Se connecterเสียงไก่ขันที่ไม่ได้ยินมานานแล้วทำให้เซียวลี่ถิงลืมตาตื่นขึ้นมาอีกครั้ง เธอจ้องมองหลังคากระเบื้องอันคุ้นเคยแล้วก็พระพริบตาเพื่อขับไล่น้ำตาแห่งความคิดถึงที่ไหลลงมาเมื่อจำได้ว่าสถานที่แห่งนี้คือห้องนอนส่วนตัวของเธอในตอนที่เธอยังอยู่กับพ่อและแม่ในบ้านหลังเก่าของครอบครัว เสียงความเคลื่อนไหวที่อยู่ภายนอกห้องทำให้เธอหลับตาลงอีกครั้งเพื่อซึมซับบรรยากาศเก่าๆ ที่เกือบจะเลือนหายไปจากความทรงจำของเธอไปแล้ว
“ลี่ถิง ทำไมยังไม่ตื่นอีก วันนี้ลูกจะเข้าเมืองไปรับชุดที่สั่งตัดเอาไว้ไม่ใช่หรือ” เสียงเรียกที่ดังเข้ามาในห้องทำให้เซียวลี่ถิงขยับตัวในทันที
“แม่!” เธออุทานออกมาพลางขยับตัวลุกขึ้นแล้วเซียวลี่ถิงก็นิ่วหน้าในทันทีเมื่อรู้สึกว่าร่างกายของเธอไม่เหมือนเมื่อก่อน
“ลี่ถิง ลูกไม่ได้ยินที่แม่เรียกหรือ” สุ่ยเหมยเปิดประตูเข้ามาในห้องแล้วจ้องมองเซียวลี่ถิงด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความประหลาดใจ
“อ้าว! ก็ตื่นแล้วนี่นาทำไมถึงไม่รีบลุกออกมา วันนี้ลูกจะเข้าไปในเมืองไม่ใช่หรือ” คำถามของสุ่ยเหมยทำให้เซียวลี่ถิงส่ายหน้า เธอขยับตัวลุกขึ้นก้มมองร่างของตนเองแล้วจึงได้เดินเข้ามาหาสุ่ยเหมยอย่างไม่อยากจะเชื่อในสิ่งที่ได้พบ
“แม่คะ” เซียวลี่ถิงพูดพลางค่อยๆ ยื่นมือของตนเองไปแตะที่มือของสุ่ยเหมยเบาๆ
“ลูกเป็นอะไรไป ไม่สบายหรือเปล่า” คำถามของสุ่ยเหมยทำให้เซียวลี่ถิงส่ายหน้า แต่ฝ่ามืออันอบอุ่นของสุ่ยเหมยก็ยังยื่นมาแตะที่หน้าผากของเธอเพื่อทดสอบอุณหภูมิอยู่ดี
“ก็ไม่ได้ตัวร้อนนี่นา ลี่ถิงแม่ทำอาหารเช้าเอาไว้แล้ว พ่อกับพี่ชายของลูกก็ออกไปทำงานกันทั้งคู่แล้ว ลูกเป็นอะไรไปหรือยังโกรธที่พ่อกับแม่ไม่เห็นด้วยเรื่องการแต่งงานของลูก” เมื่อสุ่ยเหมยพูดเช่นนี้เซียวลี่ถิงก็ส่ายหน้า หยาดน้ำตาที่เอ่อคลอแล้วไหลลงมาของเธอทำให้สุ่ยเหมยเอ่ยปากถามมาด้วยความประหลาดใจในทันที
“ลูกเป็นอะไร”
“หนูคิดถึงแม่เหลือเกิน” เซียวลี่ถิงเอ่ยออกมาแล้วโถมร่างเข้ามาโอบกอดสุ่ยเหมยเอาไว้ ไม่ว่าตอนนี้จะเกิดอะไรขึ้นแต่การที่เธอได้พบกับแม่ของเธออีกครั้งเช่นนี้มันทำให้เซียวลี่ถิงรู้สึกยินดีมากเหลือเกิน ชั่วชีวิตของเธอสิ่งที่เธอรู้สึกเสียใจมากที่สุดไม่ใช่เพราะการเลือกแต่งงานกับคนชั่วอย่างเฉินซีห่าว แต่เธอเสียใจที่ความอ่อนแอของเธอทำให้เธอไม่ได้อยู่กับพ่อและแม่ของเธอในช่วงวาระสุดท้ายในชีวิตของพวกเขา
