LOGINเสียงบรรเลงเพลงและเสียงเป่าปี่ค่อย ๆ ปลุกหลินเซียนให้ตื่นขึ้นมา และนางกำลังงุนงงไม่น้อยที่พบว่า ตนเองที่ควรตายไปแล้วกำลังนั่งอยู่ในเกี้ยวเจ้าสาว
“โอ๊ย” เสียงร้องของหญิงสาวที่เผลอยกมือขึ้นจะเปิดผ้าคลุมหน้า กลับไปเกี่ยวกับเครื่องประดับและมงกุฎหงส์เข้าอย่างจัง ทำให้แม่สื่อที่เดินอยู่ข้างเกี้ยวต้องเอ่ยถาม “เป็นอะไรหรือเจ้าคะว่าที่พระชายา” หลินเซียนที่ยังจับต้นชนปลายไม่ถูกไม่รู้ว่าควรตอบอะไร มิใช่ว่านางถูกหยางเกิงฆ่าไปแล้วหรือ? กลิ่นเลือดยังคละคลุ้งอยู่ในปาก หญิงสาวคิดก่อนจะยกมือขึ้นแตะ มิใช่เพียงความรู้สึกแต่นางกระอักเลือดจริง ๆ ทว่าเพราะชุดมงคลเป็นสีแดงจึงไม่ทันได้สังเกตเห็น “นี่มัน เกิดเรื่องใดขึ้นกันแน่” หลินเซียนอยากจะตะโกนบอกว่าหยุดออกไป แต่ความรู้สึกกลับบอกให้นางอย่าเพิ่งทำอะไรและทำเพียงดูลาดเลาไปก่อน เพราะสิ่งที่จำได้เป็นอย่างสุดท้ายคือนางนั้นตายไปแล้ว “ถึงจวนเฉินอ๋องแล้ว” เสียงของแม่สื่อบอกกับนาง ก่อนพิธีทุกอย่างจะเริ่มดำเนินต่อไป หลินเซียนได้ยินเสียงเตะเกี้ยว และเสียงแม่สื่อบอกลำดับขั้นตอนการเข้าพิธีต่าง ๆ แต่นางก็ยังสงสัยอยู่ดีว่า ทั้งหมดนี้สวรรค์กำลังเล่นตลกอะไรกับนาง หลังจากผ่านพิธีมงคลทุกขั้นตอนจนเสร็จสิ้น หญิงสาวก็มานั่งมึนงงอยู่ในห้องหอ สิ่งแรกที่รับรู้คือนางอยู่เพียงลำพัง ดังนั้น หลินเซียนจึงเปิดผ้าคลุมหน้าของนางออกและเดินไปที่หน้าคันฉ่อง ก่อนจะต้องร้องอุทานออกมา “นี่มันผู้ใดกัน!” ทว่าเสียงกุกกักที่หน้าประตูทำให้นางต้องรีบคลุมผ้าและกลับไปนั่งรอที่เตียงบ่าวสาว แต่ก็ไม่อาจห้ามไม่ให้ใจเต้นแรงได้ เพียงแต่...ไม่ใช่เพราะความตื่นเต้น แต่เพราะความตื่นกลัวและความกังวลต่างหาก หลินเซียนไม่ได้หลงตัวเองแต่นางนั้นถือได้ว่าเป็นสตรีงามผู้หนึ่ง ทว่าใบหน้าของนางที่เห็นเมื่อครู่ นางไม่เคยเห็นผู้ใดงดงามถึงเพียงนี้มาก่อนเลยในชีวิต แต่เสียงของนางกำนัลก็ทำให้หญิงสาวหยุดคิดฟุ้งซ่านแล้วฟังอีกฝ่าย “พระชายา...คืนนี้ท่านอ๋องคงไม่เสด็จมาแล้วเพคะ จะเปลี่ยนชุดเลยหรือไม่เพคะ ข้าจะได้ช่วย” หลินเซียนได้ยินเช่นนั้นก็เอื้อมมือไปดึงผ้าคลุมหน้าออกก่อนจะโยนมันลงพื้นอย่างไม่ใส่ใจจนนางกำนัลเดินตามไปเก็บแทบไม่ทัน “ท่านอ๋อง” หญิงสาวเผลอพึมพำกับตนเองเมื่อกำลังสงสัยว่า คนที่นางกำลังคุยด้วยกำลังพูดถึงผู้ใดกันแน่ แต่นางกำนัลคงนึกว่านางถามว่าอีกฝ่ายอยู่ที่ไหนกระมัง “คือว่า...