LOGINบทที่ 2: กล่องข้าวใต้ต้นไม้
ใต้ร่มเงากว้างของต้นจามจุรีใหญ่ข้างตึกภาควิชาวิศวกรรมเครื่องกล สายลมหอบเอาไอร้อนระอุของช่วงบ่ายพัดผ่านจนใบไม้แห้งร่วงกราวลงบนลานหญ้า เสียงจอแจของนักศึกษาที่เดินขวักไขว่อยู่ตรงทางเดินริมสระน้ำด้านหน้าแว่วมาเพียงแผ่วเบา มุมโต๊ะม้าหินอ่อนตัวยาวแห่งนี้ซ่อนอยู่หลังแนวพุ่มเข็มดัด เป็นจุดอับสายตาที่ปลอดคนและเงียบพอให้ได้ยินเสียงลมหายใจของตัวเอง เหนือเมฆเลือกมุมนี้เป็นที่หลบภัย ตั้งแต่ก้าวเท้าออกจากโรงช็อปเมื่อวาน ข่าวเรื่องเด็กทุนปีหนึ่งลุกขึ้นมาหักหน้ารุ่นพี่ปีสองเรื่องขัดเกียร์ก็สะพัดไปทั่วรุ่น ยิ่งไปกว่านั้น การที่ ‘พี่ราชัน’ ก้าวลงมาแทรกกลางวงด้วยตัวเอง ยิ่งทำให้ชื่อของเหนือเมฆกลายเป็นประเด็นซุบซิบประจำซุ้มวิศวะ ตลอดช่วงเช้าไม่ว่าจะเดินผ่านลานเกียร์หรือโถงหน้าห้องบรรยายรวม เขามักจะสัมผัสได้ถึงสายตานับสิบคู่ที่มองตามหลัง บ้างก็มองด้วยความทึ่ง บ้างก็มองด้วยความสมเพชปนอยากรู้อยากเห็น คล้ายกำลังรอคอยดูว่าเขาจะโดนรุ่นพี่ปีสี่จัดการอย่างไร เหนือเมฆรังเกียจสายตาพวกนั้น เขาไม่ชอบการตกเป็นเป้าความสนใจ และเกลียดการถูกตัดสินจากคนที่ไม่เคยรู้จักตัวตนจริงๆ ของเขา บนโต๊ะม้าหินอ่อนที่เย็นชื้น กระดาษกราฟคำนวณวิชาฟิสิกส์แผ่นที่สามวางกางทับสมุดจดเลกเชอร์ ดินสอกดแท่งเหล็กในมือขยับขีดเขียนสมการแรงเฉือนและความเค้นดึงอย่างรวดเร็ว ตัวเลขและสัญลักษณ์กรีกเรียงตัวเป็นระเบียบ ปลายนิ้วชี้มีรอยด้านบางๆ จากการจับเครื่องเขียนมาตั้งแต่เด็ก ตรงมุมกระดาษมีเศษตัวเลขที่ถูกทดไว้ลวกๆ แต่เป็นตัวเลขที่แท้จริงในชีวิตของเขา 3,420 บาท นั่นคือยอดเงินคงเหลือในบัญชีธนาคารสำหรับค่าครองชีพตลอดทั้งเดือนนี้ เหนือเมฆต้องแบ่งสรรปันส่วนอย่างระมัดระวังที่สุด ค่าหอพักพัดลม ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าชีทเอกสารแล็บ และค่าอาหารแต่ละมื้อถูกคำนวณซ้ำไปซ้ำมาอยู่ในหัว เขาไม่มีสิทธิ์ใช้จ่ายตามใจชอบเหมือนเพื่อนรุ่นเดียวกัน และการอดมื้อเที่ยงเพื่อประหยัดเงินไว้ซื้อข้าวราดแกงมื้อเย็น ก็กลายเป็นความเคยชินที่เขาทำมาตลอดตั้งแต่สมัยมัธยมปลาย โครก... เสียงท้องร้องเบาๆ ดังประท้วงขึ้นมาท่ามกลางความเงียบ เหนือเมฆชะงักมือ วางดินสอกดลงบนโต๊ะ ยกมือกดหน้าท้องตัวเองผ่านเนื้อผ้าเสื้อช็อปสีกรมท่า เขาก้มมองนาฬิกาดิจิทัลสายยางเรือนเก่าบนข้อมือที่ตัวเลขเริ่มจางลงทุกที... บ่ายโมงสี่สิบห้า ตั้งแต่เช้า มีเพียงน้ำเปล่าขวดละเจ็ดบาทกับขนมปังแผ่นละห้าบาทหนึ่งห่อจากร้านของชำหน้าปากซอยหอพักตกถึงท้อง เขาถอนหายใจยาว คว้าขวดน้ำพลาสติกที่เหลือน้ำเพียงก้นขวดขึ้นมาจิบลูบท้อง