“แม่คะหนู...” เซียวลี่ถิงพูดพลางจ้องมองสุ่ยเหมยแล้วก็ก้มลงมาจ้องมองการแต่งกายของตนเอง เซียวลี่ถิงเดินไปที่กระจกที่ตั้งอยู่ในห้องจ้องมองใบหน้าที่สะท้อนกลับมา เธอยกมือขึ้นมาเช็ดคราบน้ำตาบนใบหน้าของตนเองหลับตาแล้วตั้งสติอีกครั้งแล้วจึงได้ลืมตาขึ้นมาจ้องมองใบหน้าที่ยังคงอ่อนเยาว์ของเธออีกครั้ง
“ลี่ถิงลูกเป็นอะไรไป” น้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความเป็นห่วงของสุ่ยเหมยทำให้เซียวลี่ถิงหันไปส่งมอบรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความยินดีของตนเองในทันที
“หนูไม่ได้เป็นอะไรหรอกค่ะ ก็แค่รู้สึกยินดีที่หนูสามารถหลุดพ้นจากชีวิตอันน่าเศร้าของตนเองได้แล้ว และตอนนี้ก็ถึงเวลาแล้วที่หนูจะเริ่มต้นใหม่ค่ะ” คำพูดของเซียวลี่ถิงทำให้สุ่ยเหมยพลันส่ายหน้าในทันที
“ถ้าลูกยังนอนไม่เต็มอิ่มจะกลับไปนอนต่อก็ได้นะ แม่ผิดเองที่ปลุกลูกขึ้นมาจนทำให้ลูกพูดจาเลื่อนลอยเช่นนี้” คำพูดของสุ่ยเหมยทำให้เซียวลี่ถิงหัวเราะออกมาในทันที
“หนูไม่นอนแล้วค่ะหนูอยากอยู่กับแม่มากกว่า” เซียวลี่ถิงพูดพลางคล้องแขนของสุ่ยเหมยเอาไว้แล้วพูดกับสุ่ยเหมยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
“แม่ทำอาหารเช้าเอาไว้แล้วไม่ใช่หรือคะ หนูไปกินอาหารเช้าฝีมือของแม่ดีกว่าเพราะอาหารเช้าของแม่อร่อยที่สุดในบรรดาอาหารเช้าที่หนูเคยกินมาแล้ว” เซียวลี่ถิงพูดตามความรู้สึกจากหัวใจแต่สุ่ยเหมยกลับคิดแค่เพียงว่าลูกสาวของเธอกำลังพูดจาเอาอกเอาใจเธอเท่านั้น
“ปากหวานก็เป็นนี่นา ก่อนหน้านี้ถ้าลูกรู้จักพูดจาดีๆ กับพ่อเขา เขาก็คงจะไม่โกรธเคืองจนไม่ยอมพูดกับลูกเช่นนี้หรอก” สุ่ยเหมยพูดพลางส่ายหน้าแต่ก็ยอมให้ลูกสาวของเธอคล้องแขนพาเธอไปที่ห้องอาหารแต่โดยดี
หลังกินมื้อเช้าเสร็จเซียวลี่ถิงก็อาสาช่วยสุ่ยเหมยเก็บกวาดและทำความสะอาดจานชามอย่างกระตือรือร้นแล้วหลังจากนั้นเธอจึงกลับเข้าห้องส่วนตัวเพื่อทบทวนสถานการณ์ที่เธอกำลังเผชิญอยู่อีกครั้ง
“ฉันตายไปแล้วไม่ใช่หรือ” เซียวลี่ถิงพึมพำออกมาเธอจำได้ว่าตอนที่ร่างของเธอล้มลงไปตรงหน้าหลุมศพของเฉินอวิ๋นมีคนหันมาช่วยประคองร่างของเธอเอาไว้ เสียงเรียกชื่อเธอด้วยความเป็นห่วงรวมไปถึงการปฐมพยาบาลเบื้องต้น เธอรับรู้ได้ว่ามีหลายคนตะโกนเรียกชื่อเธอและรับรู้ได้ว่ามีคนกำลังพยายามช่วยกู้ชีพให้เธอ แต่ร่างกายของเธอกลับไม่สนองตอบต่อสิ่งใดแล้ว สุดท้ายสติของเธอก็ดับมืดลง พอลืมตาขึ้นมาอีกครั้งเธอก็ได้ย้อนเวลากลับมาในตอนที่เธอยังอยู่ในบ้านเก่ากับพ่อแม่และยังไม่ได้แต่งงานกับเฉินซีห่าว
