LOGINผู้กำกับเห็นภาพศศิกานต์และสุปรีย์ดึงมือไปคุยบนรถติดฟิล์มของกองถ่าย จากนั้นใบหน้าทั้งสองผ่อนคลาย มีรอยยิ้มน้อยๆ ระบายอยู่บนใบหน้าทั้งสองนักแสดงนำ แถมยังดูสนิทกันกว่าเดิม บรรยากาศในกองดูจะได้รับอิทธิพลแง่บวกจากเหตุการณ์นี้ เขาจึงเรียกผู้ช่วยผู้กำกับมาคุย
"วันนี้พี่คิดว่ากองจะล่มละ"
"ผมเห็นด้วย รักกันเกิ๊น เล่นบทงอนไม่ได้เลย"
"แต่คู่นี้ ทำไมเล่นดีขึ้นนะ สงสัยจะอินกับชีวิตจริง"
พวกเขายกมือขึ้นไฮฟ์ไฟว์กัน เตรียมบทต่อไป
"สำหรับฉากนี้ พี่ขออธิบายก่อน" ผู้กำกับตะโกน "หลังจากสองคนนี้ออกจากป่า เราจะให้นางเอกไปนอนบ้าน
พระนางเพื่อความปลอดภัย เราจะเล่นตามบทนะครับ เริ่มได้"
ณ คอนโดกลางใจเมืองกรุงเทพฯ ดูคล้ายกล่องสี่เหลี่ยมถูกซ้อนกันจนเป็นตึกสูง กระจกสะท้อนแสงแดดแวววาว มองจากภายนอกดูทันสมัยและราคาแพง ผู้กองฉัตรชยาเองเป็นเจ้าของหนึ่งยูนิตนั้น ข้างในตกแต่งตามการออกแบบของโครงการ จึงแสดงออกถึงรสนิยมที่ดีของนักออกแบบ ทุกจุดถูกวางแผนไว้อย่างดี ใช้สอยพื้นที่ได้อย่างเกิดประโยชน์สูงสุด ในห้องมีกันสองคน คือ ฉัตรฉยาและรดาผู้กองสาวเตรียมตัวจะอาบน้ำ แกะผมที่มัดออก ปล่อยผมสยาย รดาเห็นภาพนั้นอย่างหลงใหล โน้มตัวเข้าไปใกล้ซอกคอเพื่อสูดลมหายใจ
เธอทำหน้าเบ้
“เหม็นกลิ่นสาบ”
เพี้ยะ...
ผู้กองตีแขนรดา
ตัวละครรดาหัวเราะ
"ล้อเล่นค่ะ ไม่ได้เหม็นสักหน่อย"
พวกเธอแยกย้ายกันไปอาบน้ำ รดาสวมเสื้อฉัตรฉยา เพราะไซส์เท่ากันจึงใส่ได้พอดี คือเสื้อเชิ้ตสีขาวตัวโคร่งกับกางเกงขาสั้น ส่วนฉัตรชยาสวมชุดนอน เสื้อและกางเกงขายาวเป็นผ้าซาตินแวววาวสีน้ำเงิน พวกเขาขัดเขินที่ใส่ชุดไม่เป็นทางการต่อกัน
จู่ๆ ไฟก็ดับ ทั้งสองซ่อนสีหน้าแดงจัดตัวเองไว้ ก่อนจุดเทียน ผู้กองสาวสละเตียงนอนให้รดา แต่หญิงสาวไม่ต้องการ เธอมานอนหนุนตักนุ่มที่ไว้ใจบนโซฟา อีกฝ่ายอดใจไม่ได้ เอามือลูบผมยาวนั้นอย่างหลงใหล
"พี่ไม่เห็นความหลงใหลในสายตาศศิเลยนะ เห็นไหมว่าเขาสวย เขานอนบนตักเรา เราต้องเป็นยังไง"
"ยังไงคะ ก็...ชอบแล้วนี่คะ"
คนในกองเอามือปิดปาก
เขาชอบกันจริงๆ ด้วย
"พี่รู้ว่าชอบ แต่แสดงออกด้วย ไม่ต้องเขิน เพราะเป็นแค่การแสดง"
สุปรีย์อมยิ้ม ที่เธอบอกว่าชอบ
"หนูฟ้องได้ไหมคะ หนูจะแสดงได้ยังไง ปรีย์กำลังอมยิ้ม"
"สปิริตหน่อยสิวะ ไอ้พระนาง"
คนตาคมทำแก้มป่อง
"พวกเขาคืนดีกันสำเร็จแล้ว" ซีส่งข้อความหาธนูพร้อมรูปถ่ายที่ทั้งสองคนยิ้มให้กัน
