تسجيل الدخول...แต่ทุกอย่างต้องรอบคอบจะผลีผลามถามมาตอบไปไม่ได้ และที่สำคัญคือต้องไม่ให้เขารู้ว่าเธอเป็นใคร แล้วคำสั่งจากท่าน ผบ.ตร. ก็เข้ามาย้ำเตือนในใจ
(ถ้ามีอะไรผิดพลาดก็ใช้ไหวพริบทำให้งานเดินหน้าต่อบนความผิดพลาดนั้นแหละ!! แล้วรีบหาทางขอความช่วยเหลือมา) ...เมื่อตกอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่สามารถวิเคราะห์ได้ ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าที่นั่นหรือบุคคลนั้นอาจทำให้เกิดความเสี่ยงต่อชีวิตและงาน และแล้วเบญรดาก็สรุปกับตัวเองได้ว่าทำอย่างไรก็ได้เพื่อไม่ไห้ความผิดพลาดครั้งนี้กระทบต่องาน แล้วเบญรดาการละครก็เริ่มขึ้น “คุณคะ!! ที่นี่ที่ไหน!! แล้ววว เอ่อออ...เกิดอะไรขึ้น!! คืออออ...แล้วทำไมฉันมองอะไรก็ไม่ค่อยชัดล่ะคะ!! ฉันเห็นว่ามีคนอยู่สามคนแต่มันเห็นรางๆ น่ะค่ะ!! ทำไมตาฉันมองอะไรไม่ชัดเลยทำไมเนี่ยะ!!” ... อยู่ๆ เธอก็พูดเหมือนตื่นกลัวขึ้นมาแล้วหันมองรอบๆ อีกครั้ง แล้วทำหน้าเหรอหราเหมือนหาจุดโฟกัสการมองไม่ได้ อาการตาพล่ามัวนี่เกิดขึ้นกับเธอจริงและเคยศึกษามาบ้างว่าอาจเกิดจากการที่ศีรษะถูกกระแทกอย่างแรงแต่มันจะมีอาการแค่ชั่วคราว แต่นี่คือการพลิกสถานการณ์ให้ตัวเองมีปัญหาการมองเห็นและแกล้งเป็นจำอะไรไม่ได้เพื่อหลีกเลี่ยงการตอบคำถาม (ใช่แล้ว!!! ต้องมองไม่เห็นและต้องจำเหตุการณ์ไม่ได้เพื่อจะได้ไม่ต้องตอบคำถามเยอะแยะ ส่วนจะส่งผลต่อไปอย่างไรก็ค่อยแก้ปัญหาเฉพาะหน้าไปทีละเปราะก็แล้วกัน) ...โอมเริ่มกังวลกับอาการดูตื่นกลัวของคนเจ็บ “คุณมองไม่เห็นเหรอ!! แต่เมื่อกี้เหมือนคุณมองผมอยู่นะแล้วทำไมมองไม่เห็นล่ะ มองเห็นมั้ย!!! หรือว่านี่อาจจะเกิดจากที่คุณถูกทำร้ายมา ผมถึงบอกว่าคุณต้องไปโรงพยาบาลยังไงล่ะ!!” ...เขาพูดอย่างแปลกใจแต่ก็เห็นใจคนเจ็บ ว่าอาการแบบนี้อาจส่งผลกระทบต่อระบบประสาทตา หรืออาจมีเลือดคั่งในสมองก็ได้ การช่วยพาเธอไปโรงพยาบาลจึงเป็นสิ่งที่เขาควรทำอย่างยิ่ง ...เบญรดาแอบสะดุ้งอีกครั้งกับคำว่าโรงพยาบาล พี่ชายคนนี้ต้องการช่วยเราและดูท่าทางคงไม่ได้เป็นคนใจร้ายใจดำอะไร เพราะฉะนั้น... “เอ่ออ!! คือออ...