ANMELDENบทที่ 7 ข้าชื่อหว่านหว่าน
รองเท้าสีแดงถูกเก็บไว้บนหัวเตียง เด็กหญิงเปลี่ยนใจแล้ว วันนี้นางไม่ใส่มัน เมื่อคืนมีฝนตกเล็กน้อย พื้นทางเดินยังชื้น หากเหยียบโคลนขึ้นมา คราบอาจซักไม่ออกเหมือนครั้งก่อน นางจึงกลับไปสวมรองเท้าคู่เก่า ตรงหัวมีผ้าสีน้ำเงินปะเอียง ๆ ฝีมือของตัวเอง ส่วนพื้นรองเท้าบางเสียจนเวลาเหยียบก้อนหินจะรู้สึกได้ทุกก้อน...แต่ยังใส่ได้ ท่านยายเคยบอกว่าของที่ยังใช้ได้อย่าเพิ่งทิ้ง เด็กหญิงจึงเก็บคู่สวยเอาไว้ก่อน “วันนี้ไม่ใส่” นางบอกเสี่ยวเป่า เจ้าหมายืนอยู่ตรงประตู มองนางสลับกับรองเท้าสีแดงบนหัวเตียง “เปื้อน”นางอธิบายเพิ่ม มันหันกลับออกไป เด็กหญิงจึงหยิบตะกร้าแล้วตาม เมื่อคืนฝนตกไม่มาก แต่ลมแรง กิ่งไม้เล็ก ๆ หล่นเต็มลาน เด็กหญิงเก็บทีละกิ่ง กิ่งที่แห้งวางไว้ด้านหนึ่ง กิ่งที่เปียกแยกไว้อีกด้าน ถ้าตากสองสามวันก็ใช้เป็นฟืนได้ เสี่ยวเป่าช่วยไม่ได้ มันเดินตามอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะคาบกิ่งหนึ่งขึ้นมา เด็กหญิงเห็นก็ดีใจ “เอามานี่” เสี่ยวเป่าเดินมา นางยื่นมือมันไม่ปล่อย “เอามา” เสี่ยวเป่าถอย เด็กหญิงมองมันคาบกิ่งไม้แน่นกว่าเดิม “นั่นของข้า” เสี่ยวเป่าถอยอีกก้าว เด็กหญิงวางตะกร้าเดินเข้าไปหา มันกลับวิ่งหนี “เสี่ยวเป่า!” เด็กหญิงวิ่งตาม รองเท้าคู่เก่าไม่ต้องกลัวเปื้อน นางจึงวิ่งได้เต็มที่ หนึ่งคนหนึ่งตัววนรอบต้นไม้กลางลาน เด็กหญิงวิ่งไม่ทัน เสี่ยวเป่าหยุดรอ พอนางเข้าใกล้ก็วิ่งต่อ “เอามา!” เสียงหัวเราะปนอยู่กับเสียงตะโกน สุดท้ายเด็กหญิงเหนื่อยนั่งลงตรงพื้นเสียเลย “ไม่เอาแล้ว” เสี่ยวเป่าหยุดรอหันกลับมามอง “เจ้าเอาไปเถอะ” เด็กหญิงหอบ “ข้ายังมีอีกตั้งเยอะ” เสี่ยวเป่ายืนนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นคาบกิ่งไม้กลับมาวางตรงหน้านาง เด็กหญิงมองมัน แล้วหยิบกิ่งขึ้นมา “เมื่อครู่ไม่ให้” เสี่ยวเป่านั่งลง “ตอนนี้กลับเอามาให้” มันหอบเล็กน้อย ลิ้นโผล่ออกมาเด็กหญิงยื่นมือไปแตะหัว “เจ้านี่แปลกจริง” จากนั้นก็หัวเราะอีกครั้ง นางไม่รู้ว่าตัวเองไม่ได้หัวเราะเสียงดังเช่นนี้มานานเท่าไรแล้ว เมื่อก่อนตอนท่านยายอยู่ บางครั้งก็หัวเราะ เวลาท่านยายเผลอหลับขณะเย็บผ้าแล้วสะดุ้งตื่น เวลานางทำแป้งหกจนหน้าขาว เวลาท่านยายบ่นว่าตัวเองแก่จนฟันจะหลุดหมดปาก แต่ยังแอบเคี้ยวของแข็ง หลังจากท่านยายไม่อยู่ เรือนก็เงียบลง แต่ช่วงนี้ไม่ค่อยเงียบแล้ว ถึงเสี่ยวเป่าจะพูดไม่ได้ก็ตาม กิ่งไม้ทั้งหมดถูกเก็บเสร็จก่อนเที่ยง เด็กหญิงล้างมือ เอาข้าวแข็งที่เหลือจากเมื่อวานมาต้มวันนี้มีเพียงข้าวต้มเปล่า ไม่มีผัก นางค้นในตะกร้าก็ไม่พบอะไรอีก จึงเติมเกลือลงไปนิดหนึ่ง “วันนี้กินไม่ดี” นางบอก เสี่ยวเป่านั่งรออยู่แล้ว เด็กหญิงตักใส่ถ้วยของมันจากนั้นตักของตัวเอง ข้าวต้มเหลวจนมองเห็นก้นชาม นางใช้ตะเกียบคน เม็ดข้าวหมุนตามน้ำ “ถ้ามีไข่อีกก็ดี” นางพูด เสี่ยวเป่าก้มกิน “แต่ไข่ไม่ได้มีทุกวัน” เด็กหญิงกินของตัวเองบ้าง “ขนมก็ไม่ได้มีทุกวัน” กินอีกคำ “มันเทศก็ไม่ได้มีทุกวัน” นางเงียบไปครู่หนึ่งก่อนมองเสี่ยวเป่า “เจ้าอย่าไปหาอีกนะ” มันเงยหน้า “ถ้าเป็นของคนอื่น ห้ามเอามา” เด็กหญิงพูดจริงจัง “ถ้าเขาจับได้ เขาอาจตีเจ้า” คิดแล้วก็เสริมอีกหน่อย“ถ้าเป็นของที่คนทิ้งแล้วค่อยเอามาได้” เสี่ยวเป่าก้มกินต่อ เด็กหญิงพอใจ นางกินจนหมดชามแม้ไม่อิ่มมาก แต่ท้องไม่ว่างแล้ว.... บ่ายวันนั้นฝนตกอีกจึงไปหลังครัวไม่ได้เด็กหญิงนั่งตรงประตู มองสายฝนตกลงบนลานเสี่ยวเป่านอนข้างเท้า รองเท้าคู่เก่าถอดวางไว้ด้านใน นางเอาเท้าซุกใต้ท้องมัน อุ่นดี ตอนแรกเสี่ยวเป่าขยับ เด็กหญิงรีบบอก “อย่าขยับ” มันจึงนอนต่อ นางขยับเท้าเข้าไปอีกนิด “ขนเจ้าหนา”เด็กหญิงก้มมอง “หน้าหนาวเจ้าคงไม่หนาว” เสี่ยวเป่าวางคางลงกับพื้น นางนั่งเงียบ เสียงฝนตกสม่ำเสมอ ไม่มีอะไรทำ จึงเริ่มคุย “ท่านยายไม่ชอบฝน” เสี่ยวเป่ากระดิกหู “ท่านยายบอกว่าปวดเข่า”เด็กหญิงเอาคางวางบนเข่า “เวลาฝนตก ข้าต้องต้มน้ำให้ท่านเอาผ้าชุบแล้วประคบ” นางคิด “แต่ตอนนั้นข้าบิดผ้าไม่ค่อยไหว” มือเล็กยกขึ้นทำท่าบิด “ท่านยายบอกว่าแรงน้อยเหมือนลูกแมว” เด็กหญิงมองเสี่ยวเป่า “ตอนนี้ข้าแรงเยอะขึ้นแล้ว” พูดจบก็ลองใช้สองมือจับขาหน้าของมันยก ยกได้เล็กน้อย หนัก นางรีบปล่อย “เจ้ายังหนักกว่า” เสี่ยวเป่าเหลือบมอง เด็กหญิงหัวเราะเบา ๆ จากนั้นเงียบอีกครั้ง ฝนยังตก