แชร์

บทที่1

last update ปรับปรุงล่าสุด: 2025-11-05 20:53:13

บทที่ 1

แม่นมจางผู้เคร่งครัดและดุดันที่หลายวันมานี้ถิงเฟยหวาดกลัวยิ่งนัก พลันกลับต้องพ่ายแพ้ถอยทัพกลับไปหาเฝิงกุ้ยเฟยผู้เป็นนายเพียงถูกซู่จิ้งอ๋องกล่าวเพียงสี่คำเพียงเท่านั้น บุรุษนามจ้าวเหลียงอี้ช่างน่ากลัวจริงๆ แต่ถึงจะหวาดกลัวเพียงใด เด็กสาวกลับยังยืนหยัดไม่ทิ้งผู้เป็นนายหญิงของนางไปที่ใด

“เจ้าเองก็ออกไปด้านนอกก่อนสักครู่ เปิ่นหวางมี ‘ธุระ’ จะคุยกับพระชายาของเปิ่นหวางสักครู่เท่านั้น”

แน่นอนว่าคราวนี้ถิงเฟยไม่รอให้จ้าวเหลียงอี้พูดซ้ำ นางเร่งออกไปทันทีเมื่อเขาจบประโยคเหล่านั้น เนื่องจากนางคิดว่าการออกไปจะเป็นผลดีกับผู้เป็นนายของตนเองมากกว่าที่นางจะดื้อดึงอยู่ต่อไปนั่นเอง ฝ่ายของหานซางจื่อนั้นทำเพียงนั่งเก็บมือและเท้าอย่างสงบ มิได้หวั่นไหวอันใดกับทุกฝีเท้าที่จ้าวเหลียงอี้สืบเข้ามาใกล้ตนเองเลยแม้แต่น้อย

“พอดีว่าเมื่อครู่มู่สือเพิ่งมาแจ้งกับเปิ่นหวางว่า ม้าพันธุ์เหงื่อโลหิตของเปิ่นหวางมันเจ็บท้อง คาดว่าคงใกล้จะคลอดเต็มทน ดังนั้นราตรีนี้ห้องหอเจ้าก็ครอบครองไปแต่เพียงผู้เดียวเถิด เปิ่นหวางไม่สะดวกจะนอนเป็นเพื่อนเจ้าหรอกพระชายาหาน”

ถึงจะเตรียมใจมาแล้วเป็นอย่างดี แต่หานซางจื่อก็มิคาดว่า ‘ข้ออ้าง’ ที่จ้าวเหลียงอี้ใช้เพื่อจะไม่ร่วมหอกับตนเองจะเป็น ‘ม้ากำลังจะตกลูก’ เช่นนี้ สาวน้อยเผลอตัวยกมือขึ้นจับผ้าคลุมหน้าเปิดออกแล้วมองจ้องอีกฝ่ายด้วยสายตาเหลือเชื่อ แต่เพราะเช่นนั้นหานซางจื่อจึงทันจะได้เห็นว่า ประตูห้องหอปิดไม่สนิท และหน้าห้องนั้นมีเท้าอยู่หลายคู่นอกจากถิงเฟยคนสนิทซึ่งติดตามมาจากสกุลหานของตน ก็คาดว่าคงมีคนของซู่จิ้งอ๋องอยู่ด้วยหลายชีวิตเป็นแน่

…บัดซบ!…

‘บุรุษผู้นี้ช่างอำมหิตเกินไปแล้ว ไม่ไหว้หน้าสกุลหานของข้าเลย’ หานซางจื่อพึมพำอยู่เพียงในใจแล้วพยายามควบคุมอารมณ์ไม่พึงใจลงไปโดยเร็ว เพราะถูกฝึกมาทั้งชีวิตจนสำเร็จแล้วเตรียมขยับเรียวปากบอกให้จ้าวเหลียงอี้ช่วยทำพิธีต่างๆ ให้ครบเสียแล้ว เขาจะไปที่ใดก็ไปเถิด นางย่อมไม่คิดจะรั้งเขาเอาไว้แน่นอนอยู่แล้ว เพราะในใจเสมอมาก็หาได้รู้สึกอันใดกับเขาผู้นี้อยู่แล้วเป็นทุนเดิม