เดี๋ยวค่ะ!! คุณให้เวลาฉันสักครู่ได้มั้ยคะ!! คือ..คือๆๆ ฉันกำลังทบทวนอยู่ว่าเกิดอะไรขึ้น ตอนนี้ที่จำได้คร่าวๆ เอ๊ะฉันถูกตีเข้าตรงนี้ใช่มั้ยคะ!! เอ๊ะใช่มั้ยนะ!! คือ..เพราะไปเห็นพวกนั้นเอ่อออ...อ้อ พวกนั้นส่งของผิดกฎหมายกันน่ะค่ะ!! มันเลยทำร้ายฉัน ทีนี้ฉันจำได้ว่าหนึ่งในนั้น อ่า...ทะ ทำงานอยู่ที่โรงพยาบาลค่ะ!! ฉันเลยกลัวว่าถ้ามันเห็นฉันแล้วมันจะแอบทำร้ายฉันทีหลังน่ะค่ะ เออใช่ๆ ฉันจำได้เท่านี้แหละค่ะ!! ทีนี้คุณอย่าพาฉันไปโรงพยาบาลเลยนะคะ!!!” ...เบญรดาพูดไม่ค่อยลื่นเพราะต้องพูดไปด้วยและคิดแต่งเรื่องโกหกไปด้วยเพื่อไม่ให้เขาพาไปโรงพยาบาล เพราะหากไปก็ต้องมีการซักประวัติและสอบถามอะไรมากมายซึ่งจะทำให้ไม่สะดวกในการทำงาน “เอ้าคุณก็บอกมาสิว่ามันทำงานโรงพยาบาลไหน!! เราจะได้ไม่ไปที่นั่น!! เชียงใหม่มีโรงพยาบาลเยอะแยะ!! ไปเถอะ!!” ...โอมเร่งเร้า และอาการรนรานของเธอก็ยิ่งทำให้เขารู้สึกว่าต้องรีบนำเธอส่งให้ถึงมือแพทย์โดยเร็วที่สุด ...แต่เบญรดาแกล้งดันร่างตัวเองขึ้นนั่งอีกครั้งแล้วมองไปยังเขาพร้อมทั้งทำตาลอยๆ “เอ้ะ!! นี่ฉันยังอยู่เชียงใหม่เหรอคะ!!” ...ยิ่งเธอพูดยิ่งทำให้โอมสงสัยและกังวลมากขึ้น ว่าเธออาจได้รับอาการข้างเคียงที่เป็นอันตราย “ผมว่าเรารีบไปกันเหอะ!! ดูท่าจะไม่ค่อยดีแล้วล่ะ เอ้าแสงดาวมาพยุงคุณเขาหน่อย พาไปที่รถเลย!! เดี๋ยวผมไปเอาของที่ห้องแล้วจะรีบตามไป!!” ...โอมหันไปบอกแสงดาวอย่างร้อนใจ จนผู้หญิงคนนั้นรีบปรี่เข้ามานั่งยังขอบเตียง ส่วนเขาก็กำลังจะลุกจากเก้าอี้ ...เบญรดาเห็นทุกคนกำลังเคลื่อนไหวอย่างรีบเร่งเพื่อจะนำเธอไปโรงพยาบาล เธอจึงรีบโน้มตัวไปคว้าข้อมือเขาไว้ โอมซึ่งลุกขึ้นยืนและทำท่าจะเดินไปก็ต้องหยุดเพราะถูกรั้งข้อมือไว้ “เดี๋ยวค่ะ!!” ...เธอพูดได้แค่นั้นก็นึกขึ้นได้ว่ากำลังสวมบทบาทมองไม่เห็นจึงรีบปล่อยมือเขาแล้วทำท่าคว้าเปะปะไปมาจนหญิงที่ชื่อแสงดาวต้องรีบจับมือเธอมากุมไว้ “ไปโฮงยานะเจ้า!!! ฮื้อหมอเปิ้นผ่อเปิ้นเช็คนะเจ้า!! จะได้ฮู้ว่าบ่เป็นหยังนักน่ะเจ้า!!” ...