"ผ่าน..." ธนูส่งข้อความกลับ
เมื่อหมดคิวถ่าย ทั้งสองคนก็แยกกันกลับบ้าน เพื่อไม่ให้ใครรู้ว่าอยู่บ้านหลังเดียวกัน คนตาคมเป็นห่วงจึงเดินตามหลังคนร่างบางห่างๆ หน้าบ้านพวกเขามีกลุ่มชายฉกรรจ์รออยู่ ในมือถือไม้เบสบอล ทำท่าคุกคาม
"มาแล้วๆ" พวกเขาเอ่ยเมื่อเห็นสุปรีย์
"มาหาใครคะ" หญิงสาวทำใจดีสู้เสือ
"คุณสุปรีย์ อย่าทำเป็นไม่รู้เรื่อง พวกเรามาทวงนี้คุณ" เขาเอ่ยเสียงดัง ยิ่งดัง คนยิ่งสนใจ เมื่อคนยิ่งสนใจจะกดดันอีกฝ่ายให้อยากจ่ายเงินเร็วขึ้น
"แต่ปรีย์เคยบอกไปแล้วนี่คะ ว่าเงินจะออกหลังจากแสดงจบ"
"เราคงต้องขอดอกเบี้ยบ้าง แล้วก็ไม่ใช่จู่ๆ ก็ย้ายบ้านโดยไม่บอกแบบนี้" หัวหน้าชายฉกรรจ์พูด
"ไม่มีเงินค่ะ ก็บอกแล้วนี่คะ"
ศศิกานต์เดินออกจากมุมตึก พร้อมกับคลิปวีดีโอในมือ ตัวเธอสั่นเพราะไม่ใช่คนสู้คนตั้งแต่ไหนแต่ไร แต่สุปรีย์ทำให้เธอกล้า กล้าที่จะทำเพื่อคนที่รัก
"ถ้าไม่ไป เราจะส่งคลิปนี้ให้ตำรวจ แล้วตำรวจก็จะตามสืบว่าหนี้นอกระบบเป็นของใคร แล้วแทนที่จะคืนเงิน เจ้าหนี้ก็จะโดนแจ้งข้อกล่าวหา"
คำขู่บวกกับร่างสูงโปร่งนั้นทำให้ชายฉกรรจ์ต้องถอยก่อน พวกเขาทำเสียงไม่พอใจ คาดโทษว่าจะกลับมาใหม่
ศศิกานต์ไม่ได้ถามเรื่องที่เธอเป็นหนี้ แต่พอจะเดาได้ว่า เธอต้องใช้เงิน ดังนั้นจึงหาห้องเช่าราคาประหยัดแบบนี้
ตอนสายสุปรีย์หลับไม่สนิท เดินลงมาชงกาแฟกินในห้องนั่งเล่นรวม คนตาคมเดินเข้าไปดูเธอใกล้ๆ
"เครียดเหรอคะ" เธอกระซิบถาม
แต่เจ้าตัวไม่ตอบ
"อยากฟังเพลงไหม เดี๋ยวร้องให้ฟังเพลงหนึ่ง ปกติค่าตัวแพงมากนะ ไม่ได้ร้องให้ใครฟังง่ายๆ"
"ฟังค่ะ" เอ่ยเพราะหมดหนทางที่จะทำให้ตัวเองรู้สึกสบายใจขึ้น
คนตาคมตั้งใจเลือกเพลงสนุก เธอทั้งร้องทั้งเต้นราวกับคนป่าเจอไฟ และโยนแทมมารีนให้สุปรีย์ จากนั้นก็เปิดไฟดิสโก้แบบราคาประหยัดที่เธอเคยซื้อไว้เมื่อนานมาแล้ว เสียงโหวกเหวกของสองสาวดังไปอีกสามบ้าน แต่เพราะเป็นเวลากลางวันจึงไม่มีใครโทรไปร้องเรียนกับตำรวจ สองสาวร่วมร้องเพลงไปเกือบโหล คนตาคมเสียพลังงานไปหลายร้อยแคลอรี่ ทำให้เหงื่อเต็มหน้า ก่อนดึงสุปรีย์ไปพิงไหล่ตัวเอง นั่งอย่างสงบใจบนโซฟา
"จะพึงศศิก็ได้นะ จะอยู่ตรงนี้เสมอ"
"ทำไมดีกับปรีย์จัง"
"ก็สัญญาแล้วไง ว่าเราสองคนจะสนิทกันที่สุด"
สุปรีย์น้อยใจ คิดว่าเธอทำแบบนั้นเพื่อละครเท่านั้น ซ่อนแววตาผิดหวังเอาไว้ เพราะเธอเองก็เป็นนักแสดงคนหนึ่ง
.
