เข้าสู่ระบบหยางซูหนี่ลองนึกทบทวนเหตุการณ์ในชีวิตก่อนแล้วนึกได้ว่าหลังจากที่นางแต่งงานไปก็เกิดเหตุการณ์ความวุ
ขบวนรถม้ามุ่งตรงไปยังอารามเซียนไห่ที่อยู่ห่างจากทะเลสาบไปราวสิบลี้ ในยามที่ไปถึงก็มีหลวงจีนน้อยผู้หนึ่งมารอรับอยู่ด้านหน้าอาราม“ไต้ซือกำลังรอพวกท่านอยู่ ได้โปรดเชิญทางนี้เถิด”“รบกวนหลวงจีนน้อยแล้ว” หนิงอ๋องกล่าวกับหลวงจีนน้อย“มิกล้า ๆ เชิญพวกท่านตามข้ามาทางนี้”หนิงอ๋องหันมาอยากจะเอ่ยกับสตรีทั้งสองเพื่อให้นางไม่ต้องติดตามพวกเขาไป แต่อีกใจเขาก็อยากจะให้หยางซูหนี่ติดตามเข้าไปด้วย แต่หากทำเช่นนั้นมู่ไฉหลินก็อาจจะรู้สึกว่าไม่ยุติธรรมหรือไม่ ดูเหมือนว่าเต๋ออ๋องจะเข้าใจในความคิดของน้องชายก่อนจะเอ่ยขึ้นมาแทน“เดินทางมาพบไต้ซือครั้งนี้ก็เพื่อตรวจดวงชะตาให้กับหนิงอ๋องและคุณหนูหยาง เช่นนั้นคุณหนูหยางก็เข้าไปด้วยกันเถิด”“แล้วข้าเล่าเจ้าคะ ?” มู่ไฉหลินเอ่ยถามก่อนจะชี้นิ้วไปที่ตัวนางเองแล้วแสดงสีหน้ามีความหวัง ทำให้อ๋องทั้งสองหันมองหน้ากันราวกับกำลังใคร่ครวญว่าจะทำเช่นไรต่อดี ระหว่างนั้นหลวงจีนน้อยก็เอ่ยแก้ไขสถานการณ์ให้พวกเขาขึ้นมา“ขออภัยด้วยขอรับห้องรับรองของไต้ซือนั้นมีขนาดเ
ครึ่งเดือนต่อมาก็มีข่าวลือเรื่องเสบียงที่ใช้เลี้ยงผู้อพยพนั้นไม่เพียงพอ ฝ่าบาทไม่เพียงแต่กำลังปล้นเงินทองของขุนนางเหล่านั้น หากแต่กำลังพยายามเบียดเบียนเหล่าคหบดีในเมืองหลวงให้บริจาคเสบียงทางด้านหยางซูหนี่นั้นรู้ว่าจะต้องเกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้นนางจึงได้สั่งให้ผู้ดูแลร้านของนางปิดร้านตั้งแต่ก่อนหน้านั้นทำให้มิได้รับผลกระทบอันใด ส่วนร้านที่ยังเปิดอยู่ก็บริจาคตามกำลังเท่านั้นดูเหมือนว่าเหตุการณ์ขาดแคลนเสบียงจะทำให้ฝ่าบาททรงพิโรธเป็นอย่างมากทำเอาเหล่าขุนนางในราชสำนักต่างพากันวุ่นวายไปหมดส่วนหยางซูหนี่ก็ได้แต่นั่งมองดูความวุ่นวายนั้นอยู่เงียบ ๆ แม้ว่าก่อนหน้านี้ตระกูลหยางของนางเองก็ออกมาบริจาคอยู่บ้างแต่ไม่มากนัก เพื่อปกป้องกลุ่มคนที่ไม่หวังดีคิดใช้เรื่องนี้ในการโจมตีตระกูลของนาง แต่เพราะที่ดินกว่าพันหมู่นั้นก็เป็นของนางจึงไม่มีผู้ใดกล้าติเตียนภายหลังนางคิดว่าตนเองอยากจะหลบลี้ไปพักผ่อนบ้างจึงได้คิดหาหนทางที่จะเดินทางออกจากเมืองหลวง ก่อนจะหาข้ออ้างเดินทางไปสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์สักหลาย ๆ วัน โดยมีหนิงอ๋องร่วมเดินทางในครั้งนี้ ในการเดินในครั้งนี้เบื้องหน้าก็เพ
