LOGINซูเจินจูที่คุยกับฮูหยินรองจนหมดแรงเดินกลับมาที่เรือนก็เห็นว่าสี่เสวี่ยเตรียมข้าวของไว้เรียบร้อยแล้ว และยังไม่ลืมที่จะเตรียมเบาะรองนั่งอย่างดีไว้ให้นางถึงสี่ใบ
“คุณหนูของที่ต้องเตรียมจากที่เรือนนี้ บ่าวเตรียมครบแล้วเจ้าค่ะ แต่ที่บ้านของคุณหนูไม่มีทั้งเครื่องเรือนแล้วครื่องครัว คุณหนูจะอยู่ลำบากเกินไปหรือไม่เจ้าคะ”
“พรุ่งนี้ระหว่างทางก็แวะร้านค้าในตำบลเสียหน่อย ซื้อเครื่องนอนสองชุด ตะเกียงสี่ชุด เครื่องครัวก็ตามที่เจ้าเห็นสมควร ข้าวสาร ธัญพืชอีกเล็กน้อย แล้วก็แวะร้านยาเสียหน่อย ซื้อพวกยาทากันแมลง บ้านติดเขาเช่นนั้นไม่รู้ว่ามีแมลงเยอะหรือไม่ อ่อ เจ้าเอากริชเงินของข้าติดตัวไว้ ไว้คราวหน้าข้าจะซื้อมีดสั้นให้ พกง่ายและน้ำหนักเบากว่ากริชเงินเล่มนี้มากนัก”
“ได้เจ้าค่ะคุณหนู บ่าวเตรียมน้ำไว้แล้ว คุณหนูรีบอาบน้ำเถอะเจ้าค่ะ พรุ่งนี้ต้องเดินทางแต่เช้า”
สี่เสวี่ยปรนนิบัติซูเจินจูอาบน้ำ สระผม ส่งซูเจินจูเข้านอนเสร็จแล้ว ก็กลับมานับเงินในหีบอีกรอบ ก่อนจะเข้านอนอย่างมีความสุข
เช้าวันต่อมาซูเจินจูและสี่เสวี่ยออกจากบ้านตั้งแต่ต้นยามเฉิน วันนี้ซูเจินจูนอนบนเบาะรองนั่งอย่างดีที่ซ้อนไว้สองชั้น ก่อนออกจากเมืองซูเจินจูแวะซื้อขนมร้านเสี่ยวซือกวงสองกล่อง รถม้าเคลื่อนตัวออกจากอำเภอเหอ ผ่านตำบลจี๋หลง ไปถึงตำบลจางหนานก็หยุดพักเพื่อให้พวกนางลงไปซื้อของใช้
ที่นอน หมอน ผ้าห่ม อย่างละสองชุด ตะเกียงสี่อัน ถ้วย ชาม ตะเกียบ หม้อ ไห ถ่าน ของใช้เล็กๆน้อยๆ ข้าวสารอย่างดีสี่จิน แป้งสาลีห้าจิน น้ำตาลทรายกับเกลืออย่างละหนึ่งจิน เครื่องปรุงรสขวดเล็กๆสองสามขวด มันหมูหนึ่งจิน เนื้อแดงสองจิน ถูกลำเลียงขึ้นเกวียนเทียมวัวที่จ้างมาใหม่ ของใช้ต่างๆก็เป็นเพียงของธรรมดา ของกินก็ซื้อสำหรับแค่สามวัน ทั้งหมดราคาสามตำลึง
“เราซื้อของมากมาย เหตุใดราคาเพียงสามตำลึงเล่า”
“สามตำลึงสำหรับชาวบ้านก็ถือว่าแพงแล้วเจ้าค่ะ ที่นอนผ้าห่มก็เป็นเพียงผ้าฝ้ายเท่านั้น ไม่ใช่ผ้าไหมเหมือนของที่เรือนคุณหนู”
“มิน่า เจ้าถึงปวดใจนักเวลาข้ากินขนมของร้านเสี่ยวซือกวง”
“ขนมกล่องนึงของคุณหนูซื้อผ้าห่มยัดไส้นุ่นได้เกือบสามผืนเชียวเจ้าค่ะ”
“เสียดายที่ข้ากินได้เพียงขนม กินผ้าห่มแทนไม่ได้ ไม่เช่นนั้นผ้าห่มผืนใหญ่เพียงนี้ คงพอกินไปได้หลายวัน”