.
ธนูเตรียมตัวมานานเพื่อวันนี้ เขาทำสูตรส้มตำทะเลเดือดแรมเดือน ร้านอาหารเป็นร้านเล็กๆ ที่ตกแต่งอย่างใส่ใจ มีภาพเรือหาปลากำลังโต้คลื่นสีขาวไฮไลท์ด้วยคลื่นสีฟ้าอยู่ตรงฝาผนัง หลังคาสูงโปร่งทำให้อากาศไม่ร้อน โต๊ะเป็นสี่เหลี่ยมตัวเล็กๆ และยินดีจะต่อโต๊ะให้หากมาเป็นกลุ่มใหญ่ เขาเปิดตัวริมถนนที่มีคนผ่านหนาตา เพื่อเป็นการตอบแทนที่เคยช่วยเหลือกัน ชายหนุ่มขอให้สองนักแสดงมา
ช่วยโปรโมตร้านในวันแรกนี้ด้วย ซีรับหน้าที่แต่งหน้าให้ทุกคน ธนูส่งไมค์ลอยให้คู่เกิร์ลเลิฟเพื่อเรียกลูกค้า
"สวัสดีคุณลูกค้าทุกคนค่ะ ยินดีต้อนรับสู่ร้านส้มตำทะเลเดือด บายธนูนะคะ" สุปรีย์พูดคล่องแคล่วเพราะเคยทำงาน พริตตี้อยู่บ้าง "วันนี้ร้านเราลดราคาให้ห้าสิบเปอร์เซ็นต์นะคะ ดีกรีของพ่อค้าเราก็ไม่ธรรมดานะคะ เขาเป็นผู้ช่วยเชฟร้านอาหารชื่อดัง แต่เอ่ยชื่อร้านไม่ได้ค่ะ ติดลิขสิทธิ์"
เสียงหัวเราะดังขึ้นทั่วร้าน
เพราะกระแสก่อนหน้านี้ ทำให้ลูกค้าส่วนใหญ่ไลฟ์สองสาวที่ขายส้มตำทะเลเดือด ยอดเอ็กซ์ขึ้นอันดับสามภายในไม่กี่นาที
"หอมกันหน่อยๆ" เสียงลูกค้าขอร้อง
"ติดลิขสิทธิ์ค่ะ" ศศิกานต์ตอบอย่างเจ้าเล่ห์ ก่อนยื่นมือไปซับหน้าให้คนร่างบาง อะไรที่ได้มาง่ายๆ ย่อมมีราคาน้อยลง เธอจึงจงใจไม่หอมแก้มง่ายๆ เหมือนเมื่อก่อน เมื่อเห็นทั้งคู่เหมาะสมกันขนาดนี้ มีด้อมชื่ออาร์ทิมิส ซึ่งหมายถึงเทพีแห่งดวงจันทร์ล้อตามชื่อศศิกานต์ มาเปิดช่องยูทูบทำคลิปทั้งสองคนเยอะมาก จนผู้กำกับและผู้จัดละครต้องมาปรึกษากัน ว่าจะต้องให้ละครออนแอร์เร็วขึ้น ผู้จัดละครเอ่ยทางโทรศัพท์
"อย่าให้พี่รู้อีกนะ ว่าทำอะไรไม่ขอต้นสังกัดอีก"
สองสาวยิ้มแหย กฎคงมีไว้เพื่อแหก ผลตอบรับทำให้นักแสดงสองคนแทบไม่ได้ยินคำเตือนจากต้นสังกัดเลย
รบกวน กดไลค์ กดแชร์ กดติดตาม และคอมเม้นท์ ให้กำลังใจนักเขียนด้วยนะคะ อยากให้เนื้อเรื่องเป็นยังไง ภาษาให้เป็นแบบไหน หรือชอบงานตรงไหน คอมเม้นท์มาได้นะคะ
