Mag-log inสัญญาแต่งงานสองปี แลกกับเงินและอิสระ หรงเยียนเหมยจึงยอมแต่งกับไอ้ตัวบัดซบ แต่สองปีมาถึง เหตุใดพระสวามีต่ำช้าจึงไม่ยอมหย่า ตบก็แล้วตีก็แล้ว ไหนเล่าหนังสือหย่าของข้า!
view moreภายในตำหนักอันงดงาม กลิ่นกำยานชั้นดีลอยกรุ่นอ้อยอิ่งอยู่ในอากาศ ผ้าม่านแพรบางสีแดงชาดพลิ้วไหวตามแรงลมอ่อนยามปลายวสันต์ แสงตะวันยามสายส่องลอดผ่านบานหน้าต่างฉลุลาย
สาวน้อยร่างบอบบางนั่งนิ่งอยู่หน้าคันฉ่องทองเหลือง นางอยู่ในชุดเจ้าสาวสีแดงเข้มปักดิ้นทองลายหงส์เหินอยู่เหนือหมู่บุปผา งดงามวิจิตรจนยามต้องแสงแรกของวันแลดูราวเปลวเพลิง เส้นไหมที่ใช้ถักทอเนื้อผ้าละเอียดประณีตจนแทบมองไม่เห็นรอยต่อ มือเรียวงามวางซ้อนกันบนตักอย่างเรียบร้อย สมกับกิริยาของสตรีสูงศักดิ์ที่ได้รับการอบรมมาอย่างเข้มงวดตั้งแต่เยาว์วัย
ใบหน้างดงามถูกแต่งแต้มด้วยชาดบางเบา คิ้วเรียวดุจใบหลิว ดวงตาหงส์หวานซึ้งกระจ่างใส ทว่ายามสะท้อนอยู่ในคันฉ่องกลับเยียบเย็นอย่างประหลาด รอยยิ้มบางที่ประดับอยู่บนริมฝีปากเป็นเพียงรอยยิ้มที่ถูกฝึกฝนมาอย่างสมบูรณ์แบบ มิใช่รอยยิ้มจากหัวใจ
ด้านหลังนาง สตรีสูงศักดิ์ผู้หนึ่งกำลังยืนถือหวีหยกด้วยท่าทางแผ่วเบา
สวีเหม่ยฮัว หรือสวีหวงกุ้ยเฟย ผู้เป็นที่โปรดปรานแห่งฮ่องเต้ ในวังหลังนางมีฐานันดรเป็นรองเพียงหยางฮองเฮาเท่านั้น แม้ฤดูหนาวปีนี้อายุของนางจะล่วงเข้าสามสิบแปดปีแล้ว แต่ใบหน้ากลับยังงดงามเยาว์วัยจนแทบไม่มีผู้ใดเชื่อว่ามีบุตรชายเติบใหญ่ถึงวัยยี่สิบชันษาแล้ว
มือของสวีหวงกุ้ยเฟยสั่นไหวเล็กน้อยขณะหวีเส้นผมดำขลับของหรงเยียนเหมย อย่างเชื่องช้า ตามธรรมเนียมส่งตัวเจ้าสาว หวีครั้งแรก ขอให้ชีวิตคู่ยืนยาวจนผมหงอกขาว หวีครั้งที่สอง ขอให้สามีภรรยาครองคู่กลมเกลียว หวีครั้งที่สาม ขอให้มีบุตรหลานเต็มเรือน ยิ่งหวี ใจของสวีหวงกุ้ยเฟยก็ยิ่งหนักอึ้ง
นางมองเด็กหญิงตัวน้อยที่ตนรับมาเลี้ยงดูตั้งแต่อายุเพียงห้าขวบ เติบโตขึ้นมางดงามถึงเพียงนี้ เด็กน้อยในวันวานที่เคยเกาะชายแขนเสื้อเรียกนางว่า ‘ท่านแม่บุญธรรม’ ด้วยเสียงเจื้อยแจ้ว บัดนี้กลับกำลังจะออกเรือนแล้ว
ทว่าผู้ที่ผลักดันให้เด็กสาวตรงหน้าต้องออกเรือนตั้งแต่เพิ่งพ้นวัยปักกิ่นกลับเป็นตัวนางเอง ดวงตาของสวีหวงกุ้ยเฟยแดงเรื่อขึ้นทีละน้อย
