Share

บทที่ 1.2

last update Last Updated: 2026-02-12 09:25:17

นาง...ล่องลอยอยู่เหนือความว่างเปล่า มองไม่เห็นสิ่งใดแม้แต่มือของตัวเองที่ยกขึ้น ไม่อาจสัมผัส ไม่มีความเจ็บปวด ไม่ได้ยินเสียง ไม่รู้สึกถึงใดๆ รอบตัว

“นี่หรือคือความตาย” นางกระซิบเสียงเบามากจนแม้แต่ตัวเองก็ไม่ได้ยิน

“คุณหนูเจ้าคะ??”

คล้ายได้ยินเสียงของเสี่ยวฝูสาวใช้คนสนิท อวิ๋นซูฮวาขมวดคิ้ว “คุณหนูท่านละเมอหรือเจ้าคะ??” เสี่ยวฝูกระซิบถามเสียงเบาคล้ายอยู่จากที่ไกลๆ หญิงสาวพยายามลืมตาทว่าความรู้สึกหนักอึ้งทำให้ไม่อาจทำได้ดังใจ

“คุณหนู...” เสียงนั้นใกล้เข้ามาพร้อมกับเสียงฝีเท้า “คุณหนูเจ้าค่ะตื่นเร็วเข้า คุณหนู!”

นางลืมตาพรวด! กระทั่งสบตากับเสี่ยวฝูที่มองมาด้วยสายตาห่วงกังวล “ตื่นแล้วหรือเจ้าคะ ข้าน้อยได้ยินท่าน...ส่งเสียง”

“เสี่ยว...ฝู?” ละคอแห้งผากจนนางส่งเสียงพูดแทบไม่ได้ ความทรงจำที่ลำคอถูกรัดแน่น หน้าอกที่อึดอัดจนแทบระเบิด ทุกอย่างล้วนชัดเจนในความรู้สึก “น้ำ...”

เสี่ยวฝูรีบรินน้ำชาที่ยังคงอุ่นร้อนส่งมาทันที “น้ำเจ้าค่ะ”

นางรีบดื่มน้ำจนสำลัก เสี่ยวฝูสองตาแดงก่ำ “คุณหนูท่านทำให้ข้าตกใจ มิสู้ให้ข้าน้อยไปแจ้งฮูหยินกับนายท่านให้ตามหมอ?”

นางรีบโบกมือจากนั้นมองไปรอบๆ ลำคอยังคงเจ็บร้าว สายตามองไปรอบห้องนอนของนาง “ที่นี่...เรือนข้า?”

“ย่อมต้องเป็นเรือนบุปผาของท่าน คุณหนูท่านนอนกลางวันเลยเวลาจึงละเมอ ข้าน้อยได้ยินเสียง... ท่านไม่เคยละเมอมาก่อน ข้าน้อยได้ยินเสียงร้องไห้” เสี่ยวฝูเม้มปากกลั้นน้ำตา “ท่าน...คงมิใช่ไม่สบาย?”

ความทรงจำสุดท้ายถูกขุดขึ้นมา เรือนนอนหลังนี้...เรือนบุปผา นางไม่ได้กลับมาอีกเลยตั้งแต่แต่งให้เยี่ยชิงอัน ยิ่งไปกว่านั้นหลังนางแต่งงานเรือนหลังนี้ยังถูกยกให้น้องสาวคนที่หกที่เพิ่งปักปิ่น

“เสี่ยวลิ่วเล่า”

“คุณหนูหก? ก็ต้องอยู่ที่เรือนกับอี๋เหนียงสิเจ้าคะ”

หญิงสาวลุกพรวดลงจากเตียง ทว่าเพราะรีบร้อนจึงล้มลงกระแทกพื้น เสี่ยวฝูเข้ามาช่วยแต่นางปัดมือของอีกฝ่ายจากนั้นลุกขึ้นด้วยตัวเองวิ่งไปยังหน้าต่าง ก่อนถึงหน้าต่างเงาที่ผ่านคันฉ่องบนโต๊ะทำให้ชะงัก

