เข้าสู่ระบบฮ่องเต้ชิงหยางประกาศให้บุตรชายของตระกูลขุนนางเข้าร่วมงานคัดเลือก ซึ่ง เจียงอวี้เฉิง ซื่อจื่อแห่งจวนกั๋วกงปฏิเสธที่จะเข้าร่วมงานคัดเลือกนั้น
ในท้ายที่สุด จวงหมิงรุ่ย ซื่อจื่อแห่งจวนจวงกั๋วซือ ของ จวงเหวินจิ่น ซึ่งดำรงตำแหน่งเป็นกั๋วซือของฮ่องเต้ในขณะนั้น ได้ผ่านการคัดเลือกเป็นพระราชบุตรเขย
หลังจากที่องค์หญิงใหญ่ได้สนทนากับซื่อจื่อแห่งจวนจวงกั๋วซือก็เกิดความพึงพอพระทัยในการใช้ชีวิตอย่างเรียบง่าย ซึ่งแตกต่างจากการใช้ชีวิตตามกฎเกณฑ์ของวังหลวงเป็นอย่างมาก
องค์หญิงใหญ่จึงได้ขอพระราชทานย้ายไปอยู่กับซื่อจื่อที่จวนจวงกั๋วซือ ซึ่งฮ่องเต้ชิงหยางก็ได้พระราชทานอนุญาต ตามพระทัยพระเชษฐภคินี
หลังจากงานอภิเษกสมรส องค์หญิงใหญ่ได้ก้าวเข้าสู่จวนจวงกั๋วซือในฐานะฮูหยินซื่อจื่อ เพียงไม่นาน ก็มีข่าวว่าองค์หญิงใหญ่ได้ประสบอุบัติเหตุที่ใบหน้า จำต้องใช้ผ้าปิดใบหน้าเมื่อออกจากจวนอยู่เสมอ
แต่ความสงบสุขก็อยู่ได้ไม่นาน วันหนึ่ง เย่เฉิง รองแม่ทัพคนสนิทของเจิ้นกั๋วกงได้เข้าไปทูลรายงานกับฮ่องเต้ชิงหยางว่าจวนเจิ้นกั๋วกงต้องการก่อกบฏ ติดต่อสมคบคิดกับแคว้นศัตรู
เย่เฉิงมอบหลักฐานเป็นสาส์นลับที่เจิ้นกั๋วกงติดต่อกับแม่ทัพใหญ่เฉินของแคว้นต้าถังหลายฉบับ แต่ทั้งนี้ สาส์นจากเจิ้นกั๋วกงนั้น เป็นลายมือของเย่เฉิงที่คัดลอกความในสาส์นออกมา
ส่วนสาส์นจริงนั้น เขาได้ส่งถึงมือแม่ทัพใหญ่เฉินและถูกทำลายทิ้งไปแล้ว แต่หลักฐานชิ้นสำคัญที่ตระกูลเจียงไม่สามารถปฏิเสธได้ก็คือสาส์นลับที่แม่ทัพใหญ่เฉินตอบกลับเจิ้นกั๋วกงว่ายินยอมรับข้อตกลงที่เสนอมา
หากเจิ้นกั๋วกงช่วยก่อกบฏและแปรพักตร์ จนแคว้นต้าถังสามารถยึดครองแคว้นต้าหมิงได้ พวกเขาจะช่วยเปลี่ยนราชวงศ์จาก ชิง เป็น เจียง
ฮ่องเต้ชิงหยางได้ยินเช่นนั้น ก็โกรธกริ้วหมายจะสั่งลงโทษประหารชีวิตจวนเจิ้นกั๋วกงทั้งตระกูล แต่มีขุนนางและบรรดาแม่ทัพบางส่วนได้คุกเข่าขอร้องอ้อนวอน เพราะไม่เชื่อว่าเจิ้นกั๋วกงจะกระทำการเช่นนั้นจริง
หากแต่เย่เฉิง ซึ่งเป็นรองแม่ทัพคนสนิทของเจิ้นกั๋วกงยังคงยืนกรานอย่างหนักแน่น พร้อมด้วยสาส์นลับจากแม่ทัพใหญ่เฉินที่พิสูจน์แล้วว่าเป็นลายมือและตราประทับของจริง จึงทำให้เจิ้นกั๋วกงไม่อาจแก้ต่างให้ตนเองและตระกูลได้
