เข้าสู่ระบบเมื่อได้เห็นว่าคนตรงหน้าคือผู้ใด บรรยากาศรอบกายก็พลันเปลี่ยนไปในทันที ราวกับมีแรงกดดันมหาศาลที่กดทับจิตใจของกวนเยวี่ยหลันเอาไว้
เหตุใดคนที่เจ็บจึงกลายเป็นเซียวลู่เฟยไม่ใช่เซียวอวี้ฉีเล่า นี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน!
กวนเยวี่ยหลันยังไม่ทันได้คิดสิ่งใดให้มากความก็พบว่ามีนักฆ่าชุดดำโผทะยานเข้ามาในสุสานบรรพชนของนางร่วมหลายสิบคน ดูเหมือนว่าเป้าหมายของมันคือการสังหารเซียวลู่เฟยอย่างแน่นอน กวนเยวี่ยหลันใจเต้นตึกตัก นางซูก็ตกใจจนหน้าซีดเผือด
“ถิงถิง พาแม่เจ้ากับลู่เฟยเข้าไปหลบด้านในก่อน เร็วเข้า”
“พี่หญิง!”
“รีบไปสิ!”
นางหันมาตวาดใส่น้องสาวจนกวนเสี่ยวถิงสะดุ้งโหยง นางรีบวิ่งเข้าไปประคองเซียวลู่เฟยให้เข้ามาหลบด้านในทันที ตอนนี้นักฆ่ากำลังล้อมพวกนางเอาไว้ แต่เพราะท่านพ่อส่งทหารมาคอยคุ้มกันพวกนางก่อนหน้านี้แล้ว ทำให้พวกมันไม่สามารถเข้าถึงตัวของพวกนางได้ เพราะมีเหล่าทหารคอยปกป้องเอาไว้
“ส่งตัวเขามา แล้วข้าจะไว้ชีวิตพวกเจ้า”
หนึ่งในนักฆ่าตะโกนขึ้นมาด้วยน้ำเสียงที่เย็นชา กวนเยวี่ยหลันส่งเสียงเหอะออกมา นางไม่โง่อยู่แล้ว หากนางตัดสินใจส่งตัวเซียวลู่เฟยไปให้คนชั่วพวกนั้น เขาจะต้องไม่รอดอย่างแน่นอนและหลงตี้จะต้องพิโรธคนตระกูลกวนอย่างหนักที่ปล่อยให้องค์รัชทายาทเกิดเรื่อง
อย่างไรเสียแม้เขาจะไม่ได้รักนาง และนางจะยอมตัดใจจากเขาแล้ว แต่นางก็ไม่เคยคิดว่าจะต้องการให้เขาสิ้นชีพไปอย่างน่าเวทนาเช่นนี้
เมื่อเห็นว่ากวนเยวี่ยหลันไม่ตอบ เหล่านักฆ่าก็เริ่มหมดความอดทน พวกมันต้องทำงานตามคำสั่งของเจ้านายให้ลุล่วงไปได้ด้วยดี และวันนี้จะต้องไม่มีใครรอดชีวิตไปได้แม้แต่คนเดียว พวกเขาต้องพยายามอย่างมาก เดิมทีเป้าหมายในวันนี้คือเซียวอวี้ฉี แต่ใครจะรู้กันเล่าว่าสวรรค์จะส่งลูกแกะน้อยอย่างเซียวลู่เฟยให้มาติดบ่วงในครั้งนี้ เขาจึงจัดการแบ่งคนออกเป็นสองกลุ่ม แยกกันไปคนละทาง ทางหนึ่งคอยรับมือกับเซียวอวี้ฉี อีกทางหนึ่งไล่ล่าสังหารเซียวลู่เฟย เขาออกจากวังมาครานี้ไม่ได้พาคนติดตามมาด้วยมากนัก ย่อมง่ายต่อการลงมือ
แต่เขาไม่คิดเลยว่าเซียวลู่เฟยจะดวงแข็งถึงขนาดมีคนยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือได้ทันการณ์เช่นนี้
“ถ้าอย่างนั้นอย่าหาว่าพวกข้าไม่ปรานี!”
เอ่ยจบพวกมันก็คิดจะพุ่งเข้ามาสังหารพวกนาง แต่อยู่ๆ กลับมีธนูหลายสิบดอกพุ่งตรงมาจากกำแพง ลูกธนูพุ่งปักเข้ามาที่ขาของนักฆ่าพวกนั้นจนพวกมันทรุดตัวลงไปกองกับพื้นพลางร้องตะโกนออกมาเสียงดัง เมื่อถูกยิงที่ขาอย่างไรย่อมไม่อาจเคลื่อนไหวได้อยู่แล้ว
เมื่อกวนเยวี่ยหลันหันไปมองก็พบเข้ากับเซียวอวี้ฉีและทหารของเขาจำนวนร่วมหลายสิบคนที่กำลังกระโดดเข้ามาทางกำแพงสุสานบรรพชนตระกูลกวน ใบหน้าของชายหนุ่มฉายแววเย็นชาอย่างไม่ปิดบัง
“จับเป็น อย่าให้พวกมันตาย!”
เหล่าทหารรีบรับคำทันที แต่ทว่ากวนเยวี่ยหลันกลับมองเห็นว่านักฆ่าผู้หนึ่งกำลังพยายามจะเคี้ยวอะไรบางอย่างในปากตน ไวกว่าความคิดนางรีบถอดรองเท้าของตนและเขวี้ยงเข้าใส่มันทันที ฝีมือของนางค่อนข้างแม่นยำไม่น้อย รองเท้าคู่นั้นพุ่งเข้าฟาดไปที่แก้มข้างซ้ายของมันอย่างแรง ทำให้มันคายยาพิษนั้นออกมาบนพื้นไม่อาจกลืนลงท้องไปได้ ส่วนนักฆ่าคนอื่นๆ ก็ถูกจับเป็นได้ทั้งหมด
กวนเยวี่ยหลันยิ้มออกมาเต็มใบหน้า ก่อนจะเดินเข้ามาเก็บรองเท้าของตนขึ้นมาสวมใส่ เมื่อนางเงยหน้าขึ้นมาก็สบสายตาเข้ากับเซียวอวี้ฉีทันที เขากำลังมองนางอย่างพิจารณาราวกับต้องการถามคำถามบางอย่าง กวนเยวี่ยหลันที่เห็นอย่างนั้นก็ยิ้มแก้เก้อก่อนจะเอ่ย
“ท่านอ๋อง รองเท้าหม่อมฉันใช้งานได้ดีใช่หรือไม่เล่า?”
นางแสร้งหัวเราะกลบเกลื่อนก่อนจะเดินกลับไปอยู่ข้างกายนางซู เซียวอวี้ฉีสั่งให้คนจับตัวนักฆ่าเอาไว้ทั้งหมดแล้วรีบวิ่งเข้ามาดูอาการของเซียวลู่เฟย ตอนนี้เขายังมีสติดีอยู่ โชคดีที่ได้รับบาดเจ็บเพียงที่แขนซ้ายเท่านั้น ส่วนอื่นในร่างกายยังคงปลอดภัยดี
ชายหนุ่มกัดฟันกรอด นึกโกรธหลานชายตนเองขึ้นมา
ก่อนหน้านี้เขาคาดการณ์เอาไว้แล้วว่าจะต้องมีเหตุการณ์บางอย่างเกิดขึ้น และเขาก็เตรียมแผนการรับมือเอาไว้เป็นอย่างดี แต่ใครจะรู้กันเล่าว่าเซียวลู่เฟยกลับดื้อรั้นลอบติดตามเขามาโดยไม่พาองครักษ์มาด้วย จึงทำให้เกิดเรื่องเช่นนี้
“ข้าจะพาเจ้ากลับเมืองหลวง!”
เซียวอวี้ฉีเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ไม่สู้ดี กวนเยวี่ยหลันเมื่อได้ยินเช่นนั้นจึงรีบกล่าวแย้งขึ้นมาทันที
“ไม่ได้ ระยะทางจากสุสานบรรพชนตระกูลกวนกลับไปถึงเมืองหลวงต้องใช้เวลาราวสองชั่วยาม เขาไม่รอดแน่เพราะเสียเลือดมาก เอาอย่างนี้ น้าซู ไม่ไกลจากตรงนี้มีบ้านท่านหมอชนบทหลังหนึ่ง ท่านรีบส่งคนไปตามเขามา ให้เงินเขามากหน่อยเขาจะต้องยอมมาอย่างแน่นอน ส่วนข้าจะไปหาเก็บสมุนไพรห้ามเลือดที่ภูเขาด้านหลังจวน ส่วนเจ้าถิงถิง ช่วยทำความสะอาดแผลให้เขาหน่อย”
พูดจบนางก็รีบวิ่งขึ้นไปยังภูเขาด้านหลังสุสานบรรพชนทันที เพราะชาติที่แล้วนางมักจะชอบศึกษาเรื่องสมุนไพรควบคู่กับความงาม จึงทำให้พอมีความรู้เรื่องสมุนไพรต่างๆ อยู่พอสมควร นางเดินค้นหาไปเรื่อยๆ จำได้ว่าชาติที่แล้วสมุนไพรที่นางใช้รักษาเซียวอวี้ฉีก็อยู่ที่นี่ด้วย หญิงสาวมองซ้ายมองขวาก่อนจะพบเข้ากับสมุนไพรที่ตนต้องการ นางรีบเก็บมันมามากหน่อย ก่อนจะรีบกลับมาที่บ้านพักและจัดการล้างสมุนไพรให้สะอาด เมื่อนางมาถึงก็พบเข้ากับท่านหมอผู้นั้นพอดี จึงมอบสมุนไพรให้เขาช่วยรักษาบาดแผลให้กับเซียวลู่เฟย
ท่านหมอผู้นี้ชาติก่อนก็เป็นคนรักษาชีวิตของเซียวอวี้ฉีเอาไว้เช่นเดียวกัน
เมื่อทุกอย่างเตรียมพร้อมแล้ว ท่านหมอก็รีบรักษาอาการบาดเจ็บของเซียวลู่เฟยทันที เพราะแผลของเขาฉกรรจ์ไม่น้อยทำให้ชายหนุ่มเจ็บปวดจนหมดสติไป กวนเยวี่ยหลันหันไปมองกวนเสี่ยวถิงที่ยืนอยู่หน้าห้อง นางมองออกว่าดวงตาของน้องสาวฉายแววไม่สบายใจอย่างเห็นได้ชัดอีกทั้งยังลนลานไม่น้อยเลย
ครั้งก่อนนางไม่ได้ใส่ใจว่าสองคนนั้นมีความรู้สึกที่ดีต่อกันตั้งแต่เมื่อใด นางคิดเพียงว่ากวนเสี่ยวถิงยั่วยวนเซียวลู่เฟยเท่านั้น ยามนี้เมื่อได้มาเห็นเองกับตา นางจึงไม่แปลกใจที่เซียวลู่เฟยจะหลงรักกวนเสี่ยวถิง น้องสาวผู้นี้เป็นคนเปิดเผยตรงไปตรงมาและจริงใจอย่างมาก ต่างจากนางที่เสแสร้งและจิตใจอำมหิต เซียวลู่เฟยจึงเลือกกวนเสี่ยวถิงมิใช่นาง
“เจ้ารู้ได้อย่างไรว่าไม่ไกลจากตรงนี้มีท่านหมออาศัยอยู่”
กวนเยวี่ยหลันที่กำลังตกอยู่ในภวังค์ความคิดพลันหันมามองเซียวอวี้ฉีแวบหนึ่ง ก่อนจะพบว่าในสายตาของเขามีความคาดคั้นและตั้งคำถามกับนางอยู่หลายส่วน เมื่อครู่เพราะรีบร้อนเกินไปทำให้นางเผลอพูดไปว่าที่นี่มีท่านหมออาศัยอยู่
“อ้อ หม่อมฉันเคยออกไปเดินเล่นแล้วพบเจอท่านหมอท่านนี้น่ะเพคะ”
“อย่างนั้นหรือ?”
“แน่นอนอยู่แล้ว ท่านอ๋องทรงสงสัยสิ่งใดหรือเพคะ?”
“ไม่มีอะไร อย่างไรก็ขอบใจเจ้ามาก”
นางพยักหน้าเล็กน้อยและไม่เอ่ยสิ่งใดกับเขาต่อ จากนั้นก็หาทางหลบเลี่ยงเดินหนีเขาไปเสีย
ไม่นานท่านหมอก็ออกมาแจ้งว่าเซียวลู่เฟยปลอดภัยดีแล้ว แต่เพราะยามนี้ยังนอนหลับอยู่ เซียวอวี้ฉีจึงปล่อยให้เขานอนพักเสียหน่อยแล้วค่อยคิดหาหนทางอีกที จนกระทั่งเซียวลู่เฟยได้สติฟื้นคืนมาแล้วคนทั้งหมดจึงเดินทางกลับเมืองหลวงในทันที
หลังจากที่เซียวอวี้ฉีและกวนเยวี่ยหลันแต่งงานกันได้เพียงไม่กี่เดือน กวนเยวี่ยหลันก็ตั้งครรภ์อย่างรวดเร็ว เรื่องนี้สร้างความยินดีให้แก่ทุกคนในจวนอ๋อง รวมไปถึงตระกูลกวนอย่างมาก แม้แต่หลงตี้และเฟิ่งโฮ่วก็ยังรู้สึกดีใจไม่ต่างกัน นางซูถึงกับแวะเวียนมาที่จวนอ๋องทุกวันเพื่อดูแลกวนเยวี่ยหลันด้วยตนเอง อีกทั้งยังกำชับนางหนักหนาว่าจะต้องดื่มยาบำรุงให้มาก พักผ่อนให้เพียงพอ กวนเยวี่ยหลันฟังนางซูบ่นจนรู้สึกปวดหูไปหมด แต่เพราะนางเข้าใจว่านางซูทำไปเพราะหวังดีกับนาง นางจึงไม่คิดจะขัดมารดาเลี้ยงของตนต่อมากวนเสี่ยวถิงได้เข้าพิธีปักปิ่น นางเติบโตเป็นสตรีงดงามอย่างสมบูรณ์แบบทุกกระเบียดนิ้ว เซียวลู่เฟยที่รอคอยเวลานี้มานานจึงทุลขอพระราชทานสมรสจากบิดาตน หลงตี้และเฟิ่งโฮ่วไม่ได้คัดค้านเลยแม้แต่น้อย อีกทั้งยังตกปากรับคำด้วยความเต็มใจแสงรุ่งอรุณของวันมงคลสาดส่องกระทบผิวน้ำในสระบัวของจวนตระกูลกวน เสียงมโหรีประโคมดังกังวานก้องไปทั่วทั้งเมืองหลวง บรรยากาศอบอวลไปด้วยกลิ่นหอมของไม้กฤษณาและดอกโบตั๋น กวนเสี่ยวถิง นั่งอยู่หน้ากระจกทองเหลืองในชุดเจ้าสาวสีแดงชาดปักดิ้นทองคำลายหงส์ร่อนอันวิจิตรงดงาม เรือนผมดำขลับถูกรวบขึ
แสงแรกของอรุณรุ่งยังไม่ทันโผล่พ้นขอบฟ้า เสียงระฆังแก้วกังวานและกลิ่นหอมอบอวลของไม้หอมก็ปลุกให้ กวนเยวี่ยหลัน ต้องลืมตาขึ้นจากความฝัน ท้องฟ้าด้านนอกยังคงเป็นสีน้ำเงินเข้ม ทว่าภายในเรือนนอนของนางกลับสว่างไสวไปด้วยแสงเทียนมงคลนับร้อยดวง“คุณหนูใหญ่ได้เวลาแล้วเจ้าค่ะ วันนี้เป็นวันมงคลของท่านนะเจ้าคะ”แม่นมและเหล่าสาวใช้ประจำตระกูลกวนต่างกรูเข้ามาพร้อมรอยยิ้มปิติ เครื่องประทินโฉมและเครื่องประดับที่แสนหรูหราถูกจัดเตรียมไว้พร้อมสรรพ ในอ่างน้ำมีกลีบบุปผานับรอยกลีบลอยอยู่เหนือผิวน้ำ นี่คือน้ำสะอาดที่เตรียมเอาไว้เพื่อให้นางใช้ชำระล้างร่างกาย กวนเยวี่ยหลันมองดูเงาสะท้อนของตนเองในกระจกทองเหลือง ความทรงจำอันเจ็บปวดในอดีตเลือนหายไปจนสิ้น บัดนี้เหลือเพียงความอบอุ่นใจอันแสนหวานเมื่อนึกถึงใบหน้าของชายหนุ่มที่จะมารับนางในวันนี้เซียวอวี้ฉี ชายผู้เป็นที่รักของนางการแต่งกายของเจ้าสาวดำเนินไปอย่างพิถีพิถัน ละเอียดลออในทุกขั้นตอน ตั้งแต่การสระผมด้วยน้ำคั้นจากผลมะกรูดสด ชโลมด้วยน้ำมันดอกไม้หอมบริสุทธิ์ การถักเปียและรวบผมขึ้นสูงตามมงคลพิธีของหญิงสาวที่กำลังจะออกเรือน เสียงหัวเราะหยอกเย้าของเหล่าสาวใช้ทำให้ก
ยามนี้เหลือเขาเพียงคนเดียวแล้ว อีกทั้งเหล่าทหารก็ล้มตายไปจนหมด ด้านราชครูฉีก็หายเงียบ คงจะถูกจับตัวไปแล้ว แผนการล้มเหลวไม่เป็นท่าทั้งหมด เช่นนั้นเขาก็ไม่มีสิ่งใดให้ต้องเสียอีกต่อไปแล้ว มิสู้ลากกวนเยวี่ยหลันไปตายด้วยกันก็นับว่าคุ้มค่ามากแล้ว“ปล่อยนาง!”เซียวอวี้ฉีเอ่ยเสียงเข้มแต่ฉีเฟินกลับส่งเสียงหัวเราะออกมา ก่อนจะเอ่ยกับเขา“ท่านอ๋อง ท่านนี่เก่งจริงๆ เลยนะ ถึงขนาดทำลายแผนการที่พวกข้าวางเอาไว้มาเป็นปีๆ ได้ขนาดนี้”เซียวอวี้ฉีไม่ตอบ เขาจ้องฉีเฟินเขม็งราวกับอยากจะฆ่าคนตรงหน้าให้ตายอย่างไรอย่างนั้น อย่างไรวันนี้ไม่ว่าจะต้องแลกด้วยสิ่งใด เขาก็จะต้องพาตัวกวนเยวี่ยหลันกลับมาอย่างปลอดภัยให้จงได้ฉีเฟินละสายตาจากเซียวอวี้ฉี ก่อนจะขยับเข้ามาใกล้กวนเยี่ยหลัน พลางเอ่ยกระซิบบางอย่างที่ข้างหูของนาง“เจ้าไม่ถามข้าสักคำหรือว่าเพราะเหตุใดข้าถึงทำเช่นนี้ ข้าถูกกดขี่มาตั้งแต่เด็ก บิดากักขังข้าไม่รักข้า ข้าต้องทำเพื่อความอยู่รอด ข้ามีเหตุผลของข้า หากข้าไม่ทำ ข้าก็ไม่มีชีวิตรอด”“คนชั่วล้วนหาคำแก้ตัวให้ตนเองได้อย่างหน้าไม่อาย”กวนเยวี่ยหลันเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงเย็นชา ไม่รอให้ฉีเฟินได้เอ่ยสิ่งใดต่อ นางก็ถื
ก่อนหน้านี้เขาได้สั่งให้คนของตนไปตามสืบเสาะหาเบาะแสของทหารเดนตายเหล่านั้นอย่างละเอียด จนค้นพบต้นตอและสาเหตุทั้งหมดแท้จริงแล้วทหารเดนตายเหล่านั้นเป็นคนของราชครูฉี แน่นอนว่าครั้งนี้เซียวฉงจวินย่อมต้องบงการอยู่เบื้องหลังด้วยอย่างแน่นอน พวกมันชั่วช้าอย่างยิ่ง ถึงขนาดไปบังคับจับตัวเด็กชายในหมู่บ้านต่าง ๆ มาฝึกฝนเป็นทหารเดนตาย มีเด็กจำนวนไม่น้อยที่ไม่อาจจะต้านทานการฝึกที่แสนโหดร้ายได้จึงขาดใจตาย บ้างก็ล้มป่วยตายไปหลายร้อยคนแล้ว ไม่เพียงเท่านั้น หากพ่อแม่ของเด็กชายเหล่านั้นขัดขืนและไม่ให้ความร่วมมือก็จะถูกฆ่าปิดปากทั้งหมด ส่วนเด็กผู้หญิงที่ถูกจับตัวมาได้นั้นก็จะถูกนำไปขายที่หอนางโลมต่างแคว้นเพื่อนำเงินมาใช้จ่ายในการฝึกฝนของทหารในค่ายอีกต่อหนึ่ง ความชั่วร้ายนี้ช่างเลวทรามและชั่วร้ายเป็นอย่างมาก นอกจากจะทำร้ายคนในแคว้นกันเองแล้ว ยังลอบค้าขายกับต่างแคว้นอย่างผิดกฎหมายอีกด้วยทหารที่ถูกจับตัวมาได้ถูกเขาทรมานจนยอมสารภาพความจริงออกมาส่วนหนึ่ง ประจวบเหมาะกับทหารเดนตายบางส่วนที่ถูกจับตัวมาทรมานตั้งแต่ยังเด็กเหล่านั้นก็มีความแค้นไม่น้อยเลย พวกเขาถูกคนตระกูลฉีทำร้าย สูญเสียครอบครัวและต้องยอมทำตามคำสั
กวนเยวี่ยหลันตัดสินใจทิ้งรถม้าคันนั้นและไม่สนใจมันอีก ก่อนจะมุ่งหน้ากลับจวนตระกูลกวนในทันที ด้านฉีเฟินนั้นเมื่อเห็นว่าระหว่างนางและเขาคงไม่อาจกลับมาเป็นเหมือนเดิมได้อีกแล้วก็รู้สึกปวดใจไม่น้อยเลย เขาไม่คิดจะตามรังควานนางอีก และยังสั่งให้คนของตนนำรถม้าคนนั้นกลับไปส่งยังจวนตระกูลกวนอีกด้วยวันเวลาก็ผ่านไปเช่นนี้จนกระทั่งล่วงเข้าสู่วันที่ฮ่องเต้จะต้องเสด็จไปทำพิธีล่าสัตว์ที่นอกเมืองหลวง งานเทศกาลจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ ครั้งนี้นอกจากฮองเฮาและเหล่าเชื้อพระวงศ์ที่จะต้องติดตามออกประพาสในครานี้แล้ว ยังมีเหล่าข้ารับใช้ชั้นสูงและเหล่าฮูหยิน คุณหนู คุณชายต่างร่วมเดินทางไปด้วยกันอีกด้วยกวนเยวี่ยหลันนั่งอยู่ในรถม้าคันเดียวกับกวนเสี่ยวถิง สีหน้าของนางมีแววครุ่นคิดอยู่ตลอดเวลา จนกวนเสี่ยวถิงต้องเอ่ยถามพี่สาวด้วยความเป็นห่วง“พี่ใหญ่ ท่านคิดสิ่งใดอยู่หรือ?”กวนเยวี่ยหลันหันมามองน้องสาวของตนเองปราดหนึ่งก่อนจะเอ่ยตอบ“ไม่รู้สิ ข้าเพียงรู้สึกใจคอไม่ดีอย่างไรบอกไม่ถูก ถิงถิง จำไว้นะว่าเจ้าจะต้องพกอาวุธติดกายเอาไว้ตลอดเวลา เพื่อความปลอดภัย”กวนเสี่ยวถิงได้ฟังก็พยักหน้ารับเล็กน้อย นางไม่ได้ติดใจสงสัยหรือซัก
กวนเยวี่ยหลันพาเด็กๆที่ได้รับบาดเจ็บกลับมายังหมู่บ้านได้อย่างปลอดภัย บรรดาชาวบ้านที่เห็นเช่นนั้นต่างร้องไห้โฮแล้วรีบวิ่งเข้ามาหาบุตรหลานของตนเองด้วยความดีใจ พวกเขามีท่าทีหวาดกลัวอย่างเห็นได้ชัดจนกวนเยวี่ยหลันต้องเอ่ยปลอบโยนว่าต่อไปนี้จะไม่มีใครมาทำร้ายพวกเขาได้อีก ชาวบ้านเหล่านี้จึงพอจะวางใจลงไปได้มากท่าทีหวาดกลัวก็ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัดหญิงสาวถอนหายใจอย่างเหนื่อยอ่อน นางรู้สึกเหน็ดเหนื่อยเป็นอย่างมาก ใบหน้างามยามนี้เปรอะเปื้อนไปด้วยคราบโคลนอย่างเห็นได้ชัด นางล้างออกไปอย่างลวกๆ ส่วนกวนเสี่ยวถิงและเซียวลู่เฟยก็ช่วยกันดูแลเด็กเหล่านั้น เซียวลู่เฟยสั่งให้คนหุงหาอาหารและต้มน้ำแกงร้อนๆ มาให้เด็กๆ ได้ดื่ม อีกทั้งยังคิดว่าจะต้องสั่งให้คนคุ้มกันหมู่บ้านแห่งนี้ ให้มากขึ้นสักหน่อยหลังจากจัดการเรื่องภัยพิบัติครั้งนี้เสร็จเรียบร้อยแล้วกวนเยวี่ยหลันเพิ่งจะล้างหน้าด้วยน้ำสะอาด นางกำลังยกมือขึ้นเช็ดหน้าตน แต่กลับพบว่าเซียวอวี้ฉีกำลังยื่นผ้าเช็ดหน้ามาตรงหน้านาง ไม่เพียงเท่านั้นเขายังใช้มันเช็ดใบหน้าให้นางอย่างอ่อนโยนและเบามืออีกด้วย กวนเยวี่ยหลันพลันยิ้มออกมาเล็กน้อย“ท่านมาแล้วหรือ คนพวกนั้นเล่า?”