อภิชญาขอเงินลูกสาวคนสุดท้องทุกเดือน ศศิกานต์ให้โดยไม่อิดออด แต่เธออยากให้แม่ทำงานเป็นชิ้นเป็นอัน จึงบอกมารดาให้หางานทำ และเลิกขอเงินเธอสักที หญิงกลางคนโกรธลูกสาว เธอไม่เหลืออะไรเลย กำลังเครียดที่ชีวิตถึงทางตัน เธอกัดเล็บจนกุด ตัดสินใจอยู่นานว่าจะขายสมบัติชิ้นไหนดี ลูกสาวคนโตและคนรองทั้งสองคนก็ไม่สามารถช่วยเหลือเรื่องเงินได้ อภิชญาเคียดแค้นศศิกานต์ เธออุตส่าห์สอนและช่วยเหลือลูกสาวคนสุดท้อง แต่ขณะเดียวกันกลับมองไม่เห็นความผิดตัวเอง จึงได้แต่โทษศศิกานต์ว่าคนเป็นคนที่ผลักไสให้เธอมาถึงทางตัน สุดท้ายตัดสินใจมาในงานแถลงข่าวละครเรื่องใหม่ที่คนตาคมกับคนร่างบางจะแสดงด้วยกัน ไม่รอให้การสัมภาษณ์เริ่ม เธอเดินแทรกเข้าไปในกล้อง หยิบปืนออกมา นักข่าวกดไลฟ์งานแถลงข่าว คนดูมากจนกลายเป็นไวรัล พร้อมติดแฮชแท็ก #เซฟศศิ ตำรวจรีบมารักษาความปลอดภัยในงานสัมภาษณ์ กันคนออกจากห้องประชุม ในห้องจึงเหลือแค่กล้องที่ตั้งเอาไว้ คนส่วนใหญ่อยู่นอกห้อง "คุณอภิชญาครับ ผมว่าเราคุยกันได้นะครับ คุณอภิชญาอยากได้อะไรครับ" ตำรวจเกลี้ยกล่อม "ฉั
ศศิกานต์นั่งเพียงลำพังในห้องนอน เธอเปิดจดหมายที่ไม่เขียนชื่อคนส่ง ไม่มีตราไปรษณีย์ และมีเพียงภาพและข้อความที่ขู่คุกคามเธอ พร้อมกับแนบรูปถ่ายของศศิกานต์ตอนเรียนมหาวิทยาลัย และมีรอยปากกากากบาทสีแดงเต็มหน้าเธอ “นึกถึงคำพูดของปรีย์เลย” “คำไหน” “คำที่ว่า แฟนๆ มีหลายแบบ ต้องระวังตัว นี่ก็เป็นแค่หนึ่งในจดหมายข่มขู่ที่เราได้จากแฟนๆ ของปรีย์” “มีมากกว่านี้อีกเหรอ!” สุปรีย์ตกใจ แต่ศศิกานต์ไม่ได้หยิบจดหมายฉบับอื่นขึ้นมา นี่ยังไม่นับข้อความในโลกออนไลน์ที่ทำร้ายจิตใจคนตาคมยิ่งกว่านี้อีก ร่างบางเข้ามากระชับอ้อมกอด ก่อนถาม “ไม่เศร้าเหรอคะ หรือว่ากลัวบ้างไหม” “เศร้าค่ะ แต่ทำใจได้แล้วเพราะเจอแบบนี้มาตั้งแต่ไหนแต่ไร อีกอย่างศศิไม่กลัวค่ะ ตอนเรียนก็ประมาณนี้ นี่ยังดีที่ไม่มีใครเข้าถึงตัวศศิได้ แถมตอนนี้ยังมีปรีย์
