ANMELDENห้าปีต่อมา เฉินจืออายุสี่สิบปีระหว่างการเจรจาธุรกิจครั้งหนึ่ง จู่ๆเธอก็หมดสติไปผลตรวจออกมาว่าเป็นมะเร็งกระดูกระยะสุดท้ายหมอมองประวัติการรักษา แล้วกวาดสายตามองหญิงสาวที่จอนผมเริ่มมีหงอกแซมและแววตาเฉยชาไร้ชีวิตคนนี้พร้อมกับถอนหายใจออกมาบางทีนี่อาจเป็นชะตากรรมก็ได้?“ฉันรู้ว่าฉันไม่มีทางรอดแล้ว”เฉินจือพูดอย่างสงบนิ่ง ในแววตายังมีความรู้สึกปล่อยวางอยู่เล็กน้อย“โรคเดียวกับสามีและพ่อตาของฉันเลยค่ะ” หมอพยักหน้า “ก็ดีเหมือนกัน”เฉินจือยิ้มออกมา แต่รอยยิ้มนั้นมีความอบอุ่นที่แท้จริงปรากฏขึ้นมาเล็กน้อย “ในที่สุดก็จะได้สัมผัสว่าเขาเจ็บปวดมากแค่ไหนแล้ว” เธอไม่ได้รับการรักษาแบบหักโหม เพียงแต่ประคับประคองและบรรเทาความเจ็บปวดเท่านั้น เธอส่งต่องานในบริษัทและนำทรัพย์สินส่วนใหญ่เข้าสู่กองทุน เพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยมะเร็งกระดูกให้ได้มากขึ้นส่วนตัวเธอกลับปล่อยให้ทุกอย่างเป็นไปตามนั้นเพราะสำหรับเธอแล้ว ความตายไม่ได้หมายถึงจุดสิ้นสุดแต่มันหมายถึงการได้พบกันอีกครั้งต่างหากเมื่อกลับถึงบ้าน เธอสั่งให้คนเปลี่ยนเตียงในห้องนอนใหญ่เป็นเตียงผู้ป่วย แล้วนอนลงโดยมีโกศใส่อัฐิของโจวเยว่และจ
กู้เยว่ชิงถูกจับเข้าคุกเขาหลบหนีเพราะกลัวความผิด แต่ไม่อาจสู้เฉินจือได้เลย เพียงไม่กี่วันก็ถูกจับตัวกลับมา เพราะเหตุนี้ เขาจึงถูกตัดสินเพิ่มโทษอีกสองปี จนกระทั่งถูกใส่กุญแจมือ เขาถึงได้ตระหนักอย่างแท้จริงว่าช่วงเวลาแสนสุขของเขาจบลงแล้วสิ่งที่รอเขาอยู่ต่อจากนี้ คือขุมนรกที่ไม่มีวันสิ้นสุดห้าปีต่อมาเฉินจืออายุสามสิบห้าปีแล้ว ในแวดวงธุรกิจเธอเย็นชาและเด็ดขาดกว่าเดิม อีกทั้งตัดขาดกับพ่อแม่ไปนานแล้วเธออาศัยอยู่เพียงในบ้านหลังที่เคยใช้ชีวิตแต่งงานกับโจวเยว่ช่วงเวลาสั้นๆการจัดวางทุกอย่างยังคงเหมือนเดิม หนังสือที่เขาอ่านค้างไว้ยังคงวางเปิดอยู่บนโซฟาที่เดิมเธอไม่เคยแต่งงานอีกเลย ไม่มีผู้ชายคนไหนอยู่ข้างกาย และไม่เคยข้องเกี่ยวกับความสัมพันธ์รักๆใคร่ๆกับใครอีกคนในแวดวงต่างรู้กันดีว่า ประธานเฉินมี “รักแรก” ที่จากไปตั้งแต่ยังสาวอยู่ในใจและไม่มีใครแตะต้องเรื่องนี้ได้มีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่รู้ว่า สำหรับเธอแล้วนั่นคือฝันร้ายที่ไม่มีวันหลุดพ้นเธอกลายเป็นคนพูดน้อยและเงียบขรึมทุกปีในวันครบรอบวันเสียชีวิตและวันเกิดของโจวเยว่ เธอจะหายตัวไปหลายวันเธอจะพาอัฐิของเขาไปยังสถานที