“เร่งร้อนเช่นไรซู่จิ้งอ๋องก็ช่วยรักษาธรรมเนียม รอให้เลยฤกษ์เข้าหอผ่านไปก่อนจะได้หรือไม่เพคะ”

ขอเพียงเขารั้งอยู่จนเลยฤกษ์เข้าหอไปแล้ว พรุ่งนี้ถึงพิธียกน้ำชาให้กับเฝิงกุ้ยเฟยผู้เป็นมารดาสวามีของนางก็ไม่ถึงกับนับว่ายุ่งยาก และยังจะนับได้ว่ารักษาหน้าตาของคนสกุลหานของนางได้อีกด้วย

“เอาละ เปิ่นหวางกำลังรีบ เช่นนั้นที่เหลือเจ้าจัดการเองไปก็แล้วกัน ฝนใกล้จะตกเต็มทนแล้ว หากช้าไปจะไม่ทันเปิ่นหวางไม่อยากพลาดโอกาสได้เห็นม้าคลอดอย่างปลอดภัย

“……”

กล่าวจบแล้วจ้าวเหลียงอี้ก็เดินจากไปโดยปล่อยให้ ‘เจ้าสาว’ เช่นหานซางจื่อได้แต่นั่งเป็นบื้อเป็นใบ้อยู่บนเตียงแม้นแต่ผ้าคลุมหน้าเจ้าสาว ‘เขา’ ผู้นั้นก็ไม่คิดจะมีน้ำใจมา ‘ปลด’ มันให้นางสักนิด ช่างใจดำอำมหิตเกินไปจริงๆจ้าวเหลียงอี้นะจ้าวเหลียงอี้

“คุณหนู! เกิดอันใดขึ้นเจ้าคะ?!”

ถิงเฟยวิ่งเข้ามาอย่างลืมรักษากิริยาที่ถูกฝึกอบรมสั่งสอนจากฮูหยินรองมาทั้งชีวิตสิบหกหนาวของนางในจวนสกุลหานไปจนสิ้น เมื่อจ้าวเหลียงอี้ไม่ถึงครึ่งเค่อกลับทิ้งเจ้าสาวผู้เป็นนายของตนเองไว้ลำพังในห้องหอเช่นนี้ มันเป็นเรื่องไม่ดีเลยไม่ใช่หรือไร?!

“เอะอะโวยวายไปไย สงบกิริยามารยาทเอาไว้ ที่แห่งนี้คือตำหนักซู่จิ้งอ๋องหาใช่สกุลหาน ท่านแม่ของข้ากำชับเจ้ามาแล้วกำชับเจ้ามาอีก เจ้าลืมสิ้นแล้วหรือถิงเฟย”

ขณะเอ่ยเตือนสติสาวใช้ใกล้ชิด มือเรียวเล็กของหานซางจื่อก็ปลดผ้าคลุมหน้าเจ้าสาวออกจากศีรษะช้าๆ ไปพลาง นางแกะผ้าที่มารดานั้นตั้งใจปักให้ด้วยกิริยาทะนุถนอมอย่างสุดจิตสุดใจ ไม่สนใจว่าบุรุษผู้ได้ชื่อว่าเป็นพระสวามีนั้นจะสนใจหรือไม่

“ไปสั่งคนเตรียมน้ำให้ข้าอาบเถิด และก็เลิกแตกตื่นได้แล้ว จะเกิดสิ่งใดขึ้นก็จงรับมือด้วยสติจึงนับว่าพอจะต้านและผ่านทุกสิ่งไปได้ จงจำไว้นะถิงเฟย”

ถิงเฟยมีเป็นหมื่นเป็นล้านคำที่นางอยากจะพูดอยากจะเอ่ย แต่คงเป็นเพราะ ‘คุณหนูสาม’ ของตนกลับมีแต่สีหน้าสงบเยือกเย็น กิริยาก็ยังสง่างามสมฐานะพระชายาของซู่จิ้งอ๋อง จนเด็กสาวไม่กล้าแตกตื่นอีกเลย ในอดีตเด็กสาวก็นับถือคุณหนูสามของตนเองมาโดยตลอด มิคาดพออีกฝ่ายได้รับแต่งตั้งเป็นพระชายาของซู่จิ้งอ๋องแล้วจะยิ่งสุขุมเยือกเย็นเพิ่มขึ้นไปอีกหลายส่วน