พยายามดึงสมาธิกลับมาจดจ่อกับสมการแคลคูลัสตรงหน้า บอกตัวเองว่าความหิวเป็นเพียงปฏิกิริยาเคมี ยิ่งไปใส่ใจก็ยิ่งทรมาน ตึง! เสียงของแข็งวางกระแทกลงบนหน้าโต๊ะหินอ่อนอย่างแรง ทำเอาเหนือเมฆสะดุ้งจนปลายไส้ดินสอหักคากระดาษ กล่องกระดาษชานอ้อยสีขาวขุ่นอัดแน่นไปด้วยไอร้อน ถูกวางลงตรงกลางทับหน้าสมุดเลกเชอร์ กลิ่นหอมฉุนกึกของพริกขี้หนูสวนผัดใบกะเพราปะทะกลิ่นควันกระทะไหม้ลอยฟุ้งขึ้นมาแตะจมูกทันที ด้านบนโปะด้วยไข่ดาวขอบกรอบเกรียมสีน้ำตาลทอง ไข่แดงตรงกลางยังเยิ้มเป็นตาวัว ข้างกล่องมีถ้วยพลาสติกใส่น้ำปลาพริกซอยละเอียดวางแนบมาพร้อมช้อนส้อมพลาสติก และแก้วชามะนาวเย็นจัดที่มีหยดน้ำเกาะพราวรอบแก้ว เหนือเมฆเงยหน้าขึ้นมองตามสัญชาตญาณ คิ้วเข้มขมวดมุ่นเข้าหากันทันที ร่างสูงตระหง่านยืนค้ำหัวเขาอยู่ แสงแดดที่ส่องลอดผ่านพุ่มใบจามจุรีทอดเงาบดบังใบหน้าของอีกฝ่ายไปครึ่งหนึ่ง แต่เสื้อช็อปสีกรมท่าที่ซักจนซีดเป็นสีควันบุหรี่กับรูปร่างกำยำและช่วงไหล่กว้างแบบนั้น... ในคณะนี้มีอยู่เพียงคนเดียว ราชันยืนล้วงกระเป๋ากางเกงยีนส์ข้างหนึ่ง สายตานิ่งสนิทมองต่ำลงมา “อะไรของพี่” เหนือเมฆถามเสียงห้วน พลางดันกล่องข้าวออกไปด้านข้างเพื่อดึงชีทเรียนของตัวเองกลับมา “กิน” คำสั่งสั้นๆ หลุดออกมาจากริมฝีปากหยักลึก น้ำเสียงทุ้มต่ำและราบเรียบ “ผมไม่กิน” “กูสั่งให้กิน” “ผมบอกว่าไม่กินไง” เหนือเมฆวางดินสอกระแทกลงบนโต๊ะ สบตากับคนตัวสูงตรงๆ “ผมไม่ได้สั่ง ไม่ได้ขอ และผมไม่ได้หิว พี่เอาคืนไปเถอะ” ราชันไม่ขยับถอย เขาเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย มองใบหน้าขาวที่เริ่มขึ้นสีแดงเพราะความหงุดหงิด ก่อนจะเดินอ้อมโต๊ะมาดึงเก้าอี้ม้าหินฝั่งตรงข้าม เลื่อนออกแล้วทิ้งตัวลงนั่งอย่างถือวิสาสะ ขายาวทั้งสองข้างเหยียดตรง แขนแกร่งยกขึ้นกอดอก พิงหลังกับพนักพิงด้วยท่าทีผ่อนคลาย “ไม่หิว แต่เสียงท้องร้องดังจนนกบนต้นไม้จะบินหนีหมดแล้วเนี่ยนะ” เหนือเมฆชะงักกึก หน้าร้อนผ่าวขึ้นมาถึงใบหู “พี่... แอบฟังเหรอ” “กูเดินเข้ามาก็ได้ยินแล้ว ไม่จำเป็นต้องแอบ” ราชันปรายตามองกระดูกไหปลาร้าที่โผล่พ้นคอเสื้อยืดตัวในของคนตรงหน้า สายตาคมกริบไล่สำรวจตั้งแต่ข้อมือผอมบางลงไปจนถึงช่วงเอวที่ดูบางกว่าเด็กหนุ่มทั่วไป “สภาพเหมือนคนอดข้าวมาหลายวัน ผอมจนลมพัดก็จะปลิว เดินผ่านหน้ากูแล้วมันเกะกะสายตา” “ถ้าเกะกะสายตานัก พี่ก็ไม่ต้องเดินมามองสิครับ ต่างคนต่างอยู่ไม่ได้หรือไง” “ไม่ได้” ราชันตอบทันควันโดยไม่ต้องคิด “ในเมื่อมึงทำให้กูสนใจแล้ว มึงก็ไม่มีสิทธิ์มาสั่งให้กูเลิกมอง” คำพูดเมื่อวานย้อนกลับมาทิ่มแทงในหัวอีกครั้ง เหนือเมฆกัดฟันแน่น