“มาคราวนี้ บ่าวจะวาดผ้าให้คุณหนูหลายๆผืนเลยนะเจ้าคะ บ่าวกลัวว่าหากคุณหนูกินผ้าห่มแทนขนมแล้ว หลงจู๊ร้านเสี่ยวซือกวงคงต้องหลั่งน้ำตาเพราะคิดถึงคุณหนูแน่ๆ”
ซูเจินจูและสี่เสวี่ยหยอกล้อกันไปตลอดทางจนมาถึงหมูบ้านซาน ก่อนจะนำขนมร้านเสี่ยวซือกวงไปฝากหัวหน้าหมู่บ้านและรับกุญแจบ้านคืน หลังจากย้ายข้าวของเข้าบ้านและนัดแนะกับรถม้าให้ม้ารับสามวันให้หลัง ซูเจินจูก็เริ่มวาดลายผ้าทันที
ผ้าพับแรกที่ซูเจินจูวาดคือดอกเหมย โดยใช้ผ้าไหมสีชมพูอ่อน ลำต้นใช้สีดำผสมกับอิ๋นกุ้ยละตันกุ๋ยเล็กน้อยทำให้เกิดสีน้ำตาลเข้ม ดอกเหมยใช้สีแดงจากตันกุย และสีชมพูจากตันกุยผสมอิ๋นกุย
ผ้าพับที่สองวาดดอกบัว ใช้ผ้าไหมสีม่วง ก้านใช้สีเขียวจากใบเสียนหลันผสมอิ๋นกุ้ย ดอกใช้สีเหลืองของจินกุ้ย
ผับพับที่สามวาดดอกท้อ ใช้ผ้าไหมสีขาว ดอกท้อใช้สีแดงจากตันกุยผสมสีเหลืองจากจินกุ้ย ได้สีส้มเข้มไปจนถึงส้มอ่อน
สี่เสวี่ยวาดลายดอกเหมยหนึ่งพับ
ผ้าทั้งสี่พับถูกตากอยู่บนโต๊ะที่ลานหินอย่างเรียบร้อย
ความเร็วในการวาดลายผ้าของซูเจินจูอยู่ที่วันละหนึ่งพับ
สี่เสวี่ยที่เสียเวลาหนึ่งวันในการเตรียมสี เก็บของ อีกทั้งต้องแบ่งเวลาส่วนนึงปรนิบัติซูเจินจูและหุงหาอาหารก็วาดลายได้ช้าลงสามวันได้เพียงหนึ่งพับเท่านั้น
เมื่อครบกำหนดสามวันซูเจินจูและสี่เสวี่ยก็กลับเข้าตัวอำเภอทันที
ซูเจินจูนำผ้าสี่พับเข้าไปที่ร้านผ้าซูเตี้ยน
“คุณหนูกลับมาแล้ว” ทันทีที่หลงจู๊เห็นซูเจินจูก็รีบเดินออกมาต้อนรับ เด็กผู้หญิงตัวเล็กเท่านี้ต้องออกไปทำการค้านอกเมือง หากคุณหนูสี่เป็นผู้ชายร้านผ้าซูเตี้ยนก็คงต้องยกให้คุณหนูสี่ดูแลเป็นแน่
“ข้ากลับมาแล้ว ท่านลุงฝูตามข้าไปที่ห้องทำงานเถอะ ข้ามีเรื่องจะพูดด้วย”
หลงจู๊หันไปสั่งเด็กในร้านให้ออกไปซื้อขนมกล่องสองตำลึงร้านเสี่ยวซือกวงให้คุณหนูสี่ และสั่งให้เด็กในร้านอีกคนชงชาตามเข้าไปในห้องทำงาน
“คุณหนูกลับมาเหนื่อยๆ บ่าวให้เด็กออกไปซื้อขนมโปรดของคุณหนูมาให้แล้ว อีกสักครู่คงยกเข้ามา เดินทางครั้งนี้เป็นอย่างไรบ้างขอรับ”
“ท่านลุงฝูตามใจข้านัก การเดินทางครั้งนี้ถือว่าร้านผ้าซูเตี้ยนของเราได้กำไร ท่านลุงดูผ้าพับพวกนี้เถอะเจ้าค่ะ”
