LOGINหลังจากเข่อซินออกจากบ้านมาแล้ว เธอก็ตรงไปทำงานพาร์ทไทม์ที่ร้านคอฟฟี่ช็อปซึ่งอยู่ในตัวเมืองเซี่ยงไฮ้ไม่ห่างจากมหาลัยเซี่ยงไฮ้ที่เธอเพิ่งจะสอบติดมากนัก
‘เห็นที เราคงต้องตัดสินใจทำอะไรบางอย่างแล้ว พรุ่งนี้นายท่านหวังอะไรนั่นจะมาที่บ้านเพื่อพูดคุยเรื่องการแต่งงาน หลินเยว่ที่รู้อยู่แล้วว่าเราไม่ยอมแต่งงานต้องวางแผนอะไรเตรียมเอาไว้แน่” เข่อซินคิดขณะที่มือก็ถูพื้นทำความสะอาดคอฟฟี่ช็อปเพื่อเตรียมเปิดร้านไปด้วย
เข่อซินต้องทำงานพาร์ทไทม์หาเงินเพิ่มเติมเนื่องจากที่บ้านสกุลจางไม่ได้ให้เงินเธอใช้จ่ายมากเพียงพอที่จะเอาไปซื้อหนังสือ อุปกรณ์การเรียนอะไรด้วยซ้ำ พอเธอไปพูดขอกับพ่อเธอเองโดยตรง พ่อเธอก็บอกปัดไปให้หลินเยว่แม่เลี้ยงเธอตลอด และแน่นอนว่าหลินเยว่ทำท่ายึกยักบ่ายเบี่ยงผัดผ่อนไปเรื่อยจนสุดท้ายก็ไม่ได้ให้เงินเธอมาเลยสักหยวน เธอจึงต้องไปทำงานหาเงินมาเพื่อซื้อข้าวของเครื่องใช้จำเป็นด้วยตัวเอง
‘ยังดีที่ผ่านมาเธอขยันขันแข็งตั้งใจเรียนจึงได้เงินทุนเพื่อการศึกษามาเป็นค่าเล่าเรียนและมีเงินพอจับจ่ายใช้สอยได้บ้าง แต่เธอไม่คิดว่าตัวเองจะสามารถทนอยู่ในบ้านที่มีพ่อลำเอียงกับมีแม่เลี้ยงและลูกสาวต่างแม่ที่คอยกลั่นแกล้งรังแกเธอสารพัดไปได้ตลอด เธอจึงตั้งใจทำงานหนักเพื่อเก็บเงินไปใช้ชีวิตอยู่ด้วยตัวเอง ครั้งนี้คงถึงเวลาแล้วที่เธอจะตัดขาดจากครอบครัวแย่ๆแบบนี้เสียที’ เข่อซินคิดอย่างมุ่งมั่น
วันต่อมาขณะที่เข่อซินกำลังนั่งเขียนอะไรเพลินอยู่ในห้องนอนของเธอ จื่อรุ่ยก็มาเคาะประตูห้อง
“ซินซิน ฉันขอเข้าไปหน่อยสิ” จื่อรุ่ยเคาะประตูเรียก
“เชิญ”
“ซินซิน ทำอะไรอยู่งั้นเหรอ” จื่อรุ่ยเอ่ยถาม ขณะที่ในมือถือแก้วน้ำส้มมาด้วยแก้วหนึ่ง
“ฉันเขียนตารางงานของฉันอยู่ เธอมีธุระอะไรก็พูดมาเถอะ”
“ไม่มีอะไรหรอก พอดีคุณแม่ให้ฉันเอาน้ำส้มคั้นสดใหม่ๆมาให้เธอน่ะ ฉันเองชิมแล้วรสชาติหวานอร่อยดีทีเดียวเธอลองดื่มดูสิสดชื่นมากเลยล่ะ”
“ฉันเพิ่งรู้นะว่าพวกเธอสองแม่ลูกมีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่แบบนี้ด้วย” เข่อซินกล่าว
