เข้าสู่ระบบคำตอบนี้ของเสิ่นซื่อนับว่าเปิดเผยมากแล้วเขายอมรับว่ารักนาง แต่เริ่มรักตั้งแต่เมื่อใด เขาเองก็ไม่รู้ กว่าจะรู้ตัวความรู้สึกนั้นก็ฝังอยู่ในใจไปนานแล้วอย่างน้อย เสิ่นซื่อในวัยเยาว์ก็เคยคิดว่าในโลกนี้ไม่มีผู้ใดที่หาคนมาแทนไม่ได้ ต่อให้เสียจี้หานอีไป เขาก็ยังใช้ชีวิตต่อได้โดยไม่เดือดร้อนอันใดทว่าสิ่งที่เขาจำต้องยอมรับก็คือ เขาลืมนางไม่ได้ และไม่มีผู้ใดทดแทนความหวั่นไหวที่เขาเพิ่งมาตระหนักรู้ในภายหลังได้เลยเขายังต้องยอมรับด้วยว่า ขอเพียงจี้หานอีกระดิกนิ้วเรียกสักนิด เขาก็ยังคงเป็นของนางเสมอ เรื่องนี้ไม่เคยเปลี่ยนแปลงจี้หานอีไม่ถึงกับพอใจคำตอบนี้นัก แต่การง้างปากเสิ่นซื่อให้พูดออกมาได้ถึงเพียงนี้ก็ไม่ง่ายแล้วนางจึงรู้จักพอ อย่างน้อยเสิ่นซื่อก็ยอมรับว่ารักนางนางถามอีกว่า “ท่านพี่รักข้ามากเพียงใดหรือ?”เสิ่นซื่อเลิกคิ้ว วางปลายนิ้วหัวแม่มือลงข้างหางตานาง “รักมากเพียงใด ไม่มีสิ่งใดใช้วัดได้หรอก”“ยิ่งเจ้าอยู่ข้างกายข้านานเท่าใด เจ้าก็จะยิ่งเข้าใจขึ้นเท่านั้น”อันที่จริงคำมั่นในถ้อยคำนี้กลับมีน้ำหนักยิ่งกว่า เป็นความรักที่ค่อย ๆ สั่งสมอย่างเงียบงัน หนักแน่นขึ้นทุกวัน จนเปี่ยมล้นอ
คำพูดของเสิ่นซื่อนั้น แทบไม่ต่างจากการแจกแจงความผิดของจี้หานอีทีละข้อแต่เสิ่นซื่อไม่เคยใช้ผ้าหุ้มเข่า ส่วนเสื้อคลุมนั้น แต่ละปีมีคนส่งหนังสัตว์ชั้นดีมาให้นับไม่ถ้วน มากเสียจนมีเสื้อคลุมหลายตัวที่เขาไม่เคยสวม จี้หานอีจึงไม่ได้ใส่ใจเรื่องนี้แต่พอคิดดูอีกที ทั้งเห็นเขาแจกแจงความผิดของนางได้อย่างคล่องปาก เกรงว่าคงจดจำไว้ในใจมานานแล้ว เพียงแต่ไม่เคยพูดออกมาก็เท่านั้นจี้หานอีรู้สึกอยากหัวเราะเล็กน้อย สุดท้ายคนเย็นชาอย่างเสิ่นซื่อก็ยังเก็บเรื่องพวกนี้มาใส่ใจ นางจึงอดยิ้มจนตาหยีไม่ได้เสิ่นซื่อเห็นจี้หานอียิ้มก็เลิกคิ้ว เอื้อมมือดึงนางเข้ามาแนบอก ยามนี้นางยิ่งไม่เกรงกลัวเขาขึ้นทุกวัน หากผู้ใต้บังคับบัญชาเห็นสีหน้าเช่นนี้ของเขา ล้วนต้องหวาดหวั่นจนตัวสั่น แต่นางกลับยังหัวเราะออกมาได้เขาก้มมองคนในอ้อมแขน รอยยิ้มนั้นงดงามนัก นางหัวเราะจนร่างสั่นไหวอยู่ในอ้อมกอดดุจกิ่งบุปผาต้องลม ร่างกายที่ไม่ได้ใกล้ชิดนางมานานพลันร้อนรุ่มขึ้นอีกระลอก เขาจึงยิ่งกระชับอ้อมแขนกอดนางแน่นกว่าเดิมจี้หานอีรู้สึกว่าเสิ่นซื่อยามหึงหวงช่างแปลกใหม่สำหรับนางนักนางกล่าวพลางคลี่ยิ้ม “ดูท่าคงเป็นความผิดของข้าเอง แต่