“เจ้าค่ะ”

หานซางจื่อทอดสายตามองตามแผ่นหลังบอบบางของสาวใช้รุ่นน้องที่อายุอ่อนกว่านางเพียงแค่หนึ่งหนาวด้วยแววตายากจะหยั่งถึงความรู้สึกให้ผู้อื่นจับผิดได้  นับจากจำความได้นางก็ได้รับการสั่งสอนมาเช่นนี้ จึงไม่แปลกที่อายุของนางกับถิงเฟยแม้วัยต่างกันเพียงหนึ่งหนาว แต่นางกลับเติบโตกว่าสาวใช้ข้างกายอยู่หลายหนาว ดังนั้นทุกวันนี้นางมีแค่เพียงเก็บซ่อนทุกอารมณ์เอาไว้ภายในอกคนเดียวเท่านั้น จะเจ็บ จะปวด จะทุกข์ หรือสุข นางมีเพียงรู้แจ้งด้วยตนเอง

“พระชายาซู่จิ้งอ๋องเพคะ น้ำเตรียมเสร็จแล้วเพคะ”

นางกำนัลวัยเดียวกับถิงเฟยนามว่า ‘หงเจี๋ย’ เข้ามารายงานหลังจากที่หานซางจื่อให้ถิงเฟยออกไปแจ้งกับคนของตำหนักซู่จิ้งอ๋องว่า ตนเองต้องการจะอาบน้ำ จากนั้นถิงเฟยกับนางกำนัลนาม ‘ซูผิง’ จึงย้อนกลับมาช่วยผู้เป็นนายหญิงของตนเองปลดเครื่องหัวและเครื่องประดับกับอาภรณ์ชั้นนอกเสร็จสิ้นพอดี

“อาหารเหล่านี้เย็นหมดแล้ว ให้คนยกไปอุ่นให้เปิ่นหวางเฟยด้วยนะ พออาบน้ำเสร็จจึงค่อยยกมาอีกครั้งก็แล้วกัน”

หานซางจื่อสั่งการหงเจี๋ยแล้วจึงเดินตามซูผิงไปยังห้องอาบน้ำโดยมีถิงเฟยเดินตามรั้งท้าย หญิงสาวหยุดชะงักไปเล็กน้อยกับห้องอาบน้ำอันหรูหรา แต่ก็เพียงเล็กน้อยเท่านั้น ปลายเท้าเรียวเล็กก้าวลงไปสัมผัสน้ำอุ่นกำลังดีในถังไม้ใหญ่ขนาดยักษ์แล้วพึงใจไม่น้อย

เนื่องจากความอุ่นของน้ำอยู่ในระดับกำลังดี แถมยังมีกลิ่นหอมของดอกหลันฮวาสีขาวพิสุทธิ์กับดอกกุ้ยฮวานั้นยิ่งทำให้สาวน้อยที่ไม่อาจเฉลิมฉลองครบรอบวันคล้ายวันเกิดวัยสิบเจ็ดหนาวบริบูรณ์ แต่กลับต้องมาแต่งงานกับบุรุษที่เขาไม่รักไม่ต้องการวุ่นวายอยู่ตั้งเช้าจรดค่ำ จวบจนจากค่ำจะถึงยามวันใหม่อีกแล้ว นางจึงปวดเมื่อยไปหมด เมื่อได้แช่น้ำอุ่นเช่นนี้ย่อมผ่อนคลายไม่น้อย หานซางจื่อปล่อยให้ซูผิงกับถิงเฟยช่วยปลดเสื้อคลุมแล้วจึงก้าวลงทรุดกายลงนั่งแช่น้ำในถังไม้ขนาดยักษ์อย่างสบายใจ

“พระชายาหานต้องการสระผมหรือไม่เพคะ”

