออกปมออกให้ผมรู้สึกโล่งใจที่เธอต้องนอนซมอย่างนี้ ส่วนหนึ่งก็มาจากผม
"อื้อ..."บทลงโทษเริ่มขึ้นทันทีทั้งที่ประตูห้องยังไม่ทันปิดลงสนิท มือใหญ่ก็คว้าคอระหงส์เข้ามารับการลงโทษบทแรกที่เธอจะได้รับในคืนนี้โทษฐานที่กล้าพูดจาไม่เข้าหูเพียงเพราะอยากจะแกล้งให้ผมหัวร้อนและเธอทำสำเร็จ อยากจะแกล้งกันอย่างไรก็ได้ผมไม่ว่า แต่การบอกว่ามีคนอื่นเพียงแค่ได้ยินสั้นๆ สมองของผมก็แทบระเบิด ยังดีที่รู้จักยอมรับผิด แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าโทษของเธอจะลดน้อยลงไป ทำผิดคือทำผิด ทำผิดก็ต้องได้รับการลงโทษจะได้ไ่ม่มีครั้งที่สองหรือครั้งต่อไปเกิดขึ้นสัมผัสรุนแรงในคราแรกเริ่มแปรเปลี่ยนเป็นความนุ่มนวลที่ผมอยากชวนให้เธอลุ่มหลงไปพร้อมกัน ปากได้รูปละเมียดชิมกลีบปากบางซ้ำๆ แอบขบกัดเบาเบาสลับกันไปมาอยากจัดการต้นเหตุที่กล้าอวดเก่งทำให้อารมณ์ของผมขุ่นมัวได้ขนาดนี้ ร่างเล็กถูกต้อนให้ถอยร่นจากหน้าชั้นวางรองเท้าไปตามโถงทางเดินสั้นๆ โดยที่ริมฝีปากของผมและเธอยังไม่ผละออกจากกัน เป็นผมที่ไม่ยอมปล่อยแม้เสียงเล็กจะคอยร้องประท้วงเพื่อขออากาศหายใจ ทุกเคลื่อนไหวที่ขยับเต็มไปด้วยความเอาแต่ใจคอยกวาดต้อนพาสองขาเรียวอ่อนระทวยจนแผ่นหลังบางสัมผัสกับความนุ่มของโซฟาในห้องนั่งเล่น แรงกดจูบเพิ่มระดับความโหยหาจ