สุดท้าย ฮ่องเต้ชิงหยางจึงตัดสินโทษเนรเทศจวนเจิ้นกั๋วกงทั้งตระกูล พร้อมทั้งสั่งมิให้ย่างกรายกลับเข้ามาในเมืองหลวงอีกตลอดชีวิต ริบกองทัพตระกูลเจียงเป็นของราชวงศ์ มอบหมายให้แม่ทัพท่านอื่นควบคุมดูแล และออกคำสั่งไม่ให้การช่วยเหลือใด ๆ แก่ตระกูลเจียง เพื่อเป็นการลงโทษ
คนในตระกูลเจียงหลายรุ่นถูกพันธนาการด้วยกงและโซ่ตรวน เดินทางรอนแรมไปถึงชายแดนที่ยากไร้ กลุ่มคนขนาดใหญ่มีจำนวนที่ลดลงเรื่อย ๆ ด้วยไม่อาจทนต่อความยากลำบากระหว่างทางได้ไหว
มีเพียงเจียงซู่ อดีตเจิ้นกั๋วกง เจียงอวี้เฉิง อดีตซื่อจื่อ และบรรดาญาติผู้ชายที่สามารถทนลำบากได้ไหว จึงเริ่มตั้งรกรากถิ่นฐาน เข้าป่าไปตัดไม้สร้างเรือนอาศัยใกล้เมือง อาศัยอยู่บริเวณนั้นเป็นต้นมา
“บ้านเราโดนใส่ร้ายชัด ๆ ฮ่องเต้แม่งโคตรโง่เลย! นี่มันเนรคุณชัด ๆ เลยไม่ใช่เรอะ!?” เจียงอวี้เฉิงสบถอย่างอดไม่ได้ “ไม่ใช่เพราะกองทัพตระกูลเจียงคอยสนับสนุนหรอกเรอะ แกถึงได้ขึ้นครองบัลลังก์ได้น่ะ”
“ถ้าตระกูลเจียงอยากจะครองบัลลังก์ ตอนนั้นฮุบเอาไว้เอง ไม่สมเหตุสมผลกว่าหรือไง? จะไปติดต่อแคว้นต้าถุงต้าถังทำซากอะไรให้วุ่นวาย ไอ้เต้สุนัขเอ๊ย!”
เจียงอวี้เฉิงเปิดอ่านบันทึกหน้าต่อไป ตั้งแต่รัชศกซื่ออัน ปีที่ยี่สิบห้าจนถึงปีที่สามสิบ ล้วนแต่เป็นเรื่องเล่าการสู้ชีวิตของตระกูลเจียงที่โดนชีวิตสู้กลับจนน่าท้อแท้
จนมาถึงรัชศกซื่ออัน ปีที่สามสิบเอ็ด ข่าวสารจากเมืองหลวงเล่าลือมาจนถึงชายแดนว่า จวงเหว่ยหรง บุตรชายคนโตขององค์หญิงใหญ่ที่อภิเษกเข้าจวนจวงกั๋วซือนั้นเป็นที่โปรดปรานของฮ่องเต้ชิงหยางเป็นอย่างมาก
ฮ่องเต้ชิงหยางจึงได้แต่งตั้งจวงเหว่ยหรงขึ้นเป็นรัชทายาท เนื่องจากบรรดาฮองเฮาและนางสนมในวังหลังของพระองค์นั้น ไม่สามารถตั้งครรภ์ให้ประสูติโอรสมังกรได้เลย
“ฮึ! สมน้ำหน้า ไร้น้ำยาสิ้นดี” เจียงอวี้เฉิงแค่นเสียง “นกเขาไม่ขันหรือว่าล่มปากอ่าวล่ะ? เนรเทศเนรคุณคนอื่น สุดท้าย ตัวเองก็ไร้คนสืบทอดจนต้องไปเอาลูกพี่สาวมาเป็นรัชทายาทต่อ ถุย!”
