LOGIN“พูดไม่ออกสินะ เพราะที่ผ่านมาครอบครัวคุณเพียงแค่เข้ามากอบโกย หวังในเงินและทรัพย์สิน รวมทั้งบ้านของพวกเราที่พ่อแม่ทิ้งเอาไว้ให้ต่างหากล่ะ” ชิงเถียนเอ่ยอย่างรู้ทัน จนผิงอันต้องอึ้งไปอีกรอบ
‘นังเด็กนี่มันฉลาดทันคนขึ้นมาตั้งแต่เมื่อไหร่กัน’ ผิงอันคิดอย่างประหลาดใจ
“เกิดอะไรขึ้น ผิงอันจะทำอะไรเถียนเอ๋อน่ะ”
“นั่นสิ เมื่อครู่มีเสียงเอะอะโวยวายอะไรกัน”
“ได้ยินหลันเอ๋อบอกว่า ผิงอันทำร้ายเถียนเอ๋องั้นเหรอ”
“เกิดเรื่องอะไรขึ้น”
“แล้วนั่นหน้าผากเถียนเอ๋อทำไมถึงมีเลือดไหลซึมออกมาแบบนั้น”
เหล่าเพื่อนบ้านที่ชิงหลันเรียกให้มาช่วย พากันกรูมาที่ลานบ้านของสามพี่น้องทันที โดยชิงหลันกลับเข้ามายืนเคียงข้างชิงเถียนแล้ว
“อ่ะ อะไรกัน มาทำไมเยอะแยะเนี่ย” ผิงอันเอ่ยอย่างไม่พอใจ
“เกิดอะไรขึ้น ทำไมมาเอะอะโวยวายกันที่นี่เยอะแยะไปหมด”
ตงฉินที่เลิกงานและรอลูกเมียพาตัวหลานสาวไปส่งมอบให้แก่สือจื่อโม่ตามที่ตกลงกันเอาไว้ หากแต่รอนานแล้วก็ไม่มาสักที
สุดท้ายจึงตัดสินใจกลับมาดูที่บ้าน โดยมีนายท่านสือกับบุตรชายพร้อมลูกน้องอีกสามคนติดตามมาด้วย
“พี่ตงฉิน นังชิงเถียนมันดื้อด้านไม่ยอมไปพบคุณชายสือ” ผิงอันเอ่ยกับสามี ซึ่งเมื่อได้ยินเช่นนั้นก็มีทีท่าหงุดหงิดขัดใจไม่น้อย แต่ก็พยายามทำตัวนิ่งเข้าไว้
“ทุกคน..นี่เป็นเรื่องภายในครอบครัว ทางเราได้ทำการหมั้นหมายเถียนเอ๋อกับคุณชายสือเอาไว้นานแล้ว วันนี้จึงตั้งใจให้ทั้งสองฝ่ายมาพูดคุยเพื่อเตรียมจัดการแต่งงานน่ะ”
“เอาไว้ถึงวันงานแต่งเราจะเชิญทุกคนไปร่วมเลี้ยงฉลองด้วยกัน ตอนนี้กลับไปก่อนเถอะ” ตงฉินเอ่ยกับเหล่าบรรดาเพื่อนบ้านที่มารุมล้อมอยู่นับสิบ
“ไม่นะ หมั้นหมาย แต่งงานอะไรกัน ฉันไม่เคยรู้เรื่องนี้มาก่อนและไม่เคยตอบตกลงอะไรด้วย”
“ที่ป้าพูดกับเจียลี่ก่อนหน้านี้ก็แค่คิดจะขายฉันให้กับสกุลสือเพื่อหวังเงินสินสอด 10,000 หยวนกับข้าวของเครื่องใช้มีค่าราคาแพงเท่านั้นแหละ”
“อ้อ แล้วยังคิดจะยึดบ้านยึดทรัพย์สินเงินทองที่พ่อแม่ของพวกเราทิ้งเอาไว้ให้ด้วย” ชิงเถียนถือโอกาสประจานเรื่องชั่วร้ายที่ครอบครัวตงฉินตั้งใจทำกับเธอสามพี่น้องให้ผู้คนได้รู้โดยทั่วกัน
จนตงฉินกับผิงอันทำหน้าแทบไม่ถูกเพราะคิดไม่ถึงว่าหลานสาวที่เคยทำตัวสงบเสงี่ยมเรียบร้อย อ่อนต่อโลก ไม่ค่อยพูดจาจะเอ่ยแทงใจดำพวกเขาออกมาอย่างรู้เท่าทันกันเช่นนี้
