เข้าสู่ระบบนางยังคงกอดพี่สาวแน่น กระทั่งต่อมาอวิ๋นชิงหรงจึงรู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติ “เกิดอะไรขึ้นหรือ มาให้พี่ใหญ่ดูหน้าเจ้าหน่อย”
อีกฝ่ายดันนางออกสองมือประคองใบหน้าอวิ๋นซูฮวา ยิ่งเห็นดวงตาของนางแดงก่ำ พี่สาวก็เกิดความกังวล “เจ้าเป็นอะไรไป?”
“ฝันร้ายเจ้าค่ะ” นางสูดจมูก “ฝันร้ายมาก”
เสี่ยวฝูพยักหน้ากับพี่สาวของนาง “โถน้องสาม ไม่เป็นไร เพียงฝันร้ายเท่านั้นเอง ไม่ต้องกลัว” พี่สาวปลอบนางทั้งยังลูบหลังลูบไหล่ “ดีขึ้นแล้วหรือไม่”
นางพยักหน้าเงยหน้าขึ้นมองพี่สาว “พี่ใหญ่มาเยี่ยมท่านแม่หรือเจ้าคะ”
“ใช่แล้ว วันนี้มีของอร่อยมาให้เจ้าด้วย” ขณะทั้งสองเดินเข้าไปยังเรือนมารดาก็สนทนากันไป อวิ๋นซูฮวามองพี่สาวที่ใบหน้ายิ้มแย้มสีหน้าไม่เลว นางจำได้ว่าอีกไม่นานพี่สาวก็จะตั้งครรภ์แล้ว
อวิ๋นชิงหรงเป็นพี่สาวคนโต เป็นบุตรสาวที่เกิดจากมารดาเดียวกันกับอวิ๋นซูฮวา เป็นคุณหนูใหญ่จวนเยี่ยนกั๋วกง หน้าตางามพร้อม กิริยาล้ำเลิศ เมื่อสองปีที่แล้วแต่งให้กับรองเจ้ากรมอาญา จอหงวนผู้มีชื่อเสียงและรักมั่น เป็นสมรสพระราชทานที่ทำให้ผู้คนในเมืองหลวงล้วนอวยพร ครานั้นนางเองก็อยากแต่งให้กับบุรุษที่นางรักและรักนาง ดังนั้นจึงดึงดันว่าต้องแต่งให้เยี่ยชิงอันให้ได้
ขณะกำลังเดินผ่านเรือนปีกขวา เสียงด่าทอดังแว่วมากจากเรือนจื่อชิง เรือนนั้นเป็นของอี๋เหนียงสองคนใช้ร่วมกัน กล่าวถึงอี๋เหนียงของบิดาที่มีถึงสองคน จวนกั๋วกงยังมีทายาทอีกสี่คนที่ไม่เคยได้รับการใส่ใจ ทั้งสี่ล้วนเป็นสตรี...