น้ำหยดจากชายคาเป็นสาย นางยื่นมือออกไปรอง เย็น จึงรีบหดมือกลับ “เสี่ยวเป่า” เจ้าหมาขยับหูอีกครั้ง “เจ้าจำชื่อของตัวเองได้แล้วหรือ” มันไม่เงยหน้า เด็กหญิงลองเรียก “เสี่ยวเป่า” คราวนี้มันเงยขึ้นมองนาง นางยิ้ม “จำได้จริง ๆ” มือเล็กเกาหลังหูให้มันแล้วจู่ ๆ ก็หยุด เด็กหญิงมองเจ้าหมา นึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ “จริงสิ..เจ้ายังไม่รู้ชื่อข้า” เด็กหญิงดูประหลาดใจกับเรื่องนี้จริง ๆ อยู่ด้วยกันมาตั้งหลายวันแล้ว กินข้าวด้วยกัน นอนด้วยกัน นางยังไม่เคยบอกเลย เด็กหญิงขยับตัว หันมานั่งเผชิญหน้ากับมัน เสี่ยวเป่ายังนอนอยู่ “ฟังนะ” นางพูดอย่างตั้งใจ “ข้าชื่อหว่านหว่าน” สายฝนยังตกอยู่ด้านนอก ไม่มีเสียงอื่นเด็กหญิงยื่นนิ้วแตะหน้าผากมันเบา ๆ “หว่านหว่าน” นางพูดซ้ำช้า ๆ “จำได้หรือไม่” เสี่ยวเป่ามองนางเด็กหญิงรอ มันพูดไม่ได้อยู่แล้ว สุดท้ายนางจึงถอนใจ “ช่างเถอะ” แล้วลูบหัวมันแทน “ท่านยายก็เรียกข้าว่าหว่านหว่าน” มือเล็กยังลูบไปเรื่อย ๆ “เวลาข้าไม่ยอมกินยา ท่านยายจะเรียกยาวมาก”เด็กหญิงทำเสียงเลียนแบบหญิงชรา “หว่านหว่าน—” เสียงของนางเองทำให้นางหัวเราะ “แล้วข้าต้องรีบหนี” เสี่ยวเป่ามอง “แต่สุดท้ายก็ถูกจับได้ทุกที” นางยิ้มอยู่ครู่หนึ่งก่อนพูดต่อ “คนอื่นไม่ค่อยเรียกชื่อข้า” น้ำเสียงยังเหมือนเดิม ไม่ได้เศร้า เพียงบอกเรื่องหนึ่งที่เป็นความจริง“บางคนเรียกคุณหนูใหญ่” นางคิดอีกนิด“บางคนก็ไม่เรียก” แล้วก้มมองเสี่ยวเป่า “แต่เจ้าเรียกไม่ได้” เด็กหญิงถอนใจอีกครั้ง “ไม่เป็นไร” มือเล็กตบหัวมันสองที “เจ้าจำไว้ก็พอ” ฝนหยุดตอนใกล้เย็น อากาศเย็นกว่าเดิมเด็กหญิงออกไปเก็บกิ่งไม้ที่ตากไว้ก่อนฝนตก เปียกหมดแล้ว นางเสียดาย ต้องตากใหม่อีกหลายวัน ขณะกำลังยกตะกร้า เสี่ยวเป่าก็วิ่งออกจากเรือน “เสี่ยวเป่า อย่าเหยียบน้ำ!” มันเหยียบไปแล้วน้ำกระเด็น เด็กหญิงรีบยกตะกร้าหนี “ตัวเจ้าเปียกแล้วอย่ามาสะบัดใกล้ข้านะ”เสี่ยวเป่าวิ่งไปกลางลาน จากนั้น...