ANMELDENมันเป็นเรื่องธรรมดาเพราะนางอายุสิบสี่แล้ว ปีหน้า...ไม่สิอีกไม่กี่เดือนนางก็จะปักปิ่น ดังนั้นจึงมักมีเทียบเชิญมาที่จวน เชิญบิดามารดาไปร่วมงานเลี้ยง ในเทียบเชิญมักกล่าวเป็นนัยให้บิดามารดาพาพี่ชายกับนางไปร่วมงานเลี้ยง ทว่าตลอดมางานแล้วงานเล่านางปฏิเสธ หากไม่ใช้ข้ออ้างว่าไม่สบาย ก็จะใช้ข้ออ้างว่าไม่ชอบไปงานเลี้ยง ทำให้ผู้คนคิดว่านางเป็นสตรีขี้อายไม่ชอบไปร่วมงานต่างๆ ที่ชนชั้นสูงต่างก็ไปพบปะสังสรรค์
เป็นถึงคุณหนูจวนกั๋วกงแต่กลับไม่ชอบไปร่วมงานเลี้ยงแน่นอนย่อมเกิดข่าวลือที่ไม่ดีตามมา อวิ๋นชิงหรงพี่สาวของนางถึงขั้นมาหานางที่จวน ถามไถ่เรื่องที่เกิดขึ้นในวังหลวงครานั้น เนื่องจากคิดว่านางหวาดกลัวการจับคู่ที่เกิดขึ้นจริงๆ
“พี่ใหญ่ข้ากลัวจริงๆ เจ้าค่ะ แต่ไม่ใช่กลัวการจับคู่”
“แล้วเจ้ากลัวอะไร”
“กลัวจวนแม่ทัพเจ้าค่ะ”
อวิ๋นชิงหรงเลิกคิ้วมองนางด้วยสายตาประหลาดใจ “แม่ทัพเยี่ยมีคุณงามความดีในราชสำนัก ฝ่าบาททรงให้ความสำคัญเสมอมา แม้ว่าตอนนี้เขาแทบจะวางมือแต่ตำแหน่งแม่ทัพก็ยังเป็นของเขา เยี่ยชิงอันแม่ทัพน้อยรูปงามเลิศ สุขุมเยือกเย็นและสุภาพให้เกียรติผู้อื่น ไม่ว่าสตรีใดล้วนหมายปอง ปีนี้อายุยี่สิบเอ็ดทว่ายังไม่แต่งฮูหยิน แม้กล่าวได้ว่าเขามักรั้งอยู่ที่ชายแดน แต่ปีนี้กลับถูกเรียกตัวกลับเมืองหลวง เกรงว่าคงเพราะถึงวัยควรแต่งงาน เจ้า...ไม่ชอบเขา?”
นางมองพี่สาว “ข้าต้องชอบเขาด้วยหรือเจ้าคะ”
อวิ๋นชิงหรงเลิกคิ้ว “ด้วยนิสัยของเจ้าหากยังไม่เคยพบไม่มีทางปฏิเสธ ไม่มีทางหลีกเลี่ยง บอกพี่ใหญ่มาตามตรงเคยพบเขาแล้วหรือ”
นางครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง “เคยเห็นไกลๆ เจ้าค่ะตอนไปเดินเล่น” อวิ๋นซูฮวาตัดสินใจโกหก
“แล้ว...ไม่ชอบ?”
นางส่ายหน้า จากนั้นพยักหน้า พี่สาวหัวเราะ “อะไรกัน หมายความว่าอย่างไร ตกลงชอบหรือไม่ชอบ”
“ไม่ใช่ไม่ชอบ แต่ก็ไม่ใช่ความชอบเจ้าค่ะ เป็นความรู้สึกเฉยชา เหมือนมองคนแปลกหน้าทั่วไป แต่ความรู้สึกหนึ่งชัดเจนยิ่ง”
“ความรู้สึกใด”
“ควรหลีกเลี่ยงเจ้าค่ะ”
อวิ๋นชิงหรงเลิกคิ้ว “อะไรนะ”
“ข้าบังเอิญเดินเล่นที่หน้าโรงจำนำสองสามครั้ง ทุกครั้งล้วนพบว่าพ่อบ้านจวนแม่ทัพเยี่ยอยู่ที่นั่น เขาทำลับๆ ล่อๆ ขามามีคนช่วยขนของ ขากลับกลับออกมามือเปล่า”
คราวนี้พี่สาวของนางอ้าปากค้าง “หรือว่า...ข่าวลือที่ว่าจวนแม่ทัพเยี่ยกลวงโบ๋เป็นเรื่องจริง?!”
