تسجيل الدخول...อุมาพรหรือออม ขับรถเก๋งสีขาวไปตามถนนสายหลักมุ่งหน้าไปยังจังหวัดเชียงรายเพื่อนำสิ่งของที่ลูกน้องของพ่อเลี้ยงทรงพลนำมาส่งให้เธอเมื่อเช้าและบอกว่าให้เธอนำไปส่งต่อยังที่ที่พ่อเลี้ยงรออยู่
...ออมขับรถมาเรื่อยๆ จนเกินครึ่งทางแต่ทันใดนั้นสายตาเห็นมีการตั้งด่านไปแต่ไกลเธอจึงชะลอความเร็วของรถ...เจ้าหน้าที่ตำรวจนายหนึ่งโบกมือส่งสัญญาณให้เธอจอดรถ ออมจึงจอดรถตรงหน้าด่านตรวจและคิดว่าไม่น่าจะมีอะไรแต่ก็รู้สึกไม่ค่อยพอใจที่ต้องมาเสียเวลากับตรงนี้ เมื่อจอดรถสนิทแล้วเธอก็ลดกระจกลง
“ขออนุญาตนะครับคุณผู้หญิง เจ้าหน้าที่ตำรวจจะขอตรวจเช็คตามหน้าที่หวังว่าคงจะได้รับความร่วมมือนะครับ”...ตำรวจนายนั้นเดินมากล่าวขออนุญาตพร้อมแสดงความเคารพด้วยการยกมือวันทยาหัตถ์
...ออมได้ยินดังนั้นจากสีหน้าเรียบเฉยก็เปลี่ยนเป็นตึงๆ ส่งสายตาไม่พอใจอย่างชัดเจน
“อะไรกันมาตร่งมาตรวจอะไรกับฉัน!! โน่นคันอื่นมีเยอะแยะไปตรวจสิ!! อย่ามายุ่งกับฉันไม่รู้เหรอว่าฉันเป็นใคร!! แล้วนี่ฉันมีธุระด่วนต้องรีบไป!!”
...ออมกระแทกเสียงกลับไปโดยไม่คิดจะเก็บอารมณ์
“ขอโทษครับเราทำตามหน้าที่ ขอตรวจเช็คครู่เดียวคงไม่เสียเวลามากหรอกครับช่วยเปิดกระโปรงท้ายรถด้วยครับคุณผู้หญิง”
...ตำรวจยืนกรานเสียงเข้ม และชี้มือไปยังท้ายรถเพื่อให้เธอปลดล็อคเปิดฝากระโปรงท้ายรถเก๋ง“เอ๊ะ!!! ฉันบอกว่ารีบๆๆๆ ไม่ได้ยินหรือไง!!! นี่ฉันเป็นภรรยาพ่อเลี้ยงทรงพลนะ!!! ยังจะตรวจอีกไหม!!”
...ออมพูดแล้วชักสีหน้าไม่พอใจมากขึ้นพร้อมทั้งบอกสถานนะของตัวเอง
...นายตำรวจได้ยินดังนั้นถึงกับจ้องมองเธอด้วยสายตาที่คิดไม่ถึงว่าทำไมเธอคนนี้ถึงได้กล้าอ้างชื่อพ่อเลี้ยงทรงพลซึ่งเป็นบุคคลที่ตำรวจรู้จักดีทั้งพื้นที่เชียงใหม่และเชียงราย
“ต้องขออภัยด้วยนะครับ!! ไม่ว่าจะเป็นใครเราก็ต้องทำตามหน้าที่เท่าเทียมกันหมด ผมขอให้คุณเปิดฝากระโปรงรถด้วยครับ!!”
“นี่พูดไม่รู้เรื่องหรือไง!!! จะให้ฉันโทรบอกพ่อเลี้ยงไหมว่ากำลังจะโดนตรวจค้น!! ฉันจะบอกให้นะถ้าพ่อเลี้ยงรู้ว่าพวกคุณมาเบ่งกับฉันล่ะก็เตรียมโดนเด้งกันได้เลย!!”