เกลโทรหาเพื่อนคนหนึ่ง เธอเป็นอีกคนที่ชอบให้คำปรึกษาด้านความรักกับเพื่อนๆ เกลนัดกรรณิกาหรือกรรณ นัยน์ตาดำโตอ่อนหวาน จมูกโด่ง ผมดำขลับ เคยเรียนโรงเรียนนานาชาติที่เดียวกันกับเกล ทั้งคู่นัดเจอกันที่คอนโดหรูของดาราสาว ภายในห้องตกแต่งด้วยสีชมพูพาสเทล ประดับประดาด้วยดอกไม้ปลอม พวกเขาพูดคุยในห้องรับแขก หากเดินไปดูภายในห้องนอนของเกลจะพบว่ามีรูปภาพของศศิกานต์แปะเต็มฝาผนัง เกลเลือกที่จะปกปิดเอาไว้ ว่าเธอคลั่งรักขนาดไหน “ไหนเล่าให้เพื่อนฟังสิ” กรรณิกาเริ่มเมื่อทิ้งตัวลงนั่งบนโซฟา “ฉันชอบคนๆ หนึ่งอยู่ แล้วไม่ว่าจะพยายามยังไง เขาก็ไม่เคยมีฉันในสายตา” “ชอบเขาตรงไหน” “ตรงที่ใจดี ซื่อสัตย์ ถ่อมตน และ...” เกลทิ้งช่วงประโยคของเธอ “และอะไร” “สวยโคตร...” โอ๊ะ ไม่ใช่ผู้ชายเรอะ กรรณิกาคิดในใจ เพราะไม่ได้ติดตามข่าววงการบันเทิงจึงไม่รู้มาก่อน “ไม่ว่าจะตื่นหรือหลับ ก็จะคิดถึงเขาตลอดเวลา จนฉันแทบเป็นบ้าไปแล้ว” “ทรมานไหม” “ทรมาน” “เลิกคิดได้ไหม” “ไม่ได
พวกเขาเดินเข้าไปในกระโจมสีขาวพร้อมกันทั้งห้าคน กระโจมเล็กลงไปถนัดใจ หมอดูเป็นผู้หญิง แต่งตัวเหมือนชาวยิปซี ผมหยักโศกยาวถึงกลางหลัง ข้างหน้าเธอมีลูกแก้ววิเศษที่มองเข้าไปแล้วจะเห็นอนาคต เกลจ้างเธอมาในราคาแพง เพื่อให้คำทำนายเข้าข้างเธอมากที่สุด "ใครก่อนคะ" "ผมก่อนครับ ผมอยากรู้เรื่องธุรกิจ" ธนูยกมือ ขยับตัวไปข้างหน้า หมอดูมองลูกแก้วสักพักก็ตอบอย่างคล่องแคล่ว "ธุรกิจถ้าเป็นอย่างนี้ต่อไป ร้านจะเจ๊งอย่างแน่นอน" ธนูตกใจที่เธอทายแม่นราวกับตาเห็น "แล้วจะต้องทำอย่างไร" "ไม่รู้" หมอดูตอบหน้าตาเฉย ไม่ต้องการให้ใครคิดว่าเธอรู้ทุกเรื่อง "อ้าว ทำไมแบบนั้น" "ไม่ต้องดูลูกแก้ว แค่ถามลูกค้าสิ ว่าอยากได้แบบไหน นี่เป็นหัวใจของการค้าเลยนะ การสำรวจความต้องการของลูกค้าน่ะ" "อ่อ เข้าใจล่ะ" ธนูรู้สึกว่าเป็นคำตอบที่จะว่าเดามั่วก็เดามั่ว แต่ในทำนองเดียวกันก็เป็นเรื่องจริงเสียด้วย “ผมอยากรู้อีกเรื่อง” คำถามนี้คาใจเขามาตลอด “อะไ