อวิ๋นชิงหรงถอนหายใจเสียเบา “น้องสามพวกเราไปกันเถิด”
นางพยักหน้าจากนั้นเดินตามผู้เป็นพี่สาวไป วันนั้นทั้งวันนางออดอ้อนมารดา อยู่เป็นเพื่อนพี่สาว กว่าจะกลับเรือนก็เย็นย่ำ ระหว่างเดินกลับบังเอิญสวนทางกับพี่ชาย อวิ๋นเกออวี่ เขาอายุเท่ากันกับนางต่างกันแค่ไม่กี่เดือน อีกฝ่ายเพิ่งกลับมาจากสำนักศึกษาหลวง
อวิ๋นซูฮวาเดินเข้าไปหาเขา ยอบกายให้ด้วยท่าทางนอบน้อม “พี่รอง”
อีกฝ่ายพยักหน้าให้ดูท่าทางเหนื่อยล้า “เจ้าเพิ่งกลับมาจากเรือนท่านแม่หรือ”
“เจ้าค่ะ พี่รองจะไปคารวะท่านแม่หรือ”
“ใช่แล้ว วันนี้กลับช้าเพราะที่สำนักศึกษาหลวงเกิดเรื่อง”
นางมองเขา “พี่รอง...” แล้วก็เงียบไปไม่กล่าวคำ
อวิ๋นเกออวี่มองนาง “มีเรื่องอะไรหรือ”
นางส่ายหน้า “ไม่มีอะไรเจ้าค่ะ ข้าจะบอกว่าท่านรีบไปคารวะเถิด” นางยิ้มจากนั้นมองส่งพี่ชายคนรองเดินไปยังเรือนมารดา
อวิ๋นเกออวี่ ความจริงเป็นเพียงบุตรชายที่เกิดจากอนุของบิดา ทว่ามารดาของเขาโชคร้ายสิ้นใจหลังคลอด มารดาเลี้ยงเขามากับนาง แทบจะกลายเป็นพี่น้องฝาแฝด เป็นความหวังของจวนกั๋วกง ด้วยเขาเป็นบุตรชายเพียงคนเดียวของจวนกั๋วกง
หลังจากความอี๋เหนียงคลอดทายาทคนที่เจ็ดเป็นสตรี บิดาก็มีคำสั่งเด็ดขาด ไม่ว่าอี๋เหนียงคนใดล้วนต้องดื่มน้ำแกงระงับการตั้งครรภ์ อีกทั้งยังประกาศตำแหน่งกั๋วกงซื่อจื่อทันทีตั้งแต่พี่ชายคนรองของนางอายุได้เพียงแปดขวบ
ครานั้นอี๋เหนียงเรือนจื่อชิงไม่รู้ว่าตัวเองตั้งครรภ์ นางแท้งบุตรและเด็กคนนั้นเป็นเด็กผู้ชาย นับตั้งแต่นั้นนางก็เอาแต่กล่าวโทษพี่ชายคนรองว่าเป็นสาเหตุ โกรธแค้นทุกคน โทษทุกอย่าง อารมณ์ร้าย คราหนึ่งนางจำได้ว่าน้องสาวในเรือนจื่อชิงล้วนโดนอีกฝ่ายทำร้าย
มีอยู่ครั้งหนึ่งพี่ชายของนางถูกวางยาพิษ ยาพิษนั้นถึงขั้นทำให้เขาร่างกายอ่อนแอ แม้แต่จอนผมก็ยังกลายเป็นสีขาว นางมารู้ทีหลังว่าเขามีบุตรยากก็เพราะถูกพิษร้ายแรงครานั้น!!!
“ทำอะไร”“ช่วยท่านแม่ดูแลบัญชี ช่วยท่านแม่ทำเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ดูแลจวน ดูแลบ่าวไพร่ ดูแล...เหล่าทหาร”มารดาของนางเลิกคิ้ว “อยากช่วยแม่ทำงานแล้ว? ได้สิ เริ่มจากงานเล็กๆ ก็ได้”นางจะต้องเริ่มทำอะไรบางอย่าง ทำตั้งแต่ตอนนี้เลย อย่างเช่นเรื่องการแบ่งสรรเสบียงกระจายไปยังชายแดนให้ทหารที่เสียสละ หากมาเริ่มทำเอาตอนใกล้เกิดสงครามจะดูน่าสงสัย อีกทั้งบิดาของนางอาจจะถูกเพ่งเล็งก้าวต่อไปคือเรียนเย็บปัก...