Se connecterความมืดมิดในช่องทางลับช่างยาวนานราวกับไม่มีที่สิ้นสุด กลิ่นเหม็นเน่าของสิ่งปฏิกูลโชยคลุ้งจนแสบจมูก แต่สำหรับเซียวหลันกลิ่นเหล่านี้คือกลิ่นแห่งอิสรภาพ
นางใช้ศอกและเข่าตะเกียกตะกายไปตามทางแคบๆ ที่เปียกชื้น เลือดจากแผลที่หน้าท้องเริ่มซึมออกมาอีกครั้งตามจังหวะการขยับตัว ทุกความเจ็บปวดคอยย้ำเตือนว่านางยังมีชีวิตอยู่และต้องมีชีวิตรอดไปให้ได้
ปลายทางน่าจะออกไปสู่คลองระบายน้ำทิ้งท้ายจวน
นางประเมินในใจในระหว่างที่สองเท้ายังคงก้าวเดินต่อไปเรื่อยๆ ไม่ยอมหยุด กระทั่งเวลาผ่านไปราวหนึ่งก้านธูป (ประมาณ 15-30 นาที) แสงจันทร์รำไรก็ปรากฏขึ้นที่ปลายอุโมงค์ เซียวหลันผลักตะแกรงเหล็กสนิมเขรอะออกก่อนจะทิ้งร่างบอบบางของตนให้ร่วงหล่นลงสู่โคลนตมเย็นเฉียบของคลองระบายน้ำ
เห้อ~
นางถอนหายใจด้วยความโล่งอกแล้วสูดอากาศหนาวเหน็บเข้าปอดอีกครั้งเพื่อพิสูจน์ว่านางยังมีชีวิตอยู่ จากนั้นก็กวาดสายตามองไปรอบๆ จึงได้พบว่าท้องฟ้าเหนือเมืองหลวงย้อมไปด้วยสีแดงฉานจากเปลวเพลิงที่เผาผลาญจวนตระกูลเซียว เสียงระฆังเตือนภัยดังกังวานไปทั่วเมือง ทหารลาดตระเวนถือคบเพลิงวิ่งพล่านไปตามถนนสายหลัก
"ปิดประตูเมือง! ท่านแม่ทัพสั่งห้ามใครเข้าออกจนกว่าจะจับกบฏได้หมด!” เสียงตะโกนของนายกองทหารม้าดังแว่วมาตามลม เซียวหลันกัดริมฝีปากจนห่อเลือดด้วยความกังวล
ปิดประตูเมืองงั้นหรือ...
ถ้าข้ายังอยู่ในคราบคุณหนูเซียวเหลียนคงไม่พ้นถูกลากไปตัดหัวเสียบประจานแน่
นางก้มลงมองสภาพตนเองในเสื้อผ้าไหมสีชมพูแม้จะเปื้อนโคลนและเลือด แต่เนื้อผ้าและการตัดเย็บยังบ่งบอกฐานะสูงศักดิ์ชัดเจน รองเท้าปักลายดอกเหมยก็ประณีตเกินกว่าชาวบ้านทั่วไปจะสวมใส่
นางต้องทิ้งตัวตนเดิมเดี๋ยวนี้
เซียวหลันพาร่างอันบอบช้ำลัดเลาะไปตามเงามืดของตรอกซอย นางไม่ได้มุ่งหน้าหนีออกจากเมืองทันทีเพราะรู้ดีว่าด่านตรวจคงเข้มงวดที่สุดในเวลานี้ ดังนั้นเป้าหมายปลายทางที่นางตัดสินใจไปก็คือย่านสลัมคนยากท้ายเมือง
ระหว่างทางนางสะดุดเข้ากับร่างไร้วิญญาณร่างหนึ่งที่นอนคุดคู้อยู่ข้างกองขยะ ร่างนั้นเป็นหญิงสาวขอทานวัยไล่เลี่ยกันที่น่าจะหนาวตายหรืออดตายมาได้ไม่นานนัก ผิวหนังเพิ่งจะเริ่มแข็งตัวและเขียวคล้ำ สำหรับคนทั่วไปอาจหวาดกลัวแต่สำหรับศัลยแพทย์ที่ผ่านการผ่าอาจารย์ใหญ่มานับไม่ถ้วนนี่คือโอกาสสำคัญ
