LOGIN“คุยตอนหิวไม่ดีหรอกเอื้อ ไปหาข้าวกินกันเถอะ” เขาย้ำ
อุษมาหรี่ตามองเขานิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ความจริงเธอควรปฏิเสธเพราะวันนี้เธอเหนื่อย งานยุ่ง และไม่อยากเสียเวลาไปกับเด็กบ้านี่
และอีกเรื่องก็คือ เขามักจะมองเธอด้วยสายตาแปลกๆ
“พี่ไม่ว่างจะไปกินข้าวกับเธอ” เธอตอบ
แต่พิชญะไม่เถียง เขาแค่ยื่นมือมาจับข้อมือเธอเบา ๆ แล้วลากให้เดินออกจากหน้าร้านไปด้วยกันเหมือนมันเป็นเรื่องปกติที่สุดในโลก
“เธอ!” อุษมาสะบัดแขนออกทันทีแต่ไม่หลุด “อย่ามาจับพี่แบบนี้นะพีร์”
ชายหนุ่มหยุดเดิน หันมามองเธอด้วยสายตาเรียบ ๆ ก่อนจะเอ่ยเหมือนแกล้งยั่วโมโห
“เอื้อก็อย่าทำเหมือนผมเป็นเด็กสิครับ”
คำว่า “เอื้อ” ที่เขาเรียกเธอตรง ๆ แบบไม่มีคำว่าพี่นำหน้า ยิ่งทำให้ใจเธอวูบไหวโดยไม่รู้ตัว
มันน่าหงุดหงิด… และน่าอ่อนใจในเวลาเดียวกัน อุษมากัดฟันแน่น “เธอจะพาพี่ไปกินข้าวที่ไหน”
พิชญะยิ้มบาง ๆ เหมือนชนะแล้ว “ร้านข้าวซอยแถวนี้แหละ ไม่ไกล”
เธอถอนหายใจยาว “พี่ขับรถเอง”
“ไม่ได้” เขาตอบทันที
“ทำไมไม่ได้ พี่มีรถนะ” เธอขึงตาใส่
พิชญะก้มลงเล็กน้อย สายตาคมสบตาเธอใกล้เกินไป “ผมคิดว่าวันนี้เอื้อไปมาหลายที่ น่าจะเหนื่อยมาก คนเราเวลาเหนื่อยความสามารถในการขับขี่ยานพาหนะจะลดลง ผมไม่อยากเสี่ยงกับเอื้อครับ”
อุษมาชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะปี๊ดขึ้นมาอีกรอบ หนอย... ไอ้บ้านี่ กลัวเธอพาไปเกิดอุบัติเหตุหรือไง
“งั้นก็ไปคนละคัน ต่างคนต่างไป” เธอพยายามต่อรองเพราะไม่อยากกลับมาเอารถที่นี่อีก
พิชญะส่ายหน้า “ถ้าไปคนละคัน ผมก็ไม่รู้ว่าเอื้อจะเลี้ยวเข้าผิดซอยหรือเปล่า”
“พีร์…” คราวนี้หูเธอเหมือนมีเสียงวิ้งๆ ดังอื้ออึง คงเป็นความโมโหจนพูดไม่ออกล่ะ เธอคิดในใจ
“เอื้อ ขึ้นรถครับ” เดินไปถึงรถยนต์ของเขาพอดี ชายหนุ่มพูดเหมือนคำสั่ง แต่น้ำเสียงนุ่มนวลกว่าปกติ
สุดท้ายอุษมาก็ต้องทำตามที่เขาว่าอย่างไม่เต็มใจนัก หรือจริง ๆ…เธอเต็มใจตั้งแต่แรกแล้ว เพียงแต่ไม่อยากยอมรับ
อีกสิบห้านาทีต่อมา พวกเขาสองคนก็นั่งในร้านอาหารเล็กๆ ใกล้วัดพระธาตุหริภุญชัย ตรงหน้าเป็นแม่น้ำแม่กวงลมพัดโชยมาเป็นระยะทำให้อุษมาคลายโมโหลงมาก
