LOGINเมื่อไปถึงหมู่บ้านจั๋วมู่ ซูเจินจูพาหัวหน้าหมู่บ้านจั๋วมู่กับชาวบ้านอีกสามคนขึ้นไปดูต้นไม้ที่นางต้องการ
“กลิ่นดอกไม้ที่เราได้กลิ่นกันมาจากต้นไม้พวกนี้หรือ” หลังจากที่มาถึงที่ กลิ่นหอมอบอวนทำให้ชาวบ้านแปลกใจ ใจนึงก็คิดว่าหากเป็นกลิ่นดอกไม้พวกนี้แล้วนางขุดไป ต่อไปจะไม่มีคนมาชมดอกไม้ที่หมู่บ้านอีกเป็นแน่
“ไม่ใช่หรอกเจ้าค่ะท่านลุง กลิ่นพวกนี้เป็นกลิ่นจากดอกเหมยด้านล่างรวมกับกลิ่นความชื้นของป่าที่สมบูรณ์แห่งนี้เจ้าค่ะ แต่หากว่ามีคนขึ้นมาบนนี้บ่อยๆ ต้นไม้และเถาวัลย์ถูกเหยียบย่ำก็จะทำให้กลิ่นของดอกเหมยลอยออกไป ไม่ติดค้างอยู่ที่ที่เจ้าค่ะ ท่านลุงลองดมกลิ่นหญ้าพวกนี้สิเจ้าคะ หญ้าพวกนี้ก็มีกลิ่นเช่นเดียวกัน” ซุเจินจูไม่สามารถพูดความจริง หากนางบอกความจริงคนพวกนี้ไม่มีทางให้นางขุดต้นไม้พวกนี้แน่ นางทำได้พียงหาข้ออ้างที่แม้แต่นางก็ยังรู้สึกไม่น่าเชื่อ ก็ได้แต่ภาวนาในใจว่า หวังว่าท่านลุงทั้งหลายจะเชื่อข้านะเจ้าคะ
“เป็นอย่างที่เจ้าว่า เห็นทีว่าไม่ว่าอะไรที่อยู่ตรงนี้ก็คงเป็นกลิ่นแบบนี้จริงๆ” เมื่อทุกคนดมหญ้า ดมใบไม้ในละแวกนั้นแล้วก็พบว่าทุกอย่างมีกลิ่นหอมจริงๆ จึงเชื่อตามที่ซูเจินจูบอกและยังกลับไปกำชับคนในหมู่บ้านไม่ให้เข้ามาที่นี่จนทำให้กลิ่นดอกไม้หายไป
ซูเจินจูต้องการตันกุ้ย จินกุ้ย และอิ๋นกุ้ย ต้นสูงสองถึงสามเมตร อย่างละสิบต้น นางให้ค่าแรงการขนย้ายต้นละหนึ่งตำลึง ชาวบ้านต่างตกใจกับเงินจำนวนมากจึงตกลงจะย้ายทั้งสามสิบต้นให้เสร็จภายในเจ็ดวัน
ซูเจินจูฝากกุญแจบ้านและเงินค่าต้นไม้สามสิบตำลึงไว้กับลุงหวังผู้ที่เป็นหัวหน้าหมู่บ้านซาน เขาแปลกใจที่บ้านสร้างเสร็จแล้วแต่ซูเจินจูก็ยังไม่ย้ายเข้ามาอยู่ เมื่อคิดดูแล้วเห็นว่าไม่ได้มีอะไรเสียหายต่อคนในหมู่บ้านเขาก็ไม่ได้ซักไซ้ไล่เรียง เพียงถือกุญแจไว้คอยเปิดให้คนส่งต้นไม้เท่านั้น
เช้าวันต่อมาขณะที่นางกำลังจะออกไปที่ร้าน ก็พบบ่าวรับใช้ของจวนนายอำเภอนำของมาให้ เป็นปิ่นทองลายดอกเหมย พร้อมจดหมายจากหลินเฮงฉวนมีข้อความว่า “มีเพียงจอกสุราไม่หรรษา ดวงเทียนอาลัยยังอำลา รินหลั่งน้ำตาให้เราจนรุ่งราง” ซูเจินจูอ่านซ้ำไปซ้ำมาอยู่หลายรอบ คราแรกนึกว่าหลินเฮงฉวนนัดตนไปดื่มสุรา แต่พลิกจดหมายไปๆมาๆหลายรอบก็ไม่เห็นมีเวลานัด ดูแล้วดูอีกแต่ก็ยังไม่เข้าใจ จึงให้สี่เสวี่ยนำไปเก็บไว้ในหีบ
(แต่เดิมกวีบทนี้เป็นของตู้มู้ เขียนไว้ว่า “รักมากเปรียบเสมือนดั่งไร้รัก มีเพียงจอกสุราไม่หรรษา ดวงเทียนอาลัยยังอำลา รินหลั่งน้ำตาให้เราจนรุ่งราง” กวีบทนี้ เขียนบรรยายถึงความรักของหนุ่มสาว ที่มีต่อกันอย่างท่วมท้น เมื่อถึงเวลาต้องลาจาก ทั้งที่ความรักล้นแน่นอก แม้มีจอกสุราอยู่เบื้องหน้า ก็ไม่อาจช่วยให้ยิ้มแย้มออก หลี่เฮงฉวนจงใจละทิ้งประโยคแรกด้วยกลัวว่าจะสื่อความในมากเกินไป อีกใจนึงก็คิดว่าซูเจินจูจะต้องมาพบตนเพื่อขอบคุณเรื่องปิ่นทองและถกกวีด้วยกัน จึงจงใจเขียนเช่นนั้น
