LOGIN“เฟย์เป็นยังไงบ้าง” ธารินทร์โทรศัพท์มาหาลูกชายขณะรอขึ้นเครื่องบิน ธันเมธถอนหายใจยาวเหยียด
“วันนี้ไม่ยอมไปโรงเรียน เอาแต่ร้องไห้ขลุกตัวอยู่แต่ในห้อง”
“ไม่ได้นะ จะปล่อยให้น้องอยู่แบบนี้ไม่ได้ แกต้องทำอะไรสักอย่าง!”
“ผมจัดการเรียบร้อยแล้วครับ”
“จัดการเรียบร้อย... แกจัดการยังไง” ธารินทร์ถามด้วยความเป็นห่วง
“ผมคุยกับน้องเขาแล้ว คุณพ่อไม่ต้องเป็นห่วงหรอกครับ”
“แกคุยกับน้อง แล้วน้องก็ทำตามที่แกบอกอย่างนั้นเหรอ” ผู้เป็นพ่อถามย้ำเพื่อความแน่ใจ ไม่คิดว่าเจ้าลูกชายหัวดื้อจะจัดการเรื่องแบบนี้ได้
“ครับ”
“แกไม่ได้โกหกพ่อใช่ไหม”
“คุณพ่อ ไว้ใจผมสิครับ เฟย์ไม่ใช่เด็กดื้อ ไม่ใช่เด็กที่ไม่มีเหตุผล แค่ตอนนี้ยังเสียใจมากๆ แค่ใช้เวลาสักหน่อยเดี๋ยวก็ดีขึ้น คุณพ่อไม่ต้องเป็นห่วงหรอก แต่ถ้าคุณพ่อเป็นห่วงมากนัก ผมแนะนำให้ลาออกจากการเป็นเอกอัครราชทูตมาอยู่เมืองไทย ตั้งหน้าตั้งตาเลี้ยงลูกสาวนอกไส้อย่างเดียว!”
“แกไม่ต้องมาประชดพ่อเลย เพราะพ่อรู้ว่าแกเป็นคนยังไง พ่อเลยต้องถามย้ำๆ ซ้ำๆ เหมือนคนเป็นโรคย้ำคิดย้ำทำ!”
“โอย... พอแล้ว ผมไม่คุยกับคุณพ่อแล้ว แค่นี้นะ” ธันเมธกดวางสายโทรศัพท์ เขาทิ้งตัวนอนลงบนเตียง ช่วงนี้งานตัวเองก็ยุ่งพอสมควร ยังต้องมารับบทพี่ชายแสนดีที่คอยดูแลน้องสาวผู้เศร้าโศกอีก คิดแล้วก็เอามือก่ายหน้าผาก ภาวนาให้เธอดีขึ้นในเร็ววัน อยากให้เธอตั้งใจเรียนม.ปลายให้จบ จะได้ออกจากบ้านเขาไปสักที ชีวิตหนุ่มโสดอย่างเขาจะได้กลับมามีสีสันเหมือนเคย ตอนนี้จะทำอะไรก็ยาก จะไปดื่ม จะนัดสาวก็ไม่มีโอกาส เพราะต้องมาคอยดูแลเด็กคนนี้ คิดแล้วก็เหนื่อย!