การเรียนเย็บปักเป็นข้ออ้างของการเปลี่ยนแปลงก้าวต่อไป ทว่านางก็มีจุดประสงค์อื่นเช่นกัน ช่วงเดือนที่ผ่านมาในจวนมีการเปลี่ยนแปลง การเป็นอยู่ของเรือนจื่อชิงดีขึ้นกว่าเดิมมาก จูอี๋เหนียงเป็นคนเจียมตัว เมื่อไม่มีหานอี๋เหนียงนางก็รับหน้าที่ดูแลน้องสาวทั้งสี่คนของอวิ๋นซูฮวาทุกๆ เช้าเด็กๆ จะมาเรียนที่เรือนของนาง มารดาของนางเห็นว่านางเอาจริงเรื่องน้องสาวทั้งสี่ ดังนั้น...ในที่สุดเด็กๆ จึงมีชื่อและใช้แซ่อวิ๋นอย่างเป็นทางการน้องสาวคนที่สี่ จากที่เคยเรียกเสี่ยวซื่อ เปลี่ยนเป็นคุณหนูสี่ อวิ๋นหลันซีน้องสาวคนที่ห้า จากที่เคยเรียกเสี่ยวอู่ เปลี่ยนเป็นคุณหนูห้า อวิ๋นหลันจิงน้องสาวคนที่หก จากที่เคยเรียกเสี่ยวลิ่
เขาพยักหน้าจากนั้นเดินไปยังเรือนจื่อชิง ต่อมา...จึงได้รู้จากเสี่ยวพั่งว่าหานอี๋เหนียงถูกส่งไปโรงนา จูอี๋เหนียงจะยังคงอยู่ที่เรือนจื่อชิงต่อไป และน้องๆ ของนางก็จะได้รับการดูแลจากจูอี๋เหนียง มองเด็กทั้งสี่ที่ยังไร้เดียงสา ทั้งสี่คุกเข่าอยู่ที่กลางโถงของเรือนบุปผา อวิ๋นซูฮวาได้แต่รู้สึกสะท้อนใจแต่ละคนผอมโซ สภาพมอมแมมราวไม่ได้อาบน้ำล้างเนื้อล้างตัว ผมเผ้าไม่ได้หวี ตามเนื้อตัวมีแผลที่ทั้งหายดีแล้วแต่ยังเขียวช้ำ และแผลใหม่ที่เพิ่งเกิดขึ้น“คุณหนูสาม...ข้าน้อยจะเชื่อฟัง ดังนั้นท่านอย่าลงโทษท่านแม่เลย ท่านแม่เพียง...เพียง...”เด็กก็ยังคงเป็นเด็กอยู่วันยังค่ำ จะอย่างไรนั่นก็คือมารดา แม้ถูกทำร้าย ถูกทุบตี ถูกทารุณ ทว่าโลกทั้งใบของพวกเขาก็คือมารดานางลุกขึ้นเดินเข้าไปหาทั้งสี่ เห็นท่าทีลนลานหวาดกลัว นางค่อยๆ นั่งลง “ข้าคือพี่สาวคนที่สามของพวกเจ้า เรียกข้าว่าพี่สาม ไม่ก็เรียกข้าพี่ฮวาเอ๋อร์”“ข้าน้อย...ไม่กล้า!”นางเข้าใจได้... “น้องคนสุดท้องมองจานของว่างของนาง อวิ๋นซูฮวาส่งสายตาให้เสี่ยวฝู อีกฝ่ายถือจานขนมมาให้นาง นางแจกขนมให้น้องๆ คนละชิ้น “ลองกินดูว่าชอบหรือไม่ ขนมดอกกุ้ยอร่อยเชียวละ”ทั้งสี่