"เดิมทีข้าอยากให้เจ้าอยู่ข้างกายอีกสักห้าปี หรือมิฉะนั้นก็นานกว่านั้นสักหน่อย"
น้ำเสียงของสวีเหม่ยฮัวแผ่วเบานัก คล้ายคนที่กำลังพยายามข่มความสะเทือนในใจ ซึ่งก็เป็นดังนั้นจริง ๆ สตรีสูงศักดิ์ผู้นี้กำลังกดกลั้นอารมณ์นานัปการเอาไว้เต็มกำลัง
"คิดไม่ถึงว่าเพิ่งพ้นวัยปักปิ่นได้ไม่ถึงครึ่งปี เจ้ากลับต้องแต่งออกไปเสียแล้ว เสี่ยวเฟิ่ง"
หรงเยียนเหมย เงยหน้าขึ้นมองสตรีในคันฉ่อง ดวงตาคู่งามอ่อนลงเล็กน้อย สาวน้อยยกยิ้มบางเมื่อนึกถึงนามรองที่ท่านแม่บุญธรรมตั้งให้ เสี่ยวเฟิ่ง หรือเจ้าหงส์น้อย นอกจากสวีหวงกุ้ยเฟย หยางฮองเฮา หยางเหยาจี และ ฮ่องเต้เฉินเสวียนจ้ง หรือ จักรพรรดิเฉินตี้จง แล้วก็ไม่มีผู้ใดเรียกนางด้วยนามนี้อีก
ตลอดสิบปีที่ผ่านมา สวีหวงกุ้ยเฟยปฏิบัติต่อเด็กสาวดุจบุตรสาวแท้ ๆ ไม่เคยปล่อยให้เสี่ยวเฟิ่งถูกรังแก ไม่เคยให้นางขาดแคลนสิ่งใด แม้แต่ครูสอนพิณ หมากล้อม คัดอักษร หรือมารยาทในวัง นางก็ได้รับสิ่งที่ดีที่สุดเสมอ
หากไม่มีสวีหวงกุ้ยเฟย เด็กกำพร้าอย่างหรงเยียนเหมยคงตายอยู่ข้างถนนไปนานแล้ว เพราะเหตุนี้ ต่อให้นางรู้ว่าสตรีตรงหน้ากำลังใช้นางเป็นเครื่องมือ หรงเยียนเหมยก็ยังยินยอม
"แม่บุญธรรมอย่าได้คิดมากไปเลยเจ้าค่ะ"
กล่าวปลอบโยนมารดาบุญธรรมแล้ว หรงเยียนเหมยก็ยิ้มอ่อนโยนให้อีกฝ่าย ทั้งที่ตนเองกำลังจะก้าวเข้าสู่ประตูนรกแท้ ๆ
"องค์ชายเจ็ดมิได้เลวร้าย"
เด็กสาววัยสิบห้ายังคงเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลอ่อนโยน ทว่าคำพูดนั้นกลับเป็นเรื่องโกหกโดยสิ้นเชิง เพราะสำหรับหรงเยียนเหมยแล้ว เฉินเสวียนไท่ หรือองค์ชายเจ็ดนั้น มิได้เพียงไม่เลวร้าย หากแต่ต่ำช้าอีกด้วย
นับตั้งแต่วันที่นางจำความได้และพบหน้าเขาเป็นครั้งแรก องค์ชายเจ็ดก็ไม่เคยชอบนางเลย ยิ่งเวลาผ่านไป ความชิงชังที่เขามีต่อนางก็ยิ่งเด่นชัดขึ้นทุกวัน จนแทบไม่คิดปิดบังอีกต่อไป
แล้วภาพในวันนั้น วันที่มีพระราชโองการให้เฉินเสวียนไท่แต่งตั้งหรงเยียนเหมยเป็นพระชายาเอก ก็ผุดขึ้นมาในความทรงจำอย่างชัดเจน