แสงดาวบอกเธอด้วยความเอ็นดูลูบมือที่กุมไว้ไปมาเพื่อถ่ายทอดว่าห่วงใย เบญรดาสัมผัสได้ถึงความเมตตานั่นจึงคิดว่าน่าจะเข้าทางที่เธอจะใช้ความไร้เดียงสาออดอ้อนเพื่อช่วยเบี่ยงสถานการณ์ เธอจึงใช้อีกมือจับมือแสงดาวทับซ้อนกับมือที่จับมือเธออยู่ “ขอบคุณมากนะคะ!! แต่ฉันไม่เป็นอะไรมากค่ะ คือว่าถ้าจะขอข้าวสักจานได้มั้ยคะ!! ฉันหิวมากค่ะ” ...เบญรดาใช้น้ำเสียงให้ฟังดูน่าเห็นใจและน่าเอ็นดูจนแสงดาวเกิดความสงสารจับใจ การละครดูจะสมจริงเพราะเธอก็ปวดหัวจริงๆ สีหน้าเลยดูไม่สุ้ดีนักแต่ทำให้เข้าใจว่าหิวข้าวมาก “โถๆๆๆ...แม่คู๊ณณณ!! น่าเอ็นดูแต๊ๆ เน้อ...คุณโอมเจ้า!! ฮื่อเปิ้นกิ๋นข้าวกำได้ก่อเจ้า เปิ้นหมดสติไปตึ้งคืนนี่ก็ขวายแล้ว ยังบ่มีหยังตกถึงต๊องเลยน่ะเจ้า” ...แสงดาวหันไปพูดกับเจ้านายหนุ่ม ประหนึ่งว่าขอความเห็นใจแทนคนเจ็บ ...โอมมองหน้าแสงดาวทีหน้าคนเจ็บที เมื่อเห็นสีหน้าเศร้าๆ เลยหยุดเร่งที่จะไปโรงพยาบาลและคิดว่ามันก็แน่ล่ะที่ต้องหิว ก็เมื่อสลบไปตั้งแต่เมื่อคืนจนสายวันนี้แล้วยังไม่มีข้าวตกถึงท้องสักเม็ด “อืมโอเคเอาสิครับ!! ก็ดีนะจะได้มีกำลังขึ้นหน่อย งั้นเดี๋ยวทานข้าวเสร็จค่อยไปก็ได้ครับ แต่ตอนนี้คุณโอเคหรือเปล่า!! เจ็บมากมั้ย!! ยังไงก็นอนรออยู่นี่แล้วกันเดี๋ยวให้แสงดาวไปดูอะไรมาให้” ...จากความกังวลว่าสมองคนเจ็บจะได้รับกระทบกระเทือนมากเมื่อสักครู่เปลี่ยนเป็นความรู้สึกเห็นใจและเข้าใจ เพราะเขาเห็นว่าเมื่อวานหัวค่ำเธอวิ่งหน้าตั้งเพื่อหนีชายกลุ่มนั้น คงเสียพลังงานไปเยอะ “ฉันขอบพระคุณทุกคนมากนะคะ” ...เบญรดายกมือไหว้กราดไปทั่วเหมือนนักมวยไหว้ครูอยู่บนเวที “อื๊มมมม!! บ่เป็นหยังเจ้า คุณโอมเปิ้นใจดีหมู่เฮากู้คนฮักเปิ้นขนาด กะอีแค่ฮื่อข้าวคนเจ็บคนป่วยสักจานนี่บ่เป็นหยังนะเจ้า รอสักกำเน้อเดี๋ยวปี้ไปผ่อกำว่ายังมีหยังผ้อง กำเดี๋ยวๆ” ...เสียงพูดเนิบๆ ฟังไพเราะและใจดีของแสงดาวสร้างความโล่งอกให้คนเจ็บ แต่ก็รู้สึกละอายใจอยู่ลึกๆ ที่ขี้จุ๊ออกไปเพราะจำเป็น....................