ซูเจินจูเข้ามาที่ร้าน สั่งให้หลงจู๊นำผ้าไหมที่มีตำหนิมาให้นางสิบพับ นางต้องการนำไปให้ลูกค้าดูว่าจะรับซื้อผ้ามีตำหนิเหล่านี้หรือไม่ หลงจู๊จึงเลือกพับที่มีตำหนิน้อยที่สุดมาให้นาง
“ผ้าไหมพวกนี้นายท่านซื้อมาด้วยราคาสิบตำลึงขายหน้าร้านราคาสิบห้าตำลึง หากคุณหนูขายราคาสิบตำลึงได้ เราก็จะไม่ขาดทุนขอรับ”
“ท่านลุงฝูเจ้าคะ ราคาสิบตำลึงคือราคาผ้าไหมที่ไม่มีตำหนินะเจ้าคะ หากต้องจ่ายเงินสิบตำลึง ไม่สู้ไปซื้อผ้าที่ไม่มีตำหนิไม่ดีกว่าหรือเจ้าคะ”
“แต่ราคาสิบตำลึงเป็นราคาที่ต้องทำสัญญาการค้านะขอรับ ต่อให้ไปซื้อถึงหน้าโรงทอผ้า อย่างไรก็ต้องซื้อสิบห้าตำลึง”
“แต่หากไม่ขายพวกเขา เท่ากับเราขาดทุนสิบตำลึงนะเจ้าคะ หากขายราคาถูกลงหน่อย ก็เท่ากับเราขาดทุนน้อยลง”
“อย่างไรเสีย คุณหนูลองแจ้งราคาสิบตำลึงก่อนเถอะขอรับ หากผู้ซื้อจะต่อรองข้าคิดว่าแปดตำลึงก็เป็นราคาที่น่าสนใจ”
“ได้ ถ้าเช่นนั้นข้าจะนำผ้าพวกนี้ไปให้พวกเขาดูก่อน แต่เท่าที่ข้าเห็นผ้าเหล่านี้ล้วนมีตำหนิน้อย หากเราทำการขายจำนวนมาก ก็ต้องมีผ้าที่มีตำหนิมากปะปนไปด้วย เรื่องนี้จะมีปัญหาหรือไม่”
“คุณหนูหมายถึง พวกเขาต้องการซื้อเยอะหรือขอรับ” เมื่อได้ยินว่าจะสามารถขายผ้ามีตำหนิพวกนั้นได้จำนวนมาก หลงจู๊ก็สนใจมากขึ้นทันที
“ข้าเองก็ไม่แน่ใจ แต่ข้าคิดว่าหากขายให้พวกเขาได้ ข้าก็อยากทำสัญญาขายระยะยาว ต่อไปเมื่อผ้ามีตำหนิก็จะไม่ทำให้ขาดทุนจนเกินไป”
“เป็นเช่นนั้น หากสามารถขายผ้าที่มีตำหนิมากด้วยได้ ก็สามารถลดราคาได้อีกเล็กน้อย”
“เอาเถอะ ท่านลุงฝู ไว้ข้าจะลองเจรจากับพวกเขาก่อน หากตกลงกันไม่ได้ข้าจะกลับมาปรึกษาท่านอีกครั้งเจ้าค่ะ”
เมื่อเกริ่นเรื่องการซื้อผ้าจบซูเจินจูก็ผ่อนคลายลงเล็กน้อย ตอนนี้ทุกอย่างเตรียมพร้อมแล้วเหลือก็เพียงแต่ลงมือทำผ้าออกมาแล้วนำกลับมาขายในร้านผ้าซูเตี้ยนเท่านั้น
เย็นวันนั้นซูเจินจูและสี่เสวี่ยแวะไปซื้อรังผึ้งที่ร้านชำบ้านไฉพอใกล้ถึงหน้าร้าน กลับเจอคนที่ไม่น่าจะเจอมากที่สุดอย่างซูเม่ย ซูเม่ยยืนอยู่ฝั่งตรงข้ามของร้านชำบ้านไฉ นางจิตใจจดจ่อไปภายในร้านจนไม่เห็นซูเจินจูด้วยซ้ำ ซูเจินจูเองก็ลังเลที่จะเข้าไปในร้านตอนนี้ นางไม่สามารถให้ใครรู้ได้ว่านางกำลังจะทำอะไร ไม่เช่นนั้นรายได้ทั้งหมดต้องกลายเปนของตระกูลซู เพียงครู่เดียวซูเจินจูก็เห็นเหลียนฮัวสาวใช้คนสนิทของซูเม่ยก็เดินออกมาจากในร้าน ทั้งสองพูดคุยกันสองสามคำซูเม่ยก็เดินออกไปด้วยสีหน้าผิดหวัง เห็นว่าซูเม่ยเดินออกไปไกลแล้ว ซูเจินจูจึงเดินเข้ามาซื้อรังผึ้ง