ที่นี่เป็นร้านอาหารพื้นเมือง เป็นร้านเล็ก ๆ มีโต๊ะไม้ไม่กี่ตัว เมนูเด่นของร้านคือข้าวซอยซึ่งมีทั้งข้าวซอยเนื้อและไก่ คนแน่นเพราะช่วงเย็นเป็นเวลาที่คนเลิกงานพอดี กลิ่นเครื่องแกงลอยมาแตะปลายจมูกจนท้องของอุษมาร้องเบา ๆ
‘หิวเหมือนกันนี่นา…’ เธอแอบขำตัวเองในใจ
พิชญะเลือกโต๊ะมุมในสุดริมหน้าต่าง ค่อนข้างเป็นส่วนตัว
อุษมามองเขาเงียบ ๆ
“มองอะไรครับ” เขาถามขณะยื่นเมนูให้
“เปล่า” เธอรีบหลบตา “พี่แค่สงสัยว่า… เธอรู้จักร้านนี้ด้วยเหรอ” เพราะเป็นร้านเล็กๆ ที่มีแต่คนพื้นที่เท่านั้นที่น่าจะรู้จัก ส่วนตัวอุษมาเองก็มากินอาหารที่นี่กับบรรดาสาวๆ ในร้านบ่อยๆ เพียงแต่ว่าเธอว่าคนแบบพิชญะไม่น่าจะรู้จักด้วย
“อย่าลืมสิว่าผมเป็นคนที่นี่เหมือนเอื้อ” เขาตอบทันทีโดยไม่ต้องคิด
คำพูดนั้นทำให้อุษมาชะงัก และเพราะเธอไม่รู้จะตอบยังไง เธอเลยหันไปสั่งอาหารแทน
“ขนมเส้นน้ำเงี้ยวกระดูกอ่อนหนึ่งค่ะ ไม่ใส่ผักกับกระเทียมเจียวนะคะ”
“ของผมข้าวซอยเนื้อครับ” พิชญะสั่ง แล้วหันไปถามคนที่มาด้วย “เอื้อไม่กินเผ็ดเหรอ ถึงสั่งน้ำเงี้ยว”
“พี่กินเผ็ดได้” เธอตอบเสียงห้วน “พี่โตแล้ว แต่วันนี้อยากกินขนมเส้น”
พิชญะหัวเราะเบา ๆ “ครับ โตแล้ว”
ฝ่ายออกแบบรายงาน“จากที่เราคำนวณ ต้องให้โรงทอตั้งโปรแกรมทอแบบแบ่งช่อง[1] ค่ะ เผื่อตัดขอบเย็บริม น่าจะได้ที่ม้วนละ 20 ผืน ใช้ทั้งหมด 100 ม้วน”อุษมาพยักหน้า สีหน้าจริงจังแต่แววตานุ่ม “ขอบคุณค่ะ…งั้นเผื่อเสียสิบเปอร์เซ็นต์เป็นยอดสั่งทอ 110 ม้วน ”“พี่แอนส่งแบบกล่องไม้จากงานเก่าๆ ให้แล้วนะคะทางเมลของทุกคนค่ะ” อนิตาพูดขึ้นบ้างอุษมาเปิดอีเมล “แบบแรกสวยนะคะ ราคากำลังดีไม่ถูกไม่แพง แล้วใครมีความเห็นยังไงบ้างคะ” “ผมก็ว่าแบบแรกดีครับ” ผู้จัดการร้านออกความเห็นการหารือดำเนินต่อจนเกือบเที่ยงจึงได้ข้อสรุป“โอเคค่ะ” อุษมาสรุป “ภายในเที่ยงขอให้ทุกฝ่ายส่งตัวเลขสุดท้ายให้เอื้อ เอื้อจะให้พี่แอนทำสเปกส่งเทศบาลให้ท่านนายกฯ พิจารณา”อนิตารับคำ “ได้ค่ะน้องเอื้อ”อุษมาลุกขึ้นยืนเป็นสัญญาณปิดประชุม “ขอบคุณทุกคนนะคะ… ไปลุยกันค่ะ”ช่วงบ่าย อนิตาวิ่งขึ้นมาหาเธอพร้อมแฟ้มเอกสาร“น้องเอื้อคะ เทศบาลอนุมัติแล้วค่ะ นายกฯ บอกว่าตรงโจทย์มาก แล้วให้เข้าไปเซ็นสัญญาพรุ่งนี้เช้าเลยค่ะ”อุษมาสูดลมหายใจยาว เมื่อผ่านด่านไปอีกขั้น “ดีค่ะ…งั้นพรุ่งนี้เข้าไปเซ็น”เธอรับแฟ้มมาเปิดดูรายละเอียด ทุกอย่างเรียบร้อย
เช้าวันรุ่งขึ้น อุษมาเข้าร้านตั้งแต่ยังไม่เก้าโมง เธอถือแก้วกาแฟเดินผ่านหน้าร้าน มองเห็นพนักงานขายรอบเช้าเริ่มงานของตัวเองกันอย่างขมักเขม่น เธอรับไหว้พวกเขาก่อนจะตรงไปที่ห้องทำงานชั้นสอง“พี่แอน… ทุกคนมาครบหรือยังคะ” ใกล้ได้เวลานัดเธอถามอนิตาระหว่างเปิดแฟ้มเอกสาร“ครบแล้วค่ะน้องเอื้อ ทั้งโรงงาน ออกแบบ จัดซื้อ แล้วก็บัญชีค่ะ”อุษมาพยักหน้าก่อนจะลุกและเตรียมเข้าห้องประชุม ไม่บ่อยนักจะมีการประชุมร่วมกันของฝ่ายร้านและโรงงาน ซึ่งฝ่ายโรงงานเธอเพิ่งขยายให้ใหญ่ขึ้นหลังจากมาทำงานที่นี่ใหม่ๆ โดยที่ตัดสินใจย้ายส่วนโรงงานไปอีกที่ไม่ไกลจากร้านมาก และหน้าร้านก็มีพื้นที่มากขึ้นในส่วนของการจัดเก็บสต็อกร้าน“ขอบคุณทุกคนที่มานะคะ” อุษมาพูด“วันนี้เอื้อจะสรุปงานเทศบาลให้ชัด ๆ เราต้องได้แบบภายในเที่ยง เพื่อส่งให้เลขานายกฯ พิจารณาช่วงบ่ายค่ะ”ทุกคนเงียบลงทันที“งานนี้เป็นของที่ระลึกยี่เป็งของเทศบาลลำพูน จำนวนสองพันชุด” เธอเลื่อนหน้าจอให้เห็นข้อมูล “ข้อกำหนดคือต้องใช้ได้จริงและต้องดูพรีเมียม เพราะเป็นของแขกและสื่อที่มางานค่ะ”หัวหน้าฝ่ายโรงงานพยักหน้า “ค่ะน้องเอื้อ”อุษมาหยิบปากกาขึ้นแล้วเคาะโต๊ะเบา
โตแล้ว… แต่เขากลับมองเธอเหมือนเด็กที่ต้องมีคนคอยเฝ้า ทั้งที่เธออายุมากกว่าเขาแท้ๆ มันทำให้เธอทั้งหงุดหงิด…ทั้งรู้สึกแปลก ๆ แบบบอกไม่ถูก ระหว่างรออาหาร พิชญะหยิบมือถือขึ้นมาเปิดรายชื่อ แล้วเลื่อนหน้าจอให้เธอดู“นี่ครับ ช่างที่ผมรู้จัก ทำงานให้บ้านผมมาตลอด ถ้าเอื้อโอเค พรุ่งนี้เช้าเขาเข้าไปดูหน้างานได้เลย”อุษมามองหน้าจอ…ก่อนเงยหน้ามองหน้าเขา “เธอทำไมต้องจริงจังขนาดนี้ จริงๆ เธอส่งคอนแทคเขาให้พี่ทางไลน์ก็พอ”“ผมจริงจังกับเอื้อเสมอ” เขาตอบนิ่ง ๆ “แล้วผมก็ไม่อยากให้เอื้ออยู่บ้านที่ไม่ปลอดภัย”อุษมานิ่งไป