เฉินจือตื่นขึ้นมาในโรงพยาบาล เข็มยังคงปักอยู่บนหลังมือทันทีที่ความทรงจำกลับคืนมา เธอก็ผุดลุกขึ้นนั่งแล้วกระชากเข็มออก“เขาอยู่ไหน? โจวเยว่อยู่ไหน!”เธอตะโกนเสียงดังด้วยดวงตาแดงก่ำผู้ช่วยพิเศษกับทนายเดินเข้ามามีสีหน้าเคร่งเครียด“ร่างของคุณโจวอยู่ที่ห้องเก็บศพของโรงพยาบาล ตำรวจสรุปว่าเป็นการฆ่าตัวตาย”ผู้ช่วยพิเศษพูดเสียงเบา “จำเป็นต้องให้ญาติเซ็นยินยอม......” “ฉันเป็นภรรยาของเขา! ฉันจะเซ็น! ฉันจะพาเขากลับบ้าน!”เฉินจือดิ้นรนจะลุกลงจากเตียงทนายความยื่นซองเอกสารให้ “ประธานเฉินครับ มีบางเรื่องที่คุณจำเป็นต้องรู้ก่อน”ทั้งหมดนี้คือสิ่งที่เธอสั่งให้ผู้ช่วยไปตรวจสอบก่อนออกมาเฉินจือเปิดซองด้วยมือที่สั่นเทารายงานการสืบสวน รูปถ่าย รายการเดินบัญชีธนาคาร สำเนาประวัติการรักษา...หลักฐานเป็นลายลักษณ์อักษรชัดเจนผูกมัดแน่นหนาดั่งขุนเขา หลักฐานทั้งหมดแสดงให้เห็นว่ากู้เยว่ชิงสกัดกั้นข้อความอย่างไร และปลอมแปลงหลักฐานเพื่อใส่ร้ายว่าโจวเยว่เป็นนักต้มตุ๋นอย่างไรประวัติการรักษาที่แท้จริงของพ่อโจวเยว่ รวมถึงเรื่องราวที่เขาเลี้ยงดูลูกชายจนเติบโตมาอย่างยากลำบากประวัติการรักษาทุกครั้ง
เฉินจือจ้องมองประโยคที่โจวเยว่ส่งหาเธอบนหน้าจอโทรศัพท์ “ผมได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งกระดูกเหมือนพ่อแล้ว” เสียงวิ้งๆ ดังก้องอยู่ในหู เธอนึกถึงเหตุการณ์ในวันนั้นขึ้นมาได้ทันที ตอนนั้นเธออยู่ที่บ้านของกู้เยว่ชิง ชายหนุ่มถือโทรศัพท์ของเธอไว้ ขณะที่หัวเราะแล้วพูดว่า“พี่เยว่มาขอเงินคุณอีกแล้วเหรอ? เดี๋ยวผมช่วยส่งอั่งเปาตอบกลับไปให้ เขาต้องดีใจแน่ๆ!”จากนั้น...ก็ไม่มีอะไรต่อจากนั้นอีกเธอไม่เคยแม้แต่จะอ่านข้อความที่เขาพูดอย่างละเอียดด้วยซ้ำหรือว่าเขาจะเป็นมะเร็งกระดูกจริงๆ? แต่กู้เยว่ชิงก็สืบมาแล้วนี่...... อีกทั้งพ่อแม่ของเธอก็เอาแต่บอกว่า ผู้ชายคนนี้เป็นนักต้มตุ๋นที่ออกหากินไปทั่วคอยหลอกผู้หญิงรวยๆเมื่อก่อนเธอก็ไม่เชื่อ แต่ทำไมมันถึงได้ประจวบเหมาะขนาดนั้น พอแต่งงานกันปุ๊บ พ่อเขาก็ต้องเข้าโรงพยาบาลผ่าตัดด่วนด้วยเงินก้อนโตทันที?เฉินจือรู้สึกปวดหัวจนแทบจะระเบิด เธอไม่รู้จริงๆ ว่าควรจะเชื่อใครดี แต่สิ่งที่เธอรู้ดียิ่งกว่าคือ เธอไม่อาจสูญเสียโจวเยว่ไปได้นิ้วมือของเฉินจือสั่นเทาขณะเลื่อนหน้าจอขึ้นไปดู อั่งเปามากมายเรียงแน่นเต็มหน้าจอ สีแดงสดแสบตาจนน่าขัดใจตอนเข