ใบหน้าเยาว์วัยของนางเมื่อยามที่ยังไม่ปักปิ่น “ข้า...” อวิ๋นซูฮวาถึงขั้นอ้าปากค้างพูดไม่ออกแม้ครึ่งคำ สายตาจ้องมองเข้าไปในคันฉ่อง มวยผมง่ามคู่เด่นชัดกับดวงตาของนางที่ยังบริสุทธิ์ไร้เดียงสา

นาง...ตายไปแล้วมิใช่หรือ! ตายไปตอนอายุได้ยี่สิบสามปี จำได้ว่าเพราะต้องแบกรับจวนแม่ทัพ ร่างกายของนางทรุดโทรม ใบหน้าเต็มไปด้วยริ้วรอยของความเหนื่อยล้า นางยังมีแผลเป็นเล็กๆ ที่ข้างขมับเพราะเป็นลมล้มพับกระแทกพื้น

ตอนนี้...เวลานี้ นางกำลังมองตัวเองในวัยสิบสี่ขวบปี ยังไม่ปักปิ่น ยังไม่แต่งงาน!!!

“เสี่ยวฝูวันนี้ เวลานี้ วันที่เท่าไหร่ ปีอะไร ฮ่องเต้...”

“คุณหนูท่านทำข้าน้อยกลัว...”

“ตอบข้ามาก่อน!”

เสี่ยวฝูสะดุ้ง “วันนี้วันที่เก้า เดือนเจ็ด ปีที่สิบหกแห่งรัชศกเซวียนหยวน”

!!! นางทรุดตัวลงนั่งบนพื้นที่เย็นเยียบ อีกสามเดือนถัดจากนี้นางมีโอกาสได้ติดตามมารดาเข้าวังหลวง ได้เล่นฉินต่อหน้าพระพักตร์ไทเฮาจนมีชื่อเสียง หลังจากนั้นนางก็ได้รับเทียบเชิญไปงานเลี้ยงตระกูลเยี่ยและได้พบเยี่ยชิงอัน!!!

ช่วงชีวิตที่น่าขมขื่น ความทุกข์ตรมที่ต้องแบกรับ แม้ในใจอิ่มเอมเพราะสมหวังกับคนที่มีใจ ทว่าชีวิตของนางก็ยากนักจะกล่าวได้ว่ามีความสุข อวิ๋นซูฮวาเหลือบมองตัวเองในคันฉ่องอีกครั้ง

นี่คือตัวนางในตอนที่ยังไม่เติบโต ไร้ทุกข์ ไร้ความกังวล นางอวิ๋นซูฮวา...ย้อนเวลากลับมาในยามที่ตัวนางเองคล้ายบุปผาที่ยังไม่ผลิบาน “หากข้าได้มีโอกาสที่สอง หากสวรรค์เมตตาให้ข้าได้แก้ไขสิ่งที่เคยเกิดขึ้น” นางพึมพำเสียงเบากับตัวเองจากนั้นจึงรู้สึกร้อนผ่าวที่ขอบตา

ชะตาชีวิตที่น่าขมขื่นนั้นนางไม่เอาแล้ว!! เมื่อมีโอกาสได้เปลี่ยนเช่นนั้นเหตุใดนางต้องปล่อยให้เหตุการณ์ซ้ำรอยเดิมเล่า มิสู้เปลี่ยนมันเสียตั้งแต่ตอนที่นางยังเปลี่ยนได้

ไม่เอาแล้วตำแหน่งฮูหยินแม่ทัพ ไม่รักแล้วเยี่ยชิงอัน ไม่เป็นแล้วสตรีที่ผู้คนในเมืองหลวงริษยา นางจะเป็นก็แต่เพียงบุตรสาวที่บิดารักมารดาทะนุถนอม เป็นเพียงคุณหนูจวนกั๋วกงที่ไม่โดดเด่น ไม่มีชื่อเสียง ไม่ต้องได้รับการยกย่อง จากนั้นก็อยู่เงียบๆ เลือกคนธรรมดา แต่งงานออกเรือน ใช้ชีวิตอย่างสงบสุขไม่ทุกข์ร้อน ไร้ความกังวล