ซูผิงถามด้วยกิริยาระมัดระวังอย่างยิ่ง  เพราะนี่เป็นครั้งแรกที่นางนั้นต้องรับใช้สตรีสูงศักดิ์ ปกติแล้วนางรับใช้อยู่ในตำหนักของเฝิงกุ้ยเฟยมาโดยตลอดนับจากเข้าวัง วันนี้จึงนับว่าซูผิงได้เริ่มต้นรับใช้ ‘นายหญิง’ คนใหม่แล้วไม่อาจทราบได้ว่า นิสัยใจคอของอีกฝ่ายเป็นอย่างไร จะดีหรือร้ายนางล้วนไม่กระจ่างทั้งสิ้น

“ก็ดี”

กล่าวแล้วหานซางจื่อจึงพิงแผ่นหลังบอบบางของตนเองกับขอบถังอาบน้ำ ปล่อยศีรษะให้ซูผิงได้จัดการสระผมให้ส่วนถิงเฟยนั้นช่วยขัดถูผิวขาวสะอาดราวกับหยกมันแพะไป นางหลับตานึกไปถึงเมื่อสามเดือนก่อนที่ตนเองยังเป็นคุณหนูสาม แต่เป็นบุตรสาวเพียงคนเดียวของหนานไค่กั๋วกง ญาติฝ่ายมารดาของซ่งฮองเฮาเช่น ‘หานซางเจี้ยน’ ขุนนางคนสำคัญของราชสำนักเทียนสุ่ย

ดังนั้นต่อให้นางเกิดจากฮูหยินรอง แต่ก็ยังสามารถแต่งงานเป็นพระชายาเอกของซู่จิ้งอ๋องได้โดยไร้ข้อโต้แย้ง ต่อให้เฝิงกุ้ยเฟยและตัวของซู่จิ้งอ๋องนั้นจะไม่พึงใจเพียงใดก็ตาม…

อ่านหนังสือเล่มนี้ต่อได้ฟรี
สแกนรหัสเพื่อดาวน์โหลดแอป

บทล่าสุด

  • สวามีของข้าได้โปรดเขียนใบหย่าให้ชายาเถิดนะ   ตอนพิเศษ(2)

    ‘ที่แท้ทุกสิ่งที่ข้าลืมไปกลับเป็นเรื่องสำคัญถึงเพียงนี้เชียวหรือ?’ ฉางเฉียนเกอลืมตาขึ้นหลังจากทุกสิ่งกระจ่างไม่ใช่เรื่องที่นางหลงลืมไป ทว่าแม้แต่เรื่องเมื่อครั้งนางลงไปเผชิญด่านเคราะห์เป็นมนุษย์นามว่าหานซางจื่อ ก็ล้วนจดจำได้ทั้งหมด ทั้งที่ปกติแล้วเรื่องราวเหล่านั้นจะถูกลบเลือนไป เพราะการไปเกิดเช่นนั้นก็เหมือนความฝันหนึ่งคืนตื่นมาก็จะเลือนหายไปแต่คราวนี้ฉางเฉียนเกอกลับจดจำได้ทั้งหมด แม้แต่ความรู้สึกสุดท้าย หรือคำมั่นสัญญาระหว่างตนเองและหลี่เหลียงอี้ที่อยู่ในฐานะมนุษย์ผู้หนึ่งนามว่า จ้าวเหลียงอี้ หญิงสาวเงยหน้าขึ้นไปมองบนสะพานที่มีสายฝนกำลังโปรยปรายลงมาบางเบา เท้าเรียวก้าวขึ้นไปคราวนี้ไม่มั่นคงเช่นในยามที่นางก้าวออกจากตำหนักส่วนตัวมาแม้แต่น้อยความรู้สึกผิดเป็นสาเหตุแห่งอาการไม่มั่นคงนี้ เพราะตั้งแต่ต้นจนจบฉางเฉียนเกอรู้สึกว่าเป็นนางเองที่ไม่เคยใส่ใจบุรุษผู้นั้นเลย นางทอดทิ้งเขาครั้งแล้วครั้งเล่าแถมยังลืมทุกสิ่งที่เขาทำเพื่อนาง แม้แต่การลงไปจุติผ่านด่านเคราะห์คราวนี้สำเร็จก็เป็นเขาทั้งหมด หญิงสาวรู้สึกว่าตนเองคิดค้างอีกฝ่ายมากจริงๆเท้าเรียวก้าวเนิบช้า หูสองข้างได้ยินเสียงเม็ดฝนตกกระท

  • สวามีของข้าได้โปรดเขียนใบหย่าให้ชายาเถิดนะ   ตอนพิเศษ(1)

    ตอนพิเศษเท้าเรียวในรองเท้าปักลวดลายวิจิตรก้าวไปข้างหน้าด้วยจังหวะสม่ำเสมอและมั่นคง พาเรือนกายอรในอาภรณ์สีฟ้าสดใสตรงไปยังจุดหมายประจำที่นางรู้สึกว่า ตนเองกำลังรอคนผู้หนึ่งอยู่ แต่นางกลับจดจำมิได้ว่าตนเองกำลังรอผู้ใดกันแน่นับตั้งแต่นางลงไปผ่านด่านเคราะห์ในโลกมนุษย์เพื่อซ่อมแซมตบะที่เสียหายจากสงครามระหว่างเผ่าเทพกับดินแดนปีศาจเมื่อหนึ่งพันปีก่อน‘ฉางเฉียนเกอซ่างเสิน’ คือนามของนาง เทพสงครามจากเผ่ามังกรฟ้าที่ปกครองทะเลดินแดนบูรพามาช้านานแต่ในสงครามครั้งนั้นนางบาดเจ็บหนักจนเข้าสู่การหลับใหลไปเกือบหนึ่งพันปีเมื่อตื่นขึ้นมาตบะยังไม่มั่นคงเทียนจวินจึงให้นางลงไปผ่านด่านเคราะห์รักที่ไม่สมหวังเป็นเวลาสิบแปดหนาวในโลกมนุษย์ ซึ่งนี่ก็ผ่านมาสี่เดือนเศษแล้วที่นางได้กลับมาจากโลกมนุษย์ ร่างกายและตบะของนางนั้นกลับมาเป็นปกติดีแล้วแต่เหตุใดก็สุดจะรู้แจ้ง ความทรงจำบางช่วงกลับหายไป ซึ่งเหล่าผู้เฒ่าในเผ่ามังกรฟ้าของนางต่างลงความเห็นว่าอาจเป็นเพราะอาการบาดเจ็บนั้นรุนแรงจนเกือบดวงจิตแตกดับยังดีว่าคู่หมั้นของนาง ที่นางเองก็ยังไม่เคยพบหน้าเช่นองค์ชายจากเผ่าหงส์เพลิงใช้ตบะของเขาห้าพันปีสวรรค์ถ่ายมารักษาดวงจิตที่

  • สวามีของข้าได้โปรดเขียนใบหย่าให้ชายาเถิดนะ   ตอนอวสาน(2)

    ดังนั้นในยามกลางวันจ้าวเหลียงอี้จึงออกว่าราชการ พอตกค่ำก็มาอยู่เฝ้าศพ คอยจุดธูปและเผากระดาษเงินกระดาษทอง พอมีเวลาเหลือในยามกลางวันเขาก็ไปดูการก่อสร้างสุสาน พอถึงเวลากินเขาก็กินและดื่ม ชีวิตของจ้าวเหลียงอี้เป็นเช่นนั้นจนผ่านไปถึงหนึ่งหนาว สุสานเสร็จสิ้นพิธีบรรจุพระศพของพระชายาเอกของจวิ้นอ๋องจึงเริ่มขึ้นผ่านไปอีกสามหนาวจ้าวหลงเฉินที่เพิ่งขึ้นเป็นฮ่องเต้แทนผู้เป็นพระบิดาที่สละราชบัลลังก์เพื่อจะพักผ่อนในช่วงบั้นปลายของชีวิตก็ทนเห็นน้องชายคนเดียวมีชีวิตราวกับหุ่นดินเหนียวอีกต่อไม่ไม่ไหวจึงคิดจะพระราชทานสมรสให้ แต่มิคาดจ้าวเหลียงอี้กลับยื่นคำขาด หากออกพระราชโองการมายามใดเขาก็จะออกบวชเสียยามนั้น ทำเอาฮ่องเต้เองก็ไม่กล้าจะเขียนราชโองการขึ้นมาเช่นกัน!วันเวลานั้นผ่านไปราวกับสายน้ำ วันนี้ก็ครบสิบเจ็ดหนาวแล้วที่หานซางจื่อจากไป ตงหยางที่เขาและนางร่วมกันกอบกู้คืนมาเจริญรุ่งเรืองจนนับเป็นเมืองหลวงแห่งที่สองของเทียนสุ่ยได้อย่างเต็มภาคภูมิ หลังจากไปทำความสะอาดสุสานของนางแล้ว จ้าวเหลียงอี้ก็ขี่ม้าขึ้นไปบนกำแพงเมือง ในมือก็มีกิ่งของต้นฝูหรงฮวากับดอกที่เบ่งบานอยู่หลายดอกขึ้นไปด้วย“ข้าไม่เคยผิดต่อเจ้าเ