มารดาของนางถอนหายใจออกมา “ทว่า...ไม่ใช่ทุกคนจะมองความหวังดีของเข้าออก ฐานะของพวกนางต่ำต้อย จะช่วยออกมาก็ต้องขึ้นอยู่กับว่าพวกนางจะรับหรือคิดว่าเป็นความเมตตาที่ไม่จำเป็น จิตใจของคนเรายากหยั่ง ความดีใช้ได้สำหรับบางคน”“ใช้ได้สำหรับบางคนจริงๆ เจ้าค่ะ ดังนั้นเราจึงยิ่งควรช่วยออกมา” ยิ่งปล่อยให้น้องสาวของนางอยู่กับอี๋เหนียง นานวันก็จะยิ่งบ่มเพราะความชิงชัง บ่มเพาะความรู้สึกไม่เป็นธรรมตอนนี้ยังไร้เดียงสา หากสั่งสมความดำมืดนานวันเข้าจิตใจก็จะแปดเปื้อน กระทั่งไม่ว่าจะล้างอย่างไรก็ไม่อาจกลับมาเป็นเด็กที่ไร้มลทินได้อีกสามวันถัดมา...ขณะกำลังเดินไปคารวะมาดรที่เรือน เรือนระเบียงเชื่อมจากเรือนจื่อชิงมายังเรือนปีกตะวันออก เสียงกรีดร้องอยากมาดร้ายดังใกล้เข้ามา อวิ๋นซูฮวามองไปยังหานอี๋เหนียง อีกฝ่ายมองนางด้วยสายตาเกลียดชัง“ทั้งหมดเป็นเพราะเจ้า! พวกเจ้าไม่ยอมให้ข้าได้มีโอกาสได้ได้รับความโปรดปรานจากท่านกั๋วกง ข้าตั้งครรภ์บุตรชายแล้วแท้ๆ มารดาของเจ้ากลับพรากเขาไปจากข้า! ตอนนี้ยังคิดจะพรากบุตรสาวของข้าไปอีก อวิ๋นซูฮวาเก็บความสงสารของเจ้ากลับไปข้าไม่ต้องการ คืนบุตรสาวของข้ามา!!”เสี่ยวฝูถูกผลักกระเด็น
นางขอบตาร้อนผ่าว... ในใจรู้สึกผิดขึ้นมาเป็นล้นพ้น บิดามักเป็นเช่นนี้เสมอ ตามใจนาง รัก เอ็นดูนาง เหตุใดนางไม่สังเกตมาก่อนว่าบิดาไม่เคยขัดใจนาง เว้นเพียงเรื่องเยี่ยชิงอัน... “ลูกไปเห็นเรื่องน่าสนุกเรื่องหนึ่งเจ้าค่ะ อยากให้ท่านพ่อเชิญอาจารย์มาสอน”“อาจารย์?? เจ้าอยากเรียนฉิน? ออกไปเห็นคนเล่นฉินที่ตลาดอีกแล้วหรือไร”นางส่ายหน้าด้วยรอยยิ้ม “ไม่ใช่เจ้าค่ะ ลูกไปเห็นถุงหอมที่มีลายปักงดงามมาก ลูกอยากเรียนปักผ้าเพื่อทำถุงหอมเจ้าค่ะ แล้วก็...ลูกเรียนคนเดียวกลัวจะเหงามิสู้ให้น้องสี่ น้องห้า น้องหกและก็น้องเจ็ดมาเรียนเป็นเพื่อนลูก”“อะไรนะ!!” สีหน้าของบิดาตอนนี้...เขาแทบจะหุบปากไม่ลงแล้ว“ท่านพ่อ...คางของท่านพ่อจะชนหน้าอกแล้วเจ้าค่ะ ประหลาดมากเลยหรือที่ลูกอยากมีเพื่อนเรียน?”“ไม่ประหลาด...ไม่เลย!!”นางยิ้ม “วันๆ พวกนางแทบไม่ออกจากเรือน อย่าว่าแต่ไปข้างนอกเลย ให้พวกนางมาเรียนเป็นเพื่อนลูกจะได้ออกมาข้างนอกบ้าง ในเรือนจื่อชิงคับแคบบางทีเรือนของลูกยังมีห้องว่าง...”“ช้าก่อน!” นางกะพริบตามองบิดา “เรื่องนี้...เจ้าปรึกษามารดาแล้วหรือยัง”“เอ่อ...ไว้ขออนุญาตท่านพ่อแล้วลูกจึงจะไปขอท่านแม่เจ้าค่ะ อย่างไรเส