...ออมโต้กลับดังลั่นจนเกือบเป็นตะโกน แต่ออมไม่รู้เลยว่ากิริยาวาจาที่แสดงออกมานั้นยิ่งสร้างพิรุธให้เจ้าหน้าที่ตำรวจสงสัยมากขึ้น
“ถ้าคุณผู้หญิงเป็นภรรยาของพ่อเลี้ยงจริงๆ ก็ต้องให้เราตรวจค้นดีๆ สิครับ!! ไม่เห็นต้องโวยวายเลย ยิ่งพ่อเลี้ยงด้วยแล้วเราก็ได้รับความร่วมมือจากท่านทุกครั้งที่มีการตรวจค้น ผมขอย้ำอีกครั้งว่าให้คุณเปิดกระโปรงท้ายรถเดี๋ยวนี้!! ถ้าคุณไม่เปิดเราจะถือว่าคุณขัดขืนเจ้าพนักงานในการตรวจค้นและจำเป็นต้องเชิญคุณไปโรงพักนะครับ!!”
...นายตำรวจโต้กลับและสีหน้าจริงจังมากขึ้น
...ออมเห็นท่าไม่ดียิ่งเมื่อตำรวจอ้างว่าพ่อเลี้ยงยังเคยให้ความร่วมมือแล้วทำไมเธอจะทำแบบนั้นด้วยไม่ได้ เลยจำเป็นต้องเปิดล็อคฝากระโปรงรถเพื่อให้เจ้าหน้าที่ตรวจค้น แม้ไม่เต็มใจนักแต่ดูแล้วยิ่งขัดขืนโต้เถียงก็ยิ่งจะทำให้เสียเวลามากขึ้น
...นายตำรวจผู้นั้นส่งสัญญาณมือเรียกเจ้าหน้าที่มาสมทบเพื่อร่วมตรวจค้นจนเมื่อเดินไปเปิดฝากระโปรงรถก็เห็นกล่องกระดาษที่รัดด้วยสก็อตเทปไว้อย่างดีและหนาแน่นจึงมีการสอบถามออมซึ่งลงจากรถแล้วเดินตามมาว่าข้างในกล่องคืออะไร
“ข้างในเป็นเนื้อเยื่อกล้วยไม้!!”
...ออมตอบห้วนๆ ตามที่ลูกน้องของพ่อเลี้ยงบอกไว้แม้ไม่พอใจที่คนระดับเธอต้องลงมาตอบคำถามตำรวจที่ควรยำเกรงพ่อเลี้ยงแต่ก็พยายามเก็บอาการเต็มที่เพื่อให้ดูว่าเธอให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี
...แต่ตำรวจยังไม่เชื่อจนกว่าจะได้เห็นของที่บรรจุอยู่ด้านในจริงๆ
“ถ้าอย่างนั้นช่วยเปิดกล่องให้ดูหน่อยครับ!!”
“จะบ้าเหรอถ้าเปิดของก็เสียน่ะสิ!! เนี่ยถ้ามันโดนแดดมันจะเสียทันทีเพราะนี่คือเนื้อเยื่อกล้วยไม้รู้จักไหม!!”
“กรุณาเปิดกล่องครับถ้าคุณไม่เปิดผมจะเปิดเอง!! หมวดภิรมณ์ขอคัดเตอร์ให้คุณผู้หญิงหน่อย!!”
...นายตำรวจสั่งเสียงเข้มหน้าตาดุดันจนออมตกใจและเริ่มกลัว เธอจึงจำเป็นต้องรับมีดคัตเตอร์จากนายตำรวจอีกคนมากรีดเปิดกล่องอย่างไม่เต็มใจนัก
...แต่เมื่อออมเปิดฝากล่องขึ้น