ทันทีที่หลงจู๊ฝูคลี่ผ้าพับออกมาดูก็ต้องแปลกใจ ลายผ้าที่ใช้การวาดดูอ่อนช้อย บอบบางกว่าการปักผ้ามาก ทั้งการไล่เฉดสีที่ดูเหมือนดอกไม้จริงๆติดอยู่บนผ้า ยิ่งดูเป็นดอกไม้จริงๆมากขึ้นเมื่อได้กลิ่นหอมของมวลบุพชาติจากบนผ้า ยิ่งทำให้คิดไปว่ามีดอกไม้อยู่ในผ้านี้จริงๆ
“ผ้าพวกนี้ เรียกว่าผ้าไหมหอมหมื่นลี้เจ้าค่ะ กลิ่นนี้จะติดอยู่กับผ้านานหนึ่งถึงสองปี อีกทั้งเมื่อสวมใส่ กลิ่นหอมเหล่านี้ก็จะติดบนผิว หากใส่บ่อยๆ ร่างกายก็จะมีกลิ่นหอมเหล่านี้ติดอยู่ทั่วร่างเจ้าค่ะ”
“วิเศษ วิเศษเหลือเกิน ผ้าชนิดนี้ทำมาจากอะไรกัน ทำไมถึงได้วิเศษถึงเพียงนี้ คุณหนูได้มาจากที่ไหน ราคาเท่าไหร่ บ่าวว่าเราควรไปกว้านซื้อทั้งหมดแล้วชิงตัดหน้าร้านอื่นส่งเข้าไปขายในเมืองหลวงนะขอรับ เรื่องนี้ช้าไม่ได้ คนขายผ้าอยู่ที่ไหน คุณหนูพาข้าไปดูเถอะขอรับ” หลงจู๊พลิกผ้าไปๆมาๆ สูดกลิ่นหอมบนผ้าแล้วยิ่งชอบใจ
“ท่านลุงใจเย็นๆแล้วฟังข้าก่อนเจ้าค่ะ ผ้าพวกนี้ก็คือผ้าไหมมีตำหนิที่เราส่งไปขาย พวกเขารับซื้อผ้าของเรา ทำลายผ้า และส่งกลับมาขายให้เรา แต่มีข้อตกลงว่า เขาจะรับซื้อผ้าไหมมีตำหนิ ในราคาสามตำลึง และส่งผ้าพวกนี้กลับมาขายให้ร้านของเราเพียงร้านเดียวในราคาเจ็ดสิบห้าตำลึงเจ้าค่ะ”
ซูเจินจูยกชาขึ้นจิบก่อนจะพูดต่อว่า
“ข้าลองคิดดูแล้ว หากเราไม่ขายผ้าพับมีตำหนิเราจะขาดทุนสิบตำลึง ในขณะเดียวกันเราก็ซื้อผ้าหอมหมื่นลี้ในราคาเจ็ดสิบห้าตำลึงเพื่อขายพับละหนึ่งร้อยตำลึง ร้านของเราก็จะได้กำไรยี่สิบห้าตำลึงเลยนะเจ้าค่ะ”
“กำไรยี่สิบห้าตำลึงเป็นจำนวนเงินที่เยอะมาก แต่ข้ากังวลว่าผ้าพับละหนึ่งร้อยตำลึงจะแพงเกินไปจนทำให้ขายยาก”
“เช่นนั้น ท่านลุงนำผ้าสี่พับนี้ไปขายดูก่อน หากขายไม่ได้ข้าจะนำมันกลับไปคืน หากขายได้ข้าก็กลับไปตกลงทำการค้ากับพวกเขา”
“ได้ขอรับ” หลงจู๊รับผ้าไปอย่างอารมณ์ดี นำของมาขายก่อนโดยที่ยังไม่ต้องจ่ายเงิน ไม่ว่าใครก็ต้องอารมณ์ดีทั้งนั้น และยิ่งอารมณ์ดีขึ้นไปอีกเมื่อนำมาวางขายไม่ถึงหนึ่งเค่อผ้าพับละหนึ่งร้อยตำลึงที่เขากังวลทั้งสี่พับก็ถูกขายออกไปจนหมด
ขณะเดียวกัน สี่เสวี่ยก็ตรงไปที่ตลาดค้าทาส ซูเจินจูให้นางมาซื้อทาสชายที่เป็นวรยุทธ์สองคนเพื่อไปเฝ้าบ้านที่ชนบท นางกลัวว่าจะมีใครเข้ามายุ่มย่ามในบ้านขณะที่นางไม่อยู่ เรือนที่ทำไว้ฝั่งหนึ่งถูกทำเป็นห้องเล็กสามห้อง เป็นห้องของสี่เสวี่ยหนึ่งห้อง แต่โดยปกติพวกนางก็ไม่ได้อยู่ในเรือนดังนั้นทาสชายสองคนให้อยู่ในห้องที่เหลือชั่วคราวก่อนได้ แต่ราคาทาสชายที่เป็นวรยุทธ์แพงเกินกว่าที่สี่เสวี่ยจะจ่ายเงินได้ นางจึงกลับมาด้วยความผิดหวัง