ควบคุมอารมณ์ไม่ให้ระเบิดใส่คนที่ชอบใช้อำนาจตามใจชอบ เขาสูดหายใจเข้าลึกๆ ตั้งใจจะมองข้ามอีกฝ่ายแล้วก้มลงเขียนโจทย์ต่อ แต่สายตากลับเหลือบไปเห็นบางอย่างที่ผิดสังเกต บนปลายนิ้วชี้และนิ้วโป้งข้างขวาของราชัน มีคราบหมึกปากกาเคมีสีน้ำเงินแห้งกรังติดอยู่ตามข้อนิ้ว และตรงชายแขนเสื้อช็อปที่พับร่นขึ้นมา ก็มีรอยชอล์กสีขาวเปื้อนอยู่เป็นทางยาว กลิ่นไอของห้องแล็บกลศาสตร์และกลิ่นสารหล่อลื่นเฉพาะทางยังคงติดตัวราชันมาจางๆ เหนือเมฆก้มมองนาฬิกาข้อมืออีกครั้ง สลับกับมองหน้าคนที่นั่งกอดอกทำหน้าตายอยู่ฝั่งตรงข้าม “พี่ราชัน” “อะไร” “บ่ายโมงถึงสี่โมงเย็นวันพุธ... ปีสี่มีเรียนแล็บการสั่นสะเทือนทางกล (Mechanical Vibration) ในห้องแล็บใหญ่ไม่ใช่เหรอครับ” ราชันนิ่งไป แววตาราบเรียบวูบไหวเพียงเสี้ยววินาทีจนแทบสังเกตไม่ทัน “แล้ว?” “วิชานี้อาจารย์ชาญชัยสอน” เหนือเมฆหรี่ตามอง “เมื่อกี้ตอนเที่ยงครึ่ง ผมเห็นอาจารย์ชาญชัยเดินถือสมุดเช็กชื่อขึ้นตึกไป อาจารย์ขึ้นชื่อเรื่องเช็กชื่อตรงเวลาและดุที่สุดในภาค ถ้าใครเข้าสายเกินสิบห้านาทีแกตัดสิทธิ์ทำแล็บทันที” เหนือเมฆชี้ไปที่คราบหมึกบนมือของคนตัวสูง “มือพี่เพิ่งเขียนบอร์ดทดลองมา แปลว่าพี่เข้าแล็บไปแล้ว... แล้วพี่ออกมาทำไม” ราชันยังคงนั่งนิ่ง ไม่ยอมตอบ เหนือเมฆเริ่มปะติดปะต่อเรื่องราวในหัว ร้านกะเพราเนื้อป้าพรที่ทำกล่องข้าวกล่องนี้ อยู่หลังมอฝั่งประตูสาม ห่างจากตึกภาควิชาเกือบหนึ่งกิโลเมตร ช่วงเที่ยงถึงบ่ายคิวจะแน่นจนต้องรอนานเกือบครึ่งชั่วโมง การที่ข้าวยังร้อนกรุ่นขนาดนี้ แปลว่าราชันเพิ่งไปยืนรอรับมาจากเตา แล้วเดินดุ่มๆ ข้ามฟากกลับมาที่นี่ “พี่โดดแล็บอาจารย์ชาญชัยเหรอครับ” เหนือเมฆถามย้ำ น้ำเสียงเริ่มมีความไม่เชื่อสายตาแฝงอยู่ “กูไม่ได้โดด” ราชันตอบเสียงแข็ง ปฏิเสธหน้าตาย “อาจารย์ปล่อยมาพัก” “อาจารย์ชาญชัยเนี่ยนะปล่อยพักชั่วโมงครึ่ง?” เหนือเมฆเลิกคิ้ว ยกยิ้มมุมปากเป็นครั้งแรก แววตาที่เคยมึนตึงเริ่มเปลี่ยนเป็นความเจ้าเล่ห์แบบเด็กช่างสังเกต “โกหกไม่เนียนเลยนะพี่ โดดเรียนชัดๆ โดดแล็บเพื่อเอาข้าวกล่องมายัดเยียดให้เด็กปีหนึ่งเนี่ยนะ คุ้มค่าโดนตัดคะแนนไหมครับท่านประธานชมรม” ราชันเม้มปากแน่นเป็นเส้นตรง สันกรามคมนูนเด่นขึ้นมาด้วยความหงุดหงิดที่ถูกเด็กดื้อต้อนจนมุม ความเยือกเย็นที่เคยสร้างไว้เริ่มปริแตกทีละน้อย “เสือก” ราชันสบถเสียงต่ำ เบือนหน้ามองไปทางอื่นเพื่อหลบสายตากลมโตที่กำลังจับผิด “กูบอกให้กินก็กินเข้าไป อย่าถามมาก พูดมากแล้วมันอิ่มท้องหรือไง” “ก็ผมบอกแล้วว่าผมไม่—” “ไอ้คิง!” เสียงตะโกนแหกปากดังลั่นมาจากทางเดินปูนด้านหลังพุ่มไม้ ทำลายความเงียบใต้ต้นจามจุรีลงทันที เหนือเมฆหันไปมอง เห็นกลุ่มนักศึกษาปีสี่สามคนกำลังเดินลัดเลาะเข้ามา คนที่เดินนำหน้าคือ ‘พีท’ หนุ่มหน้าทะเล้นในเสื้อช็อปตัวโคร่ง ข้างๆ คือ ‘ม่านฟ้า’ หญิงสาวคนเดียวในกลุ่มที่รวบผมหางม้าตึง สวมแว่นตากรอบบาง และ ‘ไม้’ ชายหนุ่มร่างยักษ์ที่ถือถุงโอเลี้ยงเดินดูดเสียงดังจ๊วบๆ “ไอ้เหี้ยคิง! หายหัวออกจากแล็บไปตั้งนาน ที่แท้มึงแอบมามุดหัวอยู่ตรงนี้นี่เอง!” พีทเดินปรี่เข้ามา แต่พอพ้นพุ่มไม้เข้ามาเห็นคนที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามราชัน ขาของพีทก็ชะงักกึกทันที ม่านฟ้ากับไม้ที่เดินตามหลังมาก็หยุดเดินตาม สายตาทั้งสามคู่มองสลับไปมาระหว่างราชันที่นั่งหน้าบูด กับเหนือเมฆที่นั่งถือดินสอกดค้างอยู่ “อ้าว...” พีทลากเสียงยาว รอยยิ้มกรุ้มกริ่มค่อยๆ ฉีกกว้างขึ้นจนแทบถึงใบหู แววตาเป็นประกายระยับ “นี่มันน้องเหนือเมฆ คนดังของโรงช็อปเมื่อวานนี่หว่า” ม่านฟ้ากอดอก ดันแว่นตาขึ้นเล็กน้อย สายตาคมปราบกวาดมองสภาพโต๊ะ ก่อนจะหยุดลงที่กล่องข้าวกะเพราเนื้อไข่ดาวและแก้วชามะนาว “นึกว่ามึงรีบออกจากห้องแล็บไปไหน ที่แท้ก็วิ่งไปหลังมอมาเหรอราชัน” ม่านฟ้าเอ่ยทัก น้ำเสียงเรียบนิ่งแต่เจือแววล้อเลียนอย่างปิดไม่มิด “แล็บการสั่นสะเทือนของอาจารย์ชาญชัย มึงให้ภีมช่วยยืนบังชื่อให้ แล้วมึงก็หายหัวไปเกือบชั่วโมง... เพื่อสิ่งนี้เหรอวะ” ราชันตวัดสายตาคมกริบมองเพื่อนสนิททั้งสามคน แววตาดุดันพร้อมมีเรื่องแผ่ออกมาจนบรรยากาศเริ่มตึงเครียด “พวกมึงมาทำไม” ราชันถามเสียงต่ำ “ก็อาจารย์ชาญชัยสั่งพักเบรกสิบห้านาทีไงครับท่านประธาน พวกกูเลยจะเดินไปซื้อน้ำกิน” พีทยิ้มร่า ไม่ได้เกรงกลัวสายตาของเพื่อนเลยแม้แต่น้อย เขาก้าวเข้ามาใกล้โต๊ะ ก้มลงมองกล่องข้าวแล้วสูดดมเสียงดังฟุดฟิด “โอ้โห... กะเพราเนื้อป้าพรซะด้วย ต่อคิวนานครึ่งชั่วโมง ชาตินี้กูเคยขอให้มึงเดินไปซื้อให้ มึงถีบยอดอกกูกลับมาแทบไม่ทัน แต่นี่มึงถ่อไปยืนรอหน้าเตาไฟเพื่อเอามาส่งให้ถึงโต๊ะม้าหินอ่อนเนี่ยนะ” “ไอ้พีท” ราชันกดเสียงต่ำจนแทบเป็นเสียงคำราม มือที่กอดอกอยู่เริ่มกำแน่น “อะไรวะ กูแค่พูดความจริง” พีทแกล้งทำหน้าซื่อตาใส ก่อนจะหันไปหาเหนือเมฆที่นั่งมองตาปริบๆ “น้องเหนือเมฆครับ กินให้อร่อยนะน้อง ข้าวกล่องนี้แลกมาด้วยความเสี่ยงโดนอาจารย์ชาญชัยตัดคะแนนจิตพิสัยเลยนะเนี่ย” “มึงจะไปไหนก็ไป ก่อนที่กูจะลุกไปเตะปากมึงตรงนี้” ราชันขู่ ฟันกรามบดเข้าหากันแน่น แต่สิ่งที่ทำให้เหนือเมฆหลุดโฟกัสจากคำพูดของพีท ไม่ใช่คำขู่ของราชัน... หากแต่เป็น ใบหู ของคนตัวสูง เหนือเมฆสังเกตเห็นว่า ใบหูทั้งสองข้างของราชันที่โผล่พ้นแนวผมซอยสั้นสีดำสนิท