ธนูและซีรับฟังเรื่องจากทั้งสองสาวจนหมด ต่อมาในวันอาทิตย์พวกเขานั่งดูทีวีในห้องส่วนกลาง ทีวีกำลังออนแอร์ข่าวให้สัมภาษณ์ของศศิกานต์ ข้างหน้าของเธอมีไมค์หลายตัววางอยู่ มาจากสำนักข่าวหลายแห่ง พร้อมแสงแฟลชรัวใส่หน้าของพระนางที่โด่งดังทั่วฟ้าเมืองไทย "จริงไหมที่แม่พูดว่า แม่น้อยใจน้องศศิ" "เรามีความเห็นเรื่องงานไม่ตรงกัน ศศิยังชอบบทเกิร์ลเลิฟ เพราะตัวเองเป็นLGBTQ อยากให้คนดูเปิดใจรับศศินะ แต่แม่กลัวว่าศศิจะอยู่ในวงการไม่นาน สำหรับเรื่องที่ทะเลาะกัน ศศิตั้งใจจะไปง้อแม่แหละ ส่วนเรื่องงานคงต้องห่างๆกันค่ะ" สกาวนั่งฟังอยู่หน้าจอทีวี อมยิ้มที่เธอมองคนไม่ผิด ศศิกานต์ยอมรับว่าตัวเองเป็น LGBTQ "ปรีย์เป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้ทะเลาะกับแม่หรือเปล่า ข่าวมันออกมาแบบนี้" นักข่าวชงเรื่องอย่างชาญฉลาด "ไม่อยากเอาคนอื่นมาโยง ทุกคนมีพื้นที่ที่ทำอะไรแล้วสบายใจ เราก็เลือกที่เป็นเรา" "แฟนๆ มองเรื่องนี้ยังไงบ้าง" "บางคนจั่วหัวมาเลย ว่าลูกอกตัญญู แต่บางคนเข้าใจเรา เพราะรู้จักเรา ตามเรามานาน ตอนนี้แ
สู่ขวัญเป็นหญิงสาววัยสามสิบห้าปี เคยเป็นนางงามจากเวทีดัง เธอคว้ารางวัลอันดับหนึ่งจากเวทีนานาชาติ และสุดท้ายได้แต่งงานกับเศรษฐีฝรั่ง มีลูกสาวด้วยกันหนึ่งคนชื่อน้องแสนดี แต่ไม่นานก็เลิกกับสามีแล้วย้ายกลับมาอยู่ประเทศไทย เธอไม่เคยทำงานมาก่อน แต่ใช้เงินก้อนสุดท้ายมาเปิดร้านอาหารเล็กๆ และตอนนี้ร้านกำลังเข้าตาจน เธอจึงเดินทางมาเยี่ยมแม่อภิชญาของเธอ "ไหว้ยายสิลูก แสนดี" สู่ขวัญแนะนำลูกสาว "Say hi to you grandma." "ซาหวัดดีค่า คุณยาย" หลานสาววัยสิบขวบทักยายของเธอเป็นครั้งแรก "หน้าสวยเหมือนแม่ จมูกโด่งเหมือนพ่อ ผิวก็ดี โตขึ้นเป็นนางเอกได้เลยนะ" อภิชญาชื่นชมหลานสาวเหมือนนักช้อปมองดูสินค้าราคาแพงที่จะมีราคาสูงกว่าเดิมในอนาคต "หนูพาลูกมาให้แม่รู้จักก่อน เผื่อเราจะผลักดันแก เหมือนที่แม่ดันหนูกับน้องๆ" "ต้องหัดภาษาไทยให้หลานเยอะๆ นะ สู่ขวัญ ภาษาไทยก็ต้องอ่านออก หนูคิดดูซิว่า ถ้าอ่านบทภาษาไทยไม่ออกจะเป็นปัญหาขนาดไหน" "ค่ะ นั่นสิคะ" "แล้วนี่ลูกมาหาแม่ทำไม ชวนมาหลายรอบก็ไม่มา แสดงว