“นี่ไม่ใช่ความฝันใช่ไหม ฉันได้ย้อนเวลากลับมาในตอนที่ฉันยังไม่ได้แต่งงานกับเฉินซีห่าว” เซียวลี่ถิงพึมพำออกมาแล้วก็ขยับตัวลุกขึ้น เธอจ้องมองเงาร่างของตนเองที่สะท้อนออกมาจากกระจกแล้วก็ยิ้มออกมา เธอจำได้แล้วว่าช่วงเวลานี้คือช่วงเวลาที่เธอกำลังรอให้ถึงวันแต่งงานของเธอและเฉินซีห่าวอย่างใจจดใจจ่อ โดยไม่เคยคาดคิดสักนิดว่าชีวิตแต่งงานที่เธอเฝ้ารอคือการที่เธอกำลังเดินเข้าสู่กับดักแห่งความล้มเหลวในชีวิตของตนเอง
“อีกสามวัน จะถึงงานแต่งงานของฉัน” เซียวลี่ถิงพูดพลางจ้องมองปฏิทินบนโต๊ะเขียนหนังสือของเธอ เธอจดจำได้ดีว่าแต่ละวันที่ผ่านไปเธอใช้ดินสอขีดทับลงบนปฏิทินด้วยความสุข อีกสามวันก็จะถึงวันที่เธอวงกลมเอาไว้เธอจำได้ว่าเธอเฝ้ารอคอยให้ถึงวันที่เธอวงกลมเอาไว้มาโดยตลอดและเธอก็คาดหวังว่าเฉินซีห่าวจะคิดเช่นเดียวกันกับเธอ
“พี่ซีห่าวกับฉันมีความสัมพันธ์กันตั้งแต่ก่อนเธอกับเขาจะแต่งงานกันแล้ว บ้านที่เธอกับเขาใช้เป็นเรือนหอเคยเป็นที่พักของฉันกับเขามาก่อน ฉันพึ่งจะย้ายออกก่อนหน้าวันแต่งงานของเธอกับเขาแค่เพียงวันเดียวเท่านั้น” อยู่ๆ ถ้อยคำประโยคนี้ของหม่าชิงอีก็ลอยเข้ามาในหัว เซียวลี่ถิงยิ้มออกมาแล้วจึงได้พึมพำออกมาเสียงเบา
“หม่าชิงอี ฉันจะช่วยให้เธอสมหวังก็แล้วกัน”
เซียวลี่ถิงรีบแต่งเนื้อแต่งตัวใหม่เดินไปหยิบกระเป๋าสะพายของตนเองขึ้นแล้วเดินออกจากห้องพักของตนเอง ตอนนี้เฉินซีห่าวยังเป็นแค่เพียงรองหัวหน้าฝ่ายในโรงงานที่พ่อของเธอทำงานอยู่ เขายังไม่มีพรรคพวกและยังไม่มีเส้นสาย ไม่มีอิทธิพลมากเพียงพอที่จะทำลายคนในครอบครัวของเธอได้ เมื่อคิดถึงจุดนี้เซียวลี่ถิงก็ยิ้มออกมาแล้วรีบออกจากบ้านเดินตรงไปยังท้ายหมู่บ้านซึ่งเป็นบ้านเดิมของเฉินซีห่าวในทันที
‘เฉินซีห่าวคุณเคยใช้คนในครอบครัวของฉันมาข่มขู่ฉัน วันนี้ฉันจะใช้คนในครอบครัวของคุณไปข่มขู่คุณบ้าง’ เซียวลี่ถิงคิดพลางยิ้มออกมาเมื่อคิดได้ว่าเธอจะต้องหาพยานให้มากสักหน่อย ตอนที่เธอขอยกเลิกงานแต่งงานกับเฉินซีห่าวจะได้ทำได้ง่ายดายขึ้น