//////////
รุ่งเช้า ธันเมธตื่นขึ้นมาอย่างเร่งรีบ วันนี้เขามีประชุมตอนเช้ากับหุ้นส่วนบริษัท รีบอาบน้ำแต่งตัวลงมาข้างล่าง เจอเด็กสาวกำลังง่วนทำอะไรบางอย่างอยู่ในครัว เขามองเห็นด้านหลังของเธอ เธอสวมชุดนักเรียน ม.ปลาย โรงเรียนเอกชน รวบผมเป็นหางม้าผูกโบว์ กระโปรงของเธอยาวเลยเข่ามาเล็กน้อยเท่านั้น พอเธอหันหน้ามา หัวใจเขากลับเต้นสะดุด
ดวงหน้าขาวสวยมีสีหน้าที่ดีขึ้น แววตาทอประกายสดใสกว่าทุกวันที่ผ่านมา เธอแต่งหน้าอ่อนๆ ปกปิดรอยหมองคล้ำจากการอดนอนมาหลายวัน ใบหน้าของเธอขาวเนียน แก้มอมชมพูระเรื่อ ริมฝีปากอมชมพู มีปอยผมปกปิดกรอบหน้า เขาไม่เคยเห็นเธอในสภาพที่ดูดีแบบนี้มาก่อน ที่ผ่านมาจะเห็นแต่เธอร้องห่มร้องไห้ พอวันนี้เลิกร้องไห้แล้วเธอดูสวยดูน่ารักขึ้นมาก
“พี่ธาม จะไปทำงานแล้วเหรอคะ”
“อืม... วันนี้มีประชุมเช้า”
“กินมื้อเช้าก่อนนะคะ เฟย์ทำแซนด์วิชเผื่อพี่ด้วย อ้อ... เฟย์เห็นว่าที่บ้านพี่ธามมีกาแฟ ให้เฟย์ชงกาแฟให้ไหมคะ” เธอถามเสียงสดใส ธันเมธก้มมองนาฬิกา เห็นว่ายังพอมีเวลาเหลือ เขาพยักหน้าน้อยๆ แล้วเดินไปนั่งที่โต๊ะกินข้าว มองเธอชงกาแฟอย่างคล่องแคล่ว ครู่เดียวทั้งแซนด์วิชและกาแฟก็มาเสิร์ฟถึงโต๊ะ เธอนั่งกินแซนด์วิชข้างๆ เขา ดูแล้วเธอเองก็รีบเช่นกัน ธันเมธหยิบแซนด์วิชของเธอขึ้นมากิน คำแรกก็ทำให้เขาแปลกใจ ทั้งๆ ที่เป็นแซนด์วิชไข่ดาว ไส้กรอก ใส่ซอสธรรมดา แต่ทำไมรสชาติมันอร่อยเป็นพิเศษ พอยกกาแฟขึ้นดื่ม ก็ยิ่งแปลกใจเข้าไปใหญ่ รสชาติกาแฟอร่อยกว่าทุกวัน ปกติเขาชงไม่เห็นอร่อยแบบนี้เลย
“พอกินได้ไหมคะ” เธอมองเขาแล้วถามด้วยความประหม่า
“อร่อย” เขาชมจากใจ ทำให้เธอยิ้มกว้าง
“ถ้าอร่อยเฟย์จะทำให้พี่ธามกินทุกเช้าเลยค่ะ”
“ไม่เหนื่อยเหรอ ตื่นเช้ามาทำอาหารกินเองแบบนี้” เขาถาม เธอส่ายหน้า
“ไม่เหนื่อยหรอกค่ะ ปกติตอนอยู่บ้านเฟย์จะช่วยคุณแม่เตรียมอาหารเช้าให้คุณพ่อแบบนี้ทุกวัน พี่ธามชอบกินอาหารแบบไหนคะ เฟย์จะได้ทำให้กิน” เธอถามอย่างกระตือรือร้น เมื่อคืนก่อนนอนเธอได้คิดทบทวนดูแล้ว สิ่งที่เขาพูดมานั้นถูกทุกอย่าง เธอต้องมีชีวิตให้ดี ให้สมกับที่พ่อแม่เลี้ยงดูมาอย่างดี วันนี้ทั้งพ่อและแม่ได้จากไปแล้ว เธอไม่เหลือใคร เหลือเพียงลมหายใจที่ยังอยู่ ตอนนี้เธอต้องมาอาศัยพึ่งพิงเขา เขาเป็นผู้มีพระคุณ ดังนั้นเธอจะต้องทำตัวให้มีประโยชน์ ไม่ทำให้เขารำคาญใจ
“พี่กินได้หมด แต่ปกติแล้วพี่จะไม่ค่อยกินมื้อเช้า”