จี้หานอีจะกินได้ดีขึ้นก็เฉพาะช่วงค่ำเท่านั้น เสิ่นซื่อรู้ดีว่านางชอบอะไร อาหารบนโต๊ะจึงเป็นของที่นางชอบกินแทบทั้งหมดจี้หานอีกินอย่างอิ่มเอมใจ ช่วงเช้านางแทบไม่ได้กินอะไร มีเพียงตอนค่ำจึงจะกินได้เต็มที่สักหน่อยคืนนั้นก่อนเข้านอน จี้หานอีก็มานั่งเลือกผ้าอยู่บนตั่งหลัวฮั่นหลังอาบน้ำเสร็จช่วงหลายวันนี้นางค่อนข้างว่าง ด้วยเรื่องในครัวมีนางชุยดูแล เรื่องไปมาหาสู่กับจวนอื่นมีบ่าวอาวุโสจางจัดการ ส่วนเรื่องไร่นาก็ยังมีเฉินฝูเป็นผู้ช่วยที่ไว้ใจได้อีกทั้งเวลานี้พ้นช่วงส่งผลผลิตประจำปีแล้ว งานทางไร่นาจึงมีไม่มากนักก่อนหน้านี้ตอนงานยุ่ง นางก็อยากมีเวลาว่างมากหน่อย แต่พอว่างขึ้นมาจริง ๆ กลับรู้สึกว่าอยู่นิ่งไม่ได้ จึงคิดเย็บเสื้อตัวเล็ก ๆ ให้ลูกสักสองสามตัวหรือไม่ก็รองเท้าคู่เล็ก ๆ สักสองสามคู่จี้หานอีไม่เคยทำของชิ้นเล็กเช่นนี้มาก่อน ตั้งใจว่าจะค่อย ๆ เรียนจากแม่นมฟาง ยามนี้กำลังเลือกอยู่ว่าจะใช้ผ้าชนิดใด ประจวบกับเสิ่นซื่ออยู่ด้วยพอดี จึงถือโอกาสถามเขาว่าสีใดสวยบ้างเสิ่นซื่อนั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามจี้หานอี ครั้นนางถาม เขาก็ชี้ไปที่ผ้าสีน้ำเงินส่ง ๆ ผืนหนึ่งจี้หานอีรู้สึกว่าสีนี้ไม่สวย
“พูดเช่นนั้นได้อย่างไร เขาถึงกับถือสาเด็กคนหนึ่งเชียวหรือ”“ความทุกข์ใจเหล่านี้ข้าจะไประบายกับผู้ใด ครั้นบอกแม่สามีสุดท้ายก็มีแต่จะถูกตำหนิว่าข้าไม่ได้เรื่องเองเท่านั้น”เมื่อนางชุยกล่าวจบ ก็ก้มหน้าร้องไห้อีกครั้งนับตั้งแต่จี้หานอีรับฟังนางชุยร้องไห้ปรับทุกข์เมื่อคราวก่อน อีกฝ่ายก็มักมาร้องไห้กับนางอยู่บ่อย ๆ กล่าวตามตรง เสิ่นฉางชินทำไม่ถูกจริง ๆ นางชุยหาได้น้อยใจอย่างไร้เหตุผลไม่ต้นตอของเรื่องอยู่ที่นางไป๋ ทั้งภาระหน้าที่ที่นางไป๋ในฐานะแม่สามีควรรับผิดชอบ และการไม่ยอมจัดการเรื่องราวของเสิ่นฉางชิน ทั้งหมดจึงตกหนักอยู่บนบ่าของนางชุย ทำให้ชีวิตนางยิ่งลำบากนักจี้หานอีเองก็ไม่อาจแนะนำให้นางชุยหย่าร้าง กล่าวตามตรง หากนางชุยตัดสินใจเช่นนั้นจริง จี้หานอีย่อมสนับสนุนเต็มที่ แต่ถ้อยคำนี้ไม่ควรออกจากปากนางตอนเสิ่นซื่อเข้ามา เขาเห็นนางชุยกำลังร้องไห้อยู่ในอ้อมกอดจี้หานอี เสียงฝีเท้าที่เดินเข้าไปทำให้นางชุยสะดุ้งโหยง รีบผละจากอ้อมกอดจี้หานอี ด้วยรู้สึกอับอายจึงรีบร้อนกล่าวขอตัวเสิ่นซื่อโอบจี้หานอีเข้ามาในอ้อมกอดอย่างเป็นธรรมชาติ จากนั้นจึงสั่งให้ผู้ติดตามนำกล่องที่ถือมาวางบนโต๊ะแล้วเปิ