“จะจริงหรือเท็จจวนกั๋วกงหลีกเลี่ยงเอาไว้ไม่ดีกว่าหรือเจ้าคะ ท่านพ่อเป็นถึงเยี่ยนกั๋วกงที่ฝ่าบาททรงเห็นความสำคัญ ท่านแม่ดูแลจวนดูแลกิจการของจวน ทรัพย์สินงอกเงยเงินทองงอกงาม หากปล่อยให้ผู้อื่นจับจ้องตาเป็นมัน หวังใช้ประโยชน์จากการแต่งงานของพวกเรา ข้าเห็นว่าคนเช่นนี้น่ารังเกียจยิ่ง หลีกเลี่ยงจะดีที่สุดเจ้าค่ะ” นางขยับเข้าไปกอดแขนพี่สาวซบหน้าผากลงบนไหล่อีกฝ่าย “ยากจนนั้นไม่เป็นไร ขอเพียงซื่อสัตย์สุจริต ไม่หวังสิ่งใดนอกจากความรู้สึกมั่นคง ข้าขอให้ตัวเองโชคดีได้ครึ่งหนึ่งของพี่ใหญ่ พานพบบุรุษเช่นพี่เขยที่รักมั่น เป็นคนดี เป็นขุนนางที่ทำเพื่อบ้านเมือง เพื่อผู้คนโดยแท้”
พี่สาวของนางถอนหายใจ อีกฝ่ายลูบมือของนางเบาๆ “อายุเท่านี้แต่มีความคิดเช่นนี้ได้ก็นับว่าไม่ต้องกังวลแล้ว บางครั้งความรักก็มิใช่ทุกสิ่ง พี่ใหญ่ก็หวังให้เจ้าพานพบคนดีๆ อย่างน้อยพบคนที่ไม่ทำให้เจ้าน้อยเนื้อต่ำใจ ไม่ถูกรังแกหลังแต่งงาน เพียงเท่านั้นก็คลายกังวลลงได้ หากช่วงนี้อยากหลบเลี่ยงผู้คนก็ไปหาพี่ใหญ่ที่จวน นั่งเล่นสักนานหน่อยค่อยกลับ”
นางยิ้มกอดพี่สาวแน่นขึ้น “ข้ารักพี่ใหญ่ที่สุด” นางอยากไปนั่งเล่นที่จวนรองเจ้ากรมอาญาจริงๆ!! ทว่าการไปครั้งนี้กลับไม่คาดคิด นางพบว่าผู้เป็นพี่เขยกำลังมีแขก
เฉิงเหลียงเจ๋อกำลังนั่งเล่นหมากกับฝานจิ่นสิง ใบหน้าของเขาแย้มยิ้มเมื่อมองเห็นนาง “นึกว่าจวนข้ามีแขกที่ใดมาเยือน ที่แท้คุณหนูสามผู้โด่งดังนี่เอง เข้าวังหลวงคราเดียวโด่งดังทั่วหล้า เหตุใดมาเยือนจวนข้าได้เล่า”
“พี่เขย โด่งดังทั่วหล้าอะไรกัน ขายหน้าทั้งเมืองหลวงสิไม่ว่า โชคที่เท่าไหร่แล้วที่ไทเฮาทรงไม่เอาความ เป็นลมในงานเลี้ยงวังหลวง น่าขายหน้าที่สุด”
อีกฝ่ายหัวเราะ “มาข้าจะแนะนำให้เจ้ารู้จักคนที่โด่งดังทั่วหล้าตัวจริง คารวะคุณชายสามจวนอัครมหาเสนาบดีเสีย”
อวิ๋นซูฮวาจ้องมองบุรุษหล่อเหลาที่สวมชุดแพรพรรณสีเขียวอ่อน ใบหน้าหล่อเหลาน่ามอง เรือนผมยาวมัดรวบด้วยริ้วแพร ดูอย่างไรนี่ก็คือคุณชายเสเพลผู้หนึ่ง
กองทัพ...ออกเดินทางแล้ว เซี่ยจื่อเตี๋ยรีบวิ่งไปยังรถมาคันหนึ่งที่จอดอยู่ นางรีบเปลี่ยนชุดจากนั้นโยนออกมาให้เสี่ยวฟาง “เจ้ารีบสวนเร็วเข้า อย่าลืมเล่าปลอมเป็นข้าให้แนบเนียนที่สุด จากนั้นกลับเข้าจวนแล้วแกล้งป่วยเสีย”“ไม่ให้ข้าน้อยไปด้วยจริงๆ หรือเจ้าคะ”“มีเจ้าอยู่ที่นี่ข้าจึงจะสบายใจ บอกเสี่ยวเหยียนให้เขาดูแลโรงหมอช่วงที่ข้าไม่อยู่”“เจ้าค่ะ”มองออกไปอีกด้านฮ่องเต้เพิ่งเสด็จมาถึง “พร้อมแล้วหรือยัง”“เพคะ” นางยิ้มกว้าง“ให้เราออกราชโองการดีๆ ก็ติดตามไปอย่างสง่าผ่าเผยได้แล้ว เหตุใดต้องทำลับๆ ล่อๆ”“หากตาแก่พวกนั้นยอมง่ายๆ หม่อมฉันคงทำเช่นนั้นไปแล้วเพคะ มัวพิรี้พิไรคัดค้านกันอยู่นั่นชายแดนเหนือก็เสียหายมากขึ้นกว่าจะได้ข้อสรุป”ฮ่องเต้พยักหน้าเห็นด้วย “ไม่ต้องทรงกังวลนะเพคะ หม่อมฉันจะดูแลท่านอ๋องแทนฝ่าบาทเอง”“อืมเราเชื่อเจ้า เจ้าเองก็ต้องดูแลตัวเองดีๆ เรามอบองครักษ์เงาของเราห้าสิบคนให้ติดตามไปช่วยคุ้มกันเจ้าระหว่างเดินทาง”“ขอบพระทัยเพคะ หม่อมฉันทูลลา”แล้วรถม้าและองครักษ์เงาก็ออกเดินทางติดตามกองทัพไปจากเมืองหลวง มุ่งหน้าไปยังชายแดนเหนือ...ทางหนึ่ง...กองทหารสู้รบรับมือกับศัตรูอีกทาง...ห
ชินหวางฝู่กำลังวุ่นวายตระเตรียมการ เซี่ยจื่อเตี๋ยกำลังช่วยเสียนจื่อเตรียมของใช้ที่จำเป็นระหว่างที่เขาเดินทางไปชายแดน นางเน้นหนักไปกับสมุนไพรห้ามเลือด ผงยาแก้ปวด ยาสมานแผล กระทั่งยาแก้ไข้นางก็ยังเตรียมเอาไว้ให้เขาเสียนจื่อมองนางที่เอาแต่คร่ำเครียดเตรียมของ แม้แต่เวลาจะนั่งสนทนากันก็แทบไม่มี เสียงถอนหายใจดังขึ้น “เสี่ยวเตี๋ยข้าอยากกินน้ำแกงสาลี่หวานของเจ้า”นางจึงเลิกคิ้วหันมามองเขา “อยากกินตอนนี้?”“ใช่”นางมองไปรอบๆ เพราะยังเตรียมของได้ไม่ครบ “เช่นนั้นข้าไปทำให้ท่านครู่เดียว”เขายิ้มออกมา “ข้าไปช่วยเจ้า”ในห้องครัวเล็กชายหนุ่มกำลังมองหญิงสาวที่ยุ่งง่วนอยู่กับการทำน้ำแกงสาลี่หวาน “เจ้าไม่กังวลเลยหรือ”“กังวลเรื่องใด”“เรื่องที่ข้าไปออกรบ”นางเลิกคิ้วหันไปมองเขา “เหตุใดต้องกังวล ท่านเพิ่งไปครั้งแรกหรือก็เปล่า รีบไปรีบกลับมาก็สิ้นเรื่อง ข้ารู้ว่าท่านเก่งกาจไม่มีใครเหมาะที่จะนำทัพเท่ากับท่านอีกแล้ว”เขาขมวดคิ้ว “ก็ควรดีใจที่เจ้าเชื่อใจข้า แต่ว่า...ส่งคนรักไปชายแดนเหตุใดเจ้าไม่มีท่าทางกังวลเลย” เขาถอนหายใจพึมพำเสียงเบาคนเดียวหลังจากเตรียมของให้เขาเสร็จแล้วหญิงสาวก็รีบกลับจวน เสียนจื่อนั่