กำลังค่อยๆ เปลี่ยนจากสีเนื้อกลายเป็นสีแดงก่ำ ลามลงมาจนถึงลำคอด้านหลัง แม้ว่าใบหน้าคมคายจะยังคงปั้นนิ่ง ทำตาขวางดุร้ายใส่เพื่อนราวกับจะฉีกเนื้ออีกฝ่ายเป็นชิ้นๆ ก็ตาม คนที่คุมคนทั้งคณะ... กำลังเขินจนหูแดง ความจริงข้อนี้ทำให้ก้อนเนื้อในอกข้างซ้ายของเหนือเมฆกระตุกวูบ ความรู้สึกประหลาดแล่นริ้วขึ้นมาในอก ม่านฟ้าเห็นท่าทีของราชันก็หลุดหัวเราะเบาๆ ในลำคอ เธอเอื้อมมือไปคว้าคอเสื้อช็อปของพีทแล้วออกแรงดึงถอยหลัง “ไปเหอะไอ้พีท ขืนมึงแซวมันต่อ เดี๋ยวหมาแถวนี้มันจะบ้าคลั่งกัดคน ปล่อยให้มันทำหน้าที่ ‘รุ่นพี่ที่แสนดี’ ไปเถอะ” “เออๆ ไปแล้วๆ” พีทยอมถอยตามแรงดึงของม่านฟ้า แต่ก็ยังไม่วายหันกลับมาขยิบตาให้เหนือเมฆ ไม้ที่ยืนดูดโอเลี้ยงอยู่ข้างหลังยกมือขึ้นตบไหล่ราชันดังปึ้กหนึ่งทีเป็นเชิงให้กำลังใจ ก่อนที่ทั้งสามคนจะพากันเดินหัวเราะร่ากลับออกไปทางตึกภาควิชา จังหวะที่พีทเดินพ้นพุ่มไม้ไปได้เกือบสิบก้าว เสียงตะโกนแหกปากอย่างไม่กลัวตายของเขาก็ดังลอยข้ามพุ่มไม้กลับมาอีกระลอก “ไอ้คิงมันไม่เคยซื้อข้าวให้ใครกินนะน้อง! นอกจากหมาที่บ้าน... กับคนที่มันอยากได้!” เสียงหัวเราะของเพื่อนร่วมก๊วนดังรับกันเป็นทอดๆ ก่อนจะค่อยๆ เงียบหายไปตามทางเดิน ความเงียบสงัดเข้าปกคลุมโต๊ะม้าหินอ่อนใต้ต้นจามจุรีอีกครั้ง ลมร้อนพัดผ่านวูบหนึ่ง พาเอากลิ่นกะเพราเนื้อและกลิ่นชามะนาวลอยวนอยู่ระหว่างคนสองคน ราชันยังคงนั่งอยู่ที่เดิม สองมือกำแน่นอยู่บนตัก ใบหน้าคมคายเบือนหนีไปมองพุ่มเข็มด้านข้างอย่างเอาเป็นเอาตาย ทว่าสีแดงก่ำที่ใบหูและลำคอกลับยิ่งเด่นชัดขึ้นท่ามกลางแสงแดดรำไร เขานิ่งเงียบไปนาน คล้ายกำลังพยายามสะกดกลั้นอารมณ์บางอย่างที่ตีตื้นอยู่ในอก เหนือเมฆก้มมองกล่องข้าวตรงหน้า คำพูดสุดท้ายของพีทยังคงดังก้องอยู่ในหัว... ‘กับคนที่มันอยากได้’ หัวใจของเด็กปีหนึ่งเต้นกระหน่ำรัวแรงขึ้นมาอย่างไม่มีเหตุผล เหนือเมฆพยายามกลืนก้อนแข็งๆ ลงคอ มือเรียวค่อยๆ ขยับเอื้อมไปดึงช้อนพลาสติกออกจากซอง แกะฝากล่องข้าวชานอ้อยออกช้าๆ ไอร้อนและกลิ่นหอมกรุ่นของเนื้อสับพัดเข้าปะทะหน้า ราชันค่อยๆ หันสายตากลับมามอง เมื่อเห็นว่าเด็กดื้อยอมจับช้อน “กินให้หมด” น้ำเสียงของราชันยังคงทุ้มต่ำและดุเหมือนเดิม แต่คราวนี้มันกลับแฝงความแหบพร่าและขัดเขินอย่างปิดไม่มิด “ถ้าเหลือกูจะจับกรอกปาก” เหนือเมฆตักข้าวสวยร้อนๆ ที่ชุ่มไปด้วยน้ำกะเพราและไข่แดงเยิ้มๆ เข้าปาก เคี้ยวช้าๆ รสชาติเข้มข้นจัดจ้านและความเผ็ดร้อนแผ่ซ่านไปทั่วลิ้น บรรเทาความหิวโหยที่ทนแบกมาหลายชั่วโมงลงอย่างรวดเร็ว เขาเคี้ยวข้าวเงียบๆ กลืนลงคอ ก่อนจะเหลือบสายตาขึ้นมองสบกับดวงตาคมกริบที่กำลังจับจ้องมองเขาไม่วางตา “...