บุรุษหนุ่มในอาภรณ์สีน้ำเงินเข้มผลักประตูตำหนักจาวหยางเข้ามาอย่างเดือดดาล ดวงตาคมกริบราวสัตว์ร้ายจ้องมองนางราวกับต้องการฉีกร่างให้แหลกเป็นชิ้น ๆ
"เหตุใดเจ้าจึงไม่ปฏิเสธงานแต่งเสีย"
น้ำเสียงเย็นเยียบขององค์ชายเจ็ดยังคงดังก้องอยู่ในหู หรงเยียนเหมยในเวลานั้นเพียงเงยหน้ามองเขานิ่ง ๆ อยู่ชั่วอึดใจ ก่อนตอบกลับอย่างเรียบเฉย
"หม่อมฉันปฏิเสธไม่ได้เพคะ"
เพียงสิ้นประโยคนั้น มือใหญ่ของเฉินเสวียนไท่ก็พุ่งเข้ามาบีบลำคอของเด็กสาวที่เพิ่งผ่านพิธีปักปิ่นได้เพียงเจ็ดวัน แรงมหาศาลกดรัดจนหรงเยียนเหมยหายใจไม่ออก ความตายดูราวกับอยู่ตรงหน้า
ก่อนที่เขาจะยกร่างของนางกระแทกเข้ากับเสาไม้ แผ่นหลังของเด็กสาวเจ็บแปลบ ลมหายใจขาดห้วง ดวงตาพร่ามัว รู้สึกราวกับกระดูกต้นคอจะถูกหักในชั่วพริบตา บุรุษผู้นั้นจ้องมองนางด้วยสายตาอำมหิต
"เจ้าอยากตายนักหรือหรงเยียนเหมย"
หากวันนั้นสวีหวงกุ้ยเฟยมาถึงช้ากว่านี้อีกเพียงไม่กี่อึดใจ หรงเยียนเหมยคงกลายเป็นศพไร้ชื่อไปแล้วจริง ๆ
ยังดีที่เมื่อได้ยินเสียงมารดาของตนกำลังสนทนากับหมัวมัวคนสนิทใกล้เข้ามาในตำหนัก เฉินเสวียนไท่จึงรีบปล่อยมือ
ครั้นสวีหวงกุ้ยเฟยมาถึง นางจึงเห็นเพียงภาพบุตรชายของตนกับบุตรสาวบุญธรรมยืนจ้องหน้ากัน ใบหน้าแดงก่ำด้วยกันทั้งคู่ แน่นอนว่านางย่อมไม่คิดว่าเด็กสาวคนมีใจรักกันจนเขินอาย
สตรีสูงศักดิ์รีบตรงเข้ามาจับร่างบอบบางของหรงเยียนเหมย สำรวจว่านางได้รับบาดเจ็บตรงไหนหรือไม่ แต่เด็กสาวกลับไม่ยอมเปิดปากเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้สวีหวงกุ้ยเฟยฟังแม้แต่ครึ่งคำต่อให้ถูกซักไซ้อย่างไร
รวมถึงเหตุการณ์หลังจากนั้นอีกนับครั้งไม่ถ้วน เฉินเสวียนไท่ยังคงพยายามบีบบังคับให้นางไปทูลขอฮ่องเต้เรื่องยกเลิกงานอภิเษกอยู่หลายครั้ง
บทส่งท้ายกลางเดือนเจ็ด ณ แคว้นเป่ยฉีหลังจากฉีอ๋อง เฉินเสวียนไท่ พระชายาฉี หรงเยียนเหมย และไท่จื่อเฉินจ้าวหลง เดินทางกลับมาปกครองดินแดนทางเหนือของต้าเหยียนอีกครั้งเป็นเวลาสามปี ความรุ่งเรืองของเป่ยฉีก็มีแต่เพิ่มพูนขึ้นเรื่อย ๆ ทั้งการค้าและการทูตต่างก้าวหน้าอย่างมาก บ้านเมืองสงบสุข ผู้คนอยู่ดีกินดีจนเห็นได้ชัดฟอด! ฟอด! ฟอด!“โอ๊ะ!”