เจียงอวี้เฉิงถ่มน้ำลายที่ไม่มีอยู่จริงลงบนพื้นอย่างดูแคลน ก่อนจะเปิดอ่านหน้าต่อไปอย่างนึกสนุก
รัชศกซื่ออัน ปีที่สามสิบเจ็ด
ฮ่องเต้ชิงหยางสิ้นพระชนม์ด้วยอาการป่วยที่ไม่ทราบสาเหตุ ทำให้จวงเหว่ยหรง บุตรชายคนโตขององค์หญิงใหญ่ ชิงหว่านซิน และ จวงหมิงรุ่ย ซึ่งดำรงตำแหน่งกั๋วซือต่อจากบิดาขึ้นครองราชย์ เปลี่ยนราชวงศ์จาก ชิง เป็น จวง อย่างสิ้นเชิง
แคว้นต้าหมิงได้รับการปกครองจากฮ่องเต้ราชวงศ์จวง ที่มีสติปัญญาเฉียบคมมาอีกนานหลายร้อยปี จนกระทั่งมาถึงยุคสมัยใหม่แห่งการเปลี่ยนแปลงที่ลดบทบาทของราชวงศ์ลง
แต่อย่างไร คนจากราชวงศ์จวงก็ยังคงได้รับความนับถือ กลายเป็นบุคคลชนชั้นสูงของประเทศ ได้อยู่ดีกินดี จนมาถึงปัจจุบัน
สิ้นเสียงประโยคคำถาม น้ำตาของชิงหว่านซินก็ไหลพราก ใบหน้าเล็กพยักหน้ารัว ๆ ราวกับลูกไก่ที่จิกข้าวเปลือกอย่างน่าเอ็นดู“อื้อ! เราจะอยู่ด้วยกันไปจนแก่เฒ่าเลย!” ชิงหว่านซินตอบตกลง พร้อมยื่นมือข้างซ้ายให้เขา แหวนเพชรเม็ดงามถูกบรรจงสวมใส่ที่นิ้วนางข้างซ้ายอย่างพอเหมาะพอดีเจียงอวี้เฉิงรีบลุกขึ้นมาสวมกอดอีกฝ่ายอย่างแนบแน่น ในวินาทีนั้น เสียงระเบิดดังกึกก้องเหนือศีรษะ!ปัง! ปัง! ปัง!พลุไฟนับร้อยนับพันดวงพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้ายามค่ำคืนจากหลายจุดในเมืองหลวง แสงไฟหลากสีกระจายตัวออกเป็นดอกไม้ไฟขนาดยักษ์ แสงสีทอง สีเงิน และสีแดงสดสาดส่องลงมายังยอดตึกที่พวกเขาอยู่ ราวกับแสงดาวทั้งหมดบนฟ้าถูกดึงลงมาเพื่อเป็นฉากหลังให้แก่การตอบตกลงแต่งงานของเธอในครั้งนี้เสียง เปรี๊ยะ! ปร๊ะ! ของดอกไม้ไฟที่แตกตัวเหนือพวกเขา ทำให้ชิงหว่านซินถึงกับต้องปิดหูด้วยความตื่นเต้นภาพเมืองหลวงที่สว่างอยู่แล้วยิ่งสว่างเจิดจ้าขึ้นด้วยประกายของพลุไฟที่ประดับประดาตึกระฟ้าทั้งหมดให้กลายเป็นเวทีแห่งความยินดีขณะที่ชิงหว่านซินยังคงมองพลุไฟตาไม่กะพริบ จู่ ๆ ประตูที่ซ่อนอย
เฮลิคอปเตอร์ส่วนตัวสีดำสนิทร่อนลงจอดบนลานจอดส่วนตัวของตึกระฟ้าที่สูงที่สุดในเมืองอย่างนุ่มนวล ราวกับขนนกที่แตะพื้น เสียงเครื่องยนต์กังหันเริ่มเบาลงอย่างช้า ๆก่อนที่เจียงอวี้เฉิงจะดับเครื่องยนต์หลักเหลือเพียงเสียงลมหวีดหวิวของยามค่ำคืน เขาเปิดช่องระบายอากาศเล็กน้อย เพื่อให้อากาศบริสุทธิ์ของยอดตึกได้พัดโชยเข้ามาในขณะที่เครื่องกำลังสงบ ชิงหว่านซินที่นั่งข้าง ๆ ก็ขยับตัว สอดร่างบอบบางข้ามแผงควบคุมที่เย็นเฉียบไปยังเบาะหลังที่กว้างขวางและมิดชิดกว่า ก่อนที่เจียงอวี้เฉิงจะข้ามตามไปติด ๆ โดยไม่ให้มีการทิ้งช่วงแม้แต่วินาทีเดียวหลังจากนั้นไม่นาน เสียงครางกระเส่าที่ถูกกดเอาไว้ก็เริ่มดังขึ้นอย่างแผ่วเบาในห้องโดยสารที่มืดมิด เสียงหอบหายใจหนัก ๆ ดังประสานกันอยู่ท่ามกลางกลิ่นอายของความรักและเหงื่อที่โชยออกมาจากเบาะหนังนับเป็นชั่วโมงกระทั่งเสียงหอบหายใจเหล่านั้นเริ่มผ่อนคลายลง เจียงอวี้เฉิงจึงได้ช่วยชิงหว่านซินแต่งกายจัดเสื้อผ้าที่ยับยู่ยี่ให้กลับมาเรียบร้อยเหมือนเดิมทุกกระเบียดนิ้วจากนั้นเขาจึงได้เปิดประตูเดินลงมาสัมผัสกับความเย็นของพื้นลานจอด แล้วส่งมือรอรับ
“อาเฉิงจะพาฉันไปไหน?” เสียงหวานร้องถามอย่างสงสัย ในขณะที่เธอกำลังถูกอุ้มในท่าเจ้าสาว ชายผ้าที่ผูกปิดตาเธอกำลังพลิ้วไหวไปตามแรงลม“เดี๋ยวก็รู้น่า...” เจียงอวี้เฉิงตอบด้วยน้ำเสียงอารมณ์ดี ก้าวขายาว ๆ ตรงไปยังพาหนะส่วนตัวของตระกูลที่ตั้งอยู่บนชั้นดาดฟ้าของอาคารสูงสุดในเขตบ้านของตระกูลเจียงชิงหว่านซินกระชับแขนที่โอบรอบคอของเขาให้แน่นขึ้น เธอไว้วางใจผู้ชายที่อุ้มเธออยู่เป็นอย่างมาก หากแต่ความสงสัยมันมีมากกว่า ด้วยแรงลมที่พัดตีเข้าหน้าเธอไม่หยุดเจียงอวี้เฉิงเปิดประตูห้องโดยสารด้านข้างของเฮลิคอปเตอร์ส่วนตัวสีดำออกอย่างแผ่วเบาด้วยมือเดียว เขาวางร่างของชิงหว่านซินลงบนเบาะหนังฟอกอย่างทะนุถนอม แล้วจึงดึงสายเข็มขัดนิรภัยห้าจุดออกมาคาดรัดร่างเธออย่างแน่นหนา แล้วปิดประตูลงเขาเดินอ้อมไปนั่งที่เบาะนักบินอีกด้าน ภายในห้องนักบินที่เต็มไปด้วยแผงควบคุมดิจิทัล เขาแตะสวิตช์บางตัวอย่างเชี่ยวชาญ เสียงไฟฟ้าภายในเริ่มทำงานพร้อมกับเสียงหึ่งต่ำ ๆ ของระบบอัจฉริยะ จากนั้นเจียงอวี้เฉิงดึงคันบังคับที่ควบคุมเครื่องยนต์ เพื่อสตาร์ทเครื่องยนต์กังหันเสียงอ
สิ้นเสียงบอก คิ้วคมของเจียงอวี้เฉิงก็เลิกขึ้นสูง เขานิ่งไปเพียงชั่วครู่อย่างตัดสินใจ“ได้... งั้นหยาเจินคุมเกมเองเลย”เจียงอวี้เฉิงพลิกตัวลงนั่งกางขาบนเบาะ สอดมือไปรั้งร่างเล็กให้ลุกขึ้นมานั่งคร่อมบนตักของเขา ท่ามกลางความงงงวยของชิงหว่านซินเพียงเธอพูดแค่ประโยคเดียว โลกทั้งใบก็ถูกอีกฝ่ายพลิกตลบจากคนที่อยู่ด้านล่างกลายมาเป็นคนคุมเกมเสียอย่างนั้น“หยาเจินพร้อมเมื่อไหร่ก็เริ่มได้เลย...”ชิงหว่านซินก้มหน้ามองใบหน้าของอีกฝ่ายที่ยิ้มกริ่ม ก่อนจะกดสายตาลงต่ำไปเห็นแกนกายที่ชูชัน สลับขึ้นมามองหน้าเขาอีกคราวทำไมถึงรู้สึกเหมือนว่ามีสองสายตาอ้อนวอนมองมาพร้อมกันทั้งบนทั้งล่างเลยล่ะ?เสี่ยวเฉิงมีตาด้วยเหรอ?ในขณะที่เธอกำลังเตรียมใจ มือปีศาจก็ลูบไล้ขาอ่อนของเธอดันให้ชายกระโปรงเลิกขึ้นสูง ไม่ให้เกะกะกิจกรรมที่กำลังจะเกิดขึ้น ก่อนจะไปสแตนด์บายรอที่แก้มก้น จนชิงหว่านซินอดมองค้อนไม่ได้“ไหนบอกว่าให้เราคุมเกมไง”เจียงอวี้เฉิงแสร้งทำหน้าอย่างไร้เดียงสา “เราก็ให้หยาเจินคุมเกมนะ เราแค่เตรียมตัว