ใจเธอเต้นเร็วขึ้นแบบไม่มีเหตุผล“พี่อยู่ได้ บ้านหลังนั้นพี่อยู่ตั้งแต่เกิดเลยมั้ง” เธอยืนยันเหมือนเดิม เรื่องโจรมันอาจจะเป็นแค่คราวซวยที่ผ่านเข้ามา แต่ที่ผ่านมาบ้านนั้นมันปลอดภัยเสมอพิชญะพยักหน้า “ผมรู้ว่าเอื้ออยู่ได้”เขาหยุดไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดเสียงเบาลง “แต่การที่เอื้อ อยู่ได้ มันไม่ได้แปลว่าเอื้อต้องอยู่คนเดียวตลอดไปนะครับ”ประโยคนั้นทำให้มือของอุษมาที่จับแก้วน้ำอยู่ชะงัก เธอรีบยกแก้วขึ้นดื่มและแสร้งทำเป็นไม่ได้ยิน อาหารมาถึง ทั้งสองกินเงียบ ๆ อยู่พักใหญ่ จนกระทั่งพิชญะพ
“คุยตอนหิวไม่ดีหรอกเอื้อ ไปหาข้าวกินกันเถอะ” เขาย้ำอุษมาหรี่ตามองเขานิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ความจริงเธอควรปฏิเสธเพราะวันนี้เธอเหนื่อย งานยุ่ง และไม่อยากเสียเวลาไปกับเด็กบ้านี่ และอีกเรื่องก็คือ เขามักจะมองเธอด้วยสายตาแปลกๆ“พี่ไม่ว่างจะไปกินข้าวกับเธอ” เธอตอบแต่พิชญะไม่เถียง เขาแค่ยื่นมือมาจับข้อมือเธอเบา ๆ แล้วลากให้เดินออกจากหน้าร้านไปด้วยกันเหมือนมันเป็นเรื่องปกติที่สุดในโลก“เธอ!” อุษมาสะบัดแขนออกทันทีแต่ไม่หลุด “อย่ามาจับพี่แบบนี้นะพีร์”ชายหนุ่มหยุดเดิน หันมามองเธอด้วยสายตาเรียบ ๆ ก่อนจะเอ่ยเหมือนแกล้งยั่วโมโห“เอื้อก็อย่าทำเหมือนผมเป็นเด็กสิครับ”คำว่า “เอื้อ” ที่เขาเรียกเธอตรง ๆ แบบไม่มีคำว่าพี่นำหน้า ยิ่งทำให้ใจเธอวูบไหวโดยไม่รู้ตัวมันน่าหงุดหงิด… และน่าอ่อนใจในเวลาเดียวกัน อุษมากัดฟันแน่น “เธอจะพาพี่ไปกินข้าวที่ไหน”พิชญะยิ้มบาง ๆ เหมือนชนะแล้ว “ร้านข้าวซอยแถวนี้แหละ ไม่ไกล”เธอถอนหายใจยาว “พี่ขับรถเอง”“ไม่ได้” เขาตอบทันที“ทำไมไม่ได้ พี่มีรถนะ” เธอขึงตาใส่พิชญะก้มลงเล็กน้อย สายตาคมสบตาเธอใกล้เกินไป “ผมคิดว่าวันนี้เอื้อไปมาหลายที่ น่าจะเหนื่อยมาก คนเราเวลาเหนื