“คุณพ่อเฟย์เป็นหมอ คุณพ่อบอกว่ามื้อเช้าเป็นมื้อที่สำคัญที่สุด หลังจากนี้เฟย์จะทำมื้อเช้าให้พี่ธามกินทุกวันเลย” เธอพูดอย่างสดใส แววตาดูมีความหวัง สำหรับเขามันเป็นเรื่องไร้สาระมาก มื้อเช้าหากินข้างนอกก็ได้ แต่ถ้ามันจะทำให้เธอมีกำลังใจในการลุกขึ้นมาใช้ชีวิต เขาก็ยินดีที่จะกินมื้อเช้าที่เธอทำ
“ได้สิ กาแฟหมดแล้ว พี่รบกวนเฟย์ช่วยชงกาแฟใส่แก้วเก็บความเย็นให้พี่หน่อยได้ไหม พี่จะเอาไปกินที่ทำงาน”
“ได้ค่ะ” กานต์สินีรีบลุกขึ้นไปชงกาแฟให้เขา พอแก้วเก็บความเย็นมาวางที่โต๊ะอาหาร เขาก็ลุกขึ้นยืน เตรียมตัวไปทำงาน
“วันนี้พี่ต้องรีบไปประชุม ไปโรงเรียนเองได้ใช่ไหม”
“ได้ค่ะ”
“เงินพอใช้หรือเปล่า ให้พี่โอนให้ไหม หรือจะเอาบัตรเครดิตพี่ไปใช้”
“เฟย์มีเงินค่ะ อีก 2-3 วัน จะไปทำธุรกรรมการเงิน และประกันชีวิต ประกันอุบัติเหตุของคุณพ่อคุณแม่ คงจะมีเงินเข้ามาเพิ่ม พี่ธามไม่ต้องเป็นห่วงเรื่องนี้นะคะ”
“อืม... ถ้ามีอะไรขาดเหลือก็บอกพี่ได้ตลอดนะ พี่ไปทำงานก่อน”
“ค่ะ”
//////////
“เฮ้ย! ไอ้ธาม ทำไมวันนี้มาสายวะ” ทีปกร เพื่อนของเขาตั้งแต่สมัยเรียนมหาวิทยาลัยเอ่ยทัก สีหน้าดูกวนอารมณ์ไม่น้อย ธันเมธไม่ตอบ เขานั่งหัวโต๊ะเปิดแฟ้มเอกสารในห้องประชุม
“กินกาแฟมาหรือยัง ให้เด็กไปซื้อให้ไหม” ราชินทร์ เพื่อนอีกคนถาม เขาส่ายหน้าปฏิเสธ
“ไม่อ่ะ พี่มีกาแฟแล้ว” เขายกแก้วเก็บความเย็นขึ้นมาดูดกาแฟแล้วก้มหน้าก้มตาอ่านเอกสารในมือต่อ
“วันนี้มาแปลกว่ะ มีกาแฟติดมือมาด้วย” ทีปกรเอ่ยปากถาม ปกติจะเห็นธันเมธมาตัวเปล่า พอเข้าห้องประชุมได้ก็จะสั่งให้เด็กๆ ไปซื้อกาแฟร้านประจำทันที
“พูดมากว่ะ ประชุมกันได้แล้ว” ธันเมธตัดบทสนทนาอันไร้สาระออกไป ตัวเขาเพิ่งเรียนจบปริญญาโทจากอเมริกาได้ไม่กี่เดือน พอกลับมาเมืองไทยก็ลุยทำธุรกิจหลายอย่าง ไม่ว่าจะเปิดบริษัทรับเหมาก่อสร้าง ธุรกิจสถานบันเทิง โรงเรียนสอนดนตรี โรงเรียนสอนภาษา ฯลฯ และยังเป็นนักลงทุนในตลาดหุ้นด้วย เขาถนัดในเรื่องการบริหารธุรกิจ เพื่อนจึงวางใจให้เขาเป็นตัวหลักในการประชุมทุกครั้ง
เขาใช้เวลาในการประชุมทั้งวัน เพราะเพิ่งเปิดบริษัทกันใหม่ๆ มีเรื่องให้ต้องวางแผนกันเยอะ พอประชุมกันเสร็จก็พากันไปดูงานที่ผับต่อ ผับขนาดใหญ่ตั้งอยู่ใจกลางกรุง มีบริการครบครัน ช่วงค่ำเริ่มมีนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติทยอยกันเข้ามาแล้ว เขายืนดูจากชั้นสองของผับอย่างใช้ความคิด ก่อนจะนึกอะไรขึ้นได้
เขาไม่ได้บอกเฟย์ว่าคืนนี้จะกลับดึก... แต่คงไม่เป็นไรหรอกมั้ง...