“เฮ้ยยยยยย!!!! นี่มันๆๆ..นี่..เอ่อออ...ไม่นะ!!! ไม่ใช่สิ!! มันต้องเป็นขวดใส่เนื้อเยื่อกล้วยไม้สิ!!! ไม่ใช่ไอ้นี่...แล้ว...เอ่อ แล้วไอ้นี่มาได้ยังไง!!” ...ออมตกใจจนพูดตะกุกตะกักเพราะภายในกล่องที่ถูกเปิดออกมาทำให้ทุกคนถึงกับตะลึงทีเดียว “เจ้าหน้าที่ล็อคตัวไว้!!!” ...คำสั่งเฉียบขาดของนายตำรวจผู้นั้นหรือคือสารวัตรซึ่งเป็นหัวหน้าชุดด่านตรวจแห่งนี้ให้ผู้ใต้บังคับบัญชาเข้าล็อคตัวออมทันที “ไม่นะ!!! ไม่จริงอ่ะ!! ก็ไอ้อาซือมันบอกว่าเป็นเนื้อเยื่อกล้วยไม้ที่พ่อเลี้ยงจะเอาไปให้เจ้าของฟาร์มที่เชียงรายเพาะต่อ แล้วทำไมเป็นแบบนี้ไปได้ล่ะ!! ฉันไม่เกี่ยวนะ!!! อย่ามาแตะต้องตัวฉัน!!! ฉันไม่รู้เรื่อง!! กรี๊ดดดดด!!” ...ออมส่งเสียงโวยวายและกรีดร้องเหมือนคนเสียสติและพยายามสะบัดหนีจากการจับกุม...ภายในกล่องกระดาษที่ทุกคนเห็นนั่นมีถุงซิปล็อคสีใสขนาดเล็กเหมือนซองยาซึ่งเห็นเม็ดยาข้างในอย่างชัดเจนที่คาดคะเนด้วยสายตาน่าจะหลายร้อยถุง และทั้งตำรวจและออมก็รู้ทันทีว่านั่นคือยานรก
“จะจริงไม่จริงคุณก็เห็นอยู่ว่ามันเป็นยาบ้า!! แล้วคุณเป็นคนเปิดกล่องเองด้วยส่วนจะเกี่ยวข้องหรือไม่ค่อยว่ากันตามขั้นตอนนะครับ!! แต่ในเมื่อตอนนี้ยาบ้าอยู่ในรถของคุณซึ่งคุณเป็นคนขับยังไงก็ต้องไปโรงพักกับเราและอย่าให้ถึงกับใส่กุญแจเลยครับ เราให้เกียรติคุณและคุณก็ขัดขืนการจับกุมไม่ได้อยู่แล้ว แต่ถ้าคุณจะขัดขืนเราจะใส่กุญแจมือทันที!!”
...น้ำเสียงจริงจังของสารวัตรทำให้ออมทั้งตกใจทั้งกลัวและโมโหในคราวเดียวกันเพราะคิดไม่ถึงว่าจะเป็นแบบนี้ แต่เธอก็รีบล้วงกระเป๋ากางเกงผ้าสีดำหยิบโทรศัพท์มือถืออย่างรนรานเพื่อจะโทรหาพ่อเลี้ยงทรงพล
...แต่เคราะห์ซ้ำกรรมซัดจริงๆ เมื่อเสียงปลายทางเป็นเสียงอัตโนมัติว่าว่าไม่สามารถติดต่อเลขหมายปลายทางได้...จะติดต่อได้อย่างไรเมื่อสายลับของพ่อเลี้ยงทรงพลได้ทำการโทรแจ้งแก่พ่อเลี้ยงก่อนแล้วว่าของที่คุณอุมาพรกำลังนำไปส่งยังปลายทางถูกตำรวจค้นเจอระหว่างทางเสียแล้ว
...จึงเป็นอันรู้กันว่าถ้าออกประตูนี้พ่อเลี้ยงทรงพลต้องปิดโทรศัพท์มือถือทันทีเพื่อตัดขาดการสื่อสารทั้งหมด
“โธ่เว้ยบ้าอะไรเนี่ย!! ทำไมโทรไม่ติดมันหมายความว่ายังไง!!”
...ออมสบถอย่างเกรี้ยวกราดเมื่อไม่สามารถติดต่อพ่อเลี้ยงทรงพลได้
...เจ้าหน้าที่จำนวนสี่นายทำการยืนล้อมตัวออมไว้และกล่าวเชิญไปโรงพักอีกครั้ง แต่ออมก็ยังดึงดันไม่ยอมเดินไปขึ้นรถตำรวจ จนสุดท้ายเจ้าหน้าที่ตำรวจก็ต้องกระทำในสิ่งที่ไม่อยากทำนั่นคือการใส่กุญแจมือ
...การจับกุมออมกลายเป็นเป้าสายตาจากคนที่กำลังจอดรถให้ตำรวจตรวจค้น และนี่คือสถานการณ์ที่น่าอับอายที่สุดในชีวิตเของเธอคนนี้
“กรี๊ดดดด!! มันเป็นแบบนี้ได้ยังไง!!”
...ออมกรีดร้องโวยวายสุดเสียงแต่สุดท้ายก็ถูกต้อนให้ไปขึ้นรถตำรวจซึ่งจอดอยู่ชิดริมทางโดยมีนายตำรวจผู้หนึ่งถือกล่องกระดาษขนาดเท่ากล่องตู้ไมโครเวฟตามหลังไปติดๆ เพื่อไปยังสถานีตำรวจประจำอำเภอนั้น
..................สายอีกวันรถยนต์ส่วนบุคคลเจ็ดที่นั่งของโอมก็มาจอดตรงหน้าอาคารราชการในเมือง โอมในชุดสไตล์การแต่งกายที่คุ้นเคยยืนอยู่กับเบญรดาในชุดเสื้อยืดสีขาวสะอาดกางเกงยีนส์สีเข้ม โอมมองหน้าเบญรดาแล้วยิ้ม“พร้อมยัง!!”“มาขนาดนี้แล้วถ้าไม่พร้อมนี่เสียฟอร์มแย่สิ หึหึ”“ดีมาก งั้นไป”...ว่าแล้วโอมก็จูงมือเบญรดาเดินเข้าไปยังสำนักงานราชการเพื่อทำการจดทะเบียนสมรสตามที่ได้ตกลงกันไว้เมื่อคืน และเขาก็โทรไปคุยกับท่านนายพลและคุณปรียารวมทั้งวิทเรียบร้อยแล้วด้วย หลังจากคุยกับฝั่งเบญรดาแล้วเขาก็โทรบอกพ่อกับแม่เขาเองด้วยแล้วเล่าทุกอย่างให้ฟังคร่าวๆ เมื่อผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายไม่มีปัญหาเขาก็พาเธอมาจดทะเบียนเลยในวันนี้...ทุกอย่างเป็นไปตามข้อตกลงและยินยอมของเธอกับเขาและผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่าย นั่นคือจะไม่มีการจัดงานแต่งงานหรืองานเลี้ยงใดๆ เพราะให้เกียรติตำแหน่งและหน้าที่ของเบญรดาที่ยังคงอยู่แบบไร้ตัวตนตามที่เธอร้องขอ...โอมที่วันนี้สีหน้าเปลี่ยนเป็นคนละคนกับวันก่อนๆ หัวใจเขาได้รับการซ่อมแซมแล้วตั้งแต่เมื่อคืนซึ่งถือว่าเขายังโชคดีที่เบญรดากลับมาทันเวลา เพราะไม่อย่างนั้นเขาอาจหลับไม่ตื่นไปแล้วจากการรอเธออย่างไม่มีจุดหมาย...
“มีวันนึงพี่วิทไปทำงานแล้วโดนตามค่ะ พี่วินก็โดนตาม ดีที่ไหวตัวทันเลยย้ายกันไปอยู่บ้านอีกหลังแล้วทำงานอยู่ที่บ้านค่ะ แล้วก็เปลี่ยนซิมใหม่กันหมดเพราะป๊ายื่นเรื่องไปที่ตำรวจไซเบอร์จนได้รู้ว่ามันตามจากเบอร์โทรค่ะ ส่วนที่พี่วิทไม่ติดต่อกลับหาคุณเพราะ เอ่อ...”“เพราะอะไร!!”“เอ่อ..คือ เพราะป๊าถามฉันว่าถ้ายังเสี่ยงอยู่แบบนี้แล้วจะยังอยากกลับมาหาคุณไหม ตอนนั้นฉันนอนหยอดข้าวต้มอยู่แล้วคิดว่าถ้าฉันเลือกเส้นทางนี้แล้วและตอนนี้ก็เจ็บสาหัสยิ่งอนาคตก็ยิ่งบอกไม่ได้ว่าจะตายหรือจะรอด ฉันเลยบอกป๊าว่าไม่ขอไปต่อกับคุณแล้วค่ะ ป๊าเลยบอกพี่วิทว่าถ้าฉันเลือกแบบนั้นก็ให้พี่วิทหยุดคุยเรื่องฉันกับคุณไปเลย แค่ให้คนที่บริษัทดำเนินการเรื่องงานไปตามปกติ และรอดูสถานการณ์ดีขึ้นเมื่อไหร่พี่วิทค่อยกลับมาคุยงานกับคุณเหมือนเดิม ป๊าบอกว่าให้ความเงียบค่อยๆ บอกคุณเอง เอ่อคุณอย่าโกรธป๊านะคะ ถ้าจะโกรธก็โกรธฉันนี่” ...โอมยิ่งฟังก็ยิ่งคิดว่านี่คือรายละเอียดสำคัญทั้งนั้น แต่สิ่งสำคัญที่สุดสำหรับเขาตอนนี้คือนี่ไม่ใช่หรือคือปาฏิหาริย์ที่เขาร้องขอทุกวันทุกคืนทั้งๆ ที่เธอตัดเขาไปแล้ว แต่แล้วเธอก็กลับมา เขาค่อยๆ เลื่อนมือข้างหนึ่งไป