“คุณหนูแซ่ซู ท่านกลับไปเถอะ นายน้อยไฉไม่ว่างพบท่านจริงๆ ท่านมาทุกวันแบบนี้ข้าเองก็ลำบากใจ”
“เพ้ย เจ้าผายลมหรือ ปากเจ้าเหม็นยิ่งนัก กล้าดียังไงมาดูหมิ่นคูณหนูของข้า ใครมาพบนายน้อยของเจ้ากัน คุณหนูของข้าจะมาซื้อรังผึ้ง”
“ขออภัยขอรับ ขออภัยแม่นาง ขออภัยคุณหนู เป็นข้าปากพร่อยไม่ดูให้ดีว่าท่านเป็นใคร หากต้องการซื้อรังผึ้งตามข้าน้อยมาทางนี้เลยขอรับ”
“ไม่ต้อง รังผึ้งของเจ้าข้าเคยเห็นแล้ว ข้าซื้อรังขนาดใหญ่สิบอัน เจ้าไปหยิบให้ข้าเถอะ” ซูเจินจูพูดด้วยสีหน้าเรียบเฉย เห็นท่าทีเด็กในร้านกับท่าทีของซูเม่ยเมื่อครู่ นางก็พอเดาอะไรได้บางอย่าง เรื่องนี้นางไม่อยากยุ่ง ดูท่าต้องให้สี่เสวี่ยไปดูที่ร้านอื่นเสียแล้วว่าที่ใดมีรังผึ้งขายอีกบ้าง
“ได้ขอรับ คุณหนูรอที่นี่สักครู่”
แต่ดูท่าสวรรค์คงเกลียดนาง คนที่นำรังผึ้งออกมากลับเป็นไฉตงชุน
ไฉตงชุนเป็นชายหนุ่มวัยสิบเจ็ดปีรูปร่างสูงใหญ่ หน้าตาหล่อเหลา กริยามารยาทไม่สุภาพเท่าเหล่าขุนนางแต่ก็ไม่ได้กระโชกโฮกฮาก บุคลิกดูเหมือนเจ้าสัวตัวน้อย ใครเห็นก็ต้องให้ความเคารพอยู่หลายส่วน
“คุณหนูสี่ซู ข้าได้ยินว่าเจ้ามาซื้อรังผึ้ง จึงนำออกมาให้ ข้ายังนึกว่าเจ้าไม่ต้องการรังผึ้งพวกนี้เสียแล้ว” ไฉตงชุนรวบรวมความกล้าที่มีอยู่ทั้งหมดเพื่อเอ่ยทักซูเจินจู นี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้คุยกับนาง หลังจากที่เขาให้แม่สื่อไปสู่ขอ นางก็ไม่ได้มาซื้อของที่ร้านเขาอีก ทำให้เขาร้อนใจแอบไปเจอหน้านางที่ร้านผ้าซูเตี้ยนครั้งหนึ่ง แต่ก็ถูกบ่าวที่แม่ของเขาส่งไปจับกลับมา พ่อและแม่ของเขาก็ไม่พอใจที่นางมีสัญญาติดพันกับลูกชายนายอำเภอ อย่างไรซะพวกเขาก็เป็นพ่อค้า ไม่สามารถมีเรื่องกับขุนนางได้ เรื่องนี้ทำให้เขากินไม่ได้ นอนไม่หลับ จะตัดใจจากนางก็ทำไม่ไหว จะไปพูดคุยกับจวนนายอำเภอเรื่องของนางยิ่งเป็นไปไม่ได้
“รังผึ้งที่ร้านของท่านเป็นของดี ข้ายังต้องการอยู่เรื่อยๆเจ้าค่ะ” ใบหน้าเฉยชายกยิ้มเพียงมุมปากของซูเจินจูก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้เขาใจสั่นจนทำอะไรไม่ถูก
“เป็นเช่นนั้น ในเมื่อเจ้าต้องการข้าก็จะรับซื้อจากพวกชาวบ้านไว้เรื่อยๆ” ไฉตงชุนหน้าแดงไปจนถึงหู ตอนนี้เขานึกด่าตัวเองที่อายุขนาดนี้กลับไม่เคยใกล้ชิดสตรีจนทำให้ประหม่าต่อหน้าสตรีที่เค้าหลงรัก
“ขอบคุณนายน้อยไฉเจ้าค่ะ”
สี่เสวี่ยจ่ายเงินสี่ตำลึงสำหรับค่ารังผึ้งแก่หลงจู๊ในร้าน ก่อนจะพาซูเจินจูออกจากร้านมา
..