“ไม่จริงอ่ะ เราตกลงหมั้นหมายกับสกุลสือไว้นานแล้ว เถียนเอ๋อหนูก็รู้นี่ ทำไมตอนนี้กลับมางอแงโวยวายกลับคำแบบนี้ล่ะ ใช่ไหมนายท่านสือ คุณชายสือ”
ตงฉินหันไปเอ่ยกับจื่อโม่และนายท่านสือส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือ
“ใช่ เถียนเอ๋อ เรารู้จักกันและตกลงกันว่าเธอจะแต่งให้ฉันหลังเรียนจบมัธยมปลายไม่ใช่เหรอ”
จื่อโม่กล่าวพร้อมตรงเข้ามาหาชิงเถียนหวังคว้าตัวเธอเอาไว้ แต่ชิงเถียนไวกว่ารีบหลบเบี่ยงไปทางอื่นจนจื่อโม่แทบหน้าคว่ำลงไปกับพื้น ยังดีที่ทรงตัวเอาไว้ได้
“รู้จัก ใช่ฉันรู้จักว่าชื่อเสียงนายมันแย่แค่ไหน เป็นอันธพาลชอบรังแกคนที่อ่อนแอกว่า คอยลวนลามผู้หญิงไปทั่วนะสิ”
“คนในหมู่บ้านหยวนจื่อนี้มีใครบ้างล่ะที่ไม่รู้จักนาย” ชิงเถียนกล่าว พร้อมหันไปขอความเห็นจากทุกคนซึ่งพากันตอบรับและพยักหน้าเห็นด้วย
“ในเมื่อฉันรู้จักว่านายเป็นคนยังไงแล้วใครจะไปบ้าตอบตกลงหมั้นหมายและแต่งงานกับนายกัน ฉันไม่ใช่คนโง่นะ”
ชิงเถียนเอ่ยเสริมทันที เพื่อนบ้านต่างเห็นด้วยกับคำพูดนั้น ทำเอาสองลุงป้ากับคนสกุลสือหน้าหงายไปตามๆกัน
“เถียนเอ๋อ ฉันกับป้าแกช่วยกันดูแลแกกับน้องๆมาตลอด ถึงเวลาแล้วที่แกต้องตอบแทนบุญคุณพวกเรานะ”หลังได้ยินคำพูดจากปากหลานสาวที่จู่ๆก็เฉลียวฉลาดปากกล้าขึ้นมาตงฉินก็เถียงอะไรไม่ออก สุดท้ายจึงอ้างบุญคุณขึ้นมาแทน“บุญคุณเลี้ยงดูงั้นเหรอ” ชิงเถียนเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงประชดประชันเสียดสีเต็มที่“ใช่ หลังพ่อแม่แกตายไปพวกฉันก็ช่วยกันดูแลพวกแกสามพี่น้องมาโดยตลอด ไม่ให้พวกแกต้องกลายเป็นเด็กกำพร้าเร่ร่อนยังไงล่ะ”“แกกับน้องๆของแก สมควรสำนึกในบุญคุณนี้นะ” ผิงอันพูดเอาความดีเข้าตัวอีกคน“เร่ร่อนเนี่ยนะ เข้าใจอะไรผิดหรือเปล่า”“หลังพ่อแม่ฉันเสีย พวกคุณก็ย้ายกันมาอยู่ที่บ้านที่พ่อแม่ฉันทิ้งเอาไว้ให้ฉันกับน้อง”“อ้างว่ามาดูแลเอาใจใส่พวกเรา แต่ความจริงแล้วกลับมาเพื่อผลประโยชน์ของตัวเองล้วนๆ”“ยึดเงินชดเชยการเสียชีวิตของพ่อแม่เราไป ใช้งานเราสามพี่น้องสารพัด ส่วนตัวเองกับลูกสาวใช้ชีวิตอย่างสุขสบาย”“จิกหัวเราให้ทำนู่นทำนี่ทุกอย่าง เห็นเราเป็นคน
“พูดไม่ออกสินะ เพราะที่ผ่านมาครอบครัวคุณเพียงแค่เข้ามากอบโกย หวังในเงินและทรัพย์สิน รวมทั้งบ้านของพวกเราที่พ่อแม่ทิ้งเอาไว้ให้ต่างหากล่ะ” ชิงเถียนเอ่ยอย่างรู้ทัน จนผิงอันต้องอึ้งไปอีกรอบ ‘นังเด็กนี่มันฉลาดทันคนขึ้นมาตั้งแต่เมื่อไหร่กัน’ ผิงอันคิดอย่างประหลาดใจ “เกิดอะไรขึ้น ผิงอันจะทำอะไรเถียนเอ๋อน่ะ” “นั่นสิ เมื่อครู่มีเสียงเอะอะโวยวายอะไรกัน” “ได้ยินหลันเอ๋อบอกว่า ผิงอันทำร้ายเถียนเอ๋องั้นเหรอ” “เกิดเรื่องอะไรขึ้น” “แล้วนั่นหน้าผากเถียนเอ๋อทำไมถึงมีเลือดไหลซึมออกมาแบบน