สืบเนื่องมาจากเหตุการณ์วุ่นวายที่เกิดขึ้นในเมืองหลวงเมื่อหลายสิบวันก่อน ต้นเหตุมาจากจำนวนผู้อพยพนั้นมากเกินไปและมีมือที่สามที่ต้องการสร้างสถานการณ์ความวุ่นวาย ก่อนที่ในเวลาต่อมาคุณหนูใหญ่หยางซูหนี่ได้เคลื่อนย้ายผู้อพยพไปยังหมู่บ้านนอกเมือง เดิมทีหมู่บ้านนี้มีเพียงไม่กี่หลังคาเรือน เพราะส่วนใหญ่นั้นเป็นพื้นที่ทำการเกษตรของตระกูลหยางเป็นหลัก แต่การกระทำเช่นนี้ทำให้หยางซูหนี่ได้หน้าไปไม่น้อยเมื่อผู้คนกล่าวถึงนางก็ล้วนแต่เอ่ยถึงเรื่องความดีของนางไม่หยุดหญิงสาวเองก็พึงพอใจเป็นอย่างมากหลังจากแก้ไขปัญหาเรื่องผู้อพยพได้แล้ว ก็ยังสามารถจัดการกับเหล่านักฆ่าที่แฝงตัวเข้ามาในเมืองหลวงได้อีก ยิ่งเป็นผลงานอันใหญ่หลวงของตระกูลหยางนางต้องการให้ผู้คนรู้ว่าตระกูลหยางของนางมิได้สิ้นอำนาจเพียงแต่ไม่ได้ต้องการหยิบยกขึ้นมาใช้เพื่อข่มขวัญผู้ใดเท่านั้นเรื่องนี้เกิดขึ้นรวดเร็วมากเกินกว่าที่ฉีเล่อฮ่องเต้จะตั้งตัว เขาคิดมาตลอดว่าตนเองนั้นตัดสินใจผิดพลาดที่ส่งหยางซูหนี่ผู้นี้ให้ไปแต่งงานกับหนิงอ๋อง แม้ว่าผู้อื่นจะมองว่าหนิงอ๋องนั้นเป็นเพียงอ๋องเสเพลแต่คนในราชวงศ์ผู้ใดบ้างมิใช่เส
หยางซูหนี่ลองนึกทบทวนเหตุการณ์ในชีวิตก่อนแล้วนึกได้ว่าหลังจากที่นางแต่งงานไปก็เกิดเหตุการณ์ความวุ่นวายเช่นนี้ จากนั้นก็เกิดเหตุการณ์ลอบสังหารหนิงอ๋อง ดูเหมือนเขาจะถูกพิษอยู่นานหากแต่ไม่ว่าทำเช่นไรก็ไม่อาจรักษาได้จนกระทั่งจากไปในที่สุดความพลาดพลั้งในครั้งนั้นหยางซูหนี่ไม่อาจทราบได้ว่าคนเช่นเขาเหตุใดจึงได้พลาดพลั้งให้แก่คนเหล่านั้นได้ง่ายดาย จนกระทั่งได้ยินข่าวลือหนึ่งว่าเพียงเพราะสตรีผู้หนึ่งทำให้เขาต้องสละชีพตนเองเพื่อนาง แม้ว่าหยางซูหนี่เองจะไม่รู้ว่าสตรีผู้นั้นแท้จริงแล้วคือใครแต่นางก็มั่นใจได้ว่าอีกฝ่ายจะต้องมีความสำคัญกับเขาเป็นอย่างมากเมื่อมีโอกาสได้ย้อนกลับมานางสัญญาว่าจะทำให้เขารอดชีวิตจากเหตุการณ์ลอบสังหารนั้นให้จงได้“เจ้ากำลังนึกสิ่งใดอยู่งั้นหรือ ?”“เปล่าเจ้าค่ะ ท่านดีขึ้นหรือยังเจ้าคะ ?” หญิงสาวรีบเดินเข้าไปพยุงร่างกายที่ยังไม่แข็งแรงของอีกฝ่าย ก่อนพาร่างของเขาไปนั่งพักที่เก้าอี้ริมหน้าต่าง เพราะตรงนี้สามารถมองเห็นบรรยากาศด้านนอกได้รอบด้าน ทั้งยังมีลมพัดผ่านเบา ๆ“ดีขึ้นมากแล้ว คงเป็นเพราะเจ้าคอยดูแล&rdq
