ログインจี้หานอีพยักหน้า “ป้าสะใภ้ใหญ่กล่าวได้ถูกต้องแล้ว เรื่องในอดีตก็ปล่อยผ่านไปเถิด เรามาพูดถึงเรื่องในยามนี้กันดีกว่า”“เรื่องการแต่งงานในครั้งนี้ ข้าเคยบอกไปนานแล้วว่าจวนหรงกั๋วกงไม่ได้หวังดี แต่ป้าสะใภ้ใหญ่กลับหาว่าข้าทนเห็นหว่านอวิ๋นได้ดีไม่ได้”“บัดนี้หว่านอวิ๋นหมั้นหมายเรียบร้อยแล้ว ข้าย่อมต้องแสดงความยินดี แต่หากจวนหรงกั๋วกงปรารถนาจะสู่ขอโดยไม่มีเจตนาแอบแฝง และฮูหยินใหญ่สกุลไป๋ก็ชื่นชอบหว่านอวิ๋นจากใจจริง ต่อให้นายท่านสามสกุลไป๋ไม่ถูกปล่อยตัวออกมา มันก็ไม่ได้เกี่ยวอันใดกับน้องหญิงเลย หรือพวกเขายังคิดจะข่มเหงรังแกน้องหญิงเพราะเหตุนี้?”สีหน้าของนางจางพลันแข็งค้างอยู่อย่างนั้น ผ่านไปครู่ใหญ่ถึงได้ดึงกู้หว่านอวิ๋นให้ลุกขึ้น น้ำเสียงเต็มไปด้วยความผิดหวัง “ต่อให้เมื่อก่อนข้าจะเคยทำเรื่องที่ไม่ถูกต้องไปบ้าง แต่ตอนเจ้ายังเด็ก ไม่ทราบข้าดีต่อเจ้าเช่นไร?”จี้หานอีเงยหน้าขึ้นมองนางจางผู้ลุกขึ้นยืน “หากท่านพ่อเกิดเรื่องตั้งแต่ตอนที่ข้ายังเด็ก ป้าสะใภ้ใหญ่ยังจะดีต่อข้าอยู่หรือไม่?”ใบหน้าของนางจางซีดเผือดลง สายตาของจี้หานอีทั้งเย็นชาและห่างเหิน ภายในแววตาอันเรียบเฉยนั้นราวกับมีความสงบนิ่งท
นางจางมองปฏิกิริยาของจี้หานอีด้วยความเหม่อลอย พินิจรอยยิ้มตามมารยาทแต่ก็บอกถึงความห่างเหินบนใบหน้าของอีกฝ่ายรอยยิ้มเช่นนี้กลับทำให้นางจางรู้สึกหนาวเหน็บขึ้นมาในใจ ภาพเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่ตนเองเคยกระทำต่อจี้หานอีพลันฉายชัดขึ้นมาในความทรงจำในชั่วขณะนี้ นางตระหนักอย่างชัดเจนยิ่งกว่าครั้งใดว่าจี้หานอีไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป บัดนี้อีกฝ่ายคือผู้สูงศักดิ์ ตัวนางและสกุลกู้ล้วนต้องอาศัยบารมีนาง ทว่าในอดีตความสัมพันธ์ระหว่างพวกนางทั้งสองกลับไม่สู้ดีนักนางจางพลันรู้สึกกระดากอายพูดอะไรไม่ออกกู้หว่านอวิ๋นที่นั่งอยู่ข้างนางจางเห็นมารดาอึกอักไม่ยอมเอ่ยปากเสียที ก็ทนรอไม่ไหวชิงพูดขึ้นก่อนว่า "งานแต่งของข้ากำหนดวันแน่นอนแล้วเจ้าค่ะ เป็นเดือนหน้า วันนี้พวกเราจึงตั้งใจมาบอกกล่าวให้พี่หญิงทราบไว้"จี้หานอีหันไปมองกู้หว่านอวิ๋น เห็นนัยน์ตาของอีกฝ่ายทอประกายระยิบระยับ แฝงไว้ด้วยความภาคภูมิใจราวกับได้เชิดหน้าชูตาเสียทีแต่ชาติตระกูลของจวนหรงกั๋วกงนั้นไม่ธรรมดาจริง ๆ บุรุษที่กู้หว่านอวิ๋นจะแต่งงานด้วยนับว่าเป็นผู้มีความสามารถโดดเด่น การที่นางจะมีสีหน้าเช่นนี้ย่อมไม่ใช่เรื่องแปลกอันใดจี้หานอีเพียงพยักห