หยวนเผิงหน้าซีด “ทะ...ท่านก็คือ... ที่แท้ก็เป็นท่าน ท่านคือ...” เขาพึมพำหญิงสาวอมยิ้มมองเสียนจื่อที่กำลังจะเดินกลับมา ในมือของชายหนุ่มมีมันเผาหนึ่งหัว...ในที่สุดก็เลือกได้เสียที นางลุกขึ้นกล่าว “ใช่แล้วข้าก็คือ...สตรีที่ถูกหย่าผู้นั้น เซี่ยจื่อเตี๋ย”หยวนเผิงประสานมือค้อมศีรษะ “ข้าน้อยไม่ได้... ข้าน้อยขออภัยที่ล่วงเกิน!!”“มิได้ๆ ข้าคงต้องขอตัวก่อน” นางเดินผ่านหยวนเผิงไปหาเสียนจื่อ“บุรุษหล่อเหลาผู้นั้นเจ้ารู้จัก??” เขาเลิกคิ้วถามนางนางเงยหน้าขึ้นมองเสียนจื่อ “หล่อเหลา??” นางหันกลับไปมองชายหนุ่มคนเมื่อครู่ “อ้อ...ก็พอดูได้” แต่ว่า...เมื่อหันกลับมามองใบหน้าของคนข้างๆ นางกลับยิ้มกว้าง นี่ต่างหากจึงจะเรียกว่าบุรุษหล่อเหลา “ท่านเลือกได้แล้วหรือ”เสียนจื่อยิ้มกว้าง “ได้แล้ว เจ้ารีบชิมดูว่าหวานหรือไม่” เขาบรรจงแกะมันเผานั้นส่งให้นางถึงปากสือเหยาที่เป็นเจ้าของเพิงน้ำชาอมยิ้ม ...มันเผาที่ท่านอ๋องยืนเลือกอยู่นานสองนาน แท้ที่จริงเขาไม่ได้เลือกให้ตัวเอง ทว่ากลับเดินไปเลือกให้ใต้เท้าหมอหญิงต่างหาก!!ปีที่สองที่โรงหมอแห่งราชสำนักทำการเปิด ศิษย์มากมายยังคงมาเรียนรู้แลกเปลี่ยน มีหมอหลายคนเข้ามาช่
ทางหนึ่งรับเขาเป็นศิษย์ ทางหนึ่งมอบหมายให้เขาเปิดร้านหมอตระกูลหวังดังเดิม แม้แซ่หวังทว่าคนตระกูลหวังกลับไม่อาจสอดไม้สอดมือกับทรัพย์สินที่หญิงสาวยกให้หวังเหยียน กลืนไม่เข้าคายไม่ออก อยากกินแต่ก็ได้แต่นั่งมอง นี่เป็นการแก้แค้นคนใจแคบอย่างคนตระกูลหวังได้เป็นอย่างดี!!เพิงน้ำชาฝั่งตรงข้ามโรงหมอแห่งราชสำนัก เสียนจื่อรินชาส่งให้หญิงสาวทันทีที่นางเดินเข้ามานั่ง ผู้คนหันมามองทั้งสองคนด้วยสายตาสนอกสนใจข่าวลือมากมายหนาหู ชื่อเสียงแม้กู้คืนกลับมาได้ ทว่าอย่างไรนางก็เป็นสตรีที่เคยแต่งงานมาก่อน อีกทั้งยังเคยมีเรื่องมีราวจนหย่าขาดกับสามีคนก่อนตอนนี้ยังมีเรื่องพัวพันคลุมเครือกับจื่อเสียนชินหวาง ให้อย่างไรฐานะของนางก็ไม่มีใครมองว่าเหมาะสมกับเขาไม่ว่าจะไปที่ใดข้างกายนางก็จะมีเขาเสมอ ไม่ว่านางจะทำอะไรเขาเองก็จะวนเวียนอยู่เคียงข้าง นานวันเข้าก็ยังไม่มีทีท่าว่าทั้งสองจะประกาศข่าวดี ขุนนางที่รอวันคัดค้านถูมือรอ ขุนนางที่รอคอยชมความครื้นเครงเบิกตาเพื่อชมดูความวุ่นวายถึงอย่างนั้นจนแล้วจนรอดโรงหมอแห่งราชสำนักเปิดได้ครบปี ข่าวดีที่ทุกคนรอวิพากษ์วิจารณ์ก็ยังไม่ถูกประกาศมีครั้งหนึ่งเสนาบดีกรมคลังทนไม่ไหว ค
เซี่ยจื่อเตี๋ยเม้มปากเมื่อเขาผละไป นางอมยิ้มสบตากับเขา “กลับไปได้แล้ว”เขาจุมพิตหว่างคิ้วนางอีกครั้งหนึ่ง “ได้ ข้ากลับแล้ว เจ้าพักเถิด”ครั้งนี้นางปล่อยให้เขาเดินออกไปจริงๆ ทว่าทันทีที่ประตูปิดลงหญิงสาวก็ทิ้งตัวลงนอนคว่ำ ผ้าห่มถูกรวบขึ้นมาปิดใบหน้ากั้นเสียงหวีดร้องด้วยความขัดเขินนั้นเอาไว้“ให้ตาย...เขินชะมัด!”โรงหมอแห่งราชสำนักเปิดแล้ว...นี่คือความหวังของชีวิต ความยินดีของประชาชนในแคว้น การรักษาที่ไม่แบ่งแยก หมอที่ไม่เลือกปฏิบัติ อีกทั้งบ่าวไพร่ในโรงหมอก็ได้รับการคัดเลือกเป็นอย่างดี ป้ายอักษรฝีพระหัตถ์ของฮ่องเต้‘ก้าวผ่านประตูโรงหมอแห่งราชสำนัก ทุกคนล้วนเป็นคนไข้ ไม่มีสูงส่ง ไม่มีต่ำต้อย ทุกผู้ล้วนเท่าเทียม’ความหมายชัดเจนไม่มีผู้ใดกล้ากังขา ที่โรงหมอนอกจากรับรักษาแล้ว เซี่ยจื่อเตี๋ยยังเปิดสอนหมอที่อยากเรียนรู้และแลกเปลี่ยนวิชาแพทย์ ดังนั้นไม่เพียงมีหมอที่ยังเป็นมือใหม่ แต่ยังมีหมอที่มากประสบการณ์ หมอหลวง กระทั่งหมอที่ฝีมือเก่งกาจ ทุกคนล้วนเข้าๆ ออกๆ เพื่อแบ่งปันวิชาแพทย์ ทั้งนี้ก็เพื่อประโยชน์สุขของคนไข้ ประโยชน์ของชาวบ้านและประชาชนในแคว้นหวังเหยียน...ก้าวเข้ามาประคองสองมือคารวะน
“ข้าทำเอง” นางแย่งมาจากมือใหญ่ใช้เช็ดจมูก นางยังไม่หน้าหนาพอถึงขั้นให้เขาเช็ดน้ำมูกให้นะ!! “มิใช่ดึกมากแล้วหรือ”เขามองไปด้านนอกที่มืดสนิทและเงียบงัน “เกรงว่าคงล่วงเข้ายามอิ๋น[1]แล้วกระมัง”หญิงสาวลืมตาเงยหน้าขึ้นมองเขา “ไม่กังวลเรื่องชื่อเสียงแล้ว?”“ของผู้ใดเล่า ข้า?”นางถลึงตามองเขา “ก็ใช่น่ะสิ เป็นถึงท่านอ๋องผู้สูงศักดิ์กลับรั้งอยู่ในจวนของสตรีที่เคยถูกสามีหย่า ชื่อเสียงหลังจากวันนี้ท่านจะเอาไปไว้ที่ใด?”