เมื่อขึ้นไปบนรถแล้วทุกคนก็ต่างไม่มีใครกล้าเปิดปากพูด คราวนี้กู้ชิงโจวเป็นผู้โดยสารนั่งเบาะหน้าคู่กับคนขับอย่างเซียวหลิง ส่วนสวีเฟยแม้ว่าเธอจะไม่พูดอะไรแต่มือที่ทั้งเรียวบางและอบอุ่นของเธอกลับกุมมือของเซียวลี่ถิงเอาไว้แน่น“นายไปส่งคุณสวีก่อนก็ได้ เดี๋ยวฉันนั่งรถกลับมาเอง” กู้ชิงโจวพูดเมื่อเห็นว่าเซียวหลิงใจลอยจนรับรถเลยเส้นทางที่จะเข้าบ้านของเขาแล้ว“โอ๊ะ ขอโทษทีเดี๋ยวฉันวนรถกลับไปส่งนายก่อน” เซียวหลิงพูดพลางหาเส้นทางกลับรถเพื่อวนรถกลับไปทางเดิม ท่าทีของคนในรถทำเซียวลี่ถิงเม้มปากแน่นแล้วสุดท้ายก็พูดออกมาตามตรง“ฉันไม่เป็นไร ทุกคนเชื่อฉันเถอะว่าฉันไม่ได้รู้สึกอะไรกับเขาแล้ว ถ้าจะมีก็มีแค่เพียงความเกลียดชังเพียงเท่านั้น ดังนั้นไม่ต้องกังวลหรอกค่ะว่าฉันจะเสียใจ” เมื่อเซียวลี่ถิงพูดเช่นนี้กู้ชิงโจวก็หันมาจ้องมองเธอแล้วสุดท้ายเขาจึงได้พูดออกมาตามตรง“ไม่เป็นอะไรก็ดีแล้ว คนแบบนั้นไม่มีค่าคู่ควรที่จะทำให้คุณเสียใจ” คำพูดของกู้ชิงโจวทำให้เซียวลี่ถิงยิ้มออกมาเธอหันไปมองสวีเฟยแล้วพูดกับสวีเฟยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน“เธอไม่ต้องเป็นห่วงฉันนะเฟยเฟย ฉันไม่ได้รู้สึกอะไรกับเขาแล้วดังนั้นตอนนี้ฉันไม่ได้เศ
สีหน้าของเซียวลี่ถิงทำให้ทั้งเซียวหลิง สวีเฟยและกู้ชิงโจวต่างก็หันไปมองยังทิศทางที่เฉินซีห่าวนั่งอยู่ โต๊ะของเฉินซีห่าวอยู่ไม่ไกลจากโต๊ะที่เซียวลี่ถิงนั่งเท่าใดนักทำให้สีหน้าของทุกคนที่นั่งร่วมโต๊ะพลันเต็มไปด้วยความกระอักกระอ่วนในทันที แล้วสุดท้ายก็เป็นกู้ชิงโจวที่เป็นฝ่ายพูดขึ้นมาก่อนท่ามกลางบรรยากาศที่เต็มไปด้วยความกระอักกระอ่วน“พวกเรากินข้าวกันเถอะ อย่าปล่อยให้คนแบบนั้นมาทำลายบรรยากาศดีๆ ของพวกเราเลย” คำพูดของกู้ชิงโจวทำให้ทุกคนพยักหน้าแล้วลงมือกินอาหารตรงหน้าอย่างที่ควรจะเป็น แม้ว่าเซียวลี่ถิงจะรับรู้ว่าอาหารของภัตตาคารแห่งนี้มีรสชาติอร่อย แต่ตอนนี้เธอกลับรู้สึกว่าตนเองกินข้าวได้ฝืดคอยิ่งนักแม้ว่าจะเป็นเช่นนั้นแต่เธอก็ยังฝืนกลืนข้าวลงคอไปเธอจำได้ดีว่าคนที่นั่งร่วมโต๊ะกับเฉินซีห่าวคือหุ้นส่วนทางธุรกิจในชาติที่แล้วของเขา ตอนนี้เซียวลี่ถิงรู้แล้วว่าต่อให้เธอทำลายชื่อเสียงของเขาในโรงงานแต่ก็ยังไม่อาจจะทำลายการร่วมมือกันระหว่างเฉินซีห่าวและหุ้นส่วนของเขาได้ แต่เมื่อเธอคิดว่าหลี่ฉยงคือคนที่เห็นแก่ผลประโยชน์ทางการค้ามากกว่าความประพฤติส่วนตัวของหุ้นส่วนทางการค้าเซียวลี่ถิงก็ทอดถอนใจออกม