หรงเยียนเหมยที่กำลังนั่งคิดบัญชีการค้าของตนเองอย่างเพลิดเพลินพลันสะดุ้งสุดตัว พู่กันในมือร่วงหล่นลงพื้นพร้อมเสียงอุทานอย่างตกใจ เมื่อร่างเล็กถูกโอบกอดจากด้านหลังอย่างไม่ทันตั้งตัว ตามมาด้วยจุมพิตหนัก ๆ บนแก้มนุ่มหลายครั้งติดกันเพียงกลิ่นกายและสัมผัสคุ้นเคย นางก็รู้ทันทีว่าเป็นผู้ใด“พี่หลงไท่ อย่าทำตัวน่าเกลียดเช่นนี้ ประเดี๋ยวหลงหลงก็มาเห็นเข้าจนได้ ปล่อยหม่อมฉันเดี๋ยวนี้นะ!”คนตัวเล็กที่บัดนี้รูปร่างเริ่มอวบอิ่มขึ้นหลังคลอดบุตร หากแต่ยังคงงดงามสมส่วน มิได้อ้วนท้วนจนน่าเกลียด ดิ้นขลุกขลักอยู่ในอ้อมแขนของพระสวามีด้วยความโมโหที่ตนถูกก่อนกวนเวลาคิดเงินทองยามนี้ทั้งสองอยู่ในห้องทรงงานส่วนพระองค์ของพระชายาฉี แม้เฉินจ้าวหลงจะไม่ได้อยู่ที่นี่ แต่หากไท่จื่ออยา
ตอนพิเศษ 3หลังคลอดเฉินจ้าวหลงได้ไม่นาน หรงเยียนเหมยก็เพิ่งค้นพบว่าตนเองมีเรื่องหนึ่งให้ต้องกลัดกลุ้มยิ่งกว่าการทำบัญชีการค้าเสียอีก นั่นก็คือบุตรชายของนางติดบิดามากเกินไป!ตั้งแต่วันที่เฉินจ้าวหลงลืมตาดูโลก เด็กน้อยก็แทบไม่ยอมให้ผู้ใดอุ้มโดยง่าย ทั้งเฝิงไท่เฮา สวีฮองเฮา หรือแม้แต่ฮ่องเต้เฉินเสวียนจ้ง เจ้าเด็กตัวน้อยก็ไม่เอาทั้งนั้นตอนแรกหรงเยียนเหมยคิดว่า อย่างไรเสียตนก็เป็นมารดา เฉินจ้าวหลงคงยอมให้นางอุ้มเป็นพิเศษ ทว่าผ่านไปหลายวัน นอกจากยามหิวจนต้องกินนมแล้ว หวงซุนตัวน้อยก็มักร้องไห้เสียงดังลั่นทุกครั้งที่บิดาไม่อยู่ใกล้ราวกับรู้ความเสียยิ่งกว่าเด็กในวัยเดียวกัน จนเฉินเสวียนไท่ที่ไม่ว่าจะกำลังทำงานอยู่แห่งหนใดในตำหนักบูรพา หากได้ยินเสียงร้องของบุตรชาย ก็ต้องรีบมาอุ้มลูกด้วยตนเอง แล้วเจ้าเด็กตัวขาวจึงจะยอมเงียบปากหรงเยียนเหมยอุ้มท้องมานานถึงเก้าเดือนกว่า กว่าจะคลอดยังต้องทนเจ็บครรภ์อยู่นานถึงหกชั่วยาม เหตุใดหลังคลอดออกมาแล้ว นอกจากหน้าตาที่คล้ายคลึงกับนาง หวงซุนพระองค์แรกแห่งราชวงศ์เฉินจึงกลับอกตัญญูต่อมารดาเช่นนี้?ยิ่งเมื่ออายุครบสามเดือน ทุกครั้งที่ร้องไห้ หากเป็นนางอุ้ม ต่อให