...สายอีกวันรถยนต์ส่วนบุคคลเจ็ดที่นั่งของโอมก็มาจอดตรงหน้าอาคารราชการในเมือง โอมในชุดสไตล์การแต่งกายที่คุ้นเคยยืนอยู่กับเบญรดาในชุดเสื้อยืดสีขาวสะอาดกางเกงยีนส์สีเข้ม โอมมองหน้าเบญรดาแล้วยิ้ม“พร้อมยัง!!”“มาขนาดนี้แล้วถ้าไม่พร้อมนี่เสียฟอร์มแย่สิ หึหึ”“ดีมาก งั้นไป”...ว่าแล้วโอมก็จูงมือเบญรดาเดินเข้าไปยังสำนักงานราชการเพื่อทำการจดทะเบียนสมรสตามที่ได้ตกลงกันไว้เมื่อคืน และเขาก็โทรไปคุยกับท่านนายพลและคุณปรียารวมทั้งวิทเรียบร้อยแล้วด้วย หลังจากคุยกับฝั่งเบญรดาแล้วเขาก็โทรบอกพ่อกับแม่เขาเองด้วยแล้วเล่าทุกอย่างให้ฟังคร่าวๆ เมื่อผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายไม่มีปัญหาเขาก็พาเธอมาจดทะเบียนเลยในวันนี้...ทุกอย่างเป็นไปตามข้อตกลงและยินยอมของเธอกับเขาและผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่าย นั่นคือจะไม่มีการจัดงานแต่งงานหรืองานเลี้ยงใดๆ เพราะให้เกียรติตำแหน่งและหน้าที่ของเบญรดาที่ยังคงอยู่แบบไร้ตัวตนตามที่เธอร้องขอ...โอมที่วันนี้สีหน้าเปลี่ยนเป็นคนละคนกับวันก่อนๆ หัวใจเขาได้รับการซ่อมแซมแล้วตั้งแต่เมื่อคืนซึ่งถือว่าเขายังโชคดีที่เบญรดากลับมาทันเวลา เพราะไม่อย่างนั้นเขาอาจหลับไม่ตื่นไปแล้วจากการรอเธออย่างไม่มีจุดหมาย...
“มีวันนึงพี่วิทไปทำงานแล้วโดนตามค่ะ พี่วินก็โดนตาม ดีที่ไหวตัวทันเลยย้ายกันไปอยู่บ้านอีกหลังแล้วทำงานอยู่ที่บ้านค่ะ แล้วก็เปลี่ยนซิมใหม่กันหมดเพราะป๊ายื่นเรื่องไปที่ตำรวจไซเบอร์จนได้รู้ว่ามันตามจากเบอร์โทรค่ะ ส่วนที่พี่วิทไม่ติดต่อกลับหาคุณเพราะ เอ่อ...”“เพราะอะไร!!”“เอ่อ..คือ เพราะป๊าถามฉันว่าถ้ายังเสี่ยงอยู่แบบนี้แล้วจะยังอยากกลับมาหาคุณไหม ตอนนั้นฉันนอนหยอดข้าวต้มอยู่แล้วคิดว่าถ้าฉันเลือกเส้นทางนี้แล้วและตอนนี้ก็เจ็บสาหัสยิ่งอนาคตก็ยิ่งบอกไม่ได้ว่าจะตายหรือจะรอด ฉันเลยบอกป๊าว่าไม่ขอไปต่อกับคุณแล้วค่ะ ป๊าเลยบอกพี่วิทว่าถ้าฉันเลือกแบบนั้นก็ให้พี่วิทหยุดคุยเรื่องฉันกับคุณไปเลย แค่ให้คนที่บริษัทดำเนินการเรื่องงานไปตามปกติ และรอดูสถานการณ์ดีขึ้นเมื่อไหร่พี่วิทค่อยกลับมาคุยงานกับคุณเหมือนเดิม ป๊าบอกว่าให้ความเงียบค่อยๆ บอกคุณเอง เอ่อคุณอย่าโกรธป๊านะคะ ถ้าจะโกรธก็โกรธฉันนี่” ...โอมยิ่งฟังก็ยิ่งคิดว่านี่คือรายละเอียดสำคัญทั้งนั้น แต่สิ่งสำคัญที่สุดสำหรับเขาตอนนี้คือนี่ไม่ใช่หรือคือปาฏิหาริย์ที่เขาร้องขอทุกวันทุกคืนทั้งๆ ที่เธอตัดเขาไปแล้ว แต่แล้วเธอก็กลับมา เขาค่อยๆ เลื่อนมือข้างหนึ่งไป