ร่างสูงโผล่พรวดเข้ามาในห้องโดยสาร ก่อนจะกดไหล่เล็กให้นอนราบลงบนเบาะหนังด้านหลัง จับสองเรียวขาให้แยกออกจากกัน เรียวขาข้างหนึ่งขึ้นพาดไปบนเบาะ ทำให้กระโปรงที่เธอสวมอยู่ถูกร่นขึ้นมากองที่หน้าท้องมือหนาตะครุบชายเสื้อซับในแล้วดึงออกให้พ้นตัว จนเหลือเพียงบราสีเนื้อที่โอบอุ้มเนินเนื้อขาวผ่องเจียงอวี้เฉิงสอดมือหนาไปทางด้านหลัง ใช้เพียงมือเดียวก็สามารถปลดตะขอบราได้อย่างง่ายดาย อีกมือหยิบบราชิ้นนั้นโยนไปทางเบาะหน้าข้างคนขับอย่างรู้หน้าที่ดวงตาจิ้งจอกพราวระยับ เมื่อเห็นร่างแม่นางน้อยเปลือยเปล่าช่วงบน ใบหน้าหวานแดงระเรื่อ ริมฝีปากเล็กเม้มเข้าหากันอย่างเขินอาย ไหปลาร้าได้รูป ไล่มาถึงความอวบอิ่มสมวัยแต่ก่อนที่เจียงอวี้เฉิงจะได้ขยับตัวลงมือทำอะไร เสียงโทรศัพท์มือถือส่วนตัวของเขาก็ดังขึ้นมา“รับก่อนเถอะ เผื่อเป็นสายที่บ้าน...” ชิงหว่านซินบอกเสียงเรียบ แม้จะขัดใจไปบ้าง แต่เธอก็รู้จักแยกแยะได้เผื่อจะเป็นคุณป้า เพราะเมื่อครู่ แม่ของเจียงอวี้เฉิงบอกว่าหากเสร็จธุระแล้วจะมาคุยเป็นเพื่อนเธอ พอไม่เห็นพวกเธอจึงได้โทรมาตามหาเจียงอวี้เฉิงพยักห
“หื้ม?” ชิงหว่านซินครางในลำคอ เมื่ออีกฝ่ายผละริมฝีปากออกกะทันหัน ปลายลิ้นเล็กตวัดเลียเรียวปากตัวเองอย่างเสียดาย“ออกไปจากที่นี่กันเถอะ” เจียงอวี้เฉิงบอกเสียงทุ้ม ก่อนจะอุ้มร่างเล็กที่นั่งอยู่บนตักขึ้น พาเดินออกจากศาลาตรงไปที่โรงรถด้านนอกทันทีชิงหว่านซินที่ยังมึนเมาในรสจูบ เอ่ยถามอย่างสงสัย “มีอะไรเหรอ?”“อยู่บ้านมีคนสอดรู้สอดเห็นเยอะเกินไป...”เจียงอวี้เฉิงอุ้มชิงหว่านซินแนบอก พาเดินตามโถงทางเดินไปยังปีกอาคารด้านหลังซึ่งเป็นที่ตั้งของโรงรถของตระกูล ทันทีที่ประตูบานใหญ่เลื่อนเปิดออก กลิ่นหอมจาง ๆ ของหนังฟอกชั้นดีและน้ำมันเชื้อเพลิงราคาแพงก็ลอยเข้ามาปะทะภายในโรงรถกว้างขวางปูพื้นด้วยหินอ่อนขัดเงา สะท้อนแสงไฟนีออนเย็นตาจากเพดาน เผยให้เห็นคอลเล็กชันรถยนต์มูลค่าหลายร้อยล้าน ทั้งของบิดา ญาติผู้ใหญ่ และบรรดาน้องชายแต่สายตาของเจียงอวี้เฉิงจับจ้องไปยังรถหรูส่วนตัวของเขาที่จอดสงบนิ่งอยู่กลางลาน รถซีดานหรูหราสีดำขลับ ตัวถังมันวาวดุดันตัดกับกระจกสีเข้มที่ช่วยอำพรางกิจกรรมของคนในรถได้เป็นอย่างดีเจ