“ทำไมเจ้าถึงกลับมาที่นี่ล่ะ ข้าบอกให้เจ้าซื้อทาส ซื้อของ แล้วก็อยู่ค้างที่บ้านชนบท พรุ่งนี้ค่อยกลับไม่ใช่หรือ”
“คุณหนูเจ้าคะ คุณหนูเหลือเงินยี่สิบเก้าตำลึงเจ้าค่ะ ทาสชายที่เป็นวรยุทธ์หนึ่งคนราคาสามสิบตำลึง จะซื้อมาครึ่งตัวก่อนก็เกรงว่าเขาจะไม่ขาย เลยกลับมาก่อน ไม่ทันได้ซื้อเจ้าค่ะ”
“ไอหย๋า แพงถึงเพียงนั้น”
“แพงถึงเพียงนั้นเลยเจ้าค่ะ แล้วก็ยังมีเด็กผู้หญิงห้าตำลึง เด็กผู้ชายเจ็ดตำลึง ผู้หญิงสิบห้าตำลึง ผู้ชายยี่สิบตำลึง ผู้ที่มีวรยุทธ์ราคาสูงที่สุดสามสิบตำลึงเจ้าค่ะ”
“ถ้าอย่างนั้น พรุ่งนี้ก็ไปดูที่ร้านผ้าก่อนเถอะว่าผ้าขายได้หรือไม่ หากขายได้ค่อยนำเงินไปซื้อทาส”
“หากขายไม่ได้ละเจ้าคะ”
“ขายบ้านทิ้งแล้วหอบเงินหนี”
“คุณหนู ล้อ บ่าวเล่นอีกแล้วเจ้าค่ะ บ่าวไม่คุยกับคุณหนูแล้ว บ่าวไปเตรียมน้ำให้นะเจ้าคะ”
“อืม เจ้าไปเตรียมน้ำเถอะ ข้าเย็บถุงหอมใบนี้เสร็จแล้วค่อยไปอาบน้ำ” การเย็บถุงหอมของซูเจินจูคือการนำถุงผ้าปักใบเล็กที่สี่เสวี่ยทำไว้ มาใส่ดอกอิ๋นกุ้ยแล้วเย็บปิดบนปากถุงด้วยตัวเอง การเย็บปากถุงไม่ยากเกินความสามารถของซูเจินจู นางใช้วิธีเย็บแบบเดียวกับการเย็บแผลที่นางเคยเรียนมาเมื่อชาติที่แล้ว เมื่อเห็นว่าตนเองสามารถเย็บปิดปากถุงได้อย่างสวยงามและเป็นระเบียบก็พึงพอใจในตัวเองเป็นอย่างมาก
เช้าวันรุ่งขึ้น ยามเฉิน อิงชุ่ยมาแจ้งแก่นางว่า หลินเฮงฮวนมาหา ซูเจินจูถามสี่เสวี่ยด้วยความกังวลว่าในจดหมายที่หลินเฮงฉวนส่งมาเมื่อวันก่อนได้ระบุวันเวลานัดหรือไม่ เมื่อสี่เสวี่ยยืนยันว่าไม่มีวันเวลานัดเขียนไว้ นางจึงไปพบหลินเฮงฉวนที่ในสวน
“คารวะคุณชายหลิน” หลินเฮงฉวนเงยหน้าขึ้นมองซูเจินจูที่วันนี้ใส่ชุดผ้าไหมสีเหลืองอ่อนกุ๊นคอและข้อมือด้วยผ้าไหมสีเดียวกันปักลายดอกหลันฮวาสีม่วงเข้ากันได้ดีกับแถบคาดเอวสีเหลืองเข้มปักลายผีเสื้อ ผิวของซูเจินจูขาวเนียนดั่งไข่มุก รูปร่างเล็กบอบบาง ใบหน้ารูปไข่เกลี้ยงเกลา คิ้วเรียวสวย ดวงตากลมโต จมูกโด่งสวยชัดปลายเชิดรั้นรับริมฝีปากอวบอิ่มสีชมพู ยามเงยหน้ารับแสงแดดยามเช้าเช่นนี้ช่างเหมือนเทพธิดาตัวน้อยที่ลงมาหยอกล้อกับเหล่ามนุษย์เบื้องล่าง