“ขอโทษนะแม่นาง เสื้อผ้าของเจ้าข้าขอยืมก่อน ส่วนเสื้อผ้าของข้า เจ้าเอาไปใส่ในปรโลกเถิด เผื่อยมบาลจะเมตตาเจ้าบ้าง"
เซียวหลันกระทำด้วยความรวดเร็วและไร้ความลังเล นางถอดชุดผ้าไหมเปื้อนเลือดของตนออกแล้วสวมใส่ให้กับศพขอทานก่อนจะถอดเสื้อผ้ากระสอบหยาบๆ เหม็นอับของศพมาสวมใส่แทน
กลิ่นสาบสางของคนตายและกลิ่นเหม็นเปรี้ยวของเสื้อผ้าช่วยกลบกลิ่นกายหอมกรุ่นของคุณหนูตระกูลใหญ่ได้ชะงัดนัก แต่แค่นี้ยังไม่พอเพราะใบหน้าของเซียวเหลียนงดงามเกินไป ผิวพรรณของนางขาวผ่องดุจหิมะจะกลายเป็นจุดสนใจได้
เซียวหลันตัดสินใจเปิดกล่องเข็มเงินออกมาอีกครั้ง นางเลือกหยิบเข็มเล่มเล็กที่สุดออกมาก่อนจะสูดหายใจลึกแล้วแทงเข็มลงไปที่จุดชีพจรบนใบหน้าหลายจุดอย่างแม่นยำ
หนึ่งเข็มบริเวณโหนกแก้ม
หนึ่งเข็มที่เปลือกตา
และอีกหนึ่งเข็มที่ริมฝีปาก
เทคนิคนี้เรียกว่าการกระตุ้นเลือดคั่ง หลังจากนั้นเพียงไม่กี่อึดใจ ใบหน้าที่เคยงดงามก็เริ่มบวมเป่ง ผิวหนังขึ้นสีม่วงคล้ำเป็นจ้ำๆ ราวกับคนป่วยเป็นโรคระบาดร้ายแรง หรือไม่ก็คล้ายกับคนที่ถูกพิษแมลงสัตว์กัดต่อยจนเสียโฉม
ความเจ็บปวดเริ่มปะทุเป็นสัญญาณให้นางรู้ตัวว่าแผนสำเร็จ ขั้นตอนต่อไปนางก้มลงหยิบโคลนสีดำจากพื้นขึ้นมาทาทับผิวส่วนที่ยังขาวอยู่ ให้เปรอะเปื้อนแล้วขยี้ผมให้ยุ่งเหยิง ก่อนจะฉีกชายแขนเสื้อมาพันปิดแผลที่หน้าท้องให้แน่นขึ้น
เท่านี้ก็คงไม่มีใครจำคุณหนูเซียวเหลียนผู้เลอโฉมได้อีกแล้ว เพราะตอนนี้มีเพียงขอทานอัปลักษณ์ที่น่ารังเกียจผู้หนึ่งเท่านั้น
ยามเหม่า (05.00 - 07.00 น.) แสงแรกของวันมาเยือนพร้อมกับความวุ่นวาย ประตูเมืองทิศใต้เปิดออกเพียงแง้มเล็กๆ เพื่อให้รถขนศพและสิ่งปฏิกูลผ่านออกไป ผู้คนจำนวนมากที่ตื่นตระหนกจากเหตุการณ์เมื่อคืนพยายามจะเบียดเสียดออกนอกเมืองแต่ถูกทหารใช้หอกกันไว้อย่างโหดเหี้ยม
"ถอยไป! ใครไม่มีป้ายผ่านทาง ห้ามออก!" ทหารยามตวาดเสียงดัง
เซียวหลันเดินลากขาข้างหนึ่งแสร้งทำเป็นพิการเข้าไปต่อแถวปะปนกับกลุ่มขอทานที่กำลังถูกทหารไล่ต้อน
"หยุด! เงยหน้าขึ้น!" ทหารนายหนึ่งใช้ด้ามหอกเชยคางนางขึ้น
เซียวหลันแสร้งทำตัวสั่นเทาด้วยความหวาดกลัว นางค่อยๆ เงยหน้าขึ้นเผยให้เห็นใบหน้าบวมปูดสีม่วงคล้ำและดวงตาที่แดงก่ำจากการระคายเคือง
“อึก!" ทหารหนุ่มผงะถอยหลังด้วยความรังเกียจ "นี่มันตัวอะไรวะเนี่ย ผีรึคน!"