คิดได้ดังนั้นก็ค่อยๆ ลุกขึ้น “ท่านแม่อยู่ที่เรือนกระมัง”

“เจ้าค่ะ” เสี่ยวฝูมองนางด้วยสายตาประหลาดใจ

“ข้าไม่เป็นไร เพียงฝันร้ายแล้วคิดว่ามันคือความจริงก็เท่านั้น”

ฝันร้าย? …เป็นความฝันที่น่าตื่นตระหนกจริงๆ หากนั้นคือความฝัน เช่นนั้นนางจะทำให้ฝันร้ายนั้นไม่มีทางเกิดขึ้น ไม่มีวันเป็นความจริง

หลังเปลี่ยนชุดและเดินออกมาจากเรือนบุปผา นึกไม่ถึงว่านางจะได้พบกับพี่สาวที่กลับมาเยี่ยมบ้านเดิมพอดี อวิ๋นซูฮวาวิ่งเข้าไปหาพี่สาวจากนั้นโผเข้ากอดอีกฝ่าย “พี่ใหญ่”

อวิ๋นชิงหรงเลิกคิ้ว “อะไรกัน เมื่อวานมิใช่เพิ่งพบกัน?”

นางถอนหายใจยังคงไม่ปล่อยอ้อมแขน “วันนี้ข้าก็คิดถึงท่านแล้ว” ชาติก่อนพี่สาวของนางพยายามเกลี้ยกล่อมนางทุกทาง ไม่อยากให้นางแต่งเข้าจวนแม่ทัพ ไม่อยากให้นางแบกรับภาระในจวนใหญ่ “ต่อไปข้าจะเชื่อฟังท่าน”

อวิ๋นชิงหรงหัวเราะ “วันนี้หิมะต้องตกหนักเป็นแน่ เกิดอะไรขึ้น คุณหนูสามผู้ดื้อรั้นกลับพูดว่าจะเชื่อฟังพี่สาวเช่นข้า”

Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • ย้อนห้วงกาลก่อนบุปผาผลิบาน   บทที่ 1.9

    “ทำอะไร”“ช่วยท่านแม่ดูแลบัญชี ช่วยท่านแม่ทำเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ดูแลจวน ดูแลบ่าวไพร่ ดูแล...เหล่าทหาร”มารดาของนางเลิกคิ้ว “อยากช่วยแม่ทำงานแล้ว? ได้สิ เริ่มจากงานเล็กๆ ก็ได้”นางจะต้องเริ่มทำอะไรบางอย่าง ทำตั้งแต่ตอนนี้เลย อย่างเช่นเรื่องการแบ่งสรรเสบียงกระจายไปยังชายแดนให้ทหารที่เสียสละ หากมาเริ่มทำเอาตอนใกล้เกิดสงครามจะดูน่าสงสัย อีกทั้งบิดาของนางอาจจะถูกเพ่งเล็งก้าวต่อไปคือเรียนเย็บปัก...การเรียนเย็บปักเป็นข้ออ้างของการเปลี่ยนแปลงก้าวต่อไป ทว่านางก็มีจุดประสงค์อื่นเช่นกัน ช่วงเดือนที่ผ่านมาในจวนมีการเปลี่ยนแปลง การเป็นอยู่ของเรือนจื่อชิงดีขึ้นกว่าเดิมมาก จูอี๋เหนียงเป็นคนเจียมตัว เมื่อไม่มีหานอี๋เหนียงนางก็รับหน้าที่ดูแลน้องสาวทั้งสี่คนของอวิ๋นซูฮวาทุกๆ เช้าเด็กๆ จะมาเรียนที่เรือนของนาง มารดาของนางเห็นว่านางเอาจริงเรื่องน้องสาวทั้งสี่ ดังนั้น...ในที่สุดเด็กๆ จึงมีชื่อและใช้แซ่อวิ๋นอย่างเป็นทางการน้องสาวคนที่สี่ จากที่เคยเรียกเสี่ยวซื่อ เปลี่ยนเป็นคุณหนูสี่ อวิ๋นหลันซีน้องสาวคนที่ห้า จากที่เคยเรียกเสี่ยวอู่ เปลี่ยนเป็นคุณหนูห้า อวิ๋นหลันจิงน้องสาวคนที่หก จากที่เคยเรียกเสี่ยวลิ่

  • ย้อนห้วงกาลก่อนบุปผาผลิบาน   บทที่ 1.8

    เขาพยักหน้าจากนั้นเดินไปยังเรือนจื่อชิง ต่อมา...จึงได้รู้จากเสี่ยวพั่งว่าหานอี๋เหนียงถูกส่งไปโรงนา จูอี๋เหนียงจะยังคงอยู่ที่เรือนจื่อชิงต่อไป และน้องๆ ของนางก็จะได้รับการดูแลจากจูอี๋เหนียง มองเด็กทั้งสี่ที่ยังไร้เดียงสา ทั้งสี่คุกเข่าอยู่ที่กลางโถงของเรือนบุปผา อวิ๋นซูฮวาได้แต่รู้สึกสะท้อนใจแต่ละคนผอมโซ สภาพมอมแมมราวไม่ได้อาบน้ำล้างเนื้อล้างตัว ผมเผ้าไม่ได้หวี ตามเนื้อตัวมีแผลที่ทั้งหายดีแล้วแต่ยังเขียวช้ำ และแผลใหม่ที่เพิ่งเกิดขึ้น“คุณหนูสาม...ข้าน้อยจะเชื่อฟัง ดังนั้นท่านอย่าลงโทษท่านแม่เลย ท่านแม่เพียง...เพียง...”เด็กก็ยังคงเป็นเด็กอยู่วันยังค่ำ จะอย่างไรนั่นก็คือมารดา แม้ถูกทำร้าย ถูกทุบตี ถูกทารุณ ทว่าโลกทั้งใบของพวกเขาก็คือมารดานางลุกขึ้นเดินเข้าไปหาทั้งสี่ เห็นท่าทีลนลานหวาดกลัว นางค่อยๆ นั่งลง “ข้าคือพี่สาวคนที่สามของพวกเจ้า เรียกข้าว่าพี่สาม ไม่ก็เรียกข้าพี่ฮวาเอ๋อร์”“ข้าน้อย...ไม่กล้า!”นางเข้าใจได้... “น้องคนสุดท้องมองจานของว่างของนาง อวิ๋นซูฮวาส่งสายตาให้เสี่ยวฝู อีกฝ่ายถือจานขนมมาให้นาง นางแจกขนมให้น้องๆ คนละชิ้น “ลองกินดูว่าชอบหรือไม่ ขนมดอกกุ้ยอร่อยเชียวละ”ทั้งสี่

  • ย้อนห้วงกาลก่อนบุปผาผลิบาน   บทที่ 1.7

    มารดาของนางถอนหายใจออกมา “ทว่า...ไม่ใช่ทุกคนจะมองความหวังดีของเข้าออก ฐานะของพวกนางต่ำต้อย จะช่วยออกมาก็ต้องขึ้นอยู่กับว่าพวกนางจะรับหรือคิดว่าเป็นความเมตตาที่ไม่จำเป็น จิตใจของคนเรายากหยั่ง ความดีใช้ได้สำหรับบางคน”“ใช้ได้สำหรับบางคนจริงๆ เจ้าค่ะ ดังนั้นเราจึงยิ่งควรช่วยออกมา” ยิ่งปล่อยให้น้องสาวของนางอยู่กับอี๋เหนียง นานวันก็จะยิ่งบ่มเพราะความชิงชัง บ่มเพาะความรู้สึกไม่เป็นธรรมตอนนี้ยังไร้เดียงสา หากสั่งสมความดำมืดนานวันเข้าจิตใจก็จะแปดเปื้อน กระทั่งไม่ว่าจะล้างอย่างไรก็ไม่อาจกลับมาเป็นเด็กที่ไร้มลทินได้อีกสามวันถัดมา...ขณะกำลังเดินไปคารวะมาดรที่เรือน เรือนระเบียงเชื่อมจากเรือนจื่อชิงมายังเรือนปีกตะวันออก เสียงกรีดร้องอยากมาดร้ายดังใกล้เข้ามา อวิ๋นซูฮวามองไปยังหานอี๋เหนียง อีกฝ่ายมองนางด้วยสายตาเกลียดชัง“ทั้งหมดเป็นเพราะเจ้า! พวกเจ้าไม่ยอมให้ข้าได้มีโอกาสได้ได้รับความโปรดปรานจากท่านกั๋วกง ข้าตั้งครรภ์บุตรชายแล้วแท้ๆ มารดาของเจ้ากลับพรากเขาไปจากข้า! ตอนนี้ยังคิดจะพรากบุตรสาวของข้าไปอีก อวิ๋นซูฮวาเก็บความสงสารของเจ้ากลับไปข้าไม่ต้องการ คืนบุตรสาวของข้ามา!!”เสี่ยวฝูถูกผลักกระเด็น

  • ย้อนห้วงกาลก่อนบุปผาผลิบาน   บทที่ 1.6

    นางขอบตาร้อนผ่าว... ในใจรู้สึกผิดขึ้นมาเป็นล้นพ้น บิดามักเป็นเช่นนี้เสมอ ตามใจนาง รัก เอ็นดูนาง เหตุใดนางไม่สังเกตมาก่อนว่าบิดาไม่เคยขัดใจนาง เว้นเพียงเรื่องเยี่ยชิงอัน... “ลูกไปเห็นเรื่องน่าสนุกเรื่องหนึ่งเจ้าค่ะ อยากให้ท่านพ่อเชิญอาจารย์มาสอน”“อาจารย์?? เจ้าอยากเรียนฉิน? ออกไปเห็นคนเล่นฉินที่ตลาดอีกแล้วหรือไร”นางส่ายหน้าด้วยรอยยิ้ม “ไม่ใช่เจ้าค่ะ ลูกไปเห็นถุงหอมที่มีลายปักงดงามมาก ลูกอยากเรียนปักผ้าเพื่อทำถุงหอมเจ้าค่ะ แล้วก็...ลูกเรียนคนเดียวกลัวจะเหงามิสู้ให้น้องสี่ น้องห้า น้องหกและก็น้องเจ็ดมาเรียนเป็นเพื่อนลูก”“อะไรนะ!!” สีหน้าของบิดาตอนนี้...เขาแทบจะหุบปากไม่ลงแล้ว“ท่านพ่อ...คางของท่านพ่อจะชนหน้าอกแล้วเจ้าค่ะ ประหลาดมากเลยหรือที่ลูกอยากมีเพื่อนเรียน?”“ไม่ประหลาด...ไม่เลย!!”นางยิ้ม “วันๆ พวกนางแทบไม่ออกจากเรือน อย่าว่าแต่ไปข้างนอกเลย ให้พวกนางมาเรียนเป็นเพื่อนลูกจะได้ออกมาข้างนอกบ้าง ในเรือนจื่อชิงคับแคบบางทีเรือนของลูกยังมีห้องว่าง...”“ช้าก่อน!” นางกะพริบตามองบิดา “เรื่องนี้...เจ้าปรึกษามารดาแล้วหรือยัง”“เอ่อ...ไว้ขออนุญาตท่านพ่อแล้วลูกจึงจะไปขอท่านแม่เจ้าค่ะ อย่างไรเส

  • ย้อนห้วงกาลก่อนบุปผาผลิบาน   บทที่ 1.5

    หญิงสาววางตะเกียบ “เรื่องในวันนี้ไม่เคยเกิดขึ้น ทั้งเจ้า เจ้า และข้า พวกเราไม่เคยได้ยินสิ่งใด ไม่เคยมาที่นี่ เข้าใจหรือไม่”“เจ้าค่ะ/ขอรับ”นางพยักหน้าจากนั้นมองเป็ดอบและของกินบนโต๊ะ “สั่งให้เสี่ยวเอ้อห่อของพวกนี้ เจ้ากับเสี่ยวพั่งแบ่งกันเอากลับไปกินที่จวน บอกว่าซื้อมาจากตลาด”ห้องด้านข้างเงียบไปนานแล้ว นางรอจนมั่นใจว่าไม่มีใครอยู่จึงเดินออกมาพร้อมคนติดตาม เมื่อลงบันไดก็ตรงกลับจวน สิ่งที่นางคาดไม่ถึงก็คือ...“คุณชาย?”“เจ้ารู้จักพวกนางหรือไม่”“ดูเหมือน...จะเป็นน้องสาวของเยี่ยนกั๋วกงซื่อจื่อ ข้าน้อยเคยเห็นนางตอนที่กั๋วกงฮูหยินนั่งรถม้าไปส่งซื่อจื่อที่สำนักศึกษาหลวงขอรับ”ฝานจิ่นสิงยังคงยิ้ม ใบหน้าหล่อเหลาของเขาสว่างเจิดจ้า พัดในมือหุบลงเสียงดังพรึบ! “ข้าว่ามีเรื่องสนุกๆ ให้ดูแล้ว”“จะไม่บอกซื่อจื่อหรือขอรับ”“บอกเขา? บอกแล้วเขาจะทำอย่างไรได้เล่า จวนเยี่ยนกั๋วกงไหนเลยจะมีอาจต่อกรกับจวนแม่ทัพ ยิ่งเป็นในตอนนี้ที่องค์ชายรองกำลังพยายามดึงขั้วอำนาจมาที่พระองค์เอง บอกเขาไปก็รังแต่จะยิ่งทำให้เรื่องบานปลาย อันที่จริงหากเยี่ยชิงอันทำสำเร็จ ไม่แน่ว่าฝ่าบาทจะทรงตระหนักเสียทีว่าองค์ชายรองกำลังเป็น

  • ย้อนห้วงกาลก่อนบุปผาผลิบาน   บทที่ 1.4

    “หากข้าสามารถแก้ไข...” นางมองเรือนจื่อชิงจากนั้นละสายตามองพี่ชายที่เพิ่งเดินเข้าไปในเรือนของมารดาเสี่ยวฝูมองตามสายตาหญิงสาว “คุณหนูเจ้าคะ?”“ไม่มีอะไร พวกเรากลับเรือนกันเถิด”รุ่งเช้าวันต่อมาอวิ๋นซูฮวาออกมาเดินเล่นที่ตลาดไม่ไกลจากจวนกั๋วกง เสี่ยวฝูกับเสี่ยวพั่งตามมาคุ้มกันไม่ห่าง ขณะเดินนางก็ใช้ความคิดไปด้วยอย่างเหม่อลอย ชั่วขณะที่กำลังเลือกดูของตามร้านรวงริมถนนทั้งสองฝั่ง อยู่ๆ สายตาก็เหลือบไปเห็นคนผู้หนึ่งนางจะไม่อะไรเลยหากมิใช่จดจำคนผู้นั้นได้ นั่นก็คือ...ชางหลิน หนึ่งในคนสนิทที่เป็นดังเงาของเยี่ยชิงอัน!!!อวิ๋นซูฮวาเงยหน้าขึ้นมองหออวี้หรู ที่นี่ขึ้นชื่อเรื่องอาหารเลิศรสและสุราอันโด่งดัง นางครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งจึงหันไปมองเสี่ยวฝูกับเสี่ยวพั่ง “ข้าเคยได้ยินพี่ใหญ่กล่าวว่าที่นี่มีเป็ดอบหนังกรอบเนื้อนุ่ม ข้าอยากลองชิมพวกเราไปลองกันเถิด”“อะ...อะไรนะเจ้าคะ หากคุณหนูอยากลองชิมมิสู้ให้ห้องครัวลองทำ พ่อครัวของจวนกั๋วกงฝีมือไม่เป็นสองรองใคร กินอาหารข้างนอกหากฮูหยินรู้เข้า...”นางลังเลอยู่ครู่หนึ่งทว่าไม่ใช่เพราะคำพูดของสาวใช้ อวิ๋นซูฮวาเก็บป้ายหยกข้างเอว หันไปบอกสาวใช้กับบ่าวติดตาม “เก็

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status