‘ตลอดเวลาที่ผ่านมาแม้นแต่อาหารในแต่ละมื้อ เธอก็ต้องหากินเอาเองทุกมื้อ ขนาดว่าบ้านเธอมีแม่บ้านคอยทำอาหารให้อยู่แล้ว แต่สองแม่ลูกมักอ้างว่ามันเป็นอาหารที่ทำขึ้นมาเพื่อสุขภาพของเธอกับจื่อรุ่ยโดยเฉพาะไม่เหมาะที่เข่อซินจะกิน จึงให้เธอไปหากินเอาเอง ซึ่งดีที่ป้าแม่บ้านยังเป็นคนเก่าคนแก่ที่รับใช้บ้านสกุลจางมาตั้งแต่สมัยที่แม่เธอยังอยู่จึงคอยทำอาหารแบ่งเอาไว้ให้เธอเป็นประจำอยู่แล้ว แม้นจะไม่ได้ใช้วัตถุดิบชั้นเลิศอย่างที่สองแม่ลูกสั่งซื้อมาโดยเฉพาะสำหรับตัวเอง แต่ก็นับว่ามีคุณค่าทางอาหารครบถ้วนและช่วยเธอประหยัดค่าใช้จ่ายได้ไม่น้อย’ จื่อรุ่ยคิดถึงชีวิตของเธอที่ผ่านมาและไม่เชื่อว่าสองแม่ลูกทำอะไรโดยไม่หวังผล
“เธอเอาแก้ววางเอาไว้เถอะเดี๋ยวฉันกินเอง” เข่อซินหันมากล่าวกับจื่อรุ่ยที่ยืนมองเธออยู่ตรงประตู
“อย่าวางเอาไว้เลย เดี๋ยวมันจะเสียรสชาติหมด เธอรีบดื่มเถอะ ฉันเองจะได้ช่วยเอาแก้วลงไปเก็บด้วย” จื่อรุ่ยบอกพร้อมนำแก้วน้ำส้มในมือมายื่นให้กับเข่อซินที่โต๊ะหนังสือ
“จื่อรุ่ย ทำไมต้องมารบเร้าให้ฉันดื่มด้วย ฉันยังไม่อยากดื่มวางไว้บนโต๊ะนั่นแหละ”
“เปล่านะ ฉันไม่ได้รบเร้าอะไรเสียหน่อย ถ้าเธอไม่อยากดื่มก็ตามใจเถอะ งั้นฉันวางเอาไว้ตรงนี้แล้วกัน” จื่อรุ่ยกลัวมีพิรุธสุดท้ายจึงตัดสินใจวางแก้วน้ำส้มเอาไว้แล้วหันกลับออกไป
“อะไรนะ นังเข่อซินนั่นยังไม่ยอมดื่มงั้นเหรอ หรือลูกทำท่าทางมีพิรุธอะไรหรือเปล่า” หลินเยว่ถามบุตรสาวซึ่งเดินลงมารายงานเธอ
“หนูเปล่าทำอะไรให้มันสงสัยนะคะแม่ เพราะหนูกลัวมีพิรุธก็เลยยอมวางแก้วน้ำส้มเอาไว้บนโต๊ะก่อนจะเดินลงมานี่แหละค่ะ” จื่อรุ่ยบอก หลินเยว่ทำท่าคิดนิดหนึ่งสุดท้ายก็วางแผนต่อ
“เราจะใจเย็นไม่ได้ ต้องรีบให้มันดื่มก่อนที่คุณพ่อจะกลับมา ที่สำคัญนายท่านหวังเองก็กำลังจะมาถึงแล้วด้วยพวกเรารอช้ากว่านี้ไม่ได้แล้ว”
“งั้นเราจะทำยังไงดีล่ะคะแม่”
“เดี๋ยวลูกถือคุกกี้นี่แล้วก็แก้วน้ำส้มของตัวเองขึ้นไปให้มัน จากนั้นก็ชวนมันคุยดื่มน้ำส้มให้มันดูต่อหน้ามันจะได้วางใจแล้วดื่มตาม คราวนี้มันก็จะได้ดื่มน้ำที่จะพามันขึ้นสวรรค์ชั้นเซียนไปด้วยกันพร้อมกับนายท่านหวังยังไงล่ะ ฮ่าฮ๋าฮ่า” หลินเยว่เอ่ยพร้อมหัวเราะออกมา สีหน้าแววตาชั่วร้ายยิ่งนัก
“โห คุณแม่นี่ฉลาดจังเลยค่ะ” จื่อรุ่ยเอ่ยอย่างนับถือในความฉลาดของผู้เป็นแม่ โดยไม่รู้เลยว่าเข่อซินกำลังแอบฟังพวกเขาสองคนพูดคุยกันอยู่