พิชญะเดินนำเธอออกมาที่ห้องสต็อคผ้าที่มีในตอนนี้ เขาเปิดแคตตาล็อกลายให้เธอดู อุษมาพลิกดูไปเรื่อยๆ และสะดุดตากับผ้าไหมยกดอกลำพูน และผ้าสีพื้นเป็นฝ้ายหนึ่งร้อยเปอร์เซ็นต์“สีม่วงสวยนะ พี่ชอบแบบนี้” เธอเลือกมาสองสามแบบไว้ก่อน พิชญะรับมาดูและเช็คของที่มี“พวกผ้ายกดอกพอมีครับ แต่เอื้อจะต้องใช้เท่าไหร่ ถ้าไม่พอต้องบอกเร็วๆ หน่อย เพราะว่าการทอค่อนข้างยาก ส่วนผ้าพื้นนี่สบายๆ สต็อคแน่น” อุษมานิ่งคิด “เรื่องแบบกำลังให้ทีมคิดอยู่ พี่ต้องกลับไปประชุมกับทีมงาน ขอเวลาสักสองวันเดี๋ยวให้คำตอบนะ”เพราะว่าถ้ายังไม่ตกลงแบบ เธอก็ยังคำนวณไม่ได้เช่นกันว่าจะต้องใช้ผ้าเท่าไหร่ ต้องได้แบบและเสนอไปที่เทศบาลถ้าทุกส่วนโอเคเธอจะคำนวณผ้าที่ต้องใช้จริงได้“ครับ แล้วตกลงเอื้อไปค้างบ้านน้าฟ้าเหรอ” พิชญะถามในตอนที่เดินมาส่งเธอที่รถ “ใช่” เธอตอบสั้นๆ ขณะที่เปิดประตูรถและก้าวขึ้นไปนั่ง กำลังจะดึงประตูปิดก็ถูกฝ่ามือใหญ่ยกมือกันไว้ “เดี๋ยวครับ แล้วเอื้อได้ช่างหรือยัง” อุษมากลอกตามองบน “ยังไม่มีเวลาหาเลย”“งั้นเดี๋ยวผมหาให้เอง เย็นนี้ผมไปหาเอื้อที่ร้านนะจะได้คุยเรื่องนี้อีกที” เขาว่าแล้วปิดประตูรถให้ อ
คืนนั้นอุษมาโทรคุยกับเพื่อนสนิทคือเมฆ หรือนภธีป์ ลูกชายของเพื่อนอวิกาอีกคน คือนภดาราและพสุ[1]“ถ้าแกกลัวผีที่บ้านน้ามดก็มานอนบ้านฉันก่อนก็ได้นี่เอื้อ ห้องฉันว่างหรือจะไปนอนกับยายพิม[2]ก็ได้” นภธีป์ออกความเห็น ตอนนี้ชายหนุ่มทำงานอยู่ที่กรุงเทพฯ “ช่วงรอช่างทำประตูหน้าต่างใหม่ คงไม่กี่วันหรอก”“ขอบใจนะเมฆ งั้นเดี๋ยวฉันเข้าไปหาน้าฟ้า น้าฟ้าอยู่บ้านปะ” อุษมาถามต่อ“อยู่ แม่อยู่โน่นตลอดแหล่ะ” นภธีป์ตอบก่อนจะวางสายไป อุษมาเก็บของออกจากร้านตรงไปยังรถยนต์ของตัวเอง เธอมีธุระเรื่องงานต้องไปคุยกับไอยเรศ แต่ตั้งใจจะแวะหานภดาราก่อนเพราะว่าอยู่ทางเดียวกันหนึ่งชั่วโมงต่อมา“มาได้เลยลูก ดีเหมือนกันช่วงนี้บ้านน้าก็อยู่กันแค่สองคน น้ากับยายพิม” นภดาราพูด นางรู้อยู่แล้วจากลูกชายที่โทรมาบอกเมื่อสักครู่“ขอบคุณค่ะน้าฟ้า” อุษมายกมือไหว้อย่างขอบคุณ“แต่ว่าบ้านลุงช้างเขาไม่มีผีหรอกลูก มันแค่ดูเงียบเพราะห่างบ้านคนก็ได้” นภดาราแก้ความเข้าใจของหลานสาว ซึ่งเจ้าตัวก็พยักหน้ายอมรับ“อาจจะจริงค่ะ แต่เอื้อก็กลัวอยู่ดี” เรื่องนั้นเธอเข้าใจ เพราะว่าส่วนหนึ่งบ้านของไอยเรศหรือคุ้มเวียงบัว เดิมเป็น