ท่านอ๋องเสด็จไปเรือนของชายารองเพคะ” ท่าทางระมัดระวังยามเอ่ยตอบและการหลบสายตาของนางกำนัล ทำให้หลินเซียนรู้สึกเป็นกังวลขึ้นมา อันที่จริงนางก็ไม่ได้อยากถามเพื่อให้อายตัวเองนัก คืนเข้าหอ แต่นางก็ไม่รู้ว่าพระสวามีอยู่ที่ไหน แต่ไหน ๆ ก็ไหน ๆ แล้ว หากอีกฝ่ายบอกมาก็คงดี นางจะได้รู้ว่าตนเองอยู่ในฐานะใด เพราะถึงแม้จะไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับเรื่องทั้งหมดนี้ แต่ดูจากการต้อนรับชายาใหม่เยี่ยงนี้ ไม่มีผู้ใดกล่าวแต่นางย่อมรู้อยู่แก่ใจว่า ชีวิตของนางในจวนอ๋องแห่งนี้คงจะต้องลำบากแล้ว และคงลำบากยิ่งกว่าเดิม เมื่อตอนนี้นางไม่รู้ว่าตนเองคือผู้ใดด้วยซ้ำ หลินเซียนนั่งมองใบหน้าสวยพลางหยิบปิ่นและเครื่องประดับต่าง ๆ ออกก่อนจะถอนหายใจอีกครั้งเมื่อมองไปรอบ ๆ ห้องแต่กลับจำไม่ได้อยู่ดีว่าตอนนี้นางอยู่ที่ไหน ทว่า...ท่านอ๋องเช่นนั้นหรือ? หากกล่าวถึงแคว้นจ้าว ช่วงนี้ท่านอ๋องที่ทุกคนน่าจะรู้จักก็คงเป็นเฉินอ๋องกระมัง แต่อีกฝ่ายดูจะไม่ใช่คนที่มีนิสัยเช่นนี้ แม้หลินเซียนจะไม่เคยได้พบเห็นพระองค์ แต่จากนิสัยที่ทุกคนเล่าลือกัน ก็ไม่มีผู้ใดคาดคิดว่า เฉินอ๋องจะรับชายารองก่อนชายาเอก อีกอย่างตามความทรงจำของนาง ตอนนี้อีกฝ่ายยังไม่มีชายารองไม่ใช่หรือ หากชายารองที่ว่าคืออนุภรรยาหรือนางอุ่นเตียง นางก็พอเข้าใจได้ “พระชายาจะอาบน้ำเลยหรือไม่เพคะ ข้าจะได้เตรียมให้” หลินเซียนที่กำลังค่อย ๆ ปลดเครื่องประดับลงวางบนโต๊ะที่ตั้งคันฉ่องพยักหน้า ยิ่งนางคิดก็คล้ายจะนึกอะไรบางอย่างออก แต่มันกลับไม่ได้เป็นความทรงจำของตัวนางเอง... อยู่ ๆ หญิงสาวก็แทบทรุดเมื่อความทรงจำตลอดทั้งชีวิตของจูจื่อหรานหลั่งไหลเข้ามาในห้วงความคิด แต่เรื่องที่หลินเซียนตกใจที่สุดก็คือวันเวลาที่ผ่านมาต่างหาก ตอนนี้เป็นรัชศกเหวินเจิ้งที่สิบสี่ นางหวนคิดแล้วก็ต้องขมวดคิ้ว เป็นเพราะตอนที่เกิดเรื่องกับตระกูลฟางของนางยังเป็นรัชศกเหวินเจิ้งปีที่เก้าอยู่เลย “นี่ผ่านมาห้าปีแล้วอย่างนั้นหรือ” หญิงสาวบ่นกับตนเองเบา ๆ ไม่เพียงเท่านั้น เฉินอ๋องพระอนุชาของฮ่องเต้ที่นางคิดว่าเป็นบุรุษที่น่ายกย่องกลับทำตัวราวกับคุณชายเสเพล รับอนุภรรยาก่อนชายาเอก แม้ตำแหน่งอนุภรรยาที่ว่าจะมีฐานะเป็นชายารองแต่อย่างไรก็คือการแต่งเมียรองก่อนเมียเอก ช่างเป็นการกระทำที่ไม่สมบุรุษเอาเสียเลย อีกทั้งวันนี้เฉินอ๋องก็ยังไปขลุกอยู่กับหลี่ซุนรั่วทั้ง ๆ ที่เป็นวันรับพระชายาเข้าจวนแท้ ๆ แม้แต่ผ้าคลุมหรือสุรามงคลก็มิได้ดื่มด้วยซ้ำเขาไม่กล้านำเอาของต่างหน้าของ ‘คนที่เคยรัก’ ไปไว้ในเรือนชายา ถึงจะรู้สึกผิด แต่เขาก็ทราบดีว่านี่คือรักข้างเดียว มิหนำซ้ำอีกฝ่ายก็ไม่อยู่แล้ว หากยังยื้อเวลา เสด็จพี่ชายของเขาก็จะสงสัยที่เขาไม่ยอมรับชายาที่พระองค์เลือกให้“อย่างไรใจของข้าก็ยังเป็นของเจ้า” ชายหนุ่มหันหลังกลับ พลันเดินไปยังเรือนซิ่งฮวา นี่ไม่ใช่เรื่องที่ฝืนใจ หากเป็นหลี่ซูรั่วนั่นก็อีกเรื่อง แต่สำหรับจูจื่อหรานมันต่างออกไป“ท่านอ๋อง…จะเสด็จมาทั้งที เหตุใดถึงไม่ให้คนมาแจ้งเล่าเพคะ” หลินเซียนกำลังทำตัวไม่ถูก ยามนี้นางอยู่ในอาภรณ์ที่พร้อมจะเข้านอนแล้ว ไม่เหมาะจะรับแขกเป็นอย่างยิ่ง“เจ้าเป็นชายาข้ามิใช่หรือ ข้าก็เพียงแต่มาทำหน้าที่สวามีที่ดี” ข้าวของที่ชายหนุ่มเตรียมมาถูกนำเข้ามาในห้อง ไป่ฮวาถูกสายตาของท่านอ๋องไล่ทางอ้อมให้ออกไปโดยไม่เอ่ยสิ่งใด“ที่นี่...มันเกินไปจริง ๆ เอาเถิด ไว้เราจะให้คนมาจัดการ หรือจริง ๆ แล้ว เจ้าจะจัดการเองเมื่อได้ถือบัญชีของจวนมาแล้วก็ย่อมได้ คงอีกไม่กี่วันหรอก”หลินเซียนรับฟังอย่างเป็นกังวล นางไม่เคยรู้สึกกังวลเช่นนี้มาก่อน แต่ยังไม่ทันได้คิดหรือทำอะไรให้มากความ ผ้าคลุมสีแดงก็ถูกคลุมลงมาบนใบหน้าสวยอี
วันถัดมาหลินเซียนในร่างของจูจื่อหรานเดินตรงไปยังเรือนหลักของเฉินอ๋องพร้อมน้ำแกงในมือ ไม่มีผู้ใดห้ามหญิงสาว หนึ่งนั่นเพราะนางคือพระชายาอ๋อง สองคือเรื่องเช่นนี้เกิดขึ้นทุกเช้า มิใช่ว่านางกำนัลทุกคนจะรู้ว่าในยามนี้ท่านอ๋องมิได้ประทับอยู่ในเรือน การที่หลินเซียนทำเช่นนี้เพราะตลอดหลายวันที่ผ่านมา นางสังเกตเห็นรูปภาพสำคัญรูปหนึ่งที่มันเคยเป็นของบิดานาง หญิงสาวก้าวเข้ามาในเรือนหลักที่มิได้มีคนเดินกันพลุกพล่านเหมือนเรือนอื่น ๆ นั่นก็เพราะท่านอ๋องมิชอบให้ผู้ใดเข้ามายุ่งวุ่นวายมากนัก หลินเซียนเดินประคองถ้วยน้ำแกงไปไว้ที่โต๊ะของท่านอ๋องก่อนจะเดินผ่านโต๊ะทรงงานไปยังด้านหลัง...ที่มีรูปของบิดานางอยู่ หญิงสาวมองซ้ายแลขวาอย่างกังวล นางกลัวว่าผู้ใดจะมาพบเข้า น้ำแกงนั้นใช้เป็นข้ออ้างได้รวมถึงนางจะแสร้งทำเป็นลืมว่า วันนี้ท่านอ๋องมิได้เรียกให้เข้าพบ ทุกอย่างก็เพื่อสิ่งที่ซ่อนเอาไว้ในช่องซ่อนหลังรูปนี้ก็เท่านั้น แม้จะคาดหวังว่ามันอาจเป็นหลักฐานที่ทำให้ทั้งครอบครัวของนางต้องตาย แต่เพียงเอื้อมมือไปหมายจะแตะรูป เสียงทุ้มทรงอำนาจก็ตะโกนลั่นจนหญิงสาวเข่าแทบทรุด “เจ้าคิดจะทำอะไร!” “ท่านอ๋อง...หม่อมฉันมิไ