...เขาหลับลึกจนฝันเห็นเบญรดาอยู่บ่อยครับ และครั้งนี้ก็เช่นกันที่เขากำลังฝันว่าเธอมาหามาดูแลเขา มาถามไถ่สารทุกข์สุกดิบโดยเธอมานั่งตรงริมขอบที่นอนแล้วยกฝ่ามือขึ้นแตะหน้าผากเขาเพื่อจะดูว่าความร้อนจากอาการไข้ได้ลงลงหรือยัง...ในฝันนั้นเขาเห็นว่าขณะเธอกำลังใช้มืออังหน้าผากเขาอยู่นั้น และเขาก็กลัวว่าเธอจะดึงมือกลับเขาเลยรีบคว้ามือนั้นเอาไว้เพราะไม่อยากให้เธอจากเขาไปอีก“น้องเบล!!!”...โอมเผลอเรียกชื่อนั้นออกมาพร้อมร่างที่สะท้านตัวขึ้นตามความกลัวว่าเธอจะหายไป จนเมื่อลืมตาขึ้นถึงได้รู้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นแค่ความฝัน...แต่ความฝันทำไมเหมือนจริงเสียเหลือเกิน เพราะขนาดรู้สึกตัวแล้วก็ยังรู้สึกว่ามือเขากำลังกุมมือใครอยู่“เป็นอย่างไรบ้างคะ!! พี่แสงดาวบอกว่าคุณไม่สบายเลยกินยาแล้วนอน ตอนนี้ดีขึ้นหรือยัง!!”...น้ำเสียงที่คุ้นเคยนั้นถามเขา แต่เพราะโอมยังตกอยู่ในความงุนงงว่านี่คือความฝันหรือความจริง เขามองผู้หญิงที่นั่งอยู่ข้างเขาตอนนี้ เธอสวมเสื้อเชิ้ดรัดรูปสีฟ้าอ่อนและกางเกงผ้าสีดำ และหน้าตาท่าทางเธอคนนี้ก็เหมือนคนที่จากเขาไปแล้วทุกกระเบียดนิ้ว...โอมรู้สึกลำคอตีบตันขึ้นมาอีกแล้วเพราะคิดว่ามีแต่คนใจ
...จากหนึ่งวันเป็นสามวัน จากสามวันเป็นอาทิตย์ จากอาทิตย์ก็ผ่านไปเป็นเดือน จนวันเวลาล่วงเลยเข้าเดือนที่สาม...ชายหนุ่มที่ชื่ออภิภัทร์หรือโอมยังคงใช้ชีวิตปกติกับธุรกิจฟาร์มกล้วยไม้กลางดอยแม่แจ่ม และนับวันก็ยิ่งมีหน่วยงานต่างๆ ได้ติดต่อเข้ามายังบริษัทขนาดกลางของเขาเพื่อขอเป็นคู่ค้าบ้างและสั่งจองดอกกล้วยไม้จากฟาร์มเพื่อประดับตกแต่งรองรับงานต่างๆ มากมายจนแต่ละเดือนมียอดขายพุ่งสูงขึ้นอย่างน่ายินดี...และแม้ว่ากิจการจะเติบโตและสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนได้มากมาย แต่ผู้เป็นเจ้าของกิจการกลับไม่มีความสุขจากธุรกิจที่เติบโตขึ้นเลย จากชายหนุ่มบุคลิกดีหน้าตาดีจนเป็นที่แอบถูกใจของสาวๆ มากมายและจิตใจที่เคยแข็งแกร่งแต่โอบอ้อมอารี ...กลายเป็นตอนนี้ผู้ชายที่ชื่อโอมซูบผอมลงมาก หน้าตาก็ดูเคร่งเครียดตลอดเวลาไม่ค่อยพูดค่อยจาเหมือนเมื่อก่อน และน้อยครั้งมากที่เขาจะแสดงตัวต่อสังคมหรือที่ไหนๆ ก็ตาม เพราะงานทุกอย่างสามารถสั่งการผ่านผู้จัดการและอินตาได้ เขาจึงมีโลกส่วนตัวที่ส่วนใหญ่จะอยู่แค่บ้านพักริมหน้าผากับกระท่อมปีกไม้กลางสวนกล้วยไม้เท่านั้น...แม้แต่อัญชิกาเองเขาก็เลือกที่บล็อคเบอร์เธอและบอกให้ผู้จัดการในบริษัท