‘คิดแล้วเชียวว่าสองแม่ลูกนี่ไม่มีทางหวังดีอะไรกับเธอแน่’ เข่อซินคิดก่อนเตรียมพร้อมขึ้นไปรับสถานการณ์ในห้อง
“เข่อซินคุณแม่ให้ฉันเอาคุกกี้ขึ้นมาให้ ฉันก็เลยถือโอกาสมาชวนเธอคุยแล้วทานของว่างไปด้วยเลย” จื่อรุ่ยเดินเข้ามาในห้องพร้อมวางจานคุกกี้และถือแก้วน้ำส้มของตัวเองมาด้วย
“งั้นเหรอ ขอบใจนะ” เข่อซินที่นั่งอยู่ตรงโต๊ะหนังสือกล่าวขอบคุณ ก่อนจะลุกขึ้นมาแล้วทำท่าทีชะเง้อมองออกไปนอกหน้าต่าง
“เอ๊ะ ผู้ชายคนนั้นเป็นใครกันรูปร่างหน้าตาดีมากทีเดียว” เข่อซินเอ่ยพร้อมชะโงกหน้าออกไปดูนอกหน้าต่างอีกครั้ง
“ไหน..ผู้ชายที่ไหน หน้าตาดีด้วยงั้นเหรอ” จื่อรุ่ยสนใจขึ้นมาทันที เธอวางแก้วน้ำส้มของตัวเองลงที่โต๊ะไม่ห่างจากแก้วของเข่อซินนักแล้วรีบตามมาดูชายหนุ่มหล่อเหลาที่เข่อซินบอกอย่างกระตือรือร้น
“นั่นไง เดินไปทางด้านนั้นแล้ว” เข่อซินเอ่ยพร้อมชี้ไม้ชี้มือไปมั่วๆ แต่จื่อรุ่ยก็มองตามพยายามมองหาไปทั่ว
“เข้าไปในบ้านนั้นแล้วมั๊ง เธอรอดูแล้วกัน แป๊บหนึ่งนะ” เข่อซินกล่าวก่อนจะกลับไปที่โต๊ะแล้วรีบสลับสับเปลี่ยนแก้วของเธอกับจื่อรุ่ยทันที
“ไม่เห็นมีเลย เธอตาฝาดหรือเปล่าเนี่ย” จื่อรุ่ยโวยวาย
“เปล่านะ ฉันเห็นจริงๆ สงสัยเขาคงเดินเข้าไปในบ้านแล้วล่ะ”
“คุกกี้นี่อร่อยดีนะ น้ำส้มนี่ด้วย” เข่อซินกล่าวพร้อมดื่มน้ำส้มในแก้วที่สับเปลี่ยนแล้วลงไป จื่อรุ่ยเห็นดังนั้นก็ตาเป็นประกายด้วยความพอใจทันทีที่แผนของเธอกับแม่สำเร็จ ก่อนจะเดินมาหยิบแก้วน้ำส้มของตัวเองดื่มตามลงไปบ้าง
“อืม อร่อยสดชื่นดีจัง งั้นฉันไม่รบกวนเธอแล้วนะขอตัวก่อนล่ะ” จื่อรุ่ยกล่าวอย่างอารมณ์ดีและหันหลังเดินกลับออกไป
“เอ๊ะ เดี๋ยวสิ ผู้ชายนั่นเดินออกมาแล้ว” เข่อซินทำทีเป็นชะโงกหน้าออกไปดูนอกหน้าต่างต่อ
“ไหนไหน ขอดูหน่อยสิว่าหล่อแค่ไหน” จื่อรุ่ยสนใจรีบกลับเข้ามาในห้องทันที
“นั่นไง เห็นหลังไวๆมั๊ยเดินไปที่สวนสาธารณะแล้ว” เข่อซินทำเป็นชี้ไม้ชี้มือหลอกล่อให้จื่อรุ่ยชะเง้อคอหาหนุ่มหล่อที่เธอสมมุติขึ้น
“ไม่เห็นมีเลยอ่ะ เอ๊ะ..ทำไมจู่ๆฉันถึงมึนหัวแบบนี้ล่ะ” จื่อรุ่ยกล่าว ดูเหมือนว่ายาที่แม่ของเธอใส่ลงไปในแก้วน้ำส้มให้เข่อซินดื่มจะเริ่มออกฤทธิ์แล้ว