เขาหัวเราะ “ข้าต้องสนใจไปไยว่าผู้คนข้างนอกนั่นจะคิดอย่างไรกับข้า ข้าสนเพียงเจ้าจะคิดเช่นไรไม่ดีกว่าหรือ”นางสบตาคมเข้มของเขานิ่ง เขาเองก็ไม่ยอมหลบมือใหญ่ยกขึ้นลูบแก้มของนางทีหนึ่ง “แต่หากเจ้าถือสา ชื่อเสียงของข้านี้ให้อย่างไรก็ต้องรบกวนเจ้ารับผิดชอบ ข้าหวังเป็นอย่างยิ่งว่าเจ้าจะไม่ทอดทิ้งข้า”“ท่าทางคล้ายเจ้าสาวกำลังจะถูกทอดทิ้งของท่านนี่มันอย่างไรกัน เป็นถึงจื่อเสียนชินหวางผู้ใดจะกล้าทำลายชื่อเสียงท่าน อีกอย่างท่านเป็นบุรุษ!”เขาหัวเราะกอดนางแน่นขึ้น “ท่าทางจะดีขึ้นแล้วจริงๆ ข้าสมควรกลับออกไปแล้วจริงๆ แต่...เจ้าดื่มยาก่อนข้าจึงจะกลับไป” เขาขยับลุกวางนางพิงหัวเตียง ประตูห้องถูกแง
ฝานจิ่นสิงยอมเดินไปอย่างไม่ใคร่จะเต็มใจนัก เยี่ยชิงอันเห็นก็ยิ้มออกมาบางๆ “ในราชสำนักเขาเป็นเสาหลักของขุนนาง เยือกเย็น สุขุม เฉลียวฉลาดรอบคอบ นึกไม่ถึงว่าข้างนอกนี่กลับเป็นสามีที่เชื่อฟังฮูหยินยิ่งนัก”“ท่านไม่พูดใช่หรือไม่เช่นนั้นข้าขอตัว” นางทำท่าจะเดินหนี เขาขยับเข้ามาขวาง“ขออภัย ข้าปากเสียเอง”
เป็นอีกครั้งที่เยี่ยชิงอันมีอันต้องเย็นสันหลังวาบ ยิ่งตอนที่คนของเขาที่มีหน้าที่รายงานวิ่งมาจากที่ไกลๆ สีหน้าของอีกฝ่ายทำให้เขาเป็นกังวล และยิ่งเป็นกังวลกว่าเมื่อได้ยินสิ่งที่อวิ๋นซูฮวากราบทูล“หม่อมฉันออกมาตรวจตราเมล็ดพันธุ์และการนึ่งข้าวเปลือกของหมู่บ้านเปี้ยนหลี่ของจวนเยี่ยนกั๋วกง ทว่าอยู่ๆ แม่ท
เขาใจลอยอยู่นานมากเมื่อเหลือบมองอีกครั้งโจ๊กก็หมดถ้วย!!! ฝานจิ่นสิงมองถ้วยยาที่ถูกส่งมา “ขมมาก แค่กลิ่นยังรู้ได้ทันที ท่านจะต้อง...กลั้นใจดื่มให้หมด” นางหน้าเบ้เขาหัวเราะ “ข้าไม่ใช่เด็ก” จากนั้นเขาก็กรอกยาลงไปทั้งถ้วยในคราวเดียว “เจ้าบอกว่าจะมีคนมารับข้าในวันสองวัน ข้าอยากฟังแผนการของเจ้า”“ไม่มี”
นางก้มลงมองตัวเองที่ยังคงอยู่ในชุดสาวใช้ “จวนอัครมหาเสนาบดี” ทว่า...ที่นั่นเต็มไปด้วยองครักษ์วังหลวงที่ปิดล้อมแม้แต่แมลงยังบินผ่านยาก!!!“คุณหนูมิสู้เราไปขอความช่วยเหลือฮูหยินรองเจ้ากรมอาญา”“ไม่ได้” นางจะดึงพี่ใหญ่กับพี่เขยเข้ามาเกี่ยวข้องไม่ได้ หากถูกจับได้... ยังไม่ทันได้รวบรวมความคิดก็มีกองทหาร