หลังชิงเถียนได้ยินคำพูดที่หลุดออกมาจากปากสองแม่ลูก ซึ่งดูเหมือนร้ายกาจแต่กลับโง่เขลา จึงเอ่ยสวนกลับไปอย่างรู้แจ้ง“ที่แท้พวกคุณคิดขายฉันออกไปให้คุณชายสือ เพื่อหวังสินสอดพวกนี้เองสินะ ช่างเลวจริงๆ” ชิงเถียนเข้าใจอะไรมากขึ้น“ไม่ใช่แบบนั้นเสียหน่อยเถียนเอ๋อ..แกก็รู้นี่ว่าลุงของแกทำงานที่โรงงานทอผ้าสกุลสือพวกเราไม่ควรมีเรื่องบาดหมางใจกับคุณชายสือนะ”ผิงอันเอ่ยอ้างเหตุผลที่ฟังไม่ขึ้นเลยสักนิด“แล้วไง ลุงตงฉินทำงานให้สกุลสือจึงคิดขายหลานสาวเพื่ออนาคตตัวเองงั้นเหรอ”“ใครว่ากัน พวกเราแค่หวังดีเห็นว่าสกุลสือมั่งคั่งร่ำรวยจึงอยากให้เธอแต่งเข้าไปใช้ชีวิตอย่างสุขสบายต่างหากล่ะ” เจียลี่ช่วยพูดเสริม“สุขสบายกับผีนะสิ”“ใครๆในหมู่บ้านหยวนจื่อต่างรู้ดีว่าคุณชายสือนั่นเลวร้ายแค่ไหน ถือว่าบ้านมีฐานะร่ำรวยคอยข่มเหงรังแกคนอื่น โดยเฉพาะหญิงสาว”“ทำตัวกร่างเป็นนักเลง ข่มขู่ ทำร้าย ทั้งยังชอบลวนลามเอาเปรียบผู้หญิงรูปร่างหน้าตาดีไปทั่วบ้านทั่วเมือง”“นี่น่ะเหรอที่พวกคุณเห็นว่าเป็นคนดี ถ้าแบบนั้นก็เชิญไปแต่งเองเถอะ” ชิงเถียนสวนกลับไป
‘เธอคิดฝันมานานแล้ว ว่าอยากอยู่ในโลกยุคสมัยเก่าที่มีธรรมชาติอันงดงาม แสงแดดสาดส่องถึง อากาศที่บริสุทธิ์และแหล่งน้ำใสสะอาด’ ชิงเถียนคิดอย่างพึงพอใจ‘เห็นทีว่าเธอคงต้องจัดการกับครอบครัวร้ายกาจนี้ก่อนเป็นอันดับแรก จึงจะใช้ชีวิตที่นี่ต่อไปให้ดีได้’ในโลกก่อนหน้านี้ซึ่งเป็นยุคหลังการสิ้นโลกไปแล้วครั้งหนึ่ง เต็มไปด้วยสภาพแวดล้อมและอากาศแย่ๆ ผู้คนต้องสวมหน้ากากออกซิเจนเพื่อใช้หายใจยามออกมาภายนอกที่พักอาศัยแตกต่างจากโลกใบใหม่นี้ซึ่งยังเต็มไปด้วยอากาศบริสุทธิ์และธรรมชาติอันงดงาม นับเป็นโชคดีของเธอจริงๆ ที่มีโอกาสทะลุมิติและมาอยู่ในร่างเด็กสาวผู้นี้หากแต่กลับกลายเป็นเคราะห์ร้ายของชิงเถียนคนก่อนที่โดนสองแม่ลูกเล่นงานจนพลังงานหรือวิญญาณตามความเชื่อของยุคสมัย หลุดลอยออกจากร่างไป‘ไม่เป็นไรนะเยว่ชิงเถียนในเมื่อฉันมาอยู่ในร่างนี้แล้ว รับรองว่าฉันจะใช้มันอย่างคุ้มค่าแน่นอน’‘ที่สำคัญฉันจะเป็นคนดูแลน้องชายน้องสาวทั้งสองคนให้เธอเอง พร้อมเอาคืนครอบครัวเห็นแก่ตัวตรงหน้าด้วย’ชิงเถียนคิดพร้อมมองไปยังสองแม่