...เขาหลับลึกจนฝันเห็นเบญรดาอยู่บ่อยครับ และครั้งนี้ก็เช่นกันที่เขากำลังฝันว่าเธอมาหามาดูแลเขา มาถามไถ่สารทุกข์สุกดิบโดยเธอมานั่งตรงริมขอบที่นอนแล้วยกฝ่ามือขึ้นแตะหน้าผากเขาเพื่อจะดูว่าความร้อนจากอาการไข้ได้ลงลงหรือยัง...ในฝันนั้นเขาเห็นว่าขณะเธอกำลังใช้มืออังหน้าผากเขาอยู่นั้น และเขาก็กลัวว่าเธอจะดึงมือกลับเขาเลยรีบคว้ามือนั้นเอาไว้เพราะไม่อยากให้เธอจากเขาไปอีก“น้องเบล!!!”...โอมเผลอเรียกชื่อนั้นออกมาพร้อมร่างที่สะท้านตัวขึ้นตามความกลัวว่าเธอจะหายไป จนเมื่อลืมตาขึ้นถึงได้รู้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นแค่ความฝัน...แต่ความฝันทำไมเหมือนจริงเสียเหลือเกิน เพราะขนาดรู้สึกตัวแล้วก็ยังรู้สึกว่ามือเขากำลังกุมมือใครอยู่“เป็นอย่างไรบ้างคะ!! พี่แสงดาวบอกว่าคุณไม่สบายเลยกินยาแล้วนอน ตอนนี้ดีขึ้นหรือยัง!!”...น้ำเสียงที่คุ้นเคยนั้นถามเขา แต่เพราะโอมยังตกอยู่ในความงุนงงว่านี่คือความฝันหรือความจริง เขามองผู้หญิงที่นั่งอยู่ข้างเขาตอนนี้ เธอสวมเสื้อเชิ้ดรัดรูปสีฟ้าอ่อนและกางเกงผ้าสีดำ และหน้าตาท่าทางเธอคนนี้ก็เหมือนคนที่จากเขาไปแล้วทุกกระเบียดนิ้ว...โอมรู้สึกลำคอตีบตันขึ้นมาอีกแล้วเพราะคิดว่ามีแต่คนใจ
...จากหนึ่งวันเป็นสามวัน จากสามวันเป็นอาทิตย์ จากอาทิตย์ก็ผ่านไปเป็นเดือน จนวันเวลาล่วงเลยเข้าเดือนที่สาม...ชายหนุ่มที่ชื่ออภิภัทร์หรือโอมยังคงใช้ชีวิตปกติกับธุรกิจฟาร์มกล้วยไม้กลางดอยแม่แจ่ม และนับวันก็ยิ่งมีหน่วยงานต่างๆ ได้ติดต่อเข้ามายังบริษัทขนาดกลางของเขาเพื่อขอเป็นคู่ค้าบ้างและสั่งจองดอกกล้วยไม้จากฟาร์มเพื่อประดับตกแต่งรองรับงานต่างๆ มากมายจนแต่ละเดือนมียอดขายพุ่งสูงขึ้นอย่างน่ายินดี...และแม้ว่ากิจการจะเติบโตและสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนได้มากมาย แต่ผู้เป็นเจ้าของกิจการกลับไม่มีความสุขจากธุรกิจที่เติบโตขึ้นเลย จากชายหนุ่มบุคลิกดีหน้าตาดีจนเป็นที่แอบถูกใจของสาวๆ มากมายและจิตใจที่เคยแข็งแกร่งแต่โอบอ้อมอารี ...กลายเป็นตอนนี้ผู้ชายที่ชื่อโอมซูบผอมลงมาก หน้าตาก็ดูเคร่งเครียดตลอดเวลาไม่ค่อยพูดค่อยจาเหมือนเมื่อก่อน และน้อยครั้งมากที่เขาจะแสดงตัวต่อสังคมหรือที่ไหนๆ ก็ตาม เพราะงานทุกอย่างสามารถสั่งการผ่านผู้จัดการและอินตาได้ เขาจึงมีโลกส่วนตัวที่ส่วนใหญ่จะอยู่แค่บ้านพักริมหน้าผากับกระท่อมปีกไม้กลางสวนกล้วยไม้เท่านั้น...แม้แต่อัญชิกาเองเขาก็เลือกที่บล็อคเบอร์เธอและบอกให้ผู้จัดการในบริษัท