“เจ้าเรียกข้าว่าพี่ตงชุนได้หรือไม่...” ไฉตงชุนพึมพำกับตนเองเบาๆ หลังจากที่ซูเจินจูออกจากร้านไป สายตาทอดยาวออกไปตามทางที่นางเดินออกไปจนลับตา..
ซูเจินจูแจ้งฮูหยินซูว่าตนจะออกไปทำการค้าที่ตำบลเป็นเวลาสามวัน ฮูหยินซูไม่ได้ว่าอะไรและไม่ได้ให้เงินค่าเดินทางและค่าโรงเตี๊ยมแก่นางด้วย หลังจากออกจากห้องของฮูหยินซูก็เข้ามาลาฮูหยินรองมี่ซิ่น
“ท่านแม่ ข้าต้องออกไปทำการค้าที่ตำบลเจ้าค่ะ ข้าไปสามวัน ท่านดูแลตัวเองด้วย” เอาเถอะ อย่างไรก็เป็นแม่ของเจ้าของร่าง ทำดีกับนางเสียหน่อยนางจะได้ไม่สร้างเรื่องรำคาญใจ แล้วก็ถือว่าเป็นค่าตอบแทนร่างกายนี้ด้วย
“เหตุใดเจ้าต้องไปด้วยตนเอง เจ้าเป็นเพียงสตรีที่ยังไม่ถึงวัยปักปิ่นคนหนึ่งเท่านั้น ข้าว่าเจ้าอยู่บ้านเย็บปักถักร้อยรอคุณชายหลินมารับเข้าจวนเถอะ” มี่ซิ่นไม่เห็นด้วย หากระหว่างเกิดพลาดท่าเสียทีพวกอันธพาล ความฝันที่อยากมีลูกเขยเป็นขุนนางของนางคงจบสิ้น
“หากคุณชายหลินไม่มารับล่ะเจ้าคะ ไม่สู้ข้าออกไปเรียนรู้การค้า ต่อไปภายหน้ายังมีการค้าไว้เลี้ยงตัวเอง”
“ภายภาคหน้าของสตรีจะได้ดีก็ต่อเมื่อเจ้ารู้จักวิธีปรนิบัติเอาใจบุรุษ ข้าเห็นว่าคุณชายหลินมาหาเจ้าหลายครั้งแล้ว เป็นเจ้าที่แง่งอนไม่ยอมออกไปพบ” พอนึกถึงเรื่องนี้มี่ซิ่นก็ไม่พอใจทันที ทุกครั้งที่คุณชายหลินมา กลับมีเพียงคุณหนูใหญ่ออกไปต้องรับ ลูกสาวของนางกลับโง่งมหลีกเลี่ยงคุณชายหลินอยู่เสมอ
“ข้าไม่ได้แง่งอน เพียงแต่ไม่มีเรื่องให้พูดคุย อีกทั้งการค้าในมือข้าก็มากนัก จึงไม่สะดวกใช้เวลาคุยเล่นกับคุยชายหลินเจ้าค่ะ”
“เจ้าอย่าทำเช่นนี้อีก ข้ารู้ว่าสิ่งมากมายในมือเจ้าคือขนม ไม่ใช่การค้า ต่อไปหากคุณชายหลินมาหาเจ้า เจ้าก็ต้องออกมาพบ หากเขาต้องการอะไรเจ้าก็ต้องตามใจ ต่อให้เขาต้องการขึ้นเตียงกับเจ้า เจ้าก็ต้องพาเขาไปที่เรือนแล้วปรนิบัติอย่างดี ขึ้นชื่อว่าบุรุษ เจ้ายั่วยวนเสียหน่อยอย่างไรเขาก็ไม่มีทางปฏิเสธ หลังจากที่เจ้าเป็นเมียเขาแล้วก็มาบอกข้า ข้าจะเป็นคนพาเจ้าไปส่งที่จวนนายอำเภอด้วยตัวเอง เรื่องนี้เจ้าอย่าได้ชักช้า ไม่เช่นนั้นคุณหนูใหญ่คงขึ้นไปอยู่บนเตียงก่อนเจ้าเป็นแน่”
“ท่านแม่ อันที่จริงเรื่องนี้สิ่งที่ท่านพ่อต้องการที่สุดก็คือเส้นสายการค้า ดังนั้นบนเตียงของคุณชายหลินจะเป็นพี่ใหญ่หรือเป็นข้า ก็ไม่ได้ต่างกันเลยนะเจ้าคะ ข้าเองก็เห็นความรักที่พีใหญ่มีให้คุณชายหลิน ไม่สู้สนับสนุนให้พี่ใหญ่สมหวังจะดีกว่าบังคับข้าเข้าไปนะเจ้าคะ”
“เจ้ามันโง่ยิ่งนัก ผู้ชายดีๆกลับหยิบยื่นให้แก่ผู้อื่น สัญญาสาวใช้อุ่นเตียงของเจ้าอยู่กับข้า ไม่ว่าใครก็อย่าหวังจะทำลายสัญญาฉบับนี้เลย ข้าอยากจะจับเจ้าส่งไปที่เตียงคุณชายหลินนัก ยิ่งพูดก็ยิ่งชังพ่อเจ้า แทนที่จะรวบรัดกลับไปทำสัญญาสองปี คอยดูเถอะกว่าจะครบสองปี ลูกเขยของข้าก็คงตกไปเป็นลูกเขยของคนอื่นก่อนแล้ว”
ยิ่งคุยกับมี่ซิ่น ยิ่งทำให้ซูเจินจูเปิดโลก ให้ตายเถอะ ผู้หญิงคนนี้ในหัวมีแต่เรื่องแปลกๆ ความคิดเรื่องพวกนี้กว้างไกลเพียงไหนกันถึงได้พูดเรื่องยั่วยวนผู้ชายกับลูกสาววัยสิบสามปีอย่างไม่กระดากอายสักนิด
ฮูหยินผู้เฒ่าหยางที่ได้ยินว่าผู้ครองแคว้นเสด็จก็ทิ้งเรื่องรบกวนจิตใจลุกขึ้นเดินนำเหล่าหญิงสาวมายังโถงกลางเพื่อเข้าเฝ้าผู้ครองแคว้นคนใหม่อย่างหน้าชื่นตาบาน ดูเอาเถอะ แม้แต่งานแต่งของเหล่าองค์ชาย ผู้ครองแคว้นยังไม่ไปเสียด้วยซ้ำ แต่กับตระกูลหยางของนางได้รับเกียรตินี้ช่างเป็นหน้าเป็นตาให้ตระกูลหยางของนางจริงๆ“ถวายบังคม ฝ่ายบาท!!”“ลุกขึ้น ลุกขึ้น ทำตัวกันตามสบายเถอะ ท่านปู่หยาง ท่านย่าหยาง ลุกขึ้นๆ วันนี้ข้าเพียงนำของขวัญมามอบให้เท่านั้น แต่เห็นทีว่าข้าจะมาช้าไปเสียหน่อยจึงไม่ได้เจอเจ้าสาวของท่านแม่ทัพหยางเสียแล้ว”“เป็นกระหม่อมจัดงานเร็วเกินไปเองพ่ะย่ะค่ะ ไม่คิดว่าการเดินทางจะเร็วกว่าที่คาดเอาไว้มาก”“เช่นนั้นเอาไว้ว่างๆก็พาฮูหยินของเจ้าไปพูดคุยกับพระชายาของข้าในวังแล้วกัน” ผู้ครองแคว้นที่มาถึงงานช้าได้แต่เสียดายที่ไม่ได้เจอซูเจินจูด้วยตนเอง นึกย้อนไปแล้วยังคิดเสียดายหากไม่เข้าใจผิดว่าแม่นางเฟยอวี่คือดวู๋เยี่ยฮวาและรู้ว่าผู้ที่นามดวู๋เยี่ยฮวาคือคุณหนูซู เขาคงรีบรับตัวนางเข้าไปเป็นสนมของเขาเสียตั้งนานแล้ว แต่ช่างเถอะนางแต่งให้แม่ทัพหยางก็ยังเป็นของเขาอยู่ดี ดีเสียอีกที่หากวันนึงนางเกิดผิ
ขณะเดียวกัน งานเลี้ยงในจวนตระกูลหยางก็ถูกแบ่งเป็นสองฝั่ง ฝั่งหนึ่งอยู่ในโถงกลางสำหรับบุรุษ และอีกฝั่งสำหรับสตรีคือฝั่งศาลาในสวนเหล่าบุรุษล้วนเคารพนายท่านผู้เฒ่าหยางในฐานะทายาทของสหายร่วมรบและก่อตั้งแคว้นหนานของผู้ครองแคว้นคนแรก ร่วมถึงการช่วยเหลือให้ผู้ครองแคว้นคนปัจจุบันขึ้นครองแคว้นได้ยิ่งทำให้ขุนนางมากมายไม่กล้ามองข้ามอำนาจของตระกูลหยางสุราคารวะที่นอกเหนือจากคารวะนายท่านผู้เฒ่าหยางยังถูกยกคารวะเจ้าบ่าวไม่ขาดสาย การสนทนาของเหล่าบุรุษหนีไม่พ้นเรื่องบ้านเมืองและแนะนำบุตรชายที่ติดตามมาด้วยเพื่อฝากฝังทำความรู้จักไว้เป็นเส้นสายในภายภาคหน้าสิ่งที่ดูแปลกขึ้นมากกว่าที่ควรจะเป็นคือบางคนกลับสนใจชุดของหยางหย่งเจิ้งจนได้รู้ว่าต่อไปผ้าชนิดนี้จะมีขายที่ร้านผ้าซูเตี้ยนที่เป็นตระกูลเดิมของเจ้าสาวที่มาของเจ้าสาวที่เป็นเพียงบุตรีของฮูหยินรองอีกทั้งบ้านเดิมเป็นเพียงตระกูลการค้าไม่ถูกพูดถึงในคราแรกอันนับว่าเป็นการให้เกียรติแก่ตระกูลหยางมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่เมื่อเป็นตระกูลการค้าที่ค้าขายผ้าชื่อดังอีกทั้งยังมีสัญญาค้าขายกับวังหลวงย่อมแตกต่างออกไป หยางหย่งเจิ้งที่รู้ตื้นลึกหนาบางย่อมไม่ต้องการให
ยามเมื่อขบวนเจ้าสาวเดินทางมาถึงหน้าจวนตระกูลหยาง เสียงโห่ร้องต้องรับและเสียงประทัดก็ดังขึ้น หยางหย่งเจิ้งรีบลงจากม้ามาประคองซูเจินจูที่ยังสวมผ้าคลุมหน้าเอาไว้ลงจากเกี้ยวชุดผ้าไหมหยกสีแดงสดทับด้วยชุดไหมโปร่งลายเป็ดยวนยางที่ปักด้วยไหมบ่มกลิ่นหอมหมื่นลี้ปรากฏแก่สายตาหญิงสาวที่ติดตามขบวนเจ้าสาวมาอย่างชัดเจน เสียงชื่นชมความงามของชุดเจ้าสาวทำให้สี่เสวี่ยที่เพิ่งลงจากรถม้ายิ้มไม่หุบ ประตูหน้าจวนมีกองไฟหนึ่งกองสำหรับให้เจ้าสาวก้าวผ่าน กองไฟที่ว่าเป็นเพียงก้อนถ่านว่าวางเรียงเอาไว้ให้เจ้าสาวก้าวผ่านถือเป็นการก้าวผ่านสิ่งอัปมงคลต่างๆก่อนเข้าจวนสี่เสวี่ยและเสี่ยวเหลียนที่ติดตามมารับหน้าที่แจงเงินพวงแปดสิบแปดอีแปะแก่บ่าวไพร่ที่มายืนรอต้อนรับรวมไปถึงทหารที่ยืนอยู่บริเวณรอบจวนด้วยจวนตระกูลหยางเป็นเรือนขนาดใหญ่ ยามที่ซูเจินจูเดินผ่านประตูจวนเข้ามาแล้ว กองไฟจะถูกเก็บออกเพื่อให้ขบวนรถม้าได้นำสินเดิมและสินสอดของบ่าวสาวเข้าเรือนการอวดสินสอดไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะกับตระกูลพ่อค้าเท่านั้น ฮูหยินผู้เฒ่าหยางมีคำสั่งให้วางเรียนสินสอดและสินเดิมเอาไว้ที่ลานหินของจวนตระกูลหยาง หนึ่งคือแสดงให้ขุนนางชั้นสูงที่มาไ
ฮูหยินรองมี่ซิ่นเดินมายังเรือนของซูเจินจูด้วยความร้อนใจจนร้องไห้ออกมา นี่มันอะไรกัน งานแต่งงานที่ไหนกันที่เจ้าสาวไม่ได้สวมชุดเจ้าสาว ตระกูลหยางอะไรกันเหตุใดจึงรังแกบุตรสาวนางเช่นนี้แต่สิ่งที่ปรากฏอยู่ตรงหน้าไม่ใช่สิ่งที่นางคิด ซูเจินจูที่แต่งชุดเจ้าสาวเสร็จเรียบร้อยยืนอยู่กลางห้อง มี่ซิ่นมองบุตรสาวตรงหน้าอย่างประหลาดใจ ตอนนี้นางเริ่มไม่แน่ใจเสียแล้วว่าหญิงสาวตรงหน้าใช่บุตรสาวของนางจริงหรือไม่ ความเด็ดเดี่ยวและมั่นคงที่บุตรสาวของนางไม่เคยมีกลับสะท้อนออกมาจากทั้งใบหน้าและแววตา หรือเทพองค์ใดให้พรความกล้าหาญแก่อาจูมาเป็นการแลกเปลี่ยนที่นางเสียสละตนเองออกไปทำการค้าแลกกับที่ยืนในบ้านตระกูลซูของมารดากัน“อาจู ข้านึกว่าตระกูลหยางยังไม่ส่งชุดแต่งงานมาให้เจ้าเสียอีก”“ท่านเลยเดินร้องไห้เข้ามาหาข้าหรือเจ้าคะ ท่านแม่ ชุดแต่งงานจากตระกูลหยางยังมาไม่ถึงเจ้าค่ะ ชุดนี้สี่เสวี่ยเป็นคนตัดเย็บให้ข้า ข้าเห็นว่าหากรอชุดนานไปกว่านี้คงทำให้เสียฤกษ์ได้ตระกูลหยางเองก็คงคิดแบบเดียวกัน ในเมื่อฤกษ์ยามสำคัญข้าจึงใส่ชุดนี้แทนเจ้าค่ะ”“ดีแล้วอาจู เจ้าทำถูกแล้ว ฤกษ์ยามมงคลล้วนสำคัญมาก เสี่ยวเหลียนเอาผ้าแดงกับเครื่อ
เมื่อถึงวันงานเสียงคนงานในบ้านซูลุกขึ้นมาจัดเตรียมงานกันตั้งแต่ฟ้ายังไม่สาง ฮูหยินรองมี่ซิ่นส่งอู๋เหมยมาปลุกสี่เสวี่ยและเสี่ยวเหลียนให้พาซูเจินจูลุกขึ้นไปอาบน้ำ เพียงไม่นานหลังจากนั้นฮูหยินรองมี่ซิ่นก็เดินเข้าเรือนของซูเจินจูมาพร้อมหญิงสาววัยกลางคนหนึ่งคน“อาจู ข้าพาสี่เหนียงมาหวีผมให้เจ้า พวกเจ้าแกะผมอาจูออกเดี๋ยวนี วันสำคัญให้พวกเจ้าหวีกันเองได้รึ แกะออกให้หมดเชียว”สี่เหนียงที่ฮูหยินรองมี่ซิ่นพามาคือสตรีที่ได้ชื่อว่าเป็นผู้มีวาสนาครบ อันได้แก่ในบ้านพ่อแม่ยังอยู่ สามีภรรยารักใคร่ มีทั้งลูกชายลูกสาว พี่น้องปรองดองกลมเกลียวโดยให้นางมาเป็นผู้กวาดเกี้ยว จุดธูปในเกี้ยวและวางกระจกในเกี้ยวสำหรับฮูหยินรองมี่ซิ่นที่ต้องเป็นผู้เกล้าผมให้บุตรสาวกลับไม่ได้มีหน้าตามากพอที่จะเป็นเกียรติให้แก่ตระกูลหยางได้ อย่างน้อยตำแหน่งฮูหยินรองอันต้อยต่ำนี้ก็ได้แต่หลีกทางให้สี่เหนียงผู้มีวาสนาพร้อมเกล้าผมให้ซูเจินจูด้วยหวังเพียงให้บุตรสาวได้กลายเป็นผู้มีวาสนาพร้อมเฉกเช่นเดียวกันกับสี่เหนียงเท่านั้นเมื่อเกล้าผมเสร็จสิ้น ฮูหยินรองมี่ซิ่นก็พาสี่เหนียงออกจากห้องไปเพราะซูเจินจูจำเป็นต้องรอชุดแต่งงานจากตระกูลซูดัง
ข่าวสำคัญอีกข่าวหนึ่งที่จะลืมไม่ได้คือเรื่องเกี่ยวกับฮูหยินผู้เฒ่าหยางและร้านตัดเย็บชุดแต่งงานของคุณหนู“เถ้าแก่เนี้ย พวกเราจะใช้ผ้าพวกนี้ตัดเย็บชุดเจ้าสาวให้ว่าที่ฮูหยินของท่านแม่ทัพหยางจริงๆหรือเจ้าคะ ข้าว่ามันจะเสียชื่อร้านของท่านเสียเปล่าๆ”“จะให้ข้าขัดคำสั่งฮูหยินผู้เฒ่าหรืออย่างไรเล่า ไม่ใช่แค่ฮูหยินผู้เฒ่านะแม้แต่คุณหนูรองลี่ก็เห็นดีเห็นงามด้วย”“คุณหนูลี่ผู้นี้ไม่ใช่ว่าถูกจับไปสอบสวนเรื่องกบฏด้วยหรือเจ้าคะ”“ใช่ที่ไหน คนที่ถูกจับไปคือคุณหนูสามลี่รุ่ยเซียงที่ให้ที่หลบซ่อนแก่พระชายาขององค์ชายหกต่างหาก”“หากเป็นชาวบ้านอย่างเราๆ ให้ที่หลบหนีนักโทษกบฏคงไม่พ้นโทษตาย นี่ไม่เพียงรอดชีวิตแม้แต่โทษสักนิดยังไม่มีนะเจ้าคะ”“เพราะเช่นนั้น เจ้ายังจะให้ข้าขัดคำสั่งพวกนางอีกรึ เอาเถอะถึงผ้าจะหยาบแต่เย็บให้ดีเสียหน่อยก็คงไม่เป็นไร อีกอย่างคุณหนูสี่ซูก็มาจากในอำเภออีกทั้งตระกูลของนางยังเป็นแค่ตระกูลการค้าถึงนางจะไม่พอใจก็คงไม่กล้าพูดอะไรหรอก”“คงไม่กล้าไม่พอใจเสียด้วยซ้ำเจ้าค่ะ ได้แต่งเข้าตระกูลหยางก็เป็นวาสนาของนางแล้ว หากกล้าไม่พอใจจนท่านแม่ทัพหยางระอานางเองนั่นแหละที่จะถูกทิ้งไว้เป็นเพียงไม้
เช้าวันต่อมา ขณะที่ซูเจินจูกำลังจะออกไปร้านผ้า อิงชุ่ยก็ได้มาขวางหน้านางไว้“คุณหนูใหญ่ให้บ่าวมาเชิญคุณหนูสี่ไปชมดอกเหมยที่หมู่บ้านจั๋วมู่ด้วยกันเจ้าค่ะ” อิงชุ่ยพูดจาอ่อนหวานมีความเคารพต่อซูเจินจู เมื่อเช้าอิงเถาได้ออกไปจ้าง
เดือนละสิบตำลึง ปีนึงจะได้หนึ่งร้อยยี่สิบตำลึง หกปีก็จะมีเจ็ดร้อยยี่สิบตำลึง ในหีบนี้เหลือเงินห้าร้อยตำลึง หักจากที่นางสั่งทำอุปกรณ์ทำผ้าห้าตำลึง ซื้อกริชเงินสี่สิบตำลึง เจินจูคนเก่านับได้ว่าประหยัดจริงๆอืม... ปิ่นเงินแปดอั
ซูเจินจูออกจากบ้านตระกูลซูมาพร้อมสี่เสวี่ยตรงเข้าไปที่ “ร้านผ้าซูเตี้ยน”“คุณหนูสี่มาแล้ว” หลงจู๊ออกมาตอนรับซูเจินจูอย่างคุ้นเคย น้ำเสียงเจือความห่วงใย หลงจู๊ผู้นี้ทำงานอยู่ที่ร้านผ้าซูเตี้ยนมาตั้งแต่เริ่มเปิดร้านใหม่ๆ ได้รั
คำพูดทั้งหมดของหลินเฮงฉวนนั้นถูกส่งต่ออย่างครบถ้วน แต่คนฟังนั้นไม่ใช่ซูเจินจู แต่เป็นนายท่านซูเป่า“มันขู่ข้า มันขู่จะเอาร้านผ้ามาเปิดแข่งกับข้า เจ็บใจนักเพราะนังลูกอัปรีย์ ทำให้พวกมันขึ้นมาเหยียบบนหัวข้าแล้ว” เสียงตะโกนที่เต็มไปด้วยความโกรธทำให้ทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบ“ท่านพี่ อย่าโกรธขนาดนี้เลย