อร่อยไหม” ราชันถามขึ้นมาห้วนๆ หลังจากเงียบไปนาน เหนือเมฆสบตากับดวงตาสีเข้มคู่นั้น มองใบหูที่ยังคงแดงก่ำไม่ยอมหายของรุ่นพี่ปีสี่ มุมปากบางแอบกระตุกขึ้นเล็กน้อย “ก็งั้นๆ ครับ” เหนือเมฆตอบเรียบๆ แสร้งทำหน้าตาย “เผ็ดไปหน่อย... แต่ก็ดีกว่าให้พี่โดนอาจารย์ชาญชัยตัดคะแนนฟรีๆ” ราชันแค่นหัวเราะในลำคอเบาๆ แววตาดุดันที่เคยแผ่อำนาจกดดันคนทั้งคณะ อ่อนแสงลงอย่างน่าประหลาดในยามบ่ายวันนั้น เขายกมือขึ้นเท้าคาง มองเด็กปีหนึ่งที่กำลังก้มหน้าก้มตากินข้าวกล่องที่เขาไปยืนรอมาครึ่งชั่วโมงด้วยสายตาที่ไม่มีใครในมหาวิทยาลัยแห่งนี้เคยมีโอกาสได้เห็นมาก่อนตอนพิเศษ 2: ทริปต่างประเทศและความคลั่งรักที่ไม่มีที่สิ้นสุดเสียงหวีดแหลมสะท้านแก้วหูของขุมพลังเทอร์โบไฮบริดความจุหนึ่งจุดหกลิตร แผดคำรามกึกก้องสะเทือนลึกเข้าไปในช่องอกบนทางตรงหน้าอัฒจันทร์หลักของสนาม เอาโตโดรโม นาซีโอนาเล ดิ มอนซา (Autodromo Nazionale Monza) รถแข่งฟอร์มูล่าวันสีแดงเพลิงพุ่งทะยานผ่านแนวพิตเลนไปด้วยความเร็วเฉียดสามร้อยห้าสิบกิโลเมตรต่อชั่วโมง แหวกมวลอากาศจนเกิดคลื่นกระแทกพัดชายเสื้อผ้าของผู้ชมแถวหน้าให้สะบัดไหว ไอร้อนจากระบบระบายความร้อน กลิ่นยางสลิกไหม้ และกลิ่นเบรกคาร์บอนเซรามิกที่คละคลุ้งในอากาศเย็นสบายช่วงต้นเดือนกันยายน ปลุกประสาทสัมผัสของแฟนมอเตอร์สปอร์ตทั่วทั้งสนามให้ลุกโชนเหนือเมฆยืนเกาะรั้วกระจกนิรภัยบนระเบียงชั้นสองของห้องรับรองพิเศษ แพดด็อกคลับเด็กหนุ่มสวมเสื้อสเวตเตอร์ไหมพรมคอเต่าสีครีมทับด้วยโค้ตผ้าวูลตัวยาวสีน้ำตาลช็อกโกแลต ลำคอขาวสวมสายคล้องบัตรวีไอพีออลแอคเซสสีทอง แววตากลมโตคู่นั้นเป็นประกายระยิบระยับยิ่งกว่าสิ่งใด ใบหน้าหวานเปื้อนรอยยิ้มกว้างอย่างที่ไม่ค่อยมีใครได้เห็น สองมือยกกล้องส่องทางไกลขึ้นมองตามแนวปีกหน้าคาร์บอนไฟเบอร์และครีบจัดระเบียบอากาศพล
ตอนพิเศษ 1: วันที่ราชันเป็นช่างเครื่อง (Role Reversal)ห้องทำงานประธานฝ่ายปฏิบัติการบนชั้นสี่สิบห้าของอาคารอัครโภคินทร์ ทาวเวอร์ ตกอยู่ในความเงียบสงัด มีเพียงเสียงระบบปรับอากาศส่วนกลางพัดไอเย็นเฉียบออกมาอย่างสม่ำเสมอผนังกระจกนิรภัยสองชั้นบานใหญ่จรดพื้นเปิดรับทัศนียภาพของกลุ่มตึกระฟ้าและคุ้งน้ำเจ้าพระยาที่ทอดยาวสุดสายตา บนโต๊ะทำงานไม้เนื้อแข็งเคลือบเงาราคาเหยียบล้าน มีแฟ้มรายงานผลประกอบการไตรมาสสองและเอกสารโครงการนำเข้าชิ้นส่วนระบบส่งกำลังไฮบริดวางซ้อนกันเป็นระเบียบ แผ่นกระดาษพิมพ์เนื้อหาภาษาอังกฤษทางธุรกิจเหล่านี้สามารถชี้เป็นชี้ตายเม็ดเงินลงทุนระดับพันล้านบาทได้ด้วยการจรดปากกาเพียงครั้งเดียวเจ้าของห้องผู้กุมอำนาจบริหารสูงสุดนั่งเอนหลังพิงพนักเก้าอี้หนังแท้สีดำสนิทราชันในชุดสูทสากลสามชิ้นสีชาร์โคลคัตติ้งเนี้ยบ ปลดกระดุมเสื้อสูทตัวนอกออก เผยให้เห็นเสื้อกั๊กเข้ารูปที่ขับเน้นแผ่นอกกว้างและช่วงไหล่กำยำ ชายหนุ่มยกมือขึ้นดึงปมเนกไทผ้าไหมอิตาลีเส้นหรูให้คลายตัวลงอย่างหงุดหงิด แววตาสีเข้มจัดคมปลาบจับจ้องเข็มวินาทีบนหน้าปัดนาฬิกาข้อมือเรือนเงินที่บอกเวลาสี่โมงเย็นสี่สิบห้านาทีนิ้วเรียวยาวเ
บทที่ 35 (ตอนจบ) : วิศวะราชันสายลมปลายปีพัดพาเอาความเย็นสบายมาสู่ลานกว้างหน้าคณะวิศวกรรมศาสตร์ต้นนนทรีใหญ่ริมทางเดินผลิดอกสีเหลืองสะพรั่ง กลีบดอกร่วงหล่นเกลื่อนบนพื้นคอนกรีตที่มีฟันเฟืองเกียร์ขนาดมหึมาสีเลือดหมูฝังอยู่ตรงกึ่งกลาง เสียงเพลงประจำคณะเปิดคลอเคล้าไปกับเสียงหัวเราะ เสียงตะโกนร้องเพลงบูมของรุ่นน้อง และเสียงชัตเตอร์ของช่างภาพนับร้อยที่ดังประสานกันไปทั่วทุกมุมตึกป้ายผ้าใบผืนใหญ่สีแดงเลือดหมูถูกขึงตระหง่านอยู่เหนือแนวระเบียงชั้นสอง ข้อความตัวอักษรสีขาวคมชัดเขียนเด่นหรา‘ขอแสดงความยินดีกับบัณฑิตเกียร์ดง และแชมเปียนมอเตอร์สปอร์ตระดับประเทศ’บริเวณลานเกียร์และลานหน้าโรงช็อปเครื่องกลเนืองแน่นไปด้วยฝูงชน ซุ้มลูกโป่งหลากสีและช่อดอกไม้แสดงความยินดีวางเรียงรายจนละลานตา ท่ามกลางความจอแจของบัณฑิตใหม่ป้ายแดงนับพันชีวิต มีคนคู่หนึ่งที่ตกเป็นเป้าสายตาของคนทั้งคณะตั้งแต่ก้าวแรกที่เดินเข้ามาราชันในชุดสูทสากลสีดำสนิท สวมทับด้วย ชุดครุยวิทยฐานะสีดำแถบกำมะหยี่สีแดงเลือดหมู ของคณะวิศวกรรมศาสตร์ ร่างสูงใหญ่กำยำยืนตระหง่านอย่างสง่างาม เส้นผมสีดำสนิทถูกเซ็ตเปิดหน้าผากคม สันกรามได้รูปไร้ที่ติ และ
บทที่ 34: 🔥 [NC] รางวัลของราชันกลิ่นแชมเปญหมักเกรดพรีเมียมที่ถูกเขย่าฉีดพ่นฉลองชัยชนะบนโพเดียม ยังคงเปียกชุ่มและส่งกลิ่นหอมหวานอมเปรี้ยวฟุ้งกระจายอยู่บนชุดแข่งกันไฟสีดำสนิทเสียงโห่ร้องกึกก้องจากลานรับรางวัลเบื้องล่างและเสียงรัวชัตเตอร์ของกองทัพสื่อมวลชนนับร้อยสำนักถูกตัดขาดลงทันที เมื่อบานประตูกระจกหนาของห้องรับรองพิเศษส่วนตัวชั้นบนสุดถูกดึงปิดลง สลักกลอนแม่เหล็กไฟฟ้าทำงานส่งเสียง กริ๊ก แน่นหนา ล็อกบรรยากาศภายนอกทิ้งไว้เบื้องหลัง เหลือเพียงความเงียบสงัดที่มีแสงไฟสีส้มสลัวจากโคมไฟติดผนังทอประกายสะท้อนโต๊ะไม้เนื้อแข็งตัวยาวกลางห้องเหนือเมฆยังไม่ทันได้ตั้งหลัก แผ่นหลังในชุดหมีช่างเครื่องสีเทาก็ถูกดันช้าๆ จนถอยไปชนชิดกับขอบโต๊ะไม้ตัวหนาราชันก้าวเบียดประชิดเข้ามาจนไม่เหลือช่องว่างให้อากาศถ่ายเทกลิ่นแชมเปญ กลิ่นเหงื่อไคล และกลิ่นไอความร้อนจากเครื่องยนต์ที่ยังคงระอุอยู่ในกระแสเลือด แผ่ซ่านเข้าปกคลุมรอบตัวเหนือเมฆอย่างรวดเร็ว อะดรีนาลีนจากการหักพวงมาลัยสู้กับแรงเหวี่ยงหนีศูนย์กลางในสนามแข่งยังคงพลุ่งพล่าน เส้นเลือดตรงขมับและลำคอแกร่งปูดโปนเป็นแนวยาว แผ่นอกกว้างกระเพื่อมขึ้นลงตามจังหวะหา