สะบัดแรงหยดน้ำกระจายเต็มตัว เด็กหญิงยืนมอง “ข้าบอกว่าอย่าสะบัด!” มันวิ่งกลับมา “หยุด!” นางถอยเสี่ยวเป่าเดินตาม “อย่าเข้ามา” มันยังมา เด็กหญิงวิ่งหนี คราวนี้เจ้าหมาวิ่งตาม เสียงหัวเราะดังขึ้นในลานอีกครั้ง คืนนั้นต้องเช็ดตัวเสี่ยวเป่า เด็กหญิงใช้ผ้าเก่าถูขนให้ “เพราะเจ้าไม่เชื่อฟัง” เสี่ยวเป่านั่งนิ่ง “ผ้าก็เปียก” ปากนางบ่นมือก็ยังถูต่อ “พรุ่งนี้ข้าต้องซักอีก” ถูตรงหัว “งานเยอะเพราะเจ้าคนเดียว”เสี่ยวเป่าสะบัดหัว เด็กหญิงรีบหลบ “ห้าม!” สุดท้ายกว่าจะเช็ดเสร็จ นางเองก็มีขนหมาติดเต็มเสื้อ เด็กหญิงมองตัวเอง ถอนใจเหมือนคนแก่ “เลี้ยงเจ้ายากจริง ๆ” แต่ตอนกินข้าว นางยังแบ่งข้าวให้มันครึ่งหนึ่ง ตอนปิดประตู นางยังตรวจช่องลม ตอนขึ้นเตียง นางยังเอาเสื้อของท่านยายออกมาปล่อยชายลงไปให้ครึ่งหนึ่ง ทุกอย่างเหมือนเดิม ก่อนหลับ เด็กหญิงเอื้อมมือลงไปหา “เสี่ยวเป่า” เจ้าหมาขยับเข้ามาใต้มือ นางลูบมันสองครั้งแล้วเงียบ ผ่านไปครู่หนึ่ง เสียงง่วง ๆ จึงดังขึ้น “ข้าชื่ออะไร” ไม่มีคำตอบ เด็กหญิงรอ “ลืมแล้วหรือ” มือเล็กขยับไปเกาหูมัน “หว่านหว่าน” นางบอกให้อีกครั้ง “ข้าชื่อหว่านหว่าน”คราวนี้เสี่ยวเป่ายกหัวขึ้น ปลายจมูกแตะฝ่ามือเล็กเบา ๆ เด็กหญิงยิ้มในความมืด “จำได้แล้วใช่หรือไม่” มันนอนลงอีกครั้ง นางจึงหลับตาอย่างพอใจนอกเรือน ฝนหยุดสนิทแล้ว ในจวนแม่ทัพอันกว้างใหญ่ ยังมีคนอีกมากที่อาจจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าคุณหนูใหญ่มีชื่อว่าอะไร แต่หว่านหว่านไม่ได้คิดถึงเรื่องนั้น คืนนี้นางเพียงดีใจว่าเสี่ยวเป่าน่าจะจำชื่อของนางได้แล้ว...เท่านั้นก็พอบทที่ 8 เสื้อกันหนาวตัวเก่าหลังฝนหยุด อากาศก็เย็นลงอย่างรวดเร็วเพียงไม่กี่วัน ลมที่พัดเข้ามาทางช่องหน้าต่างก็เปลี่ยนจากเย็นเป็นหนาว หว่านหว่านเริ่มไม่อยากลุกจากเตียงตอนเช้า วันนี้ก็เช่นกัน นางขดตัวอยู่ใต้ผ้าห่ม ดึงเสื้อของท่านยายมาคลุมทับตรงปลายเท้า ส่วนชายอีกด้านตกลงไปข้างเตียงคลุมเสี่ยวเป่าหนึ่งคนหนึ่งหมาไม่มีใครอยากขยับ จนกระทั่งท้องของหว่านหว่านร้อง เด็กหญิงลืมตามองเพดาน “หิวแล้ว” เสี่ยวเป่าไม่สนใจ “เจ้าหิวหรือไม่” มันยังหลับ หว่านหว่านถอนใจ “มีแต่ข้าที่ต้องหาอาหาร” นางลุกขึ้นอย่างไม่เต็มใจพอเท้าแตะพื้นก็รีบยกกลับ เย็นมาก หว่านหว่านจึงเอารองเท้าสีแดงมาสวม ตอนแรกตั้งใจจะเก็บไว้ใส่วันดี ๆ แต่หลายวันมานี้ นางเริ่มคิดได้ว่าหากเก็บไว้อย่างเดียว วันหนึ่งเท้าอาจโตจนใส่ไม่ได้ เสียดายกว่าเดิม จึงยอมใส่ เพียงแต่ยังหลบโคลนทุกครั้งเด็กหญิงล้างหน้า หวีผม แล้วไปดูอาหารที่เหลือ ไม่มี ข้าวหมดแล้ว หมั่นโถวก็หมด เหลือเพียงเกลือก้นกระปุก หว่านหว่านมองเสี่ยวเป่า “วันนี้ต้องไปเร็วหน่อย”หลังครัวคึกคักผิดปกติ ตั้งแต่ยังไม่ถึง หว่านหว่านก็ได้กลิ่นเนื้อ นางหยุดสูดหายใจเข้าเต็มแรง หอมมากไม่ใช่กลิ่นน้ำ
บทที่ 7 ข้าชื่อหว่านหว่านรองเท้าสีแดงถูกเก็บไว้บนหัวเตียง เด็กหญิงเปลี่ยนใจแล้ว วันนี้นางไม่ใส่มัน เมื่อคืนมีฝนตกเล็กน้อย พื้นทางเดินยังชื้น หากเหยียบโคลนขึ้นมา คราบอาจซักไม่ออกเหมือนครั้งก่อนนางจึงกลับไปสวมรองเท้าคู่เก่า ตรงหัวมีผ้าสีน้ำเงินปะเอียง ๆ ฝีมือของตัวเอง ส่วนพื้นรองเท้าบางเสียจนเวลาเหยียบก้อนหินจะรู้สึกได้ทุกก้อน...แต่ยังใส่ได้ท่านยายเคยบอกว่าของที่ยังใช้ได้อย่าเพิ่งทิ้ง เด็กหญิงจึงเก็บคู่สวยเอาไว้ก่อน “วันนี้ไม่ใส่” นางบอกเสี่ยวเป่า เจ้าหมายืนอยู่ตรงประตู มองนางสลับกับรองเท้าสีแดงบนหัวเตียง “เปื้อน”นางอธิบายเพิ่ม มันหันกลับออกไป เด็กหญิงจึงหยิบตะกร้าแล้วตามเมื่อคืนฝนตกไม่มาก แต่ลมแรง กิ่งไม้เล็ก ๆ หล่นเต็มลาน เด็กหญิงเก็บทีละกิ่ง กิ่งที่แห้งวางไว้ด้านหนึ่ง กิ่งที่เปียกแยกไว้อีกด้าน ถ้าตากสองสามวันก็ใช้เป็นฟืนได้ เสี่ยวเป่าช่วยไม่ได้ มันเดินตามอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะคาบกิ่งหนึ่งขึ้นมา เด็กหญิงเห็นก็ดีใจ “เอามานี่” เสี่ยวเป่าเดินมานางยื่นมือมันไม่ปล่อย “เอามา” เสี่ยวเป่าถอย เด็กหญิงมองมันคาบกิ่งไม้แน่นกว่าเดิม “นั่นของข้า” เสี่ยวเป่าถอยอีกก้าว เด็กหญิงวางตะกร้าเดินเข้าไปหา
บทที่ 6 รองเท้าคู่ใหม่เช้าวันนั้น เด็กหญิงพบว่าปลายเท้าตัวเองโผล่ออกมาจากรองเท้าแล้ว ไม่มาก เพียงนิ้วหนึ่งเท่านั้น นางนั่งอยู่ตรงธรณีประตู ยกเท้าขึ้นดู รูตรงหัวรองเท้าที่เคยเย็บไว้ปริออกอีกครั้ง ด้ายเส้นเก่าขาดไปสองเส้น ผ้าที่ท่านยายเคยเสริมไว้ด้านในก็บางจนมองเห็นนิ้วเท้าเด็กหญิงขยับนิ้ว นิ้วเล็กโผล่ออกมา เสี่ยวเป่าซึ่งนอนอยู่ข้าง ๆ เงยหน้าขึ้น มันเดินเข้ามาดม “อย่ากัด” เด็กหญิงรีบดึงเท้าหนี