"นะ... นายท่าน..." เซียวหลันดัดเสียงให้แหบพร่าและสั่นเครือโดยการกดลิ้นไก่ลงต่ำ "ข้า... ข้าป่วย... มันเจ็บปวดเหลือเกิน... ได้โปรด...” นางทำท่าจะเอื้อมมือที่เปื้อนเลือดและหนองที่ทำปลอมขึ้นจากโคลนและยางไม้ไปจับแขนทหาร
"อย่าเข้ามานะเว้ย! นังขยะ!" ทหารถีบนางจนล้มกลิ้งไปกับพื้น "รีบไสหัวออกไป! อย่าเอาโรคมาติดพวกข้า!"
"ขอบคุณนายท่าน... ขอบคุณ...” เซียวหลันบอกก่อนจะรีบคลานตะเกียกตะกายผ่านประตูเมืองออกไปท่ามกลางเสียงหัวเราะเยาะเย้ยและสายตารังเกียจของเหล่าทหาร
เมื่อนางหลบหนีจนพ้นเขตกำแพงเมืองและเดินลับสายตาผู้คนเข้าไปในป่าข้างทางได้แล้ว แววตาหวาดกลัวของขอทานสาวก็เลือนหายไป แล้วแทนที่ด้วยความเย็นชาดุจน้ำแข็ง
นางยกมือขึ้นเช็ดเลือดที่มุมปากมันเป็นเลือดจริงที่เกิดจากการถูกถีบ ความเจ็บปวดที่หน้าท้องและแรงกระแทกเมื่อครู่ทำให้ร่างกายของนางแทบแตกเป็นเสี่ยงๆ แต่นางยังล้มไม่ได้
รอดแล้ว...