ธันเมธคิดในใจ คงไม่เป็นไรหรอก แต่ลึกๆ ก็นึกเป็นห่วง เธอเพิ่งสูญเสียพ่อแม่ไป อยู่คนเดียวจะโอเคหรือเปล่า พอห่วงมากเข้าก็ปลีกตัวเข้าไปในห้องพักส่วนตัวสำหรับเจ้าของผับ เขารีบกดโทรศัพท์โทรหาเธอทันที
“ค่ะพี่ธาม” เธอรับสายอย่างรวดเร็ว
“ค่ำแล้ว กินอะไรหรือยัง”
“ยังไม่ได้กินค่ะ เฟย์รอพี่ธามกลับบ้าน” เธอตอบ คำตอบของเธอทำให้เขารู้สึกผิด
“พี่ลืมบอกไปว่าพี่กลับดึก กินข้าวได้เลยไม่ต้องรอพี่ สั่งอาหารให้มาส่งที่บ้านสิ จะได้สะดวก”
“ตอนเย็นเฟย์แวะตลาด ซื้อของสด ซื้อกับข้าวมาแล้วค่ะ เฟย์ทำอาหารไว้เรียบร้อยแล้ว ถ้าพี่ธามกลับมาแล้วหิวก็เอากับข้าวในตู้เย็นมาอุ่นกินนะคะ” เธอบอก แม้จะเป็นประโยคธรรมดา แต่กลับทำให้เขารู้สึกแปลกในใจ ชีวิตเขาอยู่ตัวคนเดียวมาหลายปี ไปเรียนต่างประเทศตั้งแต่อายุ 18 จนถึงตอนนี้อายุ 23 เป็นเวลา 5 ปีแล้วที่เขาใช้ชีวิตตัวคนเดียว กลับบ้านก็มักจะกินอาหารสำเร็จรูป แม้จะเคยมีแฟน แม้จะเคยพาสาวมานอนค้างที่บ้าน แต่ไม่เคยมีใครใส่ใจดูแลเรื่องอาหารการกินเหมือนเธอมาก่อน
2 เดือนผ่านไปในที่สุดความฝันของธันเมธก็เป็นจริง กานต์สินีตั้งครรภ์ได้ 8 สัปดาห์แล้ว เธอมีอาการแพ้ท้อง ทั้งขมปากขมคอ อยากกินของเปรี้ยวตลอดเวลา ง่วงนอนทั้งวัน ธันเมธเฝ้าประคบประหงมเป็นอย่างดี คอยซื้ออาหารบำรุงมาให้ คอยเอาอกเอาใจไม่ห่าง ขณะที่ธารินทร์และจิตราภรณ์มาเยี่ยมลูกสะใภ้บ่อยๆ รวมถึงเพื่อนๆ ของธันเมธด้วย“สวัสดีจ้าเฟย์” ทีปกรส่งเสียงมาแต่ไกล เธอนอนหนุนตักธันเมธอยู่บนโซฟา ได้ยินเสียงเรียกจึงตื่นขึ้น“ไอ้ทอย มึงเบาๆ หน่อยได้ไหมวะ เมียกูตื่นแล้วเนี่ย!” ธันเมธหันไปดุเพื่อน“อ๊ะ! โทษทีๆ ไม่รู้ว่านอนอยู่”“คนท้องง่วงนอนตลอดเวลาอยู่แล้ว เฟย์ต้องพักผ่อนเยอะๆ นะ ไม่ต้องสนใจพวกพี่ เดี๋ยวพวกพี่เข้าครัวทำกับแกล้มกันเบาๆ” ปณิธานบอกอย่างเกรงใจ นอกจากพวกเขาแล้วยังมีพ่อกับแม่ของธันเมธอยู่ในบ้านด้วย“ไม่เป็นไรค่ะ เฟย์ตื่นแล้ว เดี๋ยวไปช่วยพี่ทำ...”“ไม่ต้องเลย ท้องอ่อนๆ อยู่จะไปยืนทำกับข้าวนานๆ ได้ยังไง นอนอยู่นี่แหละ ถ้านอนไม่หลับก็ไปนอนที่ห้อง” ธันเมธดุ ธารินทร์เห็นลูกชายออกอาการเป็นห่วงเมียแล้วก็หันไปยิ้มกับจิตราภรณ์“แต่เฟย์ไม่ได้เป็นอะไรนี่คะ เฟย์ปกติดี”“ปกติดีก็ไม่ได้...”“เอาล่ะๆ เฟย์ไม่ต้