ตอนพิเศษ2หลังจากหรงเยียนเหมยตั้งครรภ์ได้สามเดือน ตำหนักบูรพาที่เคยสงบสุขก็เกิดเรื่องประหลาดขึ้นแทบทุกเช้าคนที่อาเจียนหนักที่สุดในตำหนักกลับมิใช่ไท่จื่อเฟยหรงเยียนเหมย หากแต่เป็นไท่จื่อเฉินเสวียนไท่ ผู้เป็นพระสวามีของนางแทนอาหารที่แต่ก่อนเฉินเสวียนไท่โปรดปราน บัดนี้เพียงได้กลิ่นก็ทำให้พระพักตร์ซีด ขนมหวานที่เคยเสวยเป็นของว่าง น้ำชาที่เคยดื่มเป็นประจำ แม้แต่สุราที่เมื่อก่อนยังสามารถดื่มได้ราวกับน้ำเปล่าโดยไม่เปลี่ยนสีหน้า บัดนี้ล้วนกลายเป็นสิ่งที่ไท่จื่อหนุ่มมิอาจแตะต้องได้ยิ่งเป็นอาหารที่มีกลิ่นแรง ต่อให้วางอยู่ห่างออกไปหลายฉื่อ เฉินเสวียนไท่ก็ยังได้กลิ่นจนต้องรีบลุกออกจากห้องไปโก่งคออาเจียนเสียทุกครา“อ้วก...อุ๊บ!”เสียงอาเจียนดังขึ้นจากด้านในห้องบรรทม ตั้งแต่ปลายยามอิ๋นลากยาวมาจนถึงปลายยามเฉิน เสียงเช่นนี้ก็ดังขึ้นเป็นระยะครั้นอายุครรภ์ของไท่จื่อเฟยเข้าสู่เดือนที่สี่ สถานที่ที่เฉินเสวียนไท่ต้องรีบออกไปอาเจียนก็ไม่ได้มีเพียงห้องบรรทมเท่านั้น แม้แต่ห้องทรงงานก็กลายเป็นอีกแห่งที่ได้ยินเสียงอาเจียนของไท่จื่ออยู่เป็นประจำจนกระทั่งนางกำนัล ขันที และแม้แต่ขุนนางที่เดินทางมาเข้าเฝ้าไท่
ตอนพิเศษ1ใต้แสงตะเกียงสลัวที่โคลงไหวราวสะท้อนใจคน ห้องนอนใหญ่ในตำหนักบูรพากลับร้อนระอุดั่งเตาเพลิง หนึ่งบุรุษ หนึ่งสตรี ต่างไร้สิ่งใดห่อหุ้มเรือนกายอีกต่อไปราตรีนี้ทั้งสองล้วนตกอยู่ในฤทธิ์ยาปลุกกำหนัดของ สวีฮองเฮาและเฝิงไทเฮาสองสตรีสูงศักดิ์ที่ร่วมมือกันวางยาไท่จื่อและไท่จื่อเฟยเพราะอยากได้หลานชายหรือหลานสาวสักคนมาเลี้ยงดูเฉินเสวียนไท่โน้มกายลงคร่อมร่างบอบบางที่ถูกผ่อนลงนอนบนฟูกแพรอ่อน ริมฝีปากร้อนระอุไล้ต่ำจากไหปลาร้าลงสู่เนินอก ราวกับร่ายคาถาด้วยลิ้นและลมหายใจ เสียงหอบพร่าของหรงเยียนเหมยหลุดออกเป็นระยะ มิอาจสะกดเสียงวาบหวามในลำคอได้อีกต่อไป"อื้อ…" มือเรียวบางขยุ้มหมอนผ้าไหมแน่น ในขณะที่ริมฝีปากนุ่มของเขาซุกไซ้ที่เนินอกสองข้าง ลิ้นอุ่นร้อนตวัดวนวนอย่างละเมียดละไม ราวกับลิ้มรสสุราหวานชั้นยอดที่เฝ้าถวิลหาเนิ่นนานมือหนาลูบไล้จากเอวคอดขึ้นไปบีบเคล้นเนินเนื้ออันอ่อนนุ่มราวนุ่นหิมะ ก่อนค่อย ๆ เลื่อนต่ำผ่านแอ่งสะดือ สู่เนินนางอวบอิ่มที่ซุกซ่อนความชุ่มฉ่ำเอาไว้หรงเยียนเหมยสั่นสะท้านไปทั้งร่าง เรียวขาสองข้างขยับไหวอย่างควบคุมมิได้ ด้วยภายในของนางร้อนระอุ ราวเตาเพลิงในห้องอบเครื่องหอม บดข