“เป็นอะไรน่ะจื่อรุ่ย เดี๋ยวฉันไปตามน้าหลินเยว่มาให้นะ เธอไปนั่งพักที่เตียงก่อนเถอะ” เข่อซินบอกพร้อมพยุงจื่อรุ่ยไปนั่งที่เตียง ก่อนจะรีบคว้ากระเป๋าเป้ที่มีของสำคัญจัดเตรียมเอาไว้นานแล้วสะพายขึ้นบ่า
‘จื่อรุ่ย ถ้าแม่ของเธอยังพอมีคุณธรรมอยู่บ้าง บางทีเธออาจจะรอดพ้นในสิ่งที่พวกเธอต้องการให้ฉันเจอก็ได้ แต่ถ้าฉันคิดหวังมากไปก็โทษตัวเองกับแม่เธอก็แล้วกันนะ หรือไม่เธออาจจะนึกขอบคุณฉันก็ได้ถ้าการแต่งงานกับนายท่านหวังนั่นมันมีความสุขและดีจริงอย่างที่แม่เธอบอกน่ะ’ เข่อซินหันไปมองจื่อรุ่ยที่มีท่าทีมึนงงอยู่ที่เตียงครู่หนึ่งก่อนจะ ตัดสินใจเดินออกไปโดยไม่รอช้าอีก
นายท่านหวังมาแล้วหรือคะ ดีเลย..เข่อซินรออยู่บนห้องนานแล้วละค่ะ” หลินเยว่ออกไปต้อนรับนายท่านหวังที่เพิ่งจะเดินทางมาถึงบ้านสกุลจาง
“บนห้องงั้นเหรอ ผมขึ้นไปได้เลยงั้นเหรอ” นายท่านหวังเอ่ยถามหลินเยว่นัยน์ตาเป็นประกาย
“ได้สิคะ คนกันเองทั้งนั้นจะเกรงใจกันไปทำไม เชิญค่ะเดี๋ยวฉันพาขึ้นไปเอง” หลินเยว่รีบอาสาทันที
“ป้าเจิ้งมาทำอะไรตรงนี้เนี่ยทำไมไม่ไปอยู่ในครัวเตรียมอาหารต้อนรับแขก” หลินเยว่เอ่ยเมื่อเห็นป้าเจิ้งคนเก่าคนแก่มาทำท่ารีๆรอๆอยู่ตรงประตูห้องของเข่อซิน
“คือ..คุณจื่อรุ่ยเรียกให้ดิฉันมาเก็บจานขนมกับแก้วเปล่าที่ห้องคุณหนูเข่อซินน่ะค่ะคุณนาย” ป้าเจิ้งเอ่ยตอบตามที่เข่อซินบอกเธอเอาไว้ สุดท้ายก่อนที่เข่อซินจะออกจากบ้านไป เธอก็อดใจอ่อนสงสารจื่อรุ่ยไม่ได้จึงบอกเรื่องราวคร่าวๆกับป้าเจิ้งให้มาขัดขวางในเรื่องที่หลินเยว่วางแผนเอาไว้กับเธอโดยไม่รู้ว่าตอนนี้ผู้ที่อยู่ในห้องเป็นลูกสาวตัวเองไม่ใช่จางเข่อซินที่จงเกลียดจงชังนักหนา
“ไม่ต้อง จะไปไหนก็ไปเลยไป เดี๋ยวทางนี้ฉันดูแลเอง” หลินเยว่กล่าวเสียงดุ
“แต่ว่า คุณหนูจื่อรุ่ย..” ป้าเจิ้งจะเอ่ยค้านแต่หลินเยว่ขัดขึ้นมาอีก
“บอกให้ไปไง ถ้ายังอยู่ต่อฉันจะไล่แกออกฐานขัดคำสั่ง” หลินเยว่เอ่ยเสียงเข้ม ป้าเจิ้งทำท่าลังเลลำบากใจ แต่ด้วยสายตาและคำพูดของหลินเยว่ เธอจึงคิดว่าอย่างน้อยหลินเยว่น่าจะเข้าไปดูในห้องของเข่อซินสักหน่อย ป้าเจิ้งจึงตัดสินใจเดินจากไป
“นายท่านหวัง คราวนี้ไม่มีใครมาขัดขวางแล้วรีบเข้าไปหาเข่อซินเถอะค่ะ เธอรอนานแล้ว เชิญตามสบายนะคะ” หลินเยว่เอ่ยยิ้มแย้ม ก่อนจะปล่อยให้นายท่านหวังผลักประตูเข้าไปด้านใน โดยที่เธอไม่คิดจะเหลือบแลดูเลยสักนิด