  • สวามีของข้าได้โปรดเขียนใบหย่าให้ชายาเถิดนะ   ตอนอวสาน(1)

    ตอนอวสานเขาขมขื่นจนบรรยายไม่ถูก เจ็บราวกับถูกควักดวงใจทั้งที่ยังหายใจอยู่เป็นเช่นไรวันนี้เขารู้ซึ้งแล้ว แต่กลับไม่อาจทำอันใดได้เลย มีเพียงยอมมองมือของพญายมควักเอาดวงใจของเขาไปต่อหน้าตาเช่นนี้้“แผ่นหลังนั้นก็คือพี่อี้ เฉียนเกอรักท่านนับตั้งแต่ยังไม่เห็นหน้า ช่างน่าขันยิ่งนัก น่าขบขันจริงๆ การตกหลุมรักนี้แค่เห็นเพียงด้านหลังของท่านเฉียนเกอกลับรักอย่างงมงายได้ในทันที หรือแท้จริงแล้ว เฉียนเกออาจตามหาเจ้าของแผ่นหลังนั้นมาตั้งแต่ชาติก่อนกันแน่ก็มิอาจทราบได้ อึก! อ้วก!”ยังกล่าวความในใจไม่หมด นางกลับอาเจียนออกมาอย่างหนัก คราวนี้แม้แต่แรงจะหายใจหานซางจื่อก็รู้สึกว่าจะไม่เหลือแล้ว ดังนั้นหลังจากจ้าวเหลียงอี้ทำความสะอาดและช่วยเปลี่ยนชุดให้นางใหม่ด้วยตนเองแล้วหญิงสาวจึงทำเพียงอิงแอบแนบใบหน้ากับหน้าอกด้านซ้ายของอีกฝ่ายแล้วฟังเสียงหัวใจของเขาเต้นไปอย่างสงบ นี่คือความสุขสุดท้ายของนางที่ไม่เคยคาดฝันว่าจะได้รับโอกาสมาก่อน“เจ้าไปรอข้าก่อนนะ อีกไม่นานข้าจะตามไปพบกับเจ้า จงรอข้าที่สะพานแห่งนั้น สัญญาว่าข้าจะไปพบเจ้าแน่นอน”“คำไหนคำนั้น...”“คำไหนคำนั้น...”สายลมของต้นยามอู่เพิ่งพัดโชยเอื่อยมาสัมผัสผิ