“หม่อมฉันไม่รู้ว่าพระองค์ให้หม่อมฉันมาทำอะไรที่นี่ จึงยืนมองอยู่เช่นนี้เพคะ” อ๋องหนุ่มเลิกคิ้วอย่างแปลกใจ ไม่มีผู้ใดกล้าต่อปากต่อคำกับเขามานานแล้ว พระชายานี่ช่างใจกล้ายิ่งนัก“และหม่อมฉันก็ยังมีเรื่องสงสัย เหตุใดเรื่องนี้ถึงกลายเป็นหม่อมฉันที่โดนทำโทษ”เฟยหลงถอนหายใจ “เราไม่ได้ทำโทษ”หญิงสาวยิ้มเยาะ “แต่ก็เข้าข้างชายารอง หม่อมฉันรู้ดีว่าตนเองมาทีหลัง แต่ว่าพระองค์จะไม่ลำเอียงไปหน่อยหรือเพคะ หรือต้องให้หม่อมฉันพูดออกไปว่า เรือนของพระชายานั้นแย่ยิ่งกว่าเรือนของชายารองหรือแม้แต่อนุภรรยาเสียอีก” ฟังมาถึงคำสุดท้าย เฉินอ๋องกลับรู้สึกคิดผิดที่ไม่สั่งทำโทษทั้งสองให้หมดเรื่องหมดราวไปเมื่อคิดได้อย่างนั้นก็มองไปที่ชายาปากกล้า แม้จื่อหรานจะไม่ผิด แต่การที่นางเอ่ยวาจาเช่นนี้กับเขาก็เหมือนจะเข้าทางพอดี “คุกเข่า!”หลินเซียนที่อยู่ในร่างจื่อหรานมองหน้าอีกฝ่าย “พระองค์ทำโทษหม่อมฉันเพียงเพราะหม่อมฉันเอ่ยถึงชายารองหรือเพคะ”เฉินอ๋องยิ้ม เขาไม่จำเป็นต้องอธิบายการกระทำอยู่แล้ว ทำเพียงกล่าวหน้าตายว่า “เรื่องเรือนของเจ้ากับอาหารการกิน ต่อไปเราจะให้คนของเราช่วยดูแล” เขารู้ดีเรื่องที่ซุนรั่วไม่ยอมปฏิบัติตามค
หลังจากผ่านไปถึงสองชั่วยาม หลินเซียนในร่างของจื่อหรานก็ลุกขึ้นบิดขี้เกียจเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยพูดกับซุนรั่วที่แทบจะเป็นลมไปแล้วว่า “อันที่จริงข้าก็ยังไม่ใคร่พอใจสักเท่าไร เพียงแต่เริ่มจะหิวขึ้นมาแล้ว เมื่อเช้ายังไม่ทันได้กินอะไรกลับเกิดเรื่องเสียก่อน เอาเถิด เจ้าก็พอเท่านี้ แต่หากพรุ่งนี้ยังไม่ไปคารวะข้าตอนเช้าอีก ข้าก็ไม่เหนื่อยหากจะต้องเดินมาที่นี่” ยังไม่ทันที่สตรีผู้ได้ชื่อว่า พระชายาแห่งจวนอ๋องจะก้าวออกจากเรือนหลันฮวา เสียงกรีดร้องของชายารองก็ดังกึกก้องขึ้นมาเสียก่อน ไป่ฮวาที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ถึงกับสะดุ้งสุดตัว ทว่าในใจหลินเซียนกลับไม่หวาดกลัวแม้แต่น้อย “พระชายาเพคะ หากนางนำเรื่องนี้ไปฟ้องท่านอ๋อง ท่านจะทำเช่นไรเพคะ” จริง ๆ แล้วนางก็ไม่แน่ใจนักว่าท่านอ๋องรักซุนรั่วมากเพียงใด ทว่าจากคำสั่งที่ราชองครักษ์ผู้นั้นถือมา ท่านอ๋องคงไม่ได้หลงใหลนางถึงขั้นมองผิดเป็นถูกหรือหลงสตรีจนไม่ลืมหูลืมตา อันที่จริงนางออกจะผิดหวังอยู่ไม่น้อยกับการวางเฉยของท่านอ๋อง พระองค์เป็นถึงพระอนุชาของฮ่องเต้ ทั้งยังเป็นองค์ชายที่อดีตฮ่องเต้ทรงโปรดมิใช่น้อย ถึงได้ประทานเมืองตงหยางให้เป็นศักดินา ทั้ง ๆ ที่เมืองนี
ไม่ว่าจะอนุภรรยาหรือนางกำนัล ล้วนไม่มีผู้ใดกล้าต่อกรกับนาง เพราะนางเป็นชายารองของเขา และยังได้ชื่อว่าเป็นภรรยาที่เขาลุ่มหลงและโปรดปรานเป็นที่สุด ตามหลักแล้ว เขาควรจะเรียกซุนรั่วมาสั่งสอนแต่เพราะมี ‘บางสิ่ง’ ที่เขาต้องการจากนางจึงต้องยอมหลับตาข้างเดียว “ตัดเบี้ยหวัดของคนครัวทั้งหมด และให้เรือนซิ่งฮวาเปิดครัวร้อนเองได้ เพิ่มเบี้ยหวัดให้นางด้วย” “แม้ท่านอ๋องจะสั่งการเช่นนี้ แต่ข้ากลับมองว่าไม่อาจเปลี่ยนแปลงสิ่งใดได้พ่ะย่ะค่ะ บัญชีของจวนท่านอ๋องตอนนี้พระชายารองถือครองอยู่ แม้ตามหลักแล้ว ควรจะเป็นพระชายา...” เฉินอ๋องปรายตามองคนของตนตาขวาง แต่องครักษ์คู่ใจกลับเอ่ยต่อ “พระองค์ทำเช่นนี้ ผู้คนจะครหาเอาได้นะพ่ะย่ะค่ะ” นิ้วทั้งสองถูกยกขึ้นมานวดขมับ นางมาเพียงวันเดียวก็ทำให้เขาปวดหัวเสียแล้ว...จูจื่อหราน ไหนผู้คนบอกว่าเจ้าเป็นสตรียอมคนไม่มีปากไม่มีเสียงอย่างไรเล่า อีกด้านหนึ่ง หลินเซียนในร่างของจื่อหรานก็เฝ้ารอการกลับมาของไป่ฮวาอย่างใจจดใจจ่อ “เป็นอย่างไรบ้าง” หญิงสาวถามทันทีที่อีกฝ่ายเดินมาถึง “นำไปให้ท่านอ๋องแล้วเพคะ” จื่อหรานยิ้ม “เช่นนั้นก็ดี เจ้าไปเรือนของหลี่ซุนรั่วกับข้า” “วะ-ว่า
“หามิได้เพคะ ข้าคือนางในวังหลัง เพียงแต่เคยเห็นท่านอัครมหาเสนาบดีพร้อมคุณหนูซูและบุตรเขยอย่างใต้เท้าหลี่เข้าเฝ้าฮองเฮา ปกติขุนนางมิอาจย่างเท้าเข้าสู่วังหลัง แต่ใต้เท้าซูเป็นพี่ชายของฮองเฮา จึงได้พบกันหลายครั้ง” นางกำนัลไป่ยังพูดไปเรื่อย ๆ โดยไม่ทันสังเกตสีหน้าเจ้านายเลยแม้แต่น้อย“สุขสบายกันยิ่งนัก พอ...ข้าอาบพอแล้ว” ไป่ฮวาสะดุ้งตกใจเพราะไม่รู้ว่าตัวนางทำอะไรผิดอีกหรือไม่“แต่ว่า...”“ไปเตรียมชุดมาเถิด ข้าจะเข้านอนแล้ว พรุ่งนี้ยังมีเรื่องต้องทำอีกมาก”ใช่ นางยังต้องมีอะไรให้ทำอีกมากในฐานะของจูจื่อหรานก่อนหน้านี้ หลินเซียนก็เป็นเพียงสตรีใสซื่อเช่นเดียวกับจูจื่อหราน เพราะเหตุนี้ ทั้งนางและอีกฝ่ายจึงล้วนตายอย่างง่ายดาย ไม่อาจทราบได้ว่าจูจื่อหรานตัวจริงไปอยู่ที่ใดแล้ว แต่คงสิ้นใจไปแล้วกระมัง มิฉะนั้นคงไม่อาจมีผู้ใดมาแทนที่ได้เช่นนี้ หลินเซียนครุ่นคิดวนเวียน ทั้งความทรงจำของตนเองและความทรงจำที่ได้รับรู้จากแม่นางจื่อหรานและสิ่งที่ทำให้หญิงสาวซึ่งเกือบจะเคลิ้มหลับเบิกตากว้างในความมืด คือความก้าวหน้าของพวกคนชั่วที่ทำร้ายและทำลายครอบครัวของนางบุรุษชั่วแซ่หลี่ได้เป็นบุตรเขยของอัครมหาเสนาบดี