บทที่ 33: ธงตราหมากรุกเสียงคำรามกระหึ่มของเครื่องยนต์สี่สูบแถวเรียงที่ถูกรีดเค้นรอบจัดจนแตะหมื่นสามพันรอบต่อนาที แผดสะท้านลึกเข้าไปในกระดูกอกบนทางตรงดิ่งลงเนินมุ่งหน้าสู่โค้งเก้า แฮร์พินหักศอกที่อันตรายและคดเคี้ยวที่สุดของสนามแข่งระดับนานาชาติ รถแข่งฟอร์มูล่าสีดำด้าน หมายเลข 1 พุ่งทะยานแหวกมวลอากาศด้วยความเร็วทะลุสองร้อยสี่สิบกิโลเมตรต่อชั่วโมง ไล่กวดท้ายรถสีขาวส้ม หมายเลข 8 ของศิลาในระยะห่างไม่ถึงหนึ่งช่วงคันรถ กระแสลมหมุนวนใต้ปีกหลังของคันหน้าเหวี่ยงให้หน้ารถของราชันส่ายสะบัดเบาๆ ปลายท่อไอเสียพ่นเปลวไฟแลบเป็นประกายวาบทุกครั้งที่ลดเกียร์ทุกสายตาทั่วทั้งสนามแข่งขันและผู้ชมเรือนแสนผ่านหน้าจอถ่ายทอดสดต่างกลั้นหายใจราชันกระชับสองมือบนกริปพวงมาลัยคาร์บอนไฟเบอร์แน่น สายตาสีเข้มจัดหลังแผ่นชิลด์หมวกกันน็อกจับจ้องดวงไฟเบรกท้ายรถคู่แข่งนิ่งสนิท แรงสั่นสะเทือนจากพื้นแทร็กส่งผ่านเบาะนั่งขึ้นมาเขย่ากระดูกสันหลัง เหงื่อเม็ดโป้งไหลรินผ่านสันกรามเข้าสู่ลำคอ แต่สมาธิของนักแข่งหนุ่มกลับนิ่งสนิทดุจผิวน้ำที่ไร้ระลอกคลื่นระยะสองร้อยเมตรก่อนถึงจุดเบรก...ราชันตัดสินใจหักพวงมาลัยไปทางขวาอย่างเฉียบพลัน
บทที่ 32: วิทยุในหมวกกันน็อกเสียงหวีดแหลมแสบแก้วหูของเครื่องยนต์สี่สูบแถวเรียงปรับแต่งพิเศษ แผดคำรามก้องสะท้านไปทั่วหุบเขารอบสนามแข่งระดับนานาชาติควันสีเทาจางและกลิ่นไหม้ของยางสลิกคอมพาวด์เนื้อนิ่มลอยคละคลุ้ง ไอร้อนระอุเหนือผิวแทร็กยางมะตอยสั่นระยิบระยับเป็นระลอกคลื่น บดบังทัศนวิสัยบนทางตรงหน้าพิตเลน ธงตาหมากรุกเหลือเวลาโบกสะบัดอีกเพียงไม่กี่รอบสนาม การแข่งขันรอบชิงชนะเลิศระดับประเทศกำลังก้าวเข้าสู่ช่วงเวลาชี้ชะตาบนแผงควบคุมพิตวอลล์ เหนือเมฆสวมชุดหมีช่างเครื่องสีเทาเข้ม สวมทับด้วยหูฟังตัดเสียงรบกวนขนาดใหญ่ที่มีไมโครโฟนก้านยาวจ่ออยู่ข้างริมฝีปาก สายตากลมโตจับจ้องจอมอนิเตอร์เทเลเมทรีสามจอตรงหน้าอย่างไม่กะพริบตากราฟเส้นสีแดงแสดงอัตราเร่ง กราฟสีน้ำเงินแสดงแรงดันเบรก และแถบอุณหภูมิหน้ายางทั้งสี่ล้อขยับขึ้นลงตามจังหวะการเคลื่อนที่ของตัวรถแบบวินาทีต่อวินาทีข้างกายของเขา ภีมกำลังเช็กตารางเปรียบเทียบความเร็วในแต่ละเซกเตอร์ ม่านฟ้าคอยฟังคำสั่งจากเรซคอนโทรล พีทกับไม้พร้อมทีมช่างเครื่องทุกคนยืนเกาะขอบรั้วเหล็กพิตเลน ชะเง้อคอมองลู่ทางตรงด้วยความตื่นเต้นจนลืมหายใจบนหน้าจอถ่ายทอดสด รถแข่งฟอร์ม