เมื่อเฉียวอวี้หรานและเซียวจิ่งประชุมเสร็จก็กลับมาที่ห้อง เซียวลี่ถิงรีบรายงานเรื่องที่เฉียวซูหลันต้องการพบเซียวจิ่งในทันที เซียวจิ่งเข้าไปสะสางงานของตนเองในห้องอยู่ครู่หนึ่งแล้วจึงได้รีบไปหาเฉียวซูหลัน ส่วนเฉียวอวี้หรานกำลังนั่งตรวจสอบงานที่เซียวลี่ถิงและสวีเฟยทำเสร็จแล้ว ตรวจงานได้แค่เพียงครู่หนึ่งเธอก็รีบโบกมือไล่เด็กสาวทั้งสองในทันที“พวกเธอทำงานเสร็จแล้วก็กลับไปก่อนเถอะ ดูฉันสิ! พอได้เห็นชายหนุ่มหน้าตาดีมายืนที่หน้าห้องเช่นนี้มันทำให้ฉันไม่มีสมาธิทำงานเลย” คำพูดของเฉียวอวี้หรานทำให้เซียวลี่ถิงและสวีเฟยหัวเราะออกมาพร้อมกัน เซียวหลิงเป็นคนที่หน้าตาดีมากคนหนึ่งก็จริงแต่คนที่กำลังเริ่มต้นคบหากับหนุ่มหล่ออย่างซ่งซีไป๋พูดว่าตนเองไม่มีสมาธิทำงานเพราะเซียวหลิง มันทำให้คนที่ได้ยินอดหัวเราะไม่ได้จริงๆ“แฟนของพี่คือซ่งซีไป๋เชียวนะ คนหน้าตาอย่างพี่ชายของฉันยังสามารถทำให้พี่เสียสมาธิได้ด้วยหรือ” คำถามของเซียวลี่ถิงทำให้เฉียวอวี้หรานหัวเราะออกมาอย่างขัดเขินแล้วพูดออกมาตามตรง“ก็บอกแล้วว่าเขายังไม่ได้เริ่มต้นจีบเสียด้วยซ้ำ จะเรียกว่าแฟนก็คงจะเร็วเกินไป ส่วนพี่ชายของเธอน่ะ เธอไม่เห็นหรือว่าสาวๆ ท
เฉินซีห่าวพ้นคดีออกจากคุกมาแล้วเรื่องนี้ทำให้ทุกคนในสกุลเซียวรู้สึกกังวล เซียวลี่ถิงเข้าใจความกังวลของคนในครอบครัวดีจึงมักจะไม่ค่อยออกนอกบ้านไปไหน สถานที่เดียวที่เธอไปก็คือโรงงานเพียงเท่านั้น ในช่วงนี้เธอแทบจะไม่เคยออกนอกเส้นทางระหว่างบ้านและโรงงานเลย พี่ชายของเธอลงทุนซื้อรถยนต์ก็เพียงเพื่อคอยรับส่งเธอด้วยตนเอง แม้ว่าเงินเก็บทั้งหมดของเขาจะหมดไปแต่เขาก็ไม่เคยบ่นให้เธอได้ยินเลยสักคำ“ฉันก็เลยมีบุญได้นั่งรถของพี่ชายของเธอไปด้วย” สวีเฟยพูดออกมาพลางดื่มกาแฟที่เฉียวอวี้หรานซื้อมาฝากจากร้านที่อยู่นอกโรงงาน“แล้วไม่ดีหรือไง ลดค่าใช้จ่ายในการเดินทางเธอจะได้มีเงินเหลือเก็บเอาไว้ใช้ลงทะเบียนเรียนในอนาคต อีกทั้งเธอยังจะได้ใกล้ชิดกับพี่ชายของฉันด้วย” เซียวลี่ถิงพูดพลางหยิบขนมขึ้นมากินโดยไม่ลืมหันไปขอบคุณเฉียวอวี้หรานโดยไม่คิดจะสนใจสีหน้าขัดเขินของเพื่อนสนิทของตนเอง“ขอบคุณพี่อวี้หรานนะคะที่ซื้อขนมกับกาแฟมาฝากฉันกับเฟยเฟย”“ไม่ต้องขอบคุณฉันหรอก ถ้าไม่ใช่เพราะเธอกับเฟยเฟยมาช่วยงาน ฉันก็คงจะไม่ได้มีเวลาพักเพียงพอจนสามารถออกไปกินข้าวนอกโรงงานได้” เมื่อเฉียวอวี้หรานพูดเช่นนี้ทั้งสวีเฟยและเซียวลี่ถิงก็