งานแต่งงานของธันเมธและกานต์สินีถูกจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่สมเป็นลูกชายเอกอัครราชทูต ประกอบกับตัวธันเมธเองเป็นนักธุรกิจหน้าใหม่ที่มีคอนเนกชันมากมาย ทำให้มีคนมาร่วมงานจำนวนมาก งานเช้าเป็นพิธีสงฆ์ ส่วนตอนค่ำเป็นพิธีฉลองมงคลสมรส กานต์สินีสวมชุดเจ้าสาวสีขาวลายลูกไม้ฟูฟ่องสวยงาม ขณะที่ธันเมธเองก็สวมชุดเจ้าบ่าวดูหล่อเหลามากในสายตาคนมองธันวา เพื่อนของธันเมธทั้ง 5 คน และกิรณา บงกช ภูผา รวมถึงเพื่อนรุ่นเดียวกันสมัยเรียนมหาวิทยาลัยของกานต์สินี คอยช่วยอำนวยความสะดวกให้กับแขกในงาน คนที่ยิ้มไม่หุบตั้งแต่เช้าจรดค่ำไม่ใช่เจ้าบ่าวเจ้าสาว แต่เป็นธารินทร์และจิตราภรณ์ ดีใจที่ลูกชายคนเล็กสุดดื้อรั้นจะได้เป็นฝั่งเป็นฝา อีกทั้งลูกสะใภ้ยังเป็นผู้หญิงที่ดีมากอีกด้วย เมื่อถึงเวลาเข้าห้องหอ กานต์สินีและธันเมธก้มลงกราบเท้าบิดามารดาอย่างนอบน้อม ธารินทร์และจิตราภรณ์ลูบศีรษะลูกๆ ด้วยความเอ็นดู น้ำตาคลอ“ถึงตอนนี้พ่อกับแม่คงไม่ต้องกำชับให้ธามดูแลน้องให้ดีๆ แล้ว เพราะที่ผ่านมาธามทำได้ดีมาก พ่อกับแม่อยากให้ธามเสมอต้นเสมอปลายกับน้องแบบนี้ตลอดไป ชีวิตคู่คือการเรียนรู้ การดูแลเอาใจใส่ ให้อภัยซึ่งกันและกัน” ธารินทร์บอกกับทั้
“เริ่มหิวแล้วค่ะ”“ใกล้ๆ มีร้านอร่อย เดี๋ยวเราไปหาอะไรกินกันนะ” ธันเมธพูดพลางเอามือลูบไปที่เอวบาง เธอหยัดกายขึ้นมองชายหนุ่มเอามือวางไว้บนหน้าอกแกร่ง ลูบไล้เล่นๆ แล้วก็เอ่ยปากถาม“ได้ค่ะ เดี๋ยวเฟย์ไปจัดเสื้อผ้าใส่ตู้ก่อนนะคะ”“อย่าเพิ่งไปสิ...” เขารั้งตัวเธอไว้ กานต์สินีมองเขาอย่างระแวง“จะทำอะไรคะ”“ทำอะไรดีน้า... ให้ทายว่าพี่จะทำอะไร” ว่าแล้วเขาก็พลิกตัวเธอนอนลง ร่างกำยำเป็นฝ่ายคร่อมเรือนร่างบางเอาไว้ กานต์สินีหัวเราะคิก เอาแขนโอบรัดรอบคอชายหนุ่ม ผงกหัวขึ้นมาจูบปากเขาเบาๆ“ไม่เหนื่อยเหรอคะ เดินทางตั้งไกลแทนที่จะนอนพัก”“เหนื่อย แต่อยากเอา จบไหม” ชายหนุ่มพูดไปตามตรง กานต์สินียิ้มกว้าง โน้มคอเขาลงมาจูบอย่างรู้งาน ธันเมธลูบไปตามร่างกายของหญิงสาว ปลดเปลื้องเสื้อผ้าของเธอออกทีละชิ้นๆ จนร่างบางเปล่าเปลือย จากนั้นเขาค่อยถอดเสื้อผ้าของตัวเองจนเหลือแต่กางเกงขายาว กานต์สินีนำหน้าอกอวบไปไว้ที่ใบหน้าของเขา ให้เขาดูดกลืนเต้าทรวงอวบอัด เขาดูดเสียงดังจ๊วบสลับกันทั้งสองข้าง ใช้นิ้วมือสอดเข้าไปในช่องทางสวาท ขยับข้อมือกับดูดกลืนหน้าอกพร้อมกันจนเธอพรักพร้อม ค่อยถอดกางเกงสอดกายเข้าหาเธอทันทีเธอนอนหงายอ