“เจินจูเอ๋อร์ เหตุใดจึงออกมาช้านัก เจ้าปล่อยให้คุณชายหลินรอรอบแล้วรอบเล่า เหตุใดจึงทำตัวไร้ระเบียบเช่นนี้” ซูหนี่ย์ที่นั่งอยู่กับหลินเฮงฉวนเอ่ยปากตำหนิซูเจินจูด้วยน้ำเสียงอ่อนหวาน
“ขออภัยคุณชายหลินเจ้าค่ะ ข้าเพิ่งสั่งงานสี่เสวี่ยเสร็จ ไม่รู้ว่าท่านพี่กับคุณชายหลินรอ ข้าเสียมารยาทเสียแล้ว”
“ช่างเถอะ ข้าเองก็ไม่ได้บอกล่วงหน้า นั่งรอเพียงไม่นาน ไม่นับว่าเป็นอะไร” แม้ปากจะบอกว่าไม่เป็นอะไร แต่ในใจหลินเฮงฉวนอยากจะจับซูเจินจูกลับไปสั่งสอนนัก เหตุใดจึงได้ทำเป็นไม่สนใจเขาถึงเพียงนี้ นี่ต้องเป็นอุบายถอยเพื่อรุกของนางแน่ๆ หากไม่ติดว่าพรุ่งนี้ต้องไปเมืองหลวง เขาคงไม่มีทางยอมให้อุบายนี้ของนางสำเร็จได้!
ฮูหยินผู้เฒ่าหยางที่ได้ยินว่าผู้ครองแคว้นเสด็จก็ทิ้งเรื่องรบกวนจิตใจลุกขึ้นเดินนำเหล่าหญิงสาวมายังโถงกลางเพื่อเข้าเฝ้าผู้ครองแคว้นคนใหม่อย่างหน้าชื่นตาบาน ดูเอาเถอะ แม้แต่งานแต่งของเหล่าองค์ชาย ผู้ครองแคว้นยังไม่ไปเสียด้วยซ้ำ แต่กับตระกูลหยางของนางได้รับเกียรตินี้ช่างเป็นหน้าเป็นตาให้ตระกูลหยางของนางจริงๆ“ถวายบังคม ฝ่ายบาท!!”“ลุกขึ้น ลุกขึ้น ทำตัวกันตามสบายเถอะ ท่านปู่หยาง ท่านย่าหยาง ลุกขึ้นๆ วันนี้ข้าเพียงนำของขวัญมามอบให้เท่านั้น แต่เห็นทีว่าข้าจะมาช้าไปเสียหน่อยจึงไม่ได้เจอเจ้าสาวของท่านแม่ทัพหยางเสียแล้ว”“เป็นกระหม่อมจัดงานเร็วเกินไปเองพ่ะย่ะค่ะ ไม่คิดว่าการเดินทางจะเร็วกว่าที่คาดเอาไว้มาก”“เช่นนั้นเอาไว้ว่างๆก็พาฮูหยินของเจ้าไปพูดคุยกับพระชายาของข้าในวังแล้วกัน” ผู้ครองแคว้นที่มาถึงงานช้าได้แต่เสียดายที่ไม่ได้เจอซูเจินจูด้วยตนเอง นึกย้อนไปแล้วยังคิดเสียดายหากไม่เข้าใจผิดว่าแม่นางเฟยอวี่คือดวู๋เยี่ยฮวาและรู้ว่าผู้ที่นามดวู๋เยี่ยฮวาคือคุณหนูซู เขาคงรีบรับตัวนางเข้าไปเป็นสนมของเขาเสียตั้งนานแล้ว แต่ช่างเถอะนางแต่งให้แม่ทัพหยางก็ยังเป็นของเขาอยู่ดี ดีเสียอีกที่หากวันนึงนางเกิดผิ