‘ฮึฮึ นังเข่อซิน ต่อไปนี้แกจะได้ไม่ต้องมาอยู่คอยขวางหูขวางตาฉันอีก แต่นับว่าแกยังโชคดีนะที่ได้เป็นเมียเศรษฐีที่ร่ำรวยอย่างนายท่านหวัง ถึงจะแก่ไปสักหน่อยแล้วก็มีเมียเยอะแยะมากมายไปทั่วเมืองก็เถอะ’ หลินเยว่คิดอย่างสะใจพร้อมยืนจ้องมองอยู่หน้าห้องเข่อซินอีกพักหนึ่งพร้อมรอยยิ้ม ก่อนจะเดินลงไปข้างล่างรอเวลาให้นายท่านจางกลับมาพบเรื่องงามหน้าในบ้าน
หลังจากฮันนีมูนที่ยูนนาน ท่องเที่ยวไปในเมืองสวยๆจนพอใจราวสองอาทิตย์ก็ถึงเวลาที่หลีเหว่ยกับลู่หลินจะกลับมาหาลูกชายสองคนซึ่งผลัดกันอยู่ที่บ้านสกุลเมิ่งและบ้านสกุลเสิ่นคนละหนึ่งสัปดาห์แล้ว ลี่หยางทำหน้าที่ไปรับห่าวหรานและหลิวเหว่ยกลับจากบ้านสกุลเสิ่นเพราะก่อนหน้านี้พวกเขาไปพักที่บ้านสกุลเมิ่งมาแล้ว เมื่อกลับมาถึงบ้านริมน้ำของตัวเองก็พบว่าพ่อกับแม่ของพวกเขากลับมาจากการฮันนีมูนพร้อมทำมื้อเย็นให้ทุกคนรวมทั้งลี่หยางรออยู่ก่อนแล้ว “สวัสดีครับพ่อ สวัสดีครับแม่ เป็นยังไงบ้างไปฮันนีมูนรอบนี้สนุกไหมครับ” หลิวเหว่ยเอ่ยถามลู่หลินกับหลีเหว่ย “ก็สนุกดีนะลูกเอาไว้ ถ้าลูกๆอยากไปคราวหน้ารอช่วงโรงเรียนปิดเทอมแล้วเราค่อยไปด้วยกันนะทั้งครอบครัวเลยนะ”หลีเหว่ยตอบบุตรชาย “แล้
หลีเหว่ยขับรถพาลู่หลินออกมาเที่ยวชมความงดงามทางธรรมชาติของหุบเขาและสายน้ำนีจูที่พาดผ่านเมืองซวนเหว่ย ก่อนจะตรงไปยังร้านอาหารท้องถิ่นเนื่องจากเลยเวลาเที่ยงมาเล็กน้อยแล้ว หลีเหวยพาลู่หลินมายังร้านอาหารท้องถิ่นร้านหนึ่งที่เขาค้นหาข้อมูลเจอว่าเป็นร้านอาหารขึ้นชื่อเป็นที่นิยมของคนในท้องถิ่นที่มีรสชาติในแบบดั้งเดิมซึ่งเขาคิดว่าภรรยาต้องชอบแน่ “ร้านนี้ดูเก่าแก่เป็นแบบท้องถิ่นขนานแท้เลยนะคะ”ลู่หลินเอ่ย พร้อมกับมองดูสภาพแวดล้อมโดยรวม ซึ่งเหมือนมาทานอาหารที่บ้านเพื่อนยังไงอย่างงั้น บรรยากาศของร้านเหมือนเป็นบ้านไม้หลังหนึ่งที่ค่อนข้างกว้างขวางกว่าบ้านทั่วไปที่ใช้อยู่อาศัยมี โต๊ะไม้ให้นั่งอยู่ราวสิบโต๊ะด้วยกันและส่วนใหญ่ก็เต็มหมด โชคดีที่มีคนเรียกเก็บเงินพอดีลู่หลินกับหลีเหว่ยจึงมีที่นั่ง “ที่รักเดี๋ยวผมจะสั่งอาหารให้คุณเอง ระหว่างนี้ทานของว่างรอง