“อยากไปประเทศไหน” เขาถามต่อ กานต์สินีเงยหน้าขึ้นมองเขาด้วยความประหลาดใจ“พี่ธามไม่ห้ามเฟย์เหรอคะ”“พี่จะห้ามทำไม ในเมื่อเฟย์อยากไป อีกอย่าง... การได้ไปเรียนต่อต่างประเทศจะทำให้เฟย์มีโอกาส มีอนาคตที่ดี” ธันเมธพูดอย่างเป็นผู้ใหญ่ กานต์สินียิ้มกว้างหอมแก้มเขาฟอดใหญ่“ขอบคุณมากนะคะที่เข้าใจเฟย์ เฟย์อยากไปเรียนต่อแคนาดาค่ะ”“แอบศึกษาดูลู่ทางไว้แล้วใช่ไหม” เขาหยิกจมูกเธออย่างหมั่นเขี้ยว“ก็นิดหน่อยค่ะ แต่ถ้าเฟย์ไปอยู่ที่แคนาดาจริงคงคิดถึงพี่ธาม...”“พี่จะไปหาเฟย์บ่อยๆ ไม่ต้องห่วง พี่ไม่ทำให้เฟย์เหงาหรอก”“พี่จะไปยังไงคะ พี่มีงานที่ต้องทำ...” เธอเอียงคอถาม เขาก้มลงจูบปากเธอเบาๆ“พี่มีวิธีก็แล้วกัน เฟย์ตัดสินใจดีแล้วใช่ไหม”“ดีแล้วค่ะ”“ได้... ถ้าอย่างนั้นพี่จะช่วยจัดการเรื่องเอกสารและการสมัครเรียนให้ แต่มีข้อแม้นะ...” เขาพูดค้างจ้องตาเธอนิ่ง กานต์สินีนั่งเกร็งไปหมด จู่ๆ เขาก็เข้าสู่โหมดเคร่งขรึม“อะไรเหรอคะ”“เรียนจบปริญญาโทแล้วต้องแต่งงานกับพี่ ห้ามเลี้ยวห้ามเหลวไหลห้ามแอบมีกิ๊ก!” เขาออกคำสั่ง กานต์สินีหัวเราะออกมาทันที“โธ่... เฟย์จะไปมีคนอื่นได้ยังไงล่ะคะในเมื่อเราจดทะเบียนสมรสกันแล้ว ต่อ
“รู้ใจพี่จังเลยนะ” เขาเปรยเสียงแผ่ว เอามือคลึงเนื้อนวลกลางร่าง“เฟย์รู้ว่าพี่ธามชอบชุดนี้มากที่สุด อ่าส์...” เธอร้องครางเบาๆ ค่อยๆ ลุกขึ้นนั่งแล้วเป็นฝ่ายเริ่มจูบเขาก่อน เธอกำลังให้รางวัลตอบแทนที่เขาจัดงานวันเกิดให้เธอ หลังจากจูบจนพอใจเขาก็เริ่มพูดในสิ่งที่คิดไว้นานแล้ว“เฟย์... วันหยุดนี้เราไปสำนักงานเขตกันนะ”“ไปทำไมคะ” เธอเอียงคอถามอย่างน่ารัก“ไปจดทะเบียนสมรสกัน”“อะไรนะคะ!” เธออุทานด้วยความตกใจ ดวงตากลมโตเบิกกว้างแทบไม่อยากจะเชื่อหูตัวเอง“อายุ 18 ปี บรรลุนิติภาวะแล้ว จริงๆ ตามกฎหมายเฟย์สามารถแต่งงานได้แล้ว แต่พี่อยากให้เฟย์เรียนให้จบปริญญาตรีก่อน ระหว่างรอให้ทุกอย่างพร้อม พี่อยากจดทะเบียนสมรสกับเฟย์”“เฟย์รู้สึกว่ามันยังเร็วไป”“ถามว่าเร็วไหม มันก็เร็วจริงๆ นั่นแหละ แต่พี่มาคิดดูดีๆ แล้ว เฟย์ไม่มีญาติพี่น้องที่ไหนเลย เฟย์อยู่ตัวคนเดียว ถ้าหากวันใดวันหนึ่งเกิดอะไรฉุกเฉินขึ้นมาจะทำยังