Masukก๊อก ก๊อก ก๊อก
“น่าจะมาแล้วล่ะ” “ใครหรือคะ” กอหญ้าหันไปถามป้ากัลยาด้วยความอยากรู้ แต่หญิงวัยกลางคนกลับไม่ตอบ และหันไปมองยังประตูพร้อมกับพูดขึ้นว่า “เข้ามาได้เลย” ชายหน้าตาหล่อเหลาผิวเข้ม สองสี แต่ผิวสองสีของเขานั้นเกิดจากการเผาไหม้ของแดดไม่ได้มาตั้งแต่กำเนิดและสูงประมาณร้อยเจ็ดสิบแปด “มีอะไรเหรอครับแม่ถึงเรียกผมมาที่นี่” “แม่รับเด็กฝึกงานมาใหม่อยากให้กระทิงช่วยดูแลให้หน่อย” “แม่รับเด็กฝึกงานมา” “ทำไมแม่ไม่ถามผม หรือบอกผมก่อนว่าแม่จะรับเด็กฝึกงานเข้ามา ผมขอคุยกับแม่หน่อยครับ ด้านนอกนะครับ “ชายหนุ่มที่เพิ่งเดินเข้ามา ได้ไม่นานทำหน้าไม่พอใจอย่างเห็นได้ชัด กัลยา เมื่อเห็นสีหน้าของลูกชายไม่พอใจเป็นอย่างมากเมื่อเธอรับเด็กฝึกงานมาใหม่โดยที่ไม่ได้บอก สาวใหญ่จึงเดินตามหลังของลูกชายตัวเองออกไปตามคำขอของลูกชาย ทิ้งให้นักศึกษาใหม่ทั้งสามคนเคว้งคว้างอยู่ในห้อง และทั้งสามคนต่างคิดอยู่ในใจว่าพวกเขากำลังจะถูกลอยแพหรือปฏิเสธไม่ให้ฝึกงานหรือนี่ ทั้งสามคนต่างมองหน้ากันไปกันมา จนนนท์นี่อดไม่ได้ที่จะเอ่ยถามกอหญ้า “กอหญ้าเรายังจะได้อยู่ฝึกงานที่นี่ต่อไหม” “ก็คงอาจจะได้ฝึกงานอยู่ที่นี่ละมั้ง ยังไงคุณป้าก็รับปากแล้ว” กอหญ้ายิ้มเจื่อนๆ ให้นนท์นี่ เพราะเธอก็ยังไม่แน่ใจอยู่เหมือนกันว่ายังจะได้ฝึกงานที่นี่ต่อหรือไม่ “ไม่ต้องเป็นกังวลไปหรอกถ้าที่นี่ไม่ต้อนรับเราก็ไปฝึกงาน ที่บริษัทที่บ้านของเราก็ได้” กล้าหาญ หันมาพูดปลอบใจกอหญ้า กอหญ้าหันไปพยักหน้าให้กล้าหาญ เป็นเชิงบอกว่าก็คงต้องเป็นแบบนั้นด้วยสายตาที่เศร้าสร้อย แต่ภายในใจของเธอแล้วกลับคิดไปต่างๆ นานา มาถึงที่นี่ขนาดนี้แล้วจะให้เปลี่ยนไปฝึกที่อื่นอย่างนั้นหรือไม่มีวันเสียหรอก อุตส่าห์ได้มาถึงขนาดนี้แล้ว อุตส่าห์มีที่ฝึกงานได้แล้วจะไล่เธอกลับอย่างนั้นหรือ เธอคงต้องอ้างบุญคุณและความสัมพันธ์ของครอบครัวระหว่างเธอกับเขาที่ช่วยกันมาอย่างยาวนาน ไม่สิอาจจะอ้างไม่ได้เพราะผลไม้ที่สวนของเธอก็ส่งขายที่นี่เป็นส่วนใหญ่จะเอายังไงดีล่ะ เราเอาเพื่อนมาติดร่างแหด้วยไม่ได้ จะทำอย่างไงดี กอหญ้ายกมือขึ้นมากุมขมับของตัวเอง “แม่ครับทำไมแม่รับนักศึกษาฝึกงานมาไม่บอกผมก่อน แม่จะหาผู้หญิงใหม่ให้ผมอีกแล้วใช่ไหมครับ” “ไม่ครั้งนี้แม่ไม่ได้จะหาผู้หญิงให้แก” “แล้วแม่รับนักศึกษาฝึกงานมาทำไมทั้งๆ ที่แม่ก็ปฏิเสธที่จะรับนักศึกษาฝึกงานมาโดยตลอด” หญิงวัยกลางคนชี้ไปที่ประตูเพื่อบอกลูกชายของตนเอง “ดูดีดีก่อนกระทิง นั่นหนูกอหญ้า ลูกสาวของป้าเกสรา” “ลูกสาวป้าเกสรา” กระทิงมองเข้าไปในห้องและหรี่ตาดูให้ชัดพร้อมกับทำหน้าครุ่นคิดเล็กน้อยเพราะในความทรงจำล่าสุดของเขานั้นก็คือ เด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ ที่ถักเปียและคอยตามเขาต้อยๆ เพื่อที่จะให้เขาเล่นด้วย เวลาผ่านไปเกือบนับสิบปีไม่คิดว่าเด็กในวันนั้นจะสวยขึ้นขนาดนี้ “ใช่ผู้หญิงคนที่นั่งอยู่ในห้องนั้น ก็คือหนูกอหญ้า เด็กผู้หญิงที่เคยเล่นกับแกตอนเด็กๆ ตอนนี้น้องเขาโตเป็นสาวแล้วนะ แกจำน้องได้ไหม” “ก็พอจะจำได้บ้างครับ” “วันนั้นแม่ไปเที่ยวหาเกสราที่บ้าน เห็นทำหน้ากลุ้มใจ แม่ก็เลยถามไม่สบายใจอะไร เกสรา บอกกับแม่ว่าลูกสาวของเธอกำลังหาที่ฝึกงานและยังหาไม่ได้ แม่ก็เลยถามว่าน้องเรียนอะไรมาจะสามารถช่วยฝากน้องเข้าฝึกทำงานได้ที่ไหนบ้าง ปรากฏว่าเด็กมันก็รักดีไปเรียนเกี่ยวกับการแปรรูปอาหาร วันข้างหน้าก็คงอยากกลับมาปรับปรุงที่สวนของตนเองนั่นแหละ แม่ก็เลยอยากจะช่วย เพราะยังไงเราก็ต้องพึ่งพาช่วยเหลือกันมาตลอดอยู่แล้ว ทีนี้เข้าใจแม่แล้วใช่ไหมว่าทำไมถึงรับเด็กฝึกงานเข้ามา แม่ไม่ได้หาเมียให้แก” “เข้าใจแล้วครับแม่” ครั้งนี้กระทิงคงปฏิเสธไม่ได้ที่จะรับเด็กฝึกงานเข้ามาช่วยทำงานเพราะยังไงป้าเกศราก็มีบุญคุณและคอยช่วยเหลือกันมาโดยตลอด ครั้งหนึ่งเขาเคยมีปัญหาด้านการส่งผลไม้แปรรูปไปต่างประเทศตามสัญญาแต่ในช่วงนั้นเกิดโรคระบาดทำให้ผลไม้ในไร่เขาขาดแคลนป้าเกศราก็ช่วยขายผลไม้ในไร่ของตนและช่วยหาผลไม้ของชาวบ้านมาให้ ได้ตามสัญญาไม่งั้นเขาต้องโดนปรับเสียเงินอีกหลายล้านบาท และล่าสุดระบบคอมพิวเตอร์ในการจองโฮมสเตย์มีปัญหา ก็ได้ป้าเกศราช่วยหาที่พักให้ ครั้งนี้ก็เช่นกันกระทิงไม่สามารถปฏิเสธนักศึกษากลุ่มนี้ได้ “งั้นแม่ฝากดูแลพาน้องๆเที่ยวชมในไร่หน่อยก็แล้วกันนะที่เหลือก็คงส่งให้ผู้จัดการแต่ละโรงงานดูแลต่อ ได้ไหมลูก “ “ได้ครับ” “มีเรื่องที่จะขออีกอย่างหนึ่ง ที่บ้านพักของแกอยู่ใกล้โรงงานขนมผักที่สุดใช่ไหม” “ครับ” “แล้วมีสองห้องนอนด้วยใช่ไหม” “ครับแม่ก็รู้อยู่แล้วแม่จะถามทำไมครับ” “แบ่งให้หนูกอหญ้านอนห้องหนึ่งนะ” “ฮะ อะไรนะแม่ผู้หญิงกับผู้ชายจะนอนอยู่ในบ้านหลังเดียวกันได้ยังไง” เสือทำหน้าตกใจ สีหน้าค่อยๆ เปลี่ยนเป็นไม่พอใจ และกำลังจะเอ่ยปาก ประท้วงอีกครั้งพร้อมในหัวกำลังคิดหาเหตุผลมาแย้งแม่ของตน “ไม่ต้องพูดต่อแล้วแม่รู้ว่าแกไม่อยากให้หนูกอหญ้าอยู่ด้วย แต่จะให้น้องขับรถไปกลับตั้งสาม สิบกิโลระหว่างไร่เรากลับไร่เขา อย่างนั้นหรือ ถ้าวันไหนทำงานดึกน้องเขาจะกลับอย่างไรทางก็มืดหนทางกลับบ้านก็เปลี่ยว กระทิงไม่เป็นห่วงน้องบ้างหรือตอนนี้น้องทั้งสาวและสวย แถมยังน่ารักมากนะ” “แล้วที่หอพักคนงานละครับ” “หอพักคนงานหญิงเต็มไม่ว่างหรือว่าจะให้ไปพักหอพักคนงานชายละ ให้พักกับแกนี่ละดีแล้ว” “แต่แม่ครับ” “ไม่มีแต่ไหนแกบอกว่าไม่ชอบผู้หญิงไม่ใช่หรือ ให้น้องพักด้วยคงไม่เป็นไรหรอกเนอะ” “หรือว่าแกโกหกแม่ว่าชอบผู้ชาย แกกลัวหวั่นไหวกับหนูกอหญ้า ถึงไม่กล้าให้น้องเขาอยู่ด้วย” “ครับก็ได้ครับ” กระทิงไม่อยากต่อล้อต่อเถียงกับแม่ของตนอีกต่อไปเพราะรู้ว่า ไม่ว่าเขาจะหาเหตุผลอะไรมาโต้แย้งเขาก็ไม่มีวันชนะแม่ของเขาได้อยู่ดี “ดีงั้นเข้าไปหาน้องๆ กัน” กัลยา ยิ้มอย่างพอใจเมื่อเขาบังคับให้ลูกชายของเธอยอมทำตามที่เธอบอกได้ แค่ยอมครั้งนี้มันก็เป็นสิ่งที่ดีที่เธอจะได้คิดแผนการต่อไปได้แล้ว เมื่อประตูถูกเปิดออกอีกครั้ง ทั้งสามคนที่นั่งอยู่ภายในห้องต่างหันมองผู้ที่เข้ามาและลุ้นมากว่าเขาทั้งสามคนจะได้อยู่ฝึกงานที่นี่ต่อหรือไม่ “เด็กๆ จ๊ะเดี๋ยวพี่กระทิงจะพาไปชมไร่ก่อนจะพาทุกคนเข้าไปดูที่พักกันนะจ๊ะ” รอยยิ้มทั้งสามคนเผยขึ้นบนใบหน้าทันทีเมื่อรู้ว่าพวกเขายังได้ฝึกงานที่นี่ต่อ แต่ทำไมต้องหาที่พักด้วยกอหญ้าไม่เข้าใจ เพราะที่บ้านเธอก็ไม่ได้ไกลมากขับรถไปกลับก็ยังได้ทำไมต้องพักที่นี่ด้วย “หาที่พักทำไมหรือคะ” “ป้าจะให้พักที่นี่เลยขับรถกลับไปกลับมามันลำบากและอันตรายด้วยแถมถนนหนทางบางที่ระหว่างกลับบ้านก็ดูเปลี่ยวน่ากลัวบางที่ไม่มีไฟ ถ้าต้องขับรถกลับตอนกลางคืนมันอันตรายนะ พักอยู่ที่นี่เถอะน่ะหนูกอหญ้า” “คุณป้าค่ะแต่มันไม่ได้ไกลขนาดนั้นนะคะ” “ไม่ต้องพูดแล้วลูกพักที่สวนของเรานี่แหละ” “แต่กอหญ้าเกรงใจคุณป้านะคะ แค่คุณป้าให้พวกเราฝึกงานที่นี่….” “ไม่ต้องเกรงใจหรอกลูกเอาเป็นว่าพักที่นี่ก็แล้วกันนะ ถ้าไม่พักที่นี่ป้าจะไม่ให้ฝึกงานที่ไร่นี้” กอหญ้าหันไปมองหน้าเพื่อนทั้งสองคนของเธอ แล้วทั้งสามก็พยักหน้าพร้อมกันเป็นการรู้กันโดยภาษากายว่าตกลงยินยอมที่จะพักที่ไร่กระทิงแห่งนี้ตามที่ป้ากัลยาขอ “แล้วนี่ข้าวของเครื่องใช้ของเด็กๆ ทุกคน ยังอยู่ที่บ้านของหนูกอหญ้าอยู่ใช่ไหม” “ค่ะ/ครับ” “อย่างงั้นเย็นนี้กลับไปเก็บของให้เรียบร้อยแล้วกลับมาใหม่พรุ่งนี้เช้านะและเริ่มฝึกงานอีกวันก็ได้ป้าไม่ว่า” “กระทิง” กัลยาหันมาเรียกชื่อลูกชายของตน “พาเด็กๆ ไปเที่ยวชมไร่ของเราให้ทั่วเลยนะลูก” “ครับแม่” “ตามพี่เอ่อผมมาบอกให้สิงโตเตรียมรถไว้สำหรับพาพวกคุณไปเที่ยวชมไร่แล้ว” คำพูดที่ดูเรียบเฉยสีหน้าที่ดูเรียบบ่งบอกไม่ได้เลยว่าเขายินดีหรือยินร้ายเต็มใจหรือไม่เต็มใจที่จะพาพวกเธอไปเที่ยวชมไร่ของเขา รถรางที่มีไว้สำหรับนักท่องเที่ยวให้นั่งดูชมไร่ มาจอดอยู่หน้าอาคารเป็นที่เรียบร้อยแล้ว มาพร้อมคนขับและเจ้าหน้าที่อธิบายนำเที่ยวอีกหนึ่งคน “พาพวกเขาเที่ยวชมสวนและอธิบายตามปกติเหมือนที่นักท่องเที่ยวเข้ามากัน” “ค่ะ” น้ำเสียงที่สั่งลูกน้องก็ยังเป็นน้ำเสียงที่เรียบเยือกเย็นและไม่แสดงอารมณ์เช่นเคย “สวัสดีค่ะขอต้อนรับนักท่องเที่ยวทุกทุกท่านที่นี่คือไร่กระทิง ไร่กระทิงมีพื้นที่ณปัจจุบันตอนนี้ หนึ่งหมื่นไร่ “ “หนึ่งหมื่นไร่”เมื่อก่อนยังมีพื้นที่ไม่กี่ร้อยไร่อยู่เลย “ครับหนึ่งหมื่นไร่แบ่งเป็นเนื้อที่สำหรับการเพาะปลูกผลไม้ต่างๆ ลูกหม่อน ลำไย ลิ้นจี่ และ ผลไม้เหนือต่างๆ ที่สามารถทนต่อสภาพแวดล้อมอากาศเย็นได้ดีค่ะ ทางด้านซ้ายมือของเราตอนนี้คือสวนผักสวนผักที่นี่สามารถตัดเก็บกินสดๆ และซื้อกลับบ้านได้ด้วยนะคะ เพราะทั้งสดและปลอดสารพิษค่ะ นักท่องเที่ยวจะลงไปเที่ยวหรือดูไหมคะ”ยังไม่ทันที่จะตอบอะไรกระทิงก็พูดขึ้นมาเสียก่อน “ยังไม่ต้องจอด อยากเที่ยววันหลังก็มาเที่ยวเองแล้วกัน อธิบายพอให้รู้คร่าวๆ ก็พอแล้ว” “ค่ะคุณกระทิง” “ต่อไปเป็นไร่ชาค่ะ” “สวยจังเลยกอหญ้า”ไร่ชาที่ขนาดใหญ่ที่สุดของภาคเหนือ การปลูกชาของที่นี่ทำเป็นขั้นบันไดค่ะ นอกจากนักท่องเที่ยวที่มาที่นี่จะถ่ายรูปสวยแล้วยังทำให้เราเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ง่ายอีกด้วย “จะจอดดื่มชาก่อนไหน”ไม่รู้ว่าคนตัวใหญ่ตรงหน้ากำลังคิดอะไรอยู่เมื่อกี้ที่ไร่ผักบอกแค่ให้อธิบายคร่าวๆ ได้ดูแบบผิวเผินก็พอ แต่ตอนนี้ทำไมถึงจะชวนให้ลงไปดื่มชาก็ไม่รู้ หรือว่าเขาถามแค่เป็นมารยาทเฉยๆ “ไม่เป็นไรค่ะรบกวนเวลาพี่กระทิงเปล่าๆ พาดูให้ทั่วไร่ก่อนก็ได้ค่ะเดี๋ยวกอหญ้ากับเพื่อนๆ ค่อยออกมาชิมชากันวันหลังก็ได้ค่ะ” ใจจริงกอหญ้า ก็อยากลงไปนั่งดื่มชาดูวิวสวยๆ แต่กลัวว่าจะรบกวนเวลาอันมีค่าของชายร่างโตที่ดูเหมือนจะไม่ค่อยเต็มใจเวลาพาเธอเที่ยวชมไร่เสียเท่าไหร่ถึงแม้จะแสดงออกมาไม่มากก็ตามแต่เธอก็พอจะรับรู้ได้ ตอนนี้นนท์นี่ได้หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาถ่ายรูปบรรยากาศของไร่ที่สวยๆ แบบรัวๆ เลยส่วนกล้าหาญก็นั่งข้างๆ กอหญ้าไม่พูดไม่จาอะไร และหันมามองหน้ากอหญ้าบ่อยกว่ามองวิวที่สวยงามของไร่เสียอีก “งั้นไปดูที่ที่พวกคุณจะต้องไปฝึกงานก็แล้วกันสิงโตขับรถเข้าพื้นที่ เฉพาะพนักงานของไร่หน้าประตูติดป้ายบอกไว้ว่าเขตห่วงห้ามคนนอกห้ามเข้า” “ครับนา” “เราต้องเปลี่ยนรถกันที่นี่"จากรถรางขนาดใหญ่ก็กายมาเป็นรถกอล์ฟขนาดเล็ก และพี่ที่พูดบรรยายก็ต้องกลับไปกับรถราง ทำให้พี่ที่พูดบรรยายให้เธอพวกเธอฟังเมื่อสักครู่นี้ไม่ได้ไปต่อ และกลับออกไปกับรถราง รถกอล์ฟคันเล็กแล่นเข้ามามีพนักงานรักษาความปลอดภัยเป็นคนเปิดประตูขนาดใหญ่ให้ เมื่อขับรถเข้ามาสักสามกิโลเมตรถึงจะได้ก็เจอกับโรงงานใบชา “ด้านในนี้เป็นเขตหวงห้ามไม่อนุญาตให้นักท่องเที่ยวเข้ามา เฉพาะพนักงานเท่านั้น ที่นี่ก็จะเหมือนด้านนอกทุกอย่างแต่ไม่มีไร่ชา โรงงานแรกของเราเป็นโรงงานใบชา มีฝุ่นเยอะและมีขั้นตอนหลายอย่างคุณแม่ก็เลยไม่ให้พวกคุณเข้ามาฝึกงาน"เมื่อไม่มีพี่คอยอธิบายแล้วกระทิงชายร่างโตจึงรับหน้าที่เป็นคนอธิบายให้แทน ส่วนคนขับรถขับออกไปอีกหนึ่งกิโลเมตร ก็จะเจอโรงงานน้ำ กระทิงพาเดินดูโรงงานผลิตน้ำผลไม้ “ลงที่นี่แหละจะได้เดินชมโรงงานด้วย” “โรงงานนี้จะใช้คน แรงงานน้อยที่สุดกว่าโรงงานอื่นๆ เพราะส่วนใหญ่จะใช้เครื่องจักรในการทำงาน แต่ก็ต้องมีคนจัดการในขั้นตอนแรกและควบคุมเครื่องจักรอยู่ดี เดี๋ยวเราไปดูโรงงานหมักไวน์กันต่อ” “โรงงานแต่ละโรงงานไม่ไกลกันมากนักห่างกันประมาณสามร้อยเมตรมีทางเดินสามารถเดินทะลุหากันได้และไม่ร้อน “ถังที่เรียงรายอยู่ตรงหน้าพวกคุณคือถังหมักไวน์ทั้งหมด แต่โรงงานที่นี่ไม่ได้หมักแต่องุ่นเท่านั้นนะยังมีลูกหม่อน สับปะรดและผลไม้อื่นๆ ด้ว” เดินชมโรงงานจนทั่วแทบจะเห็นวิธีการหมักไวน์ทุกขั้นตอน “โรงงานสุดท้ายแล้วคือโรงงานผักและผลไม้อบกรอบเดิมทีก็มีแต่ผลไม้อบกรอบเท่านั้นแต่เมื่อต้นปีก่อนผักของชาวบ้านขายไม่ได้หรือขายได้ก็โดนกดราคา ผมจึงเข้าไปช่วยซื้อและนำมาทำผักอบกรอบและการตลาดดู ปรากฏว่าผักอบกรอบเป็นที่ต้องการของตลาดและเป็นขนมขายดีเพื่อสุขภาพสำหรับวัยรุ่น ทำให้ไร่ของเราผลิตทั้งผักอบกรอบและผลไม้อบกรอบ” “นั้นที่พักของคุณ”มองออกจากโรงงานผักอบกรอบไปตึกหอพักขนาดใหญ่ประมาณเจ็ดแปดชั้น มีทั้งหมดสามตึกตั้งเรียงกันเป็นรูปตัวยูชั้นหนึ่งก็น่าจะมีสักยี่สิบห้องได้ “จากที่โรงงานนี้ไปที่นั่นกี่กิโลครับ” นนท์นี่เป็นคนเอ่ยถาม “ก็น่าจะสักสองกิโลเมตร” “ใหญ่จังเลย” “ตึกแรกทางซ้ายมือเป็นหอพักผู้หญิง ตึกที่สองคือตึกของผู้ชาย และตึกที่สามไว้สำหรับคู่รักที่เขาอยู่เป็นครอบครัวนะครับ แต่เห็นแบบนี้ก็เหลือแค่ห้องพักชายแค่ห้องเดียวที่เหลือเต็มหมดแล้ว” จากที่สิงโตเงียบอยู่ตั้งนานก็เป็นคนพูดเสริมขึ้นมาบ้าง “ช่วงนี้โรงงานต้องส่งผลผลิตอบกรอบเยอะเพราะเป็นที่นิยมในตลาดทำให้ต้องใช้คนมากเลยไม่มีห้องว่างมากนัก” “งั้นกอหญ้ากับเพื่อนกลับไปพักที่บ้านของกอหญ้าก็ได้ค่ะ ฝากบอกคุณป้าด้วยนะคะ” “ไม่ได้คุณแม่บอกให้พักที่นี่ก็ต้องพักที่นี่ พวกคุณสองคนก็นอนห้องเดียวกันที่หอพักชาย ส่วนเธอก็พักที่บ้านพี่ห่างออกไปจากโรงงานที่นี่แค่หนึ่งกิโลเมตร” “ไปพักกับเราไหม ได้นะทุกทีเราไปเที่ยวพวกเราก็นอนอัดกันสามคนอยู่แล้วนิ” กล้าหาญด้วยความเป็นห่วงและไม่อยากให้กอหญ้าไปนอนกับผู้ชายคนอื่น “ไหวไม้ไปพักกับเราได้นะ”กล้าหาญถามกอหญ้าขึ้นมาด้วยความเป็นห่วงเพราะกล้าหาญไม่อยากให้กอหญ้าไปพักกับชายคนอื่น “พักที่บ้านผมดีแล้วมีห้องนอนอยู่สองห้อง จะให้พวกคุณไปนอนอัดกันสามคนอยู่ในห้องเดียวกันได้อย่างไร อีกอย่างกอหญ้าเป็นผู้หญิงจะให้ไปนอนที่ตึกของหอพักชายก็คงจะไม่ได้ และคงไม่เหมาะสมหากใครเห็นและเอาไปนินทา” “ค่ะกอหญ้าจะพักอยู่กับพี่กระทิง” อันที่จริงเธอเริ่มจะเข้าใจอะไรบางอย่างการที่เข้าไปพักบ้านเดียวกับพี่กระทิง ก็คงเป็นเพราะคุณป้าบังคับให้เอาเรามาอยู่ด้วยแน่ๆ และคุณป้า อยากให้เราสังเกตการณ์อย่างใกล้ชิดและให้แน่ใจว่าพี่กระทิงได้ชอบผู้ชายหรือเปล่า“ใส่ชุดแบบนี้ไปจริงๆ หรือ”กระทิงมองคนรักตั้งแต่หัวจรดเท้าเขาไม่ชอบเลยที่เห็นกอหญ้าแต่งตัวแบบนี้ใส่ชุดเดรสสีดำเหนือเข่าแค่คืบเดียวแต่ด้านหลังเปิดจนถึงเอว“ใส่แบบนี้ไม่ได้หรือคะ”กอหญ้าหมุนตัวและก้มมองดูตัวเอง เธอคิดว่าชุดของเธอไม่เหมาะสมตรงไหนที่จะไปผับแบบนี้ใครๆ ก็ใส่กัน“เดรสสั้นไปแถมยังเปิดหลังลึกจนจะเห็นสะโพกอยู่แล้วแบบนี้พี่ไม่ให้ใส่”กอหญ้าทำหน้าสงสัยและงงปกติเธอก็ใส่แบบนี้แต่วันนี้วันที่เธอมีแฟนแล้วและแฟนของเธอกำลังทำหน้าบึ้งและไม่ชอบใจในชุดที่เธอใส่ตอนนี้ด้วย แต่เธอก็ไม่เข้าใจอยู่ดี“แบบนี้โป๊เหรอคะ กอหญ้าว่ามันไม่…”“ไปเปลี่ยนเสื้อผ้า”“พี่กระทิงค่ะไปผับนะคะไม่ได้ไปวัดจะให้แต่งตัวมิดชิดได้ไงใครๆ เขาก็แต่งแบบนี้กัน กอหญ้าขอแต่งตัวแบบนี้แค่วันเดียวนะคะ”“ไม่ได้ค่ะไปเปลี่ยนเดี๋ยวนี้ ถ้าจะใส่ชุดแบบนี้ต้องมีพี่อยู่ด้วยตลอดเวลานี่พี่ไม่ได้ไปด้วย เปลี่ยนค่ะ จะไปเปลี่ยนหรือว่าจะไม่ไปดีคะ”“ไปเปลี่ยนก็ได้ค่ะ” กอหญ้าเดินออกจากห้องน้ำมาด้วยกางเกงคาร์โก้สีชมพูและเสื้อครอปสีขาวที่โชว์หน้าท้อง“เปลี่ยนเรียบร้อยแล้วไปกันได้ค่ะ”“เดี๋ยวจะโชว์ให้ได้ใช่มั้ย”“แค่พุงนิดเดียวเองค่ะไม่เป็
“จะไปมหาวิทยาลัยใช่ไหมวันนี้”“ค่ะ”“แล้วไหวใช่ไหม”หลังจากที่ผ่านศึกรักมาอย่างหนักหน่วงกระทิงก็ได้ให้กอหญ้าพักผ่อนเต็มๆ หนึ่งวัน แต่ก็อดที่จะถามด้วยความเป็นห่วงไม่ได้“ไหวค่ะ”กระทิงมองหน้ากอหญ้าเพื่อหาคำตอบว่าเธอไหวจริงๆ หรือเปล่า“นำเสนองานใช่เวลานานไหม”“ไม่รู้เหมือนกันค่ะ น่าจะประมาณครึ่งวันก็น่าจะเสร็จแล้วนะคะ”“ครึ่งวัน”“ค่ะน่าจะประมาณนั้น”“งั้นเดี๋ยวถ้านำเสนองานเสร็จแล้วก็โทรมาบอกพี่แล้วกันเดี๋ยวพี่จะไปรับ ““ค่ะ แต่กอหญ้าขออยู่กินข้าวเที่ยงกับ นนท์นี่กับกล้าหาญ จะได้ไหมคะ” กอหญ้า พูดพร้อมกับทำเสียงเบาลงเพราะตนรู้ดีว่ากระทิงไม่ได้ชอบกล้าหาญ และถ้าหากว่ากระทิงมารู้ทีหลังว่าเธอแอบไปกินข้าวกับเพื่อนก็อาจจะงอนหรือโกรธได้“อืมได้ ““ได้จริงๆ หรือคะ”“ได้สิทำไมจะไม่ได้ แต่อนุญาตให้ขนาดนี้ต้องมีรางวัลให้พี่หน่อยไหม”“รางวัลอะไรคะ”กระทิงชี้นิ้วไปที่แก้มและแตะมันเบาเพื่อเป็นสัญญาณให้หญิงสาววางปากเล็กๆ ไว้ที่แก้ม เมื่อกอหญ้าเขย่งเท้าเล็กน้อยก่อนที่จะวางปากเล็กๆ ลงบนแก้มหนาของชายหนุ่ม“จูบ พี่กระทิง” กอหญ้าต้องทำหน้าอึ้งขึ้นมาทันทีเพราะสิ่งที่เธอจูบนั้น ไม่ใช่แก้มแต่เป็นปา
“สวัสดีครับคุณป้า”“เรียกแม่ได้ละมั้ง”“ครับคุณแม่”กระทิงเรียกเกษราว่าแม่ด้วยความเขินอายเล็กน้อยเพราะไม่ชิน ตั้งแต่เด็กจนโตก็เรียกคุณป้ามาตลอดไม่คิดว่าวันนี้จะได้เรียกคุณแม่“มารับน้องหรือ น่าจะกำลังใกล้จะลงมาแล้ว เดี๋ยวแม่ไปเรียกให้แล้วกันเดี๋ยวจะเดินทางกันสายนะ”“ไม่เป็นไรครับแม่ผมไม่รีบผมรอได้ครับ”“จะเอาแบบนั้นหรือ แล้วนี่ทานข้าวเช้ามาหรือยัง”“เรียบร้อยแล้วครับ”“มาแล้วค่ะ”“แล้วนี่ไม่เอากระเป๋าไปหรือกอหญ้า”“ไม่เอาไปค่ะคุณแม่เดี๋ยวก็ต้องเก็บของกลับมาอยู่ดีที่โน่นก็มีเสื้อผ้าใช้ค่ะ”“จริงด้วย”“รีบเดินทางกันเถอะจ้ะเดี๋ยวไปถึงที่โน่นมืดค่ำเสียก่อน”“ค่ะ” กระทิงเดินไปเปิด ประตูให้หญิงสาว“ขอบคุณค่ะพี่กระทิง”“เมื่อวานทำไมไม่ทำกับข้าวส่งให้พี่”“ก็พี่กระทิงจะ ไปสั่งงานลูกน้องตามจุดต่างๆ ไม่ใช่หรือคะ กอหญ้าไม่อยากไปรบกวน และไม่อยากโทรถามด้วยว่าพี่กระทิงอยู่ที่ไหนของไร่ อย่าลืมสิว่าไร่ของพี่กระทิงกว้างขวางจะตาย”“แต่พี่ก็อยากกินอาหารฝีมือของกอหญ้า”“ไม่ต้องน้อยใจค่ะ นี่ค่ะวันนี้กอหญ้าทำ แซนด์วิชมาให้ทานระหว่างทางกลัวว่าพี่จะหิวด้วยค่ะ” หญิงสาวหยิบกล่องทัพเพอร์แวร์ออก
วันนี้ก็ไม่ต่างจากวันไหน ที่กระทิงต้องขึ้นมาส่งกอหญ้าถึงบนห้องนอน“ไม่ได้โกรธพี่ใช่ไหมที่พี่ยังไม่ให้กอหญ้ากลับ”กอหญ้าทำหน้าเศร้าและไม่ได้ตอบคำถามของชายหนุ่มร่างโต ได้แต่ก้มหน้าและไม่เหลียวมามองหน้าชายหนุ่มเลย“อย่าโกรธพี่เลยนะคะคนเก่ง”กระทิงยกมือหนาของตัวเองลูบลงบนผมของหญิงสาวอย่างเบามือ“...”“เดี๋ยวพี่จะ ไปส่ง”“พี่จะไปส่ง”“ครับพี่จะไปส่ง”“พี่จะไปส่งหรือจะไปคุมประพฤติกอหญ้ากันแน่”หญิงสาวทำหน้างอนเล็กน้อย“ไม่ได้ไปคุมประพฤติหรอก มีธุระต้องลงไปกรุงเทพพอดีนะ ไปพร้อมพี่เถอะนะพี่ไม่ได้ไปกรุงเทพนานแล้วจะให้ไปคนเดียว ไม่กลัวพี่หลงทางหรือครับ”“มีธุระ”“ครับมีธุระ”“ธุระอะไรคะ”กอหญ้าพูดพร้อมกับหรี่ตาดูเล็กน้อยเพื่อดูปฏิกิริยาของชายหนุ่มว่าสิ่งที่เขาพูดนั้นจริงไหม“พอดีพี่ต้องไปติดต่อซื้อหุ้นให้ไอ้สิงห์มันน่ะ นัดไว้แล้ว”เมื่อหญิงสาวร่างบางได้พินิจดูแล้วไม่มีพิรุธไม่มีสายตาว่อกแว่ก ไม่มีการหลบตา ก็คงเป็นความจริงตามที่เขาว่า“งั้นก็รอกลับกับพี่กระทิงก็ได้ค่ะ”“ดีแล้วเป็นเด็กต้องว่านอนสอนง่าย”“ไม่ได้เชื่อฟังนะคะแต่กลัวคนแก่หลงทางมากกว่า”ด้วยความมันเขี้ยวของกระทิงที่ได้ยินว่
กระทิงยังตามติดชีวิตของกอหญ้าไม่ห่าง เมื่อรู้ว่าเพื่อนของกอหญ้ายังไม่กลับเขาก็ยิ่งตามติดชีวิตของกอหญ้าอยู่แบบนี้ไม่ให้ห่างกายไปไหน เพราะกระทิงรู้ดีและมองผู้ชายด้วยกันออก ว่าเพื่อนของกอหญ้าคนนี้คิดไม่ซื่อ ไม่ได้มองกอหญ้าเป็นแค่เพื่อนเท่านั้นแต่ยังแอบคิดมากกว่านั้น ดังนั้นกระทิงจะไม่ยอมให้คนที่แอบคิดไม่ซื่อกับผู้หญิงที่เขารักได้อยู่ใกล้กันโดยเด็ดขาด เพราะฉะนั้นตื่นเช้ามาสิ่งที่เขาต้องทำเป็นอย่างแรกนั่นก็คือไปหากอหญ้าที่บ้าน“นายครับวันนี้มีประชุม”“ยกเลิกการประชุมไปเลย”“ฮ่ะอะไรนะครับ ให้ยกเลิกการประชุมหรือครับ ทำไมละครับ นายไม่ได้มีธุระไปไหนไม่ใช่หรือครับ”“มี”“ไปไหนหรือครับผมยังไม่รู้เลย”“จะต้องรู้ไปหมดทุกเรื่องเลยหรือ”“ครับ”กระทิงเริ่มทำหน้าไม่พอใจที่ลูกน้องเขาทำตัวเหมือนเป็นเจ้ากำนายเวร คอยตามติดอยากรู้กิจวัตรประจำวันของเขาไปซะหมด“มึงเป็นลูกน้องมึงไม่ ต้องรู้เรื่องของกูหมดทุกเรื่องก็ได้”“ไม่ได้ครับเพราะว่าถ้านายแม่ถามมาผมก็ต้องตอบได้ว่านายไปไหนครับ”“ไปหาเมีย”“ฮ่ะไปหาเมีย ตั้งแต่ที่นายเริ่มมีเมียจะเกเรแล้วนะครับเริ่มไม่ทำการไม่ทำงานแล้ว” กระทิงทำท่าเอาตีนถีบสิงโต
กอหญ้า ต้องขอถอนคำพูดที่เคยพูดเอาไว้ว่ากระทิงหึงแบบมีสติและมีเหตุผลออก เพราะตอนนี้และในขณะนี้ที่กอหญ้ากำลังทำบทรายงานอยู่กับเพื่อนๆ อยู่นั้น ก็มีกระทิงคอยตามมาเฝ้าอยู่ไม่ห่างกาย ไม่ยอมไปไหนเลย ถ้าจะห่างคงเป็นที่นั่งเท่านั้นที่เว้นระยะให้หญิงสาวได้ทำงานบ้าง แต่ทางสายตากระทิงไม่ปล่อยให้กอหญ้าหายไปจากสายตาของเขาเลย หลังจากที่พูดคุยกับกอหญ้าและป้าเกษรา ตกลงกันเรียบร้อยว่าจะแต่งงาน กระทิงก็ทำตัวเป็นเจ้าข้าวเจ้าของกอหญ้าอย่างเต็มตัว“นั่งเฝ้าไม่ห่างสายตาแบบนี้ก็คงจะได้เมาท์มอยกันหรอกนะ”“เมาท์มอยอะไร”“ก็เรื่องของแกกับพี่เขาไง”นนท์นี่พยายามพูดให้เบาที่สุดจนน้ำเสียงจะเหมือนกระซิบกันอยู่แล้วเพื่อที่จะไม่ให้คนที่ห่างออกไปไม่ไกลจากพวกเขาไม่มากนักแต่ก็ยังสามารถมองเห็นพวกเธอได้ชัดเจนว่าทำอะไรกันอยู่ กอหญ้าเลือกที่จะนั่งทำงานที่โต๊ะอาหารกลางบ้านเพราะว่าสะดวกสบายกับการทำงานเป็นกลุ่ม ส่วนกระทิงนั้นนั่งโซฟาอยู่ห้องรับแขก และเหมือนว่าจะนั่งทำงานของตัวเองกับ โน๊ตบุ๊คอีกหนึ่งเครื่องแต่ดูเหมือนว่าสายตาของกระทิงนั้นจะมองมาที่กอหญ้าอยู่ตลอดเวลา“มีอะไร”“ขอถามตรงๆ เลยนะสรุปว่าคืนที่เขาเล่าลือกันนะแกได
เวลาหนึ่งทุ่ม กอหญ้าได้ส่งข้อความไปหากระทิงว่าเขาสามารถมารับเธอได้ไหมตอนหนึ่งทุ่ม เพราะเขาได้บอกเธอเอาไว้ว่าเขาจะเป็นคนไปส่งเธอไปงานที่หน้าไร่ ถ้ากระทิงไม่ส่งรถของเธอกลับบ้านไปเธอก็คงไม่ต้องรบกวนให้ เขาไปส่ง“ได้ตอนทุ่มหนึ่งเดียวพี่ไปรับ”“ค่ะ”เมื่อได้ยินคำตอบรับของชายหนุ่มร่างโตแล้วกอหญ้าจึงบอก
“ก๊อก ก๊อก ก๊อก”เสียงเคาะประตูดังขึ้น ทำให้หญิงสาวที่นอนหลับสบายรู้สึกตื่นขึ้นมา เมื่อเธอเหลียวมองดูนาฬิกาก็พบว่าตอนนี้เป็นเวลาเที่ยงตรงแล้ว“เป็นยังไงบ้าง” ไม่ต้องเดาเลยว่าคนที่มาเคาะประตูนั้นเป็นใครเพียงแค่เคาะประตูสามครั้งเท่านั้นยังไม่รอให้กอหญ้าได้อนุญาตเลย กระทิงก็พรวดพราดเข้ามาในห้องทันที
ตะวันพ้นขอบฟ้าแสงแดดสาดส่องเข้ามาในห้องทำให้กอหญ้ารู้สึกตื่นขึ้นมาด้วยความงัวเงียตาของเธอยังไม่สามารถมองได้อย่างชัดเจน เพราะดวงตาของเธอนั้นกำลังปรับแสงให้เข้ากับแสงภายในห้อง มืออีกข้างหนึ่งของเธอก็ควานหานาฬิกาเพื่อจะหาดูเวลาว่าตอนนี้เป็นเวลาเท่าไหร่แล้ว“เอ๊ะ??? นาฬิกาหายไปไหน ทำไมมันหาไม่เจอมันไ
ปากเล็กๆ ที่กำลังกลืนกินกันไปมาต่างรับรส ในช่องปากของกันและกันอย่างหอมหวานถึงแม้ว่าฝ่ายหญิงจะดูไม่ประสีประสามากนักแต่ก็เหมือนกับว่า เธอกำลังคล้อยตามเขาและกำลังฝึกจากการกระทำของชายหนุ่ม หญิงสาวเธอเริ่มจะโต้ตอบอีกฝ่ายโดยการจูบตอบชายหนุ่มบ้างในบางครั้ง ทั้งสองต่างแลกน้ำลาย และถ่ายเทอากาศให้กันและกันไ