เสี่ยวเป่าไม่ได้กัดเพียงดมอีกครั้ง “ขาดอีกแล้ว” นางบอกมันจากนั้นถอดรองเท้าออก พลิกดูด้านล่างพื้นรองเท้าก็บาง ตรงส้นมีรอยแตกเล็ก ๆ เด็กหญิงเอานิ้วกด นิ่มเกินไปแล้ว ถ้าเดินบนพื้นเปียก น้ำคงซึมเข้า นางนั่งคิด ต้องซ่อมจึงเดินกลับเข้าเรือน ไปเปิดหีบไม้แล้วหยิบห่อเข็มด้ายของท่านยายออกมา เศษผ้าที่เหลือมีไม่มาก นางเลือกชิ้นที่หนาที่สุด สีไม่เหมือนรองเท้าเลย รองเท้าเป็นสีเทา ผ้าเป็นสีน้ำเงินซีดแต่ไม่เป็นไร เด็กหญิงนั่งลง เริ่มเย็บเสี่ยวเป่านอนข้างขา ครั้งนี้ฝีเข็มดีกว่าคราวเย็บแขนเสื้อเล็กน้อย อย่างน้อยไม่เฉียงมาก นางเย็บผ้าปิดรู ดึงด้าย แน่นเกินไป ผ้าจึงย่น เด็กหญิงคลายออกนิดหนึ่งแล้วทำใหม่ ใช้เวลา
บทที่ 5 เจ้าชื่อเสี่ยวเป่าเช้าวันต่อมา เด็กหญิงตื่นขึ้นมาแล้วพบว่าเสื้อของท่านยายหายไปจากขา นางนอนนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะชะโงกหน้าลงไปดูข้างเตียง เสื้อสีน้ำตาลทั้งตัวกองอยู่บนพื้น ส่วนเจ้าหมานอนทับอยู่ด้านบน เด็กหญิงมองมันเจ้าหมาหลับสนิท ขาหน้าข้างหนึ่งเหยียดออกมา หัววางอยู่บนชายเสื้อราวกับมันเป็นที่นอนของตัวเองมาตั้งแต่แรก “นี่ของท่านยายนะ” ไม่มีการตอบสนอง เด็กหญิงลงจากเตียง นั่งยองตรงหน้ามัน“ข้าให้คลุม ไม่ได้ให้เอาไปนอนทับ” เจ้าหมายังหลับ นางยื่นมือไปดึงชายเสื้อ ดึงไม่ออกตัวมันหนัก “ลุก” มันลืมตาข้างหนึ่ง “ลุกก่อน” คราวนี้ลืมทั้งสองข้าง แต่ยังไม่ลุกเด็กหญิงขมวดคิ้ว จากนั้นใช้สองมือจับเสื้อแล้วออกแรงดึง เจ้าหมาถูกลากตามมานิดหนึ่งมันจึงยอมลุกในที่สุด เด็กหญิงรีบคว้าเสื้อขึ้นมาปัดขนหมาออกทีละเส้น “สกปรกหมดแล้ว”เมื่อคืนตัวเองเป็นคนเอาเสื้อลงไปคลุมมัน เรื่องนี้นางลืมไปชั่วคราว พอปัดเสร็จจึงยกเสื้อขึ้นดม ไม่เหม็นนางโล่งใจ ถ้าต้องซักวันนี้คงไม่แห้งอากาศด้านนอกยังเย็นอยู่ เด็กหญิงพับเสื้ออย่างที่พยายามจำจากท่านยาย แล้วเก็บกลับลงหีบคราวนี้พับได้ตรงกว่าเมื่อวานเล็กน้อยนางจึงพอใจ “คืนนี