ไม่อยากกลับไปบ้านหลังนั้น ผมจึงกลับมายังบ้านเก่าของพ่อโทรศัพท์สั่นขึ้นเฉินจือส่งข้อความหาผมเป็นครั้งแรกในรอบสามปี【กลับมาขอโทษเยว่ชิงซะ】ผมนั่งมองอยู่นาน รู้สึกอยากหัวเราะขึ้นมานิดๆ ในที่สุดสายก็โทรติด น้ำเสียงของหญิงสาวเต็มไปด้วยความรำคาญ“ได้ยินหรือยัง? เยว่ชิงบอกว่า...”“เฉินจือ”ผมพูดขัดขึ้นด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา“ถ้าผมตาย คุณจะเสียใจไหม?”คำถามที่ค้างคาใจผมมาหลายเดือน ในที่สุดก็มีโอกาสได้พูดออกไปปลายสายเงียบไปหลายวินาทีจากนั้นเสียงก็แผดสูงขึ้นมาทันที “ช่วงนี้นายเป็นบ้าอะไรไปแล้ว? ใครสอนให้นายเอาแต่พูดอะไรอัปมงคลแบบนี้? นายยังเป็นผู้ชายอยู่หรือเปล่า? อยากได้เงินเท่าไหร่ก็พูดมาตรงๆสิ ฉันไม่ได้ไม่ให้นายสักหน่อย!”“ตอนนี้รีบมาหาฉันเดี๋ยวนี้!” จนถึงที่สุดเธอก็ยังไม่ได้ให้คำตอบแก่ผม แต่ตอนนี้มันไม่สำคัญอีกแล้วสายถูกตัดไปผมนอนลงบนเตียงไม้ที่เคยเบียดนอนกับพ่อตอนเด็กๆ แล้วหยิบโทรศัพท์เครื่องเก่าออกมาจากกล่องเหล็กใบเก่า ข้างในนั้นมีประวัติแชตระหว่างผมกับเฉินจือตอนที่พวกเรายังอายุยี่สิบต้นๆ“โจวเยว่ วันนี้ฉันเห็นหัวหน้าห้องยื่นจดหมายรักให้นาย ถ้านายกล้ารับ เราสองค
ใบหน้าของผมยิ่งซีดเผือดลงกว่าเดิมเมื่อสามปีก่อน กู้เยว่ชิงขับรถชนเข้ากับแผงกั้นถนน ผมช่วยเฉินจือที่นั่งอยู่ข้างคนขับจนถูกเศษกระจกเสียบทะลุหัวเข่า แต่เธอกลับพากู้เยว่ชิงที่เพียงแค่หมดสติไปโรงพยาบาลเพราะผมไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที แผลจึงมักอักเสบเน่าเปื่อยทุกครั้งที่อากาศครึ้มฝน ความเจ็บปวดฝังลึกถึงกระดูกผมต้องนอนโรงพยาบาลถึงครึ่งปีจนเสียงานไปแต่เฉินจือไม่เคยเชื่อเลยว่าผมได้รับบาดเจ็บสาหัสจริงๆเพราะเธอไม่เคยมาเยี่ยมผมแม้แต่ครั้งเดียวต่อมาผมบอกเธอด้วยความดีใจว่าผมหางานใหม่ที่มั่นคงได้แล้ว และอยากช่วยแบ่งเบาภาระของครอบครัว แต่แม้แต่แววตาของเธอยังเต็มไปด้วยความเยาะเย้ยส่วนในวันที่แผลเก่าของผมกำเริบจนปวดแทบนอนไม่หลับทั้งคืน ผมโทรหาเธอนับครั้งไม่ถ้วน ส่งข้อความไปนับไม่ถ้วนสุดท้ายสิ่งที่ผมได้รับกลับมาคืออั่งเปานับไม่ถ้วน พร้อมกับคำพูดของกู้เยว่ชิง“ขอโทษนะครับพี่เขย พี่จือกำลังต้มซุปแก้เมาค้างให้ผมอยู่”ครั้งนั้นผมทนไม่ไหวอีกต่อไป ผมทำลายข้าวของทั้งห้อง ฉีกทะเบียนสมรสทิ้ง แล้วตะโกนถามเฉินจือ“ทำไมคุณไม่ตอบข้อความผม? ทำไมเอาแต่ส่งอั่งเปามาให้? ตกลงมันหมายความว่ายังไงก