ขณะเดียวกัน งานเลี้ยงในจวนตระกูลหยางก็ถูกแบ่งเป็นสองฝั่ง ฝั่งหนึ่งอยู่ในโถงกลางสำหรับบุรุษ และอีกฝั่งสำหรับสตรีคือฝั่งศาลาในสวนเหล่าบุรุษล้วนเคารพนายท่านผู้เฒ่าหยางในฐานะทายาทของสหายร่วมรบและก่อตั้งแคว้นหนานของผู้ครองแคว้นคนแรก ร่วมถึงการช่วยเหลือให้ผู้ครองแคว้นคนปัจจุบันขึ้นครองแคว้นได้ยิ่งทำให้ขุนนางมากมายไม่กล้ามองข้ามอำนาจของตระกูลหยางสุราคารวะที่นอกเหนือจากคารวะนายท่านผู้เฒ่าหยางยังถูกยกคารวะเจ้าบ่าวไม่ขาดสาย การสนทนาของเหล่าบุรุษหนีไม่พ้นเรื่องบ้านเมืองและแนะนำบุตรชายที่ติดตามมาด้วยเพื่อฝากฝังทำความรู้จักไว้เป็นเส้นสายในภายภาคหน้าสิ่งที่ดูแปลกขึ้นมากกว่าที่ควรจะเป็นคือบางคนกลับสนใจชุดของหยางหย่งเจิ้งจนได้รู้ว่าต่อไปผ้าชนิดนี้จะมีขายที่ร้านผ้าซูเตี้ยนที่เป็นตระกูลเดิมของเจ้าสาวที่มาของเจ้าสาวที่เป็นเพียงบุตรีของฮูหยินรองอีกทั้งบ้านเดิมเป็นเพียงตระกูลการค้าไม่ถูกพูดถึงในคราแรกอันนับว่าเป็นการให้เกียรติแก่ตระกูลหยางมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่เมื่อเป็นตระกูลการค้าที่ค้าขายผ้าชื่อดังอีกทั้งยังมีสัญญาค้าขายกับวังหลวงย่อมแตกต่างออกไป หยางหย่งเจิ้งที่รู้ตื้นลึกหนาบางย่อมไม่ต้องการให
ยามเมื่อขบวนเจ้าสาวเดินทางมาถึงหน้าจวนตระกูลหยาง เสียงโห่ร้องต้องรับและเสียงประทัดก็ดังขึ้น หยางหย่งเจิ้งรีบลงจากม้ามาประคองซูเจินจูที่ยังสวมผ้าคลุมหน้าเอาไว้ลงจากเกี้ยวชุดผ้าไหมหยกสีแดงสดทับด้วยชุดไหมโปร่งลายเป็ดยวนยางที่ปักด้วยไหมบ่มกลิ่นหอมหมื่นลี้ปรากฏแก่สายตาหญิงสาวที่ติดตามขบวนเจ้าสาวมาอย่างชัดเจน เสียงชื่นชมความงามของชุดเจ้าสาวทำให้สี่เสวี่ยที่เพิ่งลงจากรถม้ายิ้มไม่หุบ ประตูหน้าจวนมีกองไฟหนึ่งกองสำหรับให้เจ้าสาวก้าวผ่าน กองไฟที่ว่าเป็นเพียงก้อนถ่านว่าวางเรียงเอาไว้ให้เจ้าสาวก้าวผ่านถือเป็นการก้าวผ่านสิ่งอัปมงคลต่างๆก่อนเข้าจวนสี่เสวี่ยและเสี่ยวเหลียนที่ติดตามมารับหน้าที่แจงเงินพวงแปดสิบแปดอีแปะแก่บ่าวไพร่ที่มายืนรอต้อนรับรวมไปถึงทหารที่ยืนอยู่บริเวณรอบจวนด้วยจวนตระกูลหยางเป็นเรือนขนาดใหญ่ ยามที่ซูเจินจูเดินผ่านประตูจวนเข้ามาแล้ว กองไฟจะถูกเก็บออกเพื่อให้ขบวนรถม้าได้นำสินเดิมและสินสอดของบ่าวสาวเข้าเรือนการอวดสินสอดไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะกับตระกูลพ่อค้าเท่านั้น ฮูหยินผู้เฒ่าหยางมีคำสั่งให้วางเรียนสินสอดและสินเดิมเอาไว้ที่ลานหินของจวนตระกูลหยาง หนึ่งคือแสดงให้ขุนนางชั้นสูงที่มาไ