เวลาผ่านไปกว่าเจ็ดวันในที่สุดตระกูลติงก็ประสบกับปัญหาขาดแคลนอาหาร ในขณะที่หยางซูหนี่ประกาศตั้งแต่แรกว่าจะช่วยเท่าที่พอช่วยได้เป็นเวลาราวสิบวัน เพื่อที่จะเปิดโอกาสให้ตระกูลใหญ่อื่น ๆ ได้มีโอกาสทำดีร่วมกันบ้างจะได้ไม่ถูกกล่าวหาว่าทำเพื่อเอาหน้าเพียงตระกูลเดียว เมื่อติงอี้เหรินได้ยินเช่นนั้นก็ชวนให้นึกขัน นางจึงไม่ยอมแพ้และยังคงแจกจ่ายอาหารต่อไปจนกระทั่งเกิดปัญหาขาดแคลนเสบียงขึ้นชาวบ้านที่ได้รับการแจกจ่ายอาหารทุกวันในตอนนี้มีทั้งผู้อพยพและชาวบ้านที่แต่เดิมอาศัยอยู่ในเมืองหลวงอยู่แล้ว เพราะหลังจากที่ผู้อพยพเพิ่มมากขึ้นพวกเขาก็ไม่สามารถทำมาหากินได้ดังเดิม ก่อนที่จะเปลี่ยนวิธีการมารับอาหารที่แจกจ่ายในแต่ละวันแทน อย่างน้อยก็ไม่ต้องอดมื้อกินมื้อแต่พออาหารที่มีเริ่มไม่เพียงพอก็กลายเป็นว่าตระกูลติงตั้งใจให้พวกเขาได้รับความลำบากโดยที่ไม่คิดจดจำบุญคุณที่ตระกูลติงเคยแจกจ่ายอาหารแก่พวกเขาแม้แต่น้อย ในขณะเดียวกันผู้คนที่เคยได้รับแจกจ่ายอาหารก็เริ่มก่อความวุ่นวายและรุนแรงมากขึ้นจนไม่อาจระงับเหตุไว้ได้ ทหารรักษาเมืองจึงเข้ามาระงับเหตุ แต่กลับกลายเป็นว่าทหารรักษาเมืองเหล่านั้นทำให้เรื
หยางซูหนี่เริ่มต้นจัดตั้งโรงทานตระกูลหยางทางด้านทิศใต้ของเมือง พื้นที่บริเวณนี้คือพื้นที่ที่มีจำนวนผู้อพยพอยู่เป็นจำนวนมาก ทั้งยังเป็นพื้นที่ของเหล่าคนจรทำให้ชุมชนแถบนี้ดูแออัดมากที่สุด แม้ว่าจะเป็นการสุ่มเสี่ยงเป็นอย่างมากที่ทำเช่นนี้แต่ก็เป็นทางเดียวที่จะหลอกล่อคนกลุ่มนั้นออกมาแล้วค่อย ๆ จัดการหลายวันก่อนที่หญิงสาวกลับมาจากจวนของลิ่งไท่เฟยก็มีเหตุการณ์วุ่นวายเกิดขึ้นที่ถนนทางด้านทิศตะวันออกของเมือง ก่อนที่ทหารรักษาเมืองจะเข้าควบคุมเหตุการณ์และเกิดเป็นเหตุความรุนแรงจนมีผู้ได้รับบาดเจ็บจำนวนไม่น้อย มาวันนี้ผู้อพยพส่วนใหญ่จึงทยอยกันเคลื่อนตัวมายังถนนทางทิศใต้ หากแต่ทางการก็ยังไม่มีท่าทีว่าจะจัดการกับคนกลุ่มนี้เสียที หยางซูหนี่คิดว่าการที่นางตั้งโรงทานในแถบบริเวณนี้นอกจากจะได้ช่วยเหลือผู้อพยพที่แท้จริงแล้ว นางยังจะสามารถหลอกล่อกลุ่มนักฆ่าเหล่านั้นให้ออกมาอีกด้วย หากว่าพวกมันมีเป้าหมายเป็นหนิงอ๋องเช่นนั้นคนเหล่านั้นจะต้องเข้ามาเพื่อสร้างความวุ่นวายให้กับโรงทานของนางอย่างแน่นอนหากแต่หยางซูหนี่จัดตั้งโรงทานได้ไม่ถึงครึ่งค่อนวัน อีกฟากของถนนก็เกิดโรงทานแห่งใหม่ขึ้นซึ่งก็คื