  • สวามีของข้าได้โปรดเขียนใบหย่าให้ชายาเถิดนะ   บทที่56.2

    เฝิงกุ้ยเฟยตกตะลึงกับความจริงที่ได้ประจักษ์ ไม่ต่างจากถิงเฟย เด็กสาวไม่เคยล่วงรู้มาก่อน นายหญิงของนางเก็บซ่อนทุกสิ่ง แม้แต่นางก็ยังมิอาจได้รู้ ขนาดนางเองก็มีวิชาแพทย์นับว่าสูงผู้หนึ่งก็ตาม“หมอหลวง ตามหมอหลวงมา แล้วหมอจากเมืองหลวงเหตุใดจึงยังมาไม่ถึงสักครา?!”“ท่านอ๋องสงบพระทัยลงหน่อย ต่อให้ยกหมอหลวงมาหมดสำนักอาการของเฉียนซือก็ไม่อาจแก้ไขคืนกลับมาได้แล้ว นับจากนี้จนถึงยามจื่อก็เหลืออีกหลายชั่วยาม เช่นไรท่านอ๋องก็อยู่กับนางให้ดีเถอะ พวกกระหม่อมจะไม่รบกวน”สยงฉงจื้อไม่ใช่ว่าเขาทำใจได้ แต่คงเพราะอีกฐานะของเขาพบเจอความตายมามากย่อมเข้มแข็งได้มากกว่าจ้าวเหลียงอี้และอีกสองชีวิตเช่นถิงเฟยกับเฝิงกุ้ยเฟย“ไม่ได้นะ ซื่อจื่อ ท่านอย่าเพิ่งปล่อยมือจากนางสิ อย่าเพิ่งวางมือเลย รักษานางอีกหน่อยเถอะ”“กระหม่อมไม่ได้อยากปล่อยมือจากนางอยู่แล้ว แต่ที่กระหม่อมหยุดเพียงเท่านี้ก็เพราะรู้ดีว่า หากถ่ายเลือดและฝังเข็มอีกจะยิ่งทรมานนาง หากนางจะจากไป ท่านอ๋องคิดเองเถิดว่า จะเห็นนางทรมานจนลมหายใจเฮือกสุดท้ายหรือว่า จะเห็นนางจากไปอย่างสงบกันแน่ กระหม่อมเป็นหมอผู้หนึ่ง หากญาติผู้ป่วยต้องการเช่นไรย่อมทำตามมิอาจต่อต้า

  • สวามีของข้าได้โปรดเขียนใบหย่าให้ชายาเถิดนะ   บทที่56.1

    บทที่ 56หลังจากจบศึกใหญ่โดยสูญเสียกำลังทหารของฝ่ายปราบกบฏไปห้าพัน หากเทียบกับจำนวนเต็มเจ็ดหมื่นนายนั้นช่างแสนจะน้อยนิด แต่สำหรับจ้าวเหลียงอี้เพียงหนึ่งชีวิตที่ต้องเสียก็นับว่ามากล้นแล้วและในแต่ละวันทั้งเขาและหานซางจื่อก็มีงานล้นมือจนแทบไม่มีเวลาส่วนตัว ทว่าถึงจะยุ่งจนหัวหมุน หากแต่ทุกเช้ามืดต้นยามอิ๋นทั้งสองสามีภรรยากลับไม่เคยว่างเว้นที่จะต้องไปเยี่ยมคารวะเฝิงกุ้ยเฟยไม่เคยขาด“อี้เอ๋อร์ถวายพระพรเสด็จแม่พ่ะย่ะค่ะ”“ซางจื่อถวายพระพรเฝิงกุ้ยเฟยเพคะ”เพล้ง!“ไสหัวออกไปนะนางสตรีแพศยาแซ่หาน”หากแต่ทุกวันก็ยังเป็นเช่นเดิม นี่ก็ผ่านมาหลายสิบวันแล้ว หากแต่เฝิงกุ้ยเฟยนั้นกลับปฏิบัติต่อหานซางจื่อนับวันยิ่งรุนแรง แต่หญิงสาวก็มิอาจเพิกเฉยไม่มาเยี่ยมคารวะมารดาของสามีที่อาวุโสที่สุดในตำหนักชินอ๋องแห่งนี้ได้“เสด็จแม่! เฉียนเกอ นางกตัญญูต่อท่านนะ เหตุใดท่านจึงปฏิบัติต่อสะใภ้ที่ดีเช่นนี้”จ้าวเหลียงอี้ดันเอาร่างผ่ายผอมลงไปมากของหานซางจื่อไปไว้ด้านหลังของตนเอง เพราะทราบดีกว่าอีกครู่จะต้องมีสิ่งของใกล้มือของมารดาตนเองลอยมาทำร้ายภรรยาของตนเองอีกเป็นแน่“อี้เอ๋อร์! นี่เจ้าขึ้นเสียงกับแม่แทนสตรีแพศยาเชีย

บทอื่นๆ
สำรวจและอ่านนวนิยายดีๆ ได้ฟรี
เข้าถึงนวนิยายดีๆ จำนวนมากได้ฟรีบนแอป GoodNovel ดาวน์โหลดหนังสือที่คุณชอบและอ่านได้ทุกที่ทุกเวลา
อ่านหนังสือฟรีบนแอป
สแกนรหัสเพื่ออ่านบนแอป
DMCA.com Protection Status