ฮูหยินรองมี่ซิ่นเดินมายังเรือนของซูเจินจูด้วยความร้อนใจจนร้องไห้ออกมา นี่มันอะไรกัน งานแต่งงานที่ไหนกันที่เจ้าสาวไม่ได้สวมชุดเจ้าสาว ตระกูลหยางอะไรกันเหตุใดจึงรังแกบุตรสาวนางเช่นนี้แต่สิ่งที่ปรากฏอยู่ตรงหน้าไม่ใช่สิ่งที่นางคิด ซูเจินจูที่แต่งชุดเจ้าสาวเสร็จเรียบร้อยยืนอยู่กลางห้อง มี่ซิ่นมองบุตรสาวตรงหน้าอย่างประหลาดใจ ตอนนี้นางเริ่มไม่แน่ใจเสียแล้วว่าหญิงสาวตรงหน้าใช่บุตรสาวของนางจริงหรือไม่ ความเด็ดเดี่ยวและมั่นคงที่บุตรสาวของนางไม่เคยมีกลับสะท้อนออกมาจากทั้งใบหน้าและแววตา หรือเทพองค์ใดให้พรความกล้าหาญแก่อาจูมาเป็นการแลกเปลี่ยนที่นางเสียสละตนเองออกไปทำการค้าแลกกับที่ยืนในบ้านตระกูลซูของมารดากัน“อาจู ข้านึกว่าตระกูลหยางยังไม่ส่งชุดแต่งงานมาให้เจ้าเสียอีก”“ท่านเลยเดินร้องไห้เข้ามาหาข้าหรือเจ้าคะ ท่านแม่ ชุดแต่งงานจากตระกูลหยางยังมาไม่ถึงเจ้าค่ะ ชุดนี้สี่เสวี่ยเป็นคนตัดเย็บให้ข้า ข้าเห็นว่าหากรอชุดนานไปกว่านี้คงทำให้เสียฤกษ์ได้ตระกูลหยางเองก็คงคิดแบบเดียวกัน ในเมื่อฤกษ์ยามสำคัญข้าจึงใส่ชุดนี้แทนเจ้าค่ะ”“ดีแล้วอาจู เจ้าทำถูกแล้ว ฤกษ์ยามมงคลล้วนสำคัญมาก เสี่ยวเหลียนเอาผ้าแดงกับเครื่อ
เมื่อถึงวันงานเสียงคนงานในบ้านซูลุกขึ้นมาจัดเตรียมงานกันตั้งแต่ฟ้ายังไม่สาง ฮูหยินรองมี่ซิ่นส่งอู๋เหมยมาปลุกสี่เสวี่ยและเสี่ยวเหลียนให้พาซูเจินจูลุกขึ้นไปอาบน้ำ เพียงไม่นานหลังจากนั้นฮูหยินรองมี่ซิ่นก็เดินเข้าเรือนของซูเจินจูมาพร้อมหญิงสาววัยกลางคนหนึ่งคน“อาจู ข้าพาสี่เหนียงมาหวีผมให้เจ้า พวกเจ้าแกะผมอาจูออกเดี๋ยวนี วันสำคัญให้พวกเจ้าหวีกันเองได้รึ แกะออกให้หมดเชียว”สี่เหนียงที่ฮูหยินรองมี่ซิ่นพามาคือสตรีที่ได้ชื่อว่าเป็นผู้มีวาสนาครบ อันได้แก่ในบ้านพ่อแม่ยังอยู่ สามีภรรยารักใคร่ มีทั้งลูกชายลูกสาว พี่น้องปรองดองกลมเกลียวโดยให้นางมาเป็นผู้กวาดเกี้ยว จุดธูปในเกี้ยวและวางกระจกในเกี้ยวสำหรับฮูหยินรองมี่ซิ่นที่ต้องเป็นผู้เกล้าผมให้บุตรสาวกลับไม่ได้มีหน้าตามากพอที่จะเป็นเกียรติให้แก่ตระกูลหยางได้ อย่างน้อยตำแหน่งฮูหยินรองอันต้อยต่ำนี้ก็ได้แต่หลีกทางให้สี่เหนียงผู้มีวาสนาพร้อมเกล้าผมให้ซูเจินจูด้วยหวังเพียงให้บุตรสาวได้กลายเป็นผู้มีวาสนาพร้อมเฉกเช่นเดียวกันกับสี่เหนียงเท่านั้นเมื่อเกล้าผมเสร็จสิ้น ฮูหยินรองมี่ซิ่นก็พาสี่เหนียงออกจากห้องไปเพราะซูเจินจูจำเป็นต้องรอชุดแต่งงานจากตระกูลซูดัง