หลังจากลู่หลินแต่งงานกับหลีเหว่ยมาได้กว่า 8 ปี ตอนนี้เธอก็มีบุตรชายให้เขาด้วยกัน 2 คนแล้ว คนโตอายุราว 8 ขวบชื่อเมิ่งห่าวหรานเรียนอยู่ชั้นมัธยมปลายปีที่ 1 ส่วนคนเล็กอายุ 7 ขวบชื่อเมิ่งหลิวเหว่ยเรียนอยู่ชั้นมัธยมต้นปีที่ 3 ซึ่งนับว่าโตมากพอที่จะปล่อยให้พ่อกับแม่ออกไปฮันนีมูนรอบที่ห้าที่หกกันได้โดยที่ไม่ต้องห่วงกังวลมากนักดังนั้นครั้งนี้หลีเหว่ยจึงอยากจะพาลู่หลินไปเยือนทางตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศ มณฑลยูนนานที่ลู่หลินสนใจอยากจะไปดูวิธีการทำแฮมยูนนานและพวกการถนอมอาหารแบบดั้งเดิมมานานแล้วแต่ยังไม่มีโอกาสได้ไปเยือนเสียที เนื่องจากหน้าที่การงานที่ต้องรับผิดชอบของตนเองรวมทั้งหลีเหว่ยด้วยโดยเฉพาะช่วงที่มีบุตรชาย 2 คนในระยะแรกที่เรียกได้ว่ามีบุตรหัวปีท้ายปีลู่หลินใช้เวลาส่วนใหญ่ในการดูแลบุตรชายด้วยตัวเอง ทุ่มเทความรักแรงกายแรงใจทั้งหมด แม้นจะมีพี่เลี้ยงมาคอยช่วยเลี้ยงดูอยู่แล้ว แต่ลู่หลินก็ยังคงดูแลบุตรชายอย่างใกล้ชิดอยู่ดี ทำให้ไม่สามารถตัดใจไปที่ไหนไกลๆได้ แต่นั่นก็เป็นความสุขและความเต็มใจที่เธอยินดีทำยิ่งนักยูนนานอยู่ห่างจากปักกิ่งราวสองพันกิโลเมตร
วันต่อมาหลังจากเกิดเรื่องใหญ่โตขึ้นที่โรงแรมเยว่หมิงอัน ก็แทบจะไม่มีใครในปักกิ่งที่ไม่รู้เรื่องเลวๆที่เฉินเหม่ยลี่ได้กระทำเอาไว้ แต่ทางหลีเหว่ยขอความช่วยเหลือจากตำรวจให้ข่าวเฉพาะเรื่องที่เกิดขึ้นในโรงแรมเยว่หมิงอันเมื่อคืน ไม่ให้พูดถึงคดีเก่าที่เขากับลู่หลินถูกวางยาเพราะไม่อยากให้ชื่อเสียงของลู่หลินเสียหาย ซึ่งทางตำรวจเข้าใจพร้อมร่วมมือเป็นอย่างดี“พวกหลานนี่ทำเรื่องอันตรายลับหลังพวกเราแบบนี้ไม่ดีเลยจริงๆนะ” ปู่เมิ่งเอ่ยขึ้น ในขณะที่วันนี้ได้เชิญครอบครัวสกุลเสิ่นมาทานข้าวเย็นด้วยกันที่บ้านสกุลเมิ่งอย่างพร้อมหน้า“นั่นสิ มันอันตรายมากเลยนะเสี่ยวเหว่ย โชคดีที่หลินเอ๋อไม่เป็นอะไร” คุณนายเมิ่งกล่าวเสริมขึ้นอีกคน“ไม่เป็นไรหรอกค่ะ คุณอาเมิ่ง พี่ไฉ่หง ตอนนี้หลินเอ๋อก็สบายดีทุกอย่างไม่ได้รับบาดเจ็บหรือเสียหายอะไรเลยนี่คะ” คุณนายเสิ่นแม่ของลู่หลินกล่าวขึ้น“นั่นสิครับ อีกอย่างผมเชื่อใจเสี่ยวเหว่ย ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เขาย่อมปกป้องคุ้มครองลู่หลินได้เป็นอย่างดีแน่” นายท่านเสิ่นกล่าวเสริมอีกคน ส่วนลี่เฉินที่นั่งอยู่ด้ว