...และแล้วเวลาก็ผ่านไปอีกหนึ่งวันเต็มๆ ที่โอมไม่สามารถทำอะไรได้เลย เขาอยากจะติดต่อคนโน้นคนนี้เพื่อตะล่อมถามก็เกรงว่าจะเป็นการเปิดเผยสถานะของเบญรดาออกไป เขาจึงตกอยู่ในภาวะเครียดอย่างหนัก...ขณะที่เขานั่งเคร่งเครียดอยู่ในห้องนั่งเล่นซึ่งแยกส่วนมาจากห้องโถงนั้น เสียงโทรศัพท์มือถือก็ดังขึ้น เขารีบหยิบมาดูก็เห็นว่าเป็นเบอร์ที่ไม่คุ้นเคยแต่ก็รีบกดรับเพราะหวังว่าจะมีข่าวเบญรดา“ฮัลโหล สวัสดีครับคุณโอม ผมชื่อศิรวัฒน์นะครับ”“ฮัลโหล ครับสวัสดีครับ”“คือคุณวีรวิทย์เจ้านายของผมมอบหมายให้ผมเป็นคนติดต่อประสานงานเรื่องกล้วยไม้กับคุณตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปนะครับ”...คำพูดจากคนที่โทรมาทำให้โอมแปลกใจ“อ้าวแล้วคุณวิทล่ะครับ ผมพยายามโทรติดต่อ แต่ติดต่อไม่ได้เลย ไม่ทราบว่าเกิดอะไรขึ้นหรือเปล่าครับ”...โอมรีบถามกลับอย่างร้อนใจ เพราะนี่คงเป็นความหวังเดียวที่เขาจะได้รู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้น“คุณวีรวิทย์ลางานยาวเลยครับ ลาแบบไม่มีกำหนดและไม่ได้บอกไว้ครับว่าลาทำไม ลาไปไหน บอกอย่างเดียวว่าลาแบบไม่มีกำหนดเพราะมีเรื่องสำคัญมากต้องจัดการ และฝากบอกคุณว่าช่วงนี้ยังไม่ต้องไปที่บ้านนะครับเพราะตอนนี้ไม่มีใครอยู่เลย เลยเกรง
...โอมขับรถมาตามถนนสายหลักจนมาถึงทางแยกเข้าสู่ถนนเป้าหมายเพื่อไปยังโกดังพ่อเลี้ยงทรงพล แต่ข้างหน้าเขาเห็นตำรวจจราจรหลายนายคอยโบกมือส่งสัญญาณห้ามรถเลี้ยวเข้าถนนเส้นนั้น และทำการโบกมือส่งสัญญาณให้รถเบี่ยงไปทางอื่น...นี่คือช่วงเวลาเคลียร์พื้นที่ เจ้าหน้าที่จึงต้องคอยกันไม่ให้ประชาชนเข้าไปใกล้พื้นที่ที่เกิดเหตุ...โอมหักพวงมาลัยเข้าซ้ายมือเพื่อจอดรถตรงข้างทางก่อนจะถึงทางแยกที่มีตำรวจจราจรยืนอยู่นั่น เพราะต่อให้เขาไปต่อเขาก็คงเข้าไปไม่ได้อยู่ดี เขาลงมายืนดูสถานการณ์ว่าพอจะมีทางได้เข้าไปเส้นทางนั้นได้หรือไม่...รถราเริ่มหนาตาขึ้นและชะลอเป็นคอขวดอยู่เต็มถนนเส้นหลัก เพราะข้างหน้ามีเจ้าหน้าที่คอยเปิดทางให้รถวิ่งผ่านเป็นระยะๆ...แล้วเสียงเฮลิคอปเตอร์ก็ดังกระหึ่มขึ้นอีกครั้ง เขาเงยหน้ามองตามใบพัดยักษ์ที่ค่อยๆ เคลื่อนตัวสูงขึ้นๆ นั่น ใจโอมเต้นโครมครามไม่เป็นจังหวะและมีแต่ความสงสัยว่าจะมีใครอยู่บนเฮลิคอปเตอร์นั่นบ้าง จะมีเบญรดาอยู่ด้วยไหม!! ถ้าเธออยู่ด้วยเธอปลอดภัยดีใช่ไหม!!...แต่แล้วโอมก็ทำได้แค่ยืนแหงนมองเฮลิคอปเตอร์ที่ดังสะท้านไปทั้งน่านฟ้าเมืองเชียงใหม่ ก่อนจะค่อยๆ หายลับไปสุดปลายฟ้านั่น แต่