...และแล้วเวลาก็ผ่านไปอีกหนึ่งวันเต็มๆ ที่โอมไม่สามารถทำอะไรได้เลย เขาอยากจะติดต่อคนโน้นคนนี้เพื่อตะล่อมถามก็เกรงว่าจะเป็นการเปิดเผยสถานะของเบญรดาออกไป เขาจึงตกอยู่ในภาวะเครียดอย่างหนัก...ขณะที่เขานั่งเคร่งเครียดอยู่ในห้องนั่งเล่นซึ่งแยกส่วนมาจากห้องโถงนั้น เสียงโทรศัพท์มือถือก็ดังขึ้น เขารีบหยิบมาดูก็เห็นว่าเป็นเบอร์ที่ไม่คุ้นเคยแต่ก็รีบกดรับเพราะหวังว่าจะมีข่าวเบญรดา“ฮัลโหล สวัสดีครับคุณโอม ผมชื่อศิรวัฒน์นะครับ”“ฮัลโหล ครับสวัสดีครับ”“คือคุณวีรวิทย์เจ้านายของผมมอบหมายให้ผมเป็นคนติดต่อประสานงานเรื่องกล้วยไม้กับคุณตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปนะครับ”...คำพูดจากคนที่โทรมาทำให้โอมแปลกใจ“อ้าวแล้วคุณวิทล่ะครับ ผมพยายามโทรติดต่อ แต่ติดต่อไม่ได้เลย ไม่ทราบว่าเกิดอะไรขึ้นหรือเปล่าครับ”...โอมรีบถามกลับอย่างร้อนใจ เพราะนี่คงเป็นความหวังเดียวที่เขาจะได้รู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้น“คุณวีรวิทย์ลางานยาวเลยครับ ลาแบบไม่มีกำหนดและไม่ได้บอกไว้ครับว่าลาทำไม ลาไปไหน บอกอย่างเดียวว่าลาแบบไม่มีกำหนดเพราะมีเรื่องสำคัญมากต้องจัดการ และฝากบอกคุณว่าช่วงนี้ยังไม่ต้องไปที่บ้านนะครับเพราะตอนนี้ไม่มีใครอยู่เลย เลยเกรง
...โอมขับรถมาตามถนนสายหลักจนมาถึงทางแยกเข้าสู่ถนนเป้าหมายเพื่อไปยังโกดังพ่อเลี้ยงทรงพล แต่ข้างหน้าเขาเห็นตำรวจจราจรหลายนายคอยโบกมือส่งสัญญาณห้ามรถเลี้ยวเข้าถนนเส้นนั้น และทำการโบกมือส่งสัญญาณให้รถเบี่ยงไปทางอื่น...นี่คือช่วงเวลาเคลียร์พื้นที่ เจ้าหน้าที่จึงต้องคอยกันไม่ให้ประชาชนเข้าไปใกล้พื้นที่ที่เกิดเหตุ...โอมหักพวงมาลัยเข้าซ้ายมือเพื่อจอดรถตรงข้างทางก่อนจะถึงทางแยกที่มีตำรวจจราจรยืนอยู่นั่น เพราะต่อให้เขาไปต่อเขาก็คงเข้าไปไม่ได้อยู่ดี เขาลงมายืนดูสถานการณ์ว่าพอจะมีทางได้เข้าไปเส้นทางนั้นได้หรือไม่...รถราเริ่มหนาตาขึ้นและชะลอเป็นคอขวดอยู่เต็มถนนเส้นหลัก เพราะข้างหน้ามีเจ้าหน้าที่คอยเปิดทางให้รถวิ่งผ่านเป็นระยะๆ...แล้วเสียงเฮลิคอปเตอร์ก็ดังกระหึ่มขึ้นอีกครั้ง เขาเงยหน้ามองตามใบพัดยักษ์ที่ค่อยๆ เคลื่อนตัวสูงขึ้นๆ นั่น ใจโอมเต้นโครมครามไม่เป็นจังหวะและมีแต่ความสงสัยว่าจะมีใครอยู่บนเฮลิคอปเตอร์นั่นบ้าง จะมีเบญรดาอยู่ด้วยไหม!! ถ้าเธออยู่ด้วยเธอปลอดภัยดีใช่ไหม!!...แต่แล้วโอมก็ทำได้แค่ยืนแหงนมองเฮลิคอปเตอร์ที่ดังสะท้านไปทั้งน่านฟ้าเมืองเชียงใหม่ ก่อนจะค่อยๆ หายลับไปสุดปลายฟ้านั่น แต่