เสิ่นซื่อมองนางอีกครั้ง “ตอนที่บิดาเจ้ายังมีชีวิต เขาลงมืออย่างเด็ดขาดเฉียบคม ทั้งยังมีเล่ห์เหลี่ยมแพรวพราว ไม่เคยเห็นแก่พวกพ้องหรือรับสินบน คอยจัดระเบียบขุนนางให้อยู่ในกรอบ ทุกคดีที่เขาเคยสะสางในศาลต้าหลี่ล้วนต้องล่วงเกินผู้คน แต่คนผู้หนึ่งที่ไร้ซึ่งภูมิหลังและมีชาติกำเนิดต่ำต้อย กลับสามารถจัดการคดีเหล่านั้นสำเร็จลุล่วง เช่นนั้นแล้ว เขาถือเป็นขุนนางผู้มากความสามารถ หรือขุนนางผู้ภักดีกันแน่?”จี้หานอีครุ่นคิดโดยละเอียด “น่าจะเป็นขุนนางผู้มากความสามารถกระมัง”เสิ่นซื่อหลุบตาลง “แต่ตอนที่เขาเกิดเรื่อง กลับไม่มีผู้ใดออกหน้าช่วยเหลือสักคน เช่นนั้นเขาโดดเดี่ยวหรือไม่?”จี้หานอีรู้สึกราวกับได้เผชิญด้วยตนเอง “โดดเดี่ยวเจ้าค่ะ”เสิ่นซื่อกล่าวด้วยเสียงทุ้มต่ำ “การที่บิดาเจ้าเป็นขุนนางผู้โดดเดี่ยวนั้น เป็นเพราะเขาเต็มใจ หรือถูกบีบบังคับให้เป็น? หากยอมคล้อยตามพวกกังฉิน ก็ย่อมเป็นขุนนางผู้ภักดีไม่ได้”“ขุนนางผู้มากความสามารถเมื่อถึงคราวต้องกระทำการ ก็จำต้องสร้างเส้นสาย ขุนนางผู้ภักดีเมื่อถึงคราวต้องปกป้องผู้คน ก็จำต้องรู้จักพลิกแพลงตามสถานการณ์ ขุนนางผู้โดดเดี่ยวเมื่อถึงคราวต้องรักษาชีวิต ก็จ
ตอนที่หารือกัน ฮูหยินผู้เฒ่าก็กล่าวว่าเรื่องนี้ไม่มีทางให้แก้ไขอีกแล้ว การที่ไทเฮาสามารถออกพระราชเสาวนีย์นี้ได้ ย่อมเป็นประสงค์ของฮ่องเต้เช่นกันและฮองเฮาก็เสด็จมาแจ้งข่าวว่า ฮ่องเต้มีรับสั่งว่าการแต่งงานครั้งนี้เหมาะสมกันดั่งกิ่งทองใบหยก การที่ไทเฮาทรงเป็นผู้จัดแจงก็เพื่อผูกไมตรีระหว่างสองตระกูล ฮองเฮาตั้งใจไปขอร้อง แต่ฮ่องเต้กลับไม่ยอมให้เข้าเฝ้าฮ่องเต้นับว่าเป็นปราชญ์กษัตริย์ หลายปีนี้ทรงรักษาสมดุลในราชสำนัก การปกครองดูแลราษฎรก็ล้วนมีผลงานประจักษ์ชัด ทั้งยังขยันขันแข็งในราชกิจ ไม่ลุ่มหลงสตรีในวังหลัง ทว่าฮ่องเต้ก็ต้องทรงให้ความสำคัญกับความสมดุล เมื่ออำนาจของสกุลเสิ่นเริ่มมากขึ้น ต่อให้ฮ่องเต้จะทรงไว้วางพระทัยเพียงใดก็ย่อมเกิดความระแวงเป็นธรรมดา การให้คนจากฝั่งไทเฮาแต่งเข้ามา จึงเป็นเรื่องที่ต้องเกิดขึ้นไม่ช้าก็เร็วเดิมทีเรื่องนี้สมควรตกเป็นของเสิ่นฉางหลิงอย่างเลี่ยงไม่ได้ เขาเป็นถึงหลานชายสายตรงสกุลเสิ่น ซ้ำยังเพิ่งสร้างความดีความชอบ หากให้จับคู่กับซุนเป่าฉยงก็นับว่าเหมาะสมทุกประการแต่บัดนี้ เสิ่นฉางหลิงหมั้นหมายไปแล้ว ในบรรดาลูกหลานสายตรงสกุลเสิ่น ผู้ที่เกิดจากภรรยาเอกและมีอ
เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น ขณะเสิ่นซื่อกำลังจะลุกจากเตียง จี้หานอีก็ดึงแขนเสื้อของเขาไว้พลางถาม "ท่านพี่ ท่านว่าคุณชายสามจะมีโอกาสได้ทำตามใจตนเอง เลือกภรรยาที่เขาต้องการได้สักครั้งหรือไม่?"การเคลื่อนไหวของเสิ่นซื่อชะงักงัน เขาหันกลับมามองจี้หานอีเรือนผมยาวสลวยของจี้หานอีสยายลงมา นางสวมอาภรณ์สีขาวสะอาดตา กำลังยันกายลุกขึ้นนั่ง เรือนผมที่ยาวถึงช่วงเอวทิ้งตัวลงบนผ้าห่มแพรไหม ทรวดทรงอรชร หว่างคิ้วและพวงแก้มยังคงเจือสีแดงเรื่อ นัยน์ตาคู่นั้นสะท้อนแสงเทียนจากนอกม่านเสิ่นซื่อจ้องมองจี้หานอีด้วยแววตาสงบนิ่ง ก่อนตอบเสียงทุ้ม "เจ้าเห็นใจเขาหรือไร?"จี้หานอีชะงักไปเล็กน้อย นางรู้สึกว่านั่นไม่ใช่ความเห็นใจ แต่เพราะในสายตาของนาง หลี่ซู่อวี้ที่รู้จักหาใช่คนดีอันใด ประกอบกับเสิ่นฉางหลิงเองก็ไม่ได้ชอบพอ นางจึงรู้สึกว่าการแต่งงานครั้งนี้ไม่เหมาะสมนักแต่นางก็ไม่เคยบอกเรื่องนี้กับผู้ใด เรื่องของบ้านใหญ่นางย่อมไม่สะดวกสอดมือยุ่งเกี่ยว นางเพียงอยากบอกกับเสิ่นซื่อเท่านั้นนางชะงักไปครู่หนึ่งก่อนส่ายหน้า "ก็ไม่เชิงหรอกเจ้าค่ะ ข้าเพียงได้ยินมาว่าช่วงนี้คุณชายสามอาละวาดหนักทีเดียว"แววตาของเสิ่นซื่อปรากฏแว
จี้หานอีตกใจในการกระทำของเสิ่นซื่อจนสะดุ้งเล็กน้อย นางร้องอุทานแผ่วเบา ก่อนกระชับวงแขนกอดลำคอของเสิ่นซื่อแน่นนางถูกเสิ่นซื่ออุ้มเข้ามาในห้องหนังสือ แล้วเขาก็ยกตัวนางขึ้นไปวางลงบนโต๊ะหนังสือจี้หานอีคิดขยับตัวลงมา แต่เพียงครู่เดียวก็ถูกเสิ่นซื่อกดเอวไว้ เบื้องหน้าคือร่างสูงใหญ่ของเขาที่โน้มลงมาทาบทับสุ้มเสียงทุ้มต่ำที่แฝงความเย้ายวนดังแว่วเข้าหู “หานอี ทำกันตรงนี้เถิด เจ้าว่าอย่างไร”จี้หานอีรู้ดีว่าตนเองไม่อาจปฏิเสธ แต่ไหนแต่ไรมาเสิ่นซื่อก็เป็นคนเผด็จการและเอาแต่ใจนัก ต่อให้นางบอกว่าไม่ยินยอม เขาก็จะทำเป็นหูทวนลม และดึงดันกระทำในสิ่งที่ตนเองปรารถนาต่อไปอยู่ดีอาภรณ์ในฤดูร้อนนั้นบางเบายิ่ง เรือนผมยาวสยายของจี้หานอีหลังอาบน้ำถูกเกล้าไว้หลวม ๆ เพียงประดับด้วยปิ่นหยกยาวที่ปักเฉียงไว้ ก็แผ่กลิ่นอายเย้ายวนอันสั่นคลอนจิตใจผู้คนแล้วสาบเสื้อถูกปลดเปลื้อง อาภรณ์หลุดลุ่ยลงมาจรดหัวไหล่ เผยให้เห็นผิวพรรณขาวผ่องเนียนละเอียดภายใต้แสงสลัว เสิ่นซื่อทอดสายตามองเรือนร่างอันบอบบางล้ำค่าดุจหยกเนื้อดีของจี้หานอีอย่างทะนุถนอม เขาเอื้อมมือไปลูบไล้สัมผัส ก่อนก้มหน้าลงประทับจูบดูดดื่มกับริมฝีปากจิ้มลิ้