หญิงสาววางตะเกียบ “เรื่องในวันนี้ไม่เคยเกิดขึ้น ทั้งเจ้า เจ้า และข้า พวกเราไม่เคยได้ยินสิ่งใด ไม่เคยมาที่นี่ เข้าใจหรือไม่”“เจ้าค่ะ/ขอรับ”นางพยักหน้าจากนั้นมองเป็ดอบและของกินบนโต๊ะ “สั่งให้เสี่ยวเอ้อห่อของพวกนี้ เจ้ากับเสี่ยวพั่งแบ่งกันเอากลับไปกินที่จวน บอกว่าซื้อมาจากตลาด”ห้องด้านข้างเงียบไปนานแล้ว นางรอจนมั่นใจว่าไม่มีใครอยู่จึงเดินออกมาพร้อมคนติดตาม เมื่อลงบันไดก็ตรงกลับจวน สิ่งที่นางคาดไม่ถึงก็คือ...“คุณชาย?”“เจ้ารู้จักพวกนางหรือไม่”“ดูเหมือน...จะเป็นน้องสาวของเยี่ยนกั๋วกงซื่อจื่อ ข้าน้อยเคยเห็นนางตอนที่กั๋วกงฮูหยินนั่งรถม้าไปส่งซื่อจื่อที่สำนักศึกษาหลวงขอรับ”ฝานจิ่นสิงยังคงยิ้ม ใบหน้าหล่อเหลาของเขาสว่างเจิดจ้า พัดในมือหุบลงเสียงดังพรึบ! “ข้าว่ามีเรื่องสนุกๆ ให้ดูแล้ว”“จะไม่บอกซื่อจื่อหรือขอรับ”“บอกเขา? บอกแล้วเขาจะทำอย่างไรได้เล่า จวนเยี่ยนกั๋วกงไหนเลยจะมีอาจต่อกรกับจวนแม่ทัพ ยิ่งเป็นในตอนนี้ที่องค์ชายรองกำลังพยายามดึงขั้วอำนาจมาที่พระองค์เอง บอกเขาไปก็รังแต่จะยิ่งทำให้เรื่องบานปลาย อันที่จริงหากเยี่ยชิงอันทำสำเร็จ ไม่แน่ว่าฝ่าบาทจะทรงตระหนักเสียทีว่าองค์ชายรองกำลังเป็น
“หากข้าสามารถแก้ไข...” นางมองเรือนจื่อชิงจากนั้นละสายตามองพี่ชายที่เพิ่งเดินเข้าไปในเรือนของมารดาเสี่ยวฝูมองตามสายตาหญิงสาว “คุณหนูเจ้าคะ?”“ไม่มีอะไร พวกเรากลับเรือนกันเถิด”รุ่งเช้าวันต่อมาอวิ๋นซูฮวาออกมาเดินเล่นที่ตลาดไม่ไกลจากจวนกั๋วกง เสี่ยวฝูกับเสี่ยวพั่งตามมาคุ้มกันไม่ห่าง ขณะเดินนางก็ใช้ความคิดไปด้วยอย่างเหม่อลอย ชั่วขณะที่กำลังเลือกดูของตามร้านรวงริมถนนทั้งสองฝั่ง อยู่ๆ สายตาก็เหลือบไปเห็นคนผู้หนึ่งนางจะไม่อะไรเลยหากมิใช่จดจำคนผู้นั้นได้ นั่นก็คือ...ชางหลิน หนึ่งในคนสนิทที่เป็นดังเงาของเยี่ยชิงอัน!!!อวิ๋นซูฮวาเงยหน้าขึ้นมองหออวี้หรู ที่นี่ขึ้นชื่อเรื่องอาหารเลิศรสและสุราอันโด่งดัง นางครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งจึงหันไปมองเสี่ยวฝูกับเสี่ยวพั่ง “ข้าเคยได้ยินพี่ใหญ่กล่าวว่าที่นี่มีเป็ดอบหนังกรอบเนื้อนุ่ม ข้าอยากลองชิมพวกเราไปลองกันเถิด”“อะ...อะไรนะเจ้าคะ หากคุณหนูอยากลองชิมมิสู้ให้ห้องครัวลองทำ พ่อครัวของจวนกั๋วกงฝีมือไม่เป็นสองรองใคร กินอาหารข้างนอกหากฮูหยินรู้เข้า...”นางลังเลอยู่ครู่หนึ่งทว่าไม่ใช่เพราะคำพูดของสาวใช้ อวิ๋นซูฮวาเก็บป้ายหยกข้างเอว หันไปบอกสาวใช้กับบ่าวติดตาม “เก็