พนักงานเสิร์ฟพาร์ทไทม์ที่เหม่ยลี่ซื้อตัวเอาไว้ นำแก้วเครื่องดื่มผสมยาชั่วร้ายที่เหม่ยลี่มอบให้เดินตรงไปที่ลู่หลินทันทีที่ได้รับสัญญาณจากเธอ“คุณผู้หญิงคะ รับเครื่องดื่มไหมคะ” พนักงานสาวถาม ในขณะเดียวกันบนถาดก็มีน้ำส้มเหลืออยู่เพียงแก้วเดียวเท่านั้น“ขอบใจจ้ะ” ลู่หลินกล่าวขอบคุณแล้วก็ยกแก้วน้ำส้มมาถือเอาไว้ในมือ ซึ่งเมื่อเหม่ยลี่เห็นแล้วก็ยิ้มด้วยความยินดีที่เหยื่อตกหลุมพรางเธออีกครั้ง‘ครั้งนี้ฉันไม่ปล่อยแกไปแน่นังลู่หลิน’ เหม่ยลี่คิดพร้อมยิ้มอย่างร้ายกาจหลังลู่หลินรับเครื่องดื่มมาแล้วก็หันหลังกลับไปสนใจขนมตรงหน้าต่อก่อนจะยกแก้วน้ำส้มขึ้นมาจิบนิดหนึ่ง ซึ่งเหม่ยลี่เห็นแล้วก็อารมณ์ดียิ่งนัก จากนั้นก็ส่งสัญญาณให้สาวเสิร์ฟคนเดิมคอยจับตาลู่หลินเอาไว้ ส่วนเธอจะหาทางหลอกล่อหลีเหว่ยไปทางอื่นไม่นานนักลู่หลินก็เริ่มมีอาการมึน รู้สึกง่วงและอ่อนเพลียขึ้นมาทันที สาวเสิร์ฟคนเดิมรีบตรงเข้าไปช่วยพยุงเธอเอาไว้ ส่วนเหม่ยลี่ก็ทำทีเข้าไปดึงความสนใจของหลีเหว่ย โดยเอาเรื่องงานโครงการก่อสร้างห้างสรรพสินค้าใหม่ของสกุลเฉินมาอ้าง ทำให้ค
ลู่หลินยื่นมือไปจับหน้าหลีเหว่ยซึ่งเธอยอมรับเป็นคนรักแล้วด้วยความเต็มใจ จากการกระทำที่เขาแสดงออกมาให้เห็นว่าเขาให้ความสำคัญและรักเธอมากแค่ไหน ช่วงนี้หลีเหว่ยเองก็มีโปรเจคงานก่อสร้างของรัฐบาลที่ต้องจัดการ ทำให้เขาค่อนข้างยุ่งและเหนื่อยไม่น้อย แต่เขาก็ยังแบ่งเวลามาอยู่กับเธอ บางครั้งบางคราวยังทำซุปบำรุงร่างกายมาส่งให้เธอถึงภัตตาคารเสิ่นอันด้วยตัวเอง ทั้งๆที่ภัตตาคารหรือบ้านของเธอไม่ได้ขาดของบำรุงพวกนี้เลยสักนิด“หลีเหว่ย ขอบคุณนะคะที่แสดงให้ฉันเห็นว่าคุณมีความจริงใจต่อฉัน แต่ฉันเองก็อยากให้คุณคิดห่วงตัวเองบ้าง อย่าได้ฝืนร่างกายจนเกินไป ช่วงนี้คุณมีโปรเจคใหญ่ที่ต้องดูแล ไม่จำเป็นต้องเอาใจใส่มาพบฉันทุกวันก็ได้ค่ะ” ลู่หลินกล่าวด้วยความสงสารคนตัวโต“ฉันไม่ได้ฝืนอะไรเสียหน่อย แล้วที่ฉันมาเจอกับเธอทุกวันเป็นความต้องการจากใจของฉันล้วนๆ การได้อยู่กับเธอเป็นช่วงเวลาพักผ่อนที่ดีที่สุดของฉันเลยล่ะ”“ปากหวานจริงๆนะคะ”“งั้นต้องลองชิมดูหน่อยแล้ว” พูดจบหลีเหว่ยก็เอื้อมมือมาเชยคางเธอขึ้นมาก่อนจะกดริมฝีปากหยักหนาลงไปบนกลีบปาก