สีหน้าและแววตาของสวีเฟยในตอนนี้แตกต่างจากสวีเฟยที่เธอเคยจดจำได้ในชาติก่อน ในชาติก่อนสวีเฟยแต่งงานกับคุณหมอคนหนึ่ง แรกเริ่มสวีเฟยก็ยังติดต่อกับเธออยู่บ้าง แต่แล้วสวีเฟยก็ขาดการติดต่อไป จนเมื่อได้พบกันอีกครั้งก็คือที่โรงพยาบาล ใบหน้าอันบอบช้ำรวมไปถึงสายตาที่เต็มไปด้วยความสิ้นหวังของสวีเฟยทำให้เธอสามารถคาดเดาความเป็นอยู่ของสวีเฟยได้เพราะตอนนั้นเธอเองก็กำลังเผชิญกับปัญหาเดียวกันกับสวีเฟยจนเมื่อได้พูดคุยกันสวีเฟยจึงได้เล่าให้เซียวลี่ถิงฟังว่าชีวิตของสวีเฟยก็ไม่ต่างจากเธอมากนัก ถูกสามีทุบตีแถมยังถูกสามีนอกใจ สิ่งที่แตกต่างกันก็คือเธอถูกสามีข่มขู่จึงไม่อาจจะเลิกรากับสามีได้ แต่สวีเฟยนั้นเป็นเพราะสามีอยากหย่าแต่สวีเฟยไม่ยอมเขาจึงได้ลงไม้ลงมือทุบตี สาเหตุที่สวีเฟยไม่ยอมหย่าข้อแรกเป็นเพราะสวีเฟยกังวลเรื่องสิทธิ์การเลี้ยงดูลูก ส่วนข้อสองก็คือถ้าหย่าขาดกันไปสวีเฟยไม่รู้ว่าจะหาเลี้ยงตนเองและลูกได้อย่างไร สุดท้ายสวีเฟยก็ทนใช้ชีวิตอยู่เช่นนั้นจนลูกโตเพียงพอที่จะดูแลตนเองได้แล้ว สวีเฟยจึงได้จบชีวิตลงด้วยการฆ่าตัวตายเซียวลี่ถิงจดจำได้ดีว่ามีช่วงหนึ่งตอนที่เคยนั่งพูดคุยปรับทุกข์กัน สวีเฟยเคยบอกกับเธอ
เซียวลี่ถิงกลายเป็นหัวข้อสนทนาของคนทั้งหมู่บ้าน ไม่ใช่แค่เพียงยกเลิกงานแต่งงานกะทันหันแถมยังถูกอดีตเจ้าบ่าวเข้ามาทำร้ายร่างกายจนถึงบ้านอีก เรื่องราวของเธอถูกทุกคนเอาไปพูดถึงอย่างถึงพริกถึงขิง บางคนเห็นใจแต่ก็มีบางคนที่รู้สึกสมเพช ถึงแม้จะเป็นเช่นนี้เซียวลี่ถิงก็ยังคงใช้ชีวิตปกติ เธอไม่อยากจะหลบซ่อนตัวอยู่แต่ในบ้านแล้ว จึงออกจากบ้านมาใช้ชีวิตตามปกติโดยไม่คิดจะสนใจสายตาของผู้คนรอบข้าง“จำเอาไว้นะลูก เวลาจะเลือกผู้ชายที่จะแต่งงานด้วยต้องดูให้ดีก่อน ไม่อย่างนั้นจะมีจุดจบที่ไม่ดีอย่างลูกสาวบ้านเซียว” ถ้อยคำสั่งสอนประโยคนี้ทำให้เซียวลี่ถิงหันไปมองยังต้นเสียงในทันที แล้วเธอก็เห็นคุณแม่คนหนึ่งกำลังนั่งสั่งสอนและพร่ำบ่นบุตรสาวด้วยสีหน้าจริงจัง เซียวลี่ถิงทำได้แค่เพียงทอดถอนใจออกมาแล้วหันกลับมากินข้าวต่อ“เธอไม่โกรธหรือที่เขาพูดถึงเธอเช่นนั้น” สวีเฟยกระซิบถามเซียวลี่ถิงด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความสงสัย สวีเฟยและเซียวลี่ถิงเป็นเพื่อนกันมาตั้งแต่เด็ก ต่างคนก็ต่างรู้นิสัยของกันและกันดี เมื่อได้เห็นว่าเซียวลี่ถิงไม่มีทีท่าว่าจะรู้สึกโกรธยามที่มีคนพูดถึงแถมยังก้มหน้าก้มตากินอาหารตรงหน้าราวกับไม่มีส