ในช่วงหลายวันหลังจากนั้น จี้หานอีก็พักผ่อนเพื่อบำรุงครรภ์อย่างสงบใจ เรื่องจิปาถะทั้งหลายล้วนจัดการอยู่ภายในห้องแม่นมฟางเป็นคนมีความสามารถยิ่ง เรื่องที่จี้หานอีสั่งการลงไป นางล้วนจัดการได้เรียบร้อยดี บางครั้งนางชุยก็แวะมาที่ห้องของจี้หานอีเพื่อสอบถามเรื่องในครัวนางไป๋เองก็ไม่เข้ามาก้าวก่ายจริง ๆ มอบให้นางชุยจัดการทั้งหมด และทุกครั้งที่นางชุยมาสอบถาม จี้หานอีก็คอยสอนงานให้ด้วยความตั้งใจนางชุยมองจี้หานอีอย่างนับถือยิ่งก่อนกล่าวว่า “ในอดีตท่านอาสะใภ้ห้าไม่เคยดูแลจวนมาก่อน แต่กลับจัดการได้ดีถึงเพียงนี้ เทียบกับท่านแล้ว ข้าย่อมละอายใจนักเจ้าค่ะ”จี้หานอีตอบกลับไป “ความจริงเจ้าก็ทำได้ดีเช่นกัน เพียงแต่ข้าเป็นคนวางกฎระเบียบในครัว หลายอย่างเจ้ายังไม่เข้าใจ จึงรู้สึกว่าไม่คุ้นมือ ทำให้ตัดสินใจไม่ถูกในหลายเรื่อง”“หากเจ้าเป็นผู้ดูแลครัวมาตั้งแต่แรก เจ้าก็ต้องทำได้ดีแน่นอน”นางชุยมองจี้หานอีด้วยความซาบซึ้ง เวลาอยู่ต่อหน้านางไป๋ ขอเพียงมีเรื่องใดทำได้ไม่ดี แม่สามีก็จะดุด่านางอย่างไม่ไว้หน้า เห็นว่าเป็นเพราะนางไม่ได้เรื่องแต่ท่านอาสะใภ้ห้ากลับไม่เป็นเช่นนั้น แม้เพิ่งเข้ามาดูแลได้ไม่กี่วัน
ความจริงนางปรารถนาให้จวนหย่งชิงโหวถูกตัดสินโทษยิ่งกว่าผู้ใดปรารถนาให้เฉิงฉงตกตายยิ่งกว่าผู้ใดที่นางแสร้งคล้อยตามไทเฮา คอยถ่วงเวลาด้วยการกราบทูลว่ากำลังหาหนทาง ก็เพราะอยากให้ไทเฮาฝากความหวังทั้งหมดไว้กับนาง ด้วยเกรงว่าไทเฮาจะข้ามนางไปหาวิธีอื่นเล่นงานสกุลเสิ่น ทำให้คดีของจวนหย่งชิงโหวยืดเยื้อออกไปบัดนี้นางจึงโล่งใจ เฉิงฉงทำลายชีวิตนาง และในที่สุด นางก็ได้แก้แค้นแล้วต่อให้ไทเฮาข่มขู่นางอีก ไม่ว่าอย่างไรนางก็แก้แค้นสำเร็จแล้วยามนั้นสายลมระลอกหนึ่งพัดผ่านมา กลีบดอกท้อร่วงโรย ซุนเป่าฉยงยื่นมือรับไว้ดอกหนึ่ง ขอบตาพลันแดงเรื่อขึ้นเล็กน้อยนางไม่ได้หันกลับไป ไม่ได้มองเสิ่นหยวนฮั่นสักครั้ง นางเข้าใจเรื่องราวกระจ่างเสมอมา การเอาอกเอาใจที่ผ่านมา ก็เป็นเพียงสิ่งที่นางแสดงให้คนของไทเฮาซึ่งอยู่ข้างกายเห็นเท่านั้นยามนี้ นางไม่รู้ว่าตนยังจะเป็นตัวของตัวเองอีกหรือไม่สิ่งที่นางปรารถนาก็เพียงชีวิตสมรสอันผาสุก อยากอยู่กับสามีอย่างรักใคร่ให้เกียรติกัน ไม่เคยคิดอยากเป็นหมากของผู้ใดเสิ่นหยวนฮั่นเห็นซุนเป่าฉยงยืนนิ่งอยู่นาน สุดท้ายก็อดเดินเข้าไปหาไม่ได้พอเดินมาถึงข้างกาย เสิ่นหยวนฮั่นก็ขมวด