ข่าวสำคัญอีกข่าวหนึ่งที่จะลืมไม่ได้คือเรื่องเกี่ยวกับฮูหยินผู้เฒ่าหยางและร้านตัดเย็บชุดแต่งงานของคุณหนู“เถ้าแก่เนี้ย พวกเราจะใช้ผ้าพวกนี้ตัดเย็บชุดเจ้าสาวให้ว่าที่ฮูหยินของท่านแม่ทัพหยางจริงๆหรือเจ้าคะ ข้าว่ามันจะเสียชื่อร้านของท่านเสียเปล่าๆ”“จะให้ข้าขัดคำสั่งฮูหยินผู้เฒ่าหรืออย่างไรเล่า ไม่ใช่แค่ฮูหยินผู้เฒ่านะแม้แต่คุณหนูรองลี่ก็เห็นดีเห็นงามด้วย”“คุณหนูลี่ผู้นี้ไม่ใช่ว่าถูกจับไปสอบสวนเรื่องกบฏด้วยหรือเจ้าคะ”“ใช่ที่ไหน คนที่ถูกจับไปคือคุณหนูสามลี่รุ่ยเซียงที่ให้ที่หลบซ่อนแก่พระชายาขององค์ชายหกต่างหาก”“หากเป็นชาวบ้านอย่างเราๆ ให้ที่หลบหนีนักโทษกบฏคงไม่พ้นโทษตาย นี่ไม่เพียงรอดชีวิตแม้แต่โทษสักนิดยังไม่มีนะเจ้าคะ”“เพราะเช่นนั้น เจ้ายังจะให้ข้าขัดคำสั่งพวกนางอีกรึ เอาเถอะถึงผ้าจะหยาบแต่เย็บให้ดีเสียหน่อยก็คงไม่เป็นไร อีกอย่างคุณหนูสี่ซูก็มาจากในอำเภออีกทั้งตระกูลของนางยังเป็นแค่ตระกูลการค้าถึงนางจะไม่พอใจก็คงไม่กล้าพูดอะไรหรอก”“คงไม่กล้าไม่พอใจเสียด้วยซ้ำเจ้าค่ะ ได้แต่งเข้าตระกูลหยางก็เป็นวาสนาของนางแล้ว หากกล้าไม่พอใจจนท่านแม่ทัพหยางระอานางเองนั่นแหละที่จะถูกทิ้งไว้เป็นเพียงไม้
หลังจากขึ้นรถม้ามา สี่เสวี่ยก็อดที่จะพูดพึมพำใส่ซูเจินจูได้ไม่“เข็มเงินร้านข้างนอกชุดละหกตำลึงเท่านั้นนะเจ้าคะคุณหนู”“ข้ารู้ แต่คุณภาพต่างกันมากนัก เข็มเงินของท่านอาฮุ่ยซิ่วทั้งตรง กลม และแหลมในข
“พวกท่านให้บ่าวไปตามข้า มีอะไรหรือเจ้าคะ” ซูเจินจูเบื่อที่จะต้องเสแสร้งพูดจาสามส่วนเช่นนี้ นางอยากจะถามตั้งแต่ประโยคแรกที่มาถึงแล้วว่าเรียกนางมาทำไม นางไม่เข้าใจเหตุใดวาจาสามส่วนพูดอ้อมเจ็ดส่วนพวกนี้ถึงได้เป็นที่นิยมนัก“ข้า
เมื่อไปถึงหมู่บ้านจั๋วมู่ ซูเจินจูพาหัวหน้าหมู่บ้านจั๋วมู่กับชาวบ้านอีกสามคนขึ้นไปดูต้นไม้ที่นางต้องการ“กลิ่นดอกไม้ที่เราได้กลิ่นกันมาจากต้นไม้พวกนี้หรือ” หลังจากที่มาถึงที่ กลิ่นหอมอบอวนทำให้ชาวบ้านแปลกใจ ใจนึงก็คิดว
“คุณชายหลินกลับไปแล้วหรือเจ้าคะ” สี่เสวี่ยที่เห็นซูเจินจูเดินเข้าเรือนมาก็รีบออกมาหาทันที“กลับไปแล้ว สี่เสวี่ยเจ้าไปเอาเงินข้าออกมานับเร็ว ดูสิว่าข้าเหลือเงินเท่าไหร่”“นับเรียบร้อยแล้วเจ้าค่ะ วัน