ชิงเถียนที่เป็นคนสุภาพ อ่อนน้อม ขี้เกรงใจและไม่ค่อยพูดค่อยจาจำต้องเก็บปากสงบคำ เลือกที่จะทำงานพิเศษหารายได้เสริมเพื่อนำเงินมาใช้จ่ายซื้อข้าวของจำเป็นให้น้องๆและตัวเองตั้งใจว่าเมื่ออายุครบ 18 ปี บรรลุนิติภาวะแล้วจะขอดูแลทรัพย์สินเงินทองของพ่อแม่ด้วยตัวเอง ยามนั้นครอบครัวของลุงคงอ้างว่าเธอเป็นเด็กไม่ได้อีกโดยไม่รู้เลยว่าครอบครัวลุงเอาเงินชดเชยของพ่อแม่เธอไปใช้สอยไม่น้อยแล้ว ยังดีที่พวกเขาไม่สามารถแตะต้องเงินกับทรัพย์สินที่พ่อแม่ชิงเถียนฝากเอาไว้ในธนาคารได้เพราะจำเป็นต้องได้รับความยินยอม หรือหนังสือมอบอำนาจจากชิงเถียนก่อน ซึ่งเธอทำทุกทางเพื่อบ่ายเบี่ยงไม่ทำตามที่ครอบครัวลุงต้องการมาโดยตลอดและเรื่องนี้ก็ถูกครอบครัวลุงเธอนำมาใช้เป็นข้ออ้างไม่ให้เงินชิงเถียนกับน้องๆใช้จ่าย เพราะต้องประหยัดอดออม ทำให้ชิงเถียนเองก็ต้องกล้ำกลืนฝืนทนไปจนกว่าตัวเองจะบรรลุนิติภาวะภายในปีหน้านี้แล้ว‘อะไรกัน นี่มันครอบครัวปลิงดูดเลือดชัดๆ มองดูก็รู้ว่าครอบครัวลุงของชิงเถียนเป็นคนไม่ดี หวังเพียงผลประโยชน์จากทรัพย์สินเงินทอง รวมทั้งบ้านที่พ่อแม่ชิงเถียนทิ้งเอาไว้ให้เธอกับน้อง
ณ. บ้านสกุลเยว่ หมู่บ้านหยวนจื่อ ชานเมืองเซี่ยงไฮ้ปี ค.ศ.1984 หญิงสาวอายุ 17 ปี นามว่าเยว่ชิงเถียนถูกป้าสะใภ้กับญาติผู้พี่ผลักล้มลงไปหัวฟาดพื้นจนสลบ“แม่คะ มันตายหรือยังเนี่ย” เยว่เจียลี่ญาติผู้พี่ ลูกสาวลุงแท้ๆของชิงเถียนเอ่ยถามมารดาสุ่นผิงอัน“มันนิ่งไปนานพักใหญ่แล้ว เดี๋ยวแม่เข้าไปดูเอง” ผิงอันตอบบุตรสาวก่อนเดินกล้าๆกลัวๆเข้าไปดูชิงเถียนที่นอนสลบหัวแตกเลือดไหลอยู่บนพื้นตรงลานหน้าบ้านหากแต่ขณะที่ผิงอันเดินเข้าไปหาชิงเถียน จู่ๆเธอก็เริ่มรู้สึกตัวมีการเคลื่อนไหวน้อยๆ ทำให้ผิงอันต้องชะงักเท้าที่กำลังก้าวไปข้างหน้าชั่วขณะ“โอย เจ็บจัง” ชิงเถียนเอ่ยเสียงแผ่วขณะพยายามขยับเขยื้อนตัวและลุกขึ้นมา พร้อมยกมือขึ้นจับศีรษะบริเวณที่เกิดบาดแผลโดยสัญชาตญาณ“อะไรน่ะ เลือด”“โอ๊ยย..เจ็บ” ชิงเถียนเอ่ยขึ้นด้วยรู้สึกเจ็บแปลบตรงบริเวณบาดแผลที่เธอสัมผัสแตะต้องมัน พร้อมก้มหน้าลงมองดูเลือดที่เปรอะเปื้อนมือเธออยู่“แม่ นังนี่ยังไม่ตายล่ะ ถ้างั้นเราพาตัวมันไปให้เถ้าแก่สือกับลูกชายเถอะ” ผิงอันกล่าวกับมารดาที่ถอยกลับมายืนมองดูท่าทีชิงเถียนเคียงข้างบุตรสาว