นางหันกลับไปมองยอดปราสาทราชวังที่ตั้งตระหง่านอยู่ไกลๆ ภายในกำแพงนั้นมีคนสั่งฆ่าล้างโคตรตระกูลนางอยู่ และสักวันนางจะกลับไปเพื่อล่าทุกคนที่เกี่ยวข้องอย่างแน่นอน
"จงจำไว้ว่าหนี้แค้นครั้งนี้ ข้าเซียวหลันจดบัญชีไว้แล้ว"
กาลเวลา... คือสายน้ำที่ไหลเรื่อยไปอย่างไม่หยุดยั้ง มันพัดพาเอาความรุ่งโรจน์ ความสูญเสีย และความทรงจำให้จางหายไปตามแรงลม ทว่าสำหรับบางคน กาลเวลากลับเป็นพยานหลักฐานเดียวที่ยืนยันว่า "รัก" และ "การเสียสละ" นั้นมีอยู่จริงสิบปีผ่านไป...ประดุจชั่วพริบตาของสายลมฤดูใบไม้ผลิที่พัดผ่านยอดเขาชิงฝู ความเปลี่ยนแปลงได้คืบคลานเข้าสู่แผ่นดินจินหลิงทว่าในทิศทางที่งดงามขึ้น มหานครจินหลิงในวันนี้มิใช่สมรภูมิแห่งการแย่งชิงพลังงานเร้นลับอีกต่อไป แต่มันกลายเป็นตำนานแห่งความรุ่งเรืองที่เล่าขานกันว่ามีรากฐานมาจากยุคสมัยที่ หมอเทวดา ผู้มาจากแดนไกล และ แม่ทัพพยัคฆ์ ผู้เกรียงไกร ยอมสละลาภยศและอำนาจเหนือคนทั้งปวง เพื่อวางรากฐานการแพทย์ที่ยั่งยืนให้แก่ราษฎรโรงเรียนแพทย์ที่อ๋องสิบเอ็ดจัดตั้งขึ้นตามโครงร่างวิจัยที่เซียวหลันทิ้งไว้ได้ผลิตหมอรุ่นใหม่ที่เข้าใจหลักการพื้นฐานที่เคยเป็นเรื่องเหลือเชื่อในยุคก่อน ไม่ว่าจะเป็นการล้างมือชำระเชื้อโรคด้วยแอลกอฮอล์ การแยกกักโรคอย่างเป็นระบบเพื่อป้องกันโรคระบาด หรือการปรุงยาด้วยหลักการสัณฐานวิทยาและเคมีพื้นฐาน นวัตกรรมเหล่านี้ทำให้อัตราการตายของราษฎรลดลงอย่างน่าอัศจรรย์ และทำ
กาลเวลาหมุนเวียนเปลี่ยนผ่านประหนึ่งกระแสน้ำในแม่น้ำสายใหญ่ที่ไม่เคยหยุดนิ่งและไม่เคยไหลย้อนกลับ หลายเดือนผ่านพ้นไปแล้วนับตั้งแต่วันที่รถม้าคันเล็กซอมซ่อลอบเคลื่อนตัวออกจากประตูเมืองมหานครจินหลิง ท่ามกลางแสงสลัวอันเหน็บหนาวของรุ่งสาง เมืองหลวงที่เคยเต็มไปด้วยการแย่งชิงอำนาจบนบัลลังก์เลือด กลิ่นคาวของการทรยศ และเทคโนโลยีล้ำยุคที่แฝงตัวมาในคราบของปาฏิหาริย์ บัดนี้กลายเป็นเพียงภาพจำที่พร่าเลือนและห่างไกลออกไปทุกทีในความรู้สึกของคนทั้งสี่ภายใต้หุบเขาชิงฝูซึ่งตั้งอยู่ลึกเข้าไปตรงรอยต่อของชายแดนทางทิศใต้ ภูมิประเทศที่ถูกโอบล้อมด้วยเทือกเขาสูงสลับซับซ้อนประหนึ่งป้อมปราการธรรมชาติ ทำให้ที่นี่ห่างไกลจากความวุ่นวายของราชสำนัก หมู่บ้านเล็กๆ ที่ตั้งอยู่ริมลำธารใสแจ๋ว รายล้อมด้วยไร่ชาสีเขียวขจีที่ทอดตัวตามแนวเขาและป่าไผ่ที่ลู่ตามลมจนเกิดเสียงซ่าๆ บัดนี้ได้กลายเป็นที่พำนักแห่งใหม่และถาวรของอดีตหมอปีศาจผู้พลิกแผ่นดินและแม่ทัพพยัคฆ์ผู้เกรียงไกรที่นี่... ในหมู่บ้านชิงฝู ไม่มีผู้ใดรู้จักชื่อของเซียวหลันในฐานะสตรีผู้กุมความลับแห่งกาลเวลาและพลังเหนือธรรมชาติ ไม่มีใครรู้ว่านางคือผู้ที่เคยยืนหยัดต่อกรกับก
กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งไปทั่วอุโมงค์ใต้ดินที่เย็นเยียบ ร่างของไป๋อวิ๋นทรุดลงในอ้อมแขนของหลี่หยาง ขณะที่กระบี่ของอ๋องสิบเอ็ดยังคงปักคาอยู่ที่หน้าอก แสงสว่างจากคบเพลิงบนผนังวูบไหวสะท้อนดวงตาที่เริ่มพร่าเลือนของหัวหน้าหอเมฆาผู้อยู่เบื้องหลังความสงบสุขของจินหลิงมาเนิ่นนาน"เจ้า... เจ้าคนทรยศ!" อ๋องสิบเอ็ดตะโกนด้วยเสียงที่สั่นเครือ พระหัตถ์ที่กำด้ามกระบี่ยังคงสั่นเทาด้วยความโกรธาและตระหนก "เจ้ากล้าเอาชีวิตมาแลกกับนังหมอโอหังนี่งั้นรึ!"ไป๋อวิ๋นกระอักเลือดออกมาคำใหญ่ เขาพยายามฝืนยิ้มที่มุมปาก "ฝ่าบาท... กระบี่ที่แทงข้า... คือกระบี่ที่ท่านใช้ปกป้องราษฎร... มิใช่กระบี่เพื่อกิเลส... ข้าเพียงช่วย... ให้ท่านไม่หลงผิดไปมากกว่านี้..."สิ้นคำพูดสุดท้ายมือที่กุมคมกระบี่ไว้แน่นก็ร่วงหล่นลงสู่พื้นหิน ดวงตาของไป๋อวิ๋นปิดสนิทลงพร้อมกับลมหายใจสุดท้ายที่จากไปอย่างสงบ ทิ้งไว้เพียงความเงียบงันที่หนักอึ้งประหนึ่งขุนเขาถล่มทับหัวใจของทุกคนในที่นั้นเซียวหลันน้ำตาไหลพรากอาบแก้ม นางมองดูร่างของสหายผู้จงรักภักดีด้วยความเจ็บปวดร้าวราน ทว่าในความโศกเศร้านั้นกลับมีความเด็ดเดี่ยวผุดขึ้นมา นางยันกายลุกขึ้นยืนประจันหน้า
ภายในห้องปฏิบัติการลับของสภาโอสถหลวง แสงเทียนวูบไหวสะท้อนเงาของเซียวหลันที่กำลังหมกมุ่นอยู่หน้าเตากลั่นยาที่ดัดแปลงขึ้นใหม่ นางทำงานติดต่อกันมาสามวันสามคืนโดยไม่ได้พักผ่อน ริมฝีปากที่เพิ่งได้สัมผัสถึงรสชาติของน้ำชาบัดนี้แห้งผาก ทว่าแววตาของนางกลับฉายความมุ่งมั่นประหนึ่งประกายเพชรในความมืดเป้าหมายของนางไม่ใช่การปรุงโอสถอมตะตามรับสั่งของอ๋องสิบเอ็ด แต่คือการสกัดยาถอนพิษพันธุกรรม ยาที่จะทำให้พลังงานสีม่วงจากมุกมังกรในเลือดของนางและหลี่หยางเสื่อมสภาพลงจนกลับกลายเป็นเลือดมนุษย์ธรรมดา"มันต้องใช้กรดที่กัดกร่อนระดับเซลล์ แต่ต้องมีตัวกลางเป็นเมือกของกบภูเขาเพื่อไม่ให้ทำลายเนื้อเยื่อหลัก..." เซียวหลันพึมพำกับตัวเองขณะหยดของเหลวสีเขียวใสลงในหลอดทดลอง เสียงฟู่และควันบางๆ ลอยขึ้นมา นางยิ้มอย่างพึงพอใจ "สำเร็จ... มันเสถียรแล้ว"ขณะเดียวกันอ๋องสิบเอ็ดเริ่มไม่ไว้ใจความเคลื่อนไหวในห้องแล็บ พระองค์ทรงส่งองครักษ์เงาที่มีความสามารถในการพรางตัวระดับสูงไปสอดแนมเซียวหลันตลอดเวลา"กราบทูลฝ่าบาท นางไม่ได้ปรุงยาส่งเสริมพลังเลยพ่ะย่ะค่ะ... แต่ดูเหมือนนางกำลังปรุงยาที่ออกฤทธิ์สลายสิ่งเร้นลับในตัวนางเอง!" องครั
สายหมอกยามเช้าเหนือทะเลสาบจินหลิงค่อยๆ เลือนหายไปทิ้งไว้เพียงผิวน้ำที่สงบนิ่งประหนึ่งกระจกเงาบานยักษ์ที่คอยปกปิดความลับดำมืดใต้ก้นบึ้งไว้ตลอดกาล เซียวหลันนั่งอยู่ริมตลิ่งพลางทอดสายตามองดูเหล่าทหารที่กำลังเก็บกวาดซากเรือและอุปกรณ์ที่หลงเหลือจากการปะทะ แม้ร่างกายของนางจะได้รับการเยียวยาด้วยพลังแห่งมุกมังกรจนไร้ร่องรอยบาดแผล ทว่าความเหนื่อยล้าทางจิตใจกลับหนักอึ้งประหนึ่งแบกขุนเขาเอาไว้นางก้มลงมองฝ่ามือของตนเอง แสงแดดที่ตกกระทบผิวทำให้เห็นเส้นเลือดจางๆ ที่ไหลเวียนด้วยประกายสีม่วงอ่อนลึกลับ นางรู้สึกได้ถึงจังหวะของพลังงานที่เต้นเป็นจังหวะเดียวกับหลี่หยางที่นั่งพักอยู่อีกด้านหนึ่ง"มันจบแล้วจริงๆ หรือเจ้าคะ?" เสี่ยวชุนกระซิบขณะยื่นน้ำขิงอุ่นๆ ให้ "เครื่องจักรนั่นพังแล้ว อาซานก็ตายแล้ว... เราจะได้กลับไปใช้ชีวิตสงบๆ ที่โรงหมอเหมือนเดิมใช่ไหมเจ้าคะคุณหนู?"เซียวหลันไม่ได้ตอบแต่นางสังเกตเห็นทหารม้าเร็วกลุ่มหนึ่งที่สวมชุดเกราะเต็มยศของวังหลวงกำลังมุ่งหน้าตรงมายังจุดที่พวกนางพักอยู่ พร้อมกับธงสีเหลืองอร่ามขององค์เหนือหัว"ราชโองการมาถึงแล้ว!" เสียงประกาศของขันทีหลวงดังก้องไปทั่วชายฝั่งหลี่หยางย
สายลมยามรุ่งสางพัดกระโชกเหนือพื้นผิวน้ำอันกว้างใหญ่ของทะเลสาบจินหลิงทว่าความหนาวเหน็บในครานี้กลับผิดแผกไปจากธรรมชาติ น้ำในทะเลสาบที่เคยนิ่งสงบบัดนี้กลับหมุนวนเป็นน้ำวนขนาดมหึมาหลายจุด แสงสีฟ้าหม่นเรืองรองขึ้นมาจากก้นบึ้งประหนึ่งอสุรกายใต้บาดาลกำลังตื่นจากการหลับไหล เสียงหึ่งๆ ของเครื่องจักรที่ทำงานด้วยความถี่สูงสั่นสะเทือนไปถึงผืนดินรอบชายฝั่งจนชาวบ้านที่อาศัยอยู่ริมน้ำต้องอพยพหนีตายด้วยความหวาดกลัวเซียวหลันในชุดรัดกุมสีดำทับด้วยผ้าคลุมแพทย์ยืนอยู่บนเรือพายลำเล็กที่กำลังโคลงเคลงท่ามกลางคลื่นลม ข้างกายของนางคือหลี่หยางที่บัดนี้ดูองอาจและทรงพลังยิ่งกว่าเดิม รอยแผลที่ไหล่ซึ่งเพิ่งถูกสมานด้วยโลหิตสีม่วงหลงเหลือเพียงรอยจางๆ ประหนึ่งปาฏิหาริย์และยังมีไป๋อวิ๋นที่คอยควบคุมทิศทางเรือด้วยวิชาตัวเบาอันล้ำเลิศ"นั่นไงเจ้าค่ะ..." เซียวหลันชี้ไปที่ใจกลางน้ำวน "ค่าสนามแม่เหล็กที่พุ่งสูงขึ้นแบบก้าวกระโดดนั่น พาหนะกาลเวลามิได้เป็นเพียงเรือแต่มันคือเครื่องกำเนิดรูหนอนที่ขัดข้อง!"ทันใดนั้นผิวน้ำรอบเรือกลับระเบิดออก ร่างในชุดเกราะสีดำนับสิบพุ่งทะยานขึ้นมาจากใต้พฤกษาใต้น้ำ พวกมันม
ม่านหมอกสีเทาจางๆ ยามรุ่งสางเข้าปกคลุมเส้นทางสู่เมืองจินหลิงประหนึ่งผืนผ้าคลุมศพที่ทอดตัวยาวเหยียด รถม้าเก่าๆ คันหนึ่งเคลื่อนที่ไปตามถนนดินอย่างเชื่องช้า เสียงล้อไม้บดลงบนกรวดหินฟังดูวังเวงท่ามกลางความเงียบงันของป่าละเมาะรอบข้างภายในรถม้าเซียวหลันกำลังตรวจดูบาดแผลที่เริ่มปิดสนิทของหลี่หยา
เสียงคำรามของน้ำตกเบื้องนอกยังคงดังกึกก้องประหนึ่งกลองศึกที่รัวไม่หยุดหย่อน ไอเย็นจากละอองน้ำแทรกซึมผ่านม่านน้ำเข้ามาปะทะกับบรรยากาศอันร้อนระอุด้วยรังสีฆ่าฟันภายในถ้ำ องค์ชายใหญ่ยืนตระหง่านอยู่เบื้องหน้า แสงไฟจากตะเกียงน้ำมันที่ริบหรี่สะท้อนกับใบดาบสีดำสนิทของเขาจนดูเหมือนงูพิษที่กำลังแลบลิ้นเลียหา
รุ่งอรุณแรกแห่งรัชสมัยใหม่สาดทอแสงสีทองอาบไล้ไปทั่วกำแพงเมืองจินหลิง เสียงระฆังจากอารามหลวงดังกังวานกึกก้อง มิใช่เสียงแห่งการอาลัยแต่เป็นเสียงแห่งการเริ่มต้นชำระล้างความหม่นหมองที่ฝังรากลึกมานานปีเซียวหลันในชุดรัดกุมสีครามเรียบง่ายทว่าดูทะมัดทะแมงยืนอยู่หน้าทางเข้าลับที่ซ่อนอยู่หลังภาพวาด
หัวใจของเซียวหลันกระตุกวูบไปชั่วขณะหนึ่ง ทว่าสีหน้าภายใต้การตกแต่งด้วยคราบยาและสีสกัดจากรากไม้ยังคงนิ่งสนิทประหนึ่งผิวน้ำในบ่อน้ำลึก นางรู้ดีว่าในสงครามประสาทเช่นนี้ ใครที่กะพริบตาก่อนคือผู้พ่ายแพ้นางค่อยๆ เงยหน้าที่ดูแก่ชราขึ้นสบตาข้ามม่านมุกที่สั่นไหว แววตาของฮองเฮาเยี่ยเฟิ่งที่จ้องมองมานั้นแหลม