บทที่ 4 เสื้อของท่านยายอากาศเย็นลงอีกแล้ว เด็กหญิงรู้เพราะตอนตื่นขึ้นมา ปลายจมูกเย็นจนต้องยกผ้าห่มขึ้นคลุมหน้า นางขดตัวอยู่ใต้ผ้าผืนเก่าอีกครู่หนึ่ง ไม่อยากลุก แต่ท้องร้องแล้ว จึงต้องลุกเด็กหญิงโผล่หน้าออกจากผ้าห่ม ก่อนจะมองลงไปข้างเตียงตามความเคยชิน เจ้าหมาไม่อยู่นางมองซ้าย มองขวา ไม่มี “เจ้าหมา?” ไม่มีเสียงตอบ เด็กหญิงรีบลุกขึ้น เท้าเปล่าเหยียบพื้นเย็นจัด นางสะดุ้งเล็กน้อย แต่ยังเดินไปเปิดประตู“เจ้าหมา” ลานเรือนว่างเปล่า หัวใจเล็ก ๆ เหมือนหยุดไปครู่หนึ่ง นางเดินออกมา “เจ้าหมา?” ยังไม่มี เมื่อคืนมันนอนอยู่ข้างเตียง นางจำได้ ก่อนหลับยังเอื้อมมือลงไปแตะหัวมันอยู่เลยเด็กหญิงเดินไปดูข้างครัว ไม่มี หลังเรือนไม่มี ตรงราวตากผ้าก็ไม่มี นางเริ่มเดินเร็วขึ้น “เจ้าหมา!” เสียงดังขึ้นกว่าเดิม ไม่มีอะไรตอบกลับมา นอกจากเสียงลมพัดใบไม้แห้งไปตามพื้นเด็กหญิงหยุดอยู่กลางลาน นางไม่รู้ว่าควรไปหาที่ใด มันอาจกลับบ้านแล้ว ความคิดหนึ่งผุดขึ้นมา นางเคยบอกมันเองว่า ถ้ามีเจ้าของก็ควรกลับไป บางทีมันอาจนึกขึ้นได้เมื่อคืนว่าตัวเองมีเจ้าของจึงกลับไปแล้ว เด็กหญิงยืนคิด ถ้าเช่นนั้นก็ดี เจ้าของมันคงมีอาหารให้กิน
บทที่ 3 วันนี้พวกเรามีไข่กินไข่ใบนั้นมีรอยร้าว เปลือกด้านหนึ่งบุบลงไปเล็กน้อย มีไข่ขาวเหนียว ๆ ไหลออกมาติดฟางจนแห้ง เด็กหญิงนั่งยองอยู่ข้างตะกร้า มองมันอยู่นาน จากนั้นจึงหยิบขึ้นมาอย่างระมัดระวังไม่เหม็นในางยกขึ้นส่องกับแสงแดดอีกครั้ง ท่านยายเคยบอกว่าไข่ที่แตกแล้วเก็บไว้นานกินไม่ได้ แต่ถ้าเพิ่งแตกและไม่มีกลิ่น ก็ให้รีบเอาไปต้มเสีย เด็กหญิงไม่รู้ว่าใบนี้แตกมานานหรือยังนางจึงหันไปถามคนข้างตัว“เจ้าว่ากินได้หรือไม่” เจ้าหมานั่งอยู่บนพื้นมันมองไข่ในมือนาง เด็กหญิงรออยู่ครู่หนึ่ง “ข้าถามเจ้าก็ไม่เคยตอบ” พูดจบก็เอาไข่วางลงในตะกร้าอยู่ดี วันนี้นางโชคดี นอกจากไข่หนึ่งใบ ยังได้ผักกาดที่เหลือเกือบครึ่งต้นกับแป้งแผ่นเล็ก ๆ อีกสองชิ้นคนครัวคนหนึ่งเป็นคนวางไว้ข้างถัง เด็กหญิงไม่รู้ว่านางตั้งใจหรือไม่ ตอนเดินเข้าไปเก็บ หญิงคนนั้นกำลังหั่นเนื้ออยู่ตรงโต๊ะ ไม่ได้หันมามองนางสักครั้ง นางจึงไม่ได้กล่าวขอบคุณ ทำเพียงเก็บของใส่ตะกร้าแล้วเดินกลับวันนี้ไม่ต้องคุ้ยถังนาน รองเท้าก็ไม่เปื้อนน้ำจากเศษอาหารด้วย นับว่าเป็นวันที่ดี เด็กหญิงเดินไปตามทางเล็กอย่างอารมณ์ดี เจ้าหมาตามอยู่ข้างหลัง เดินไปได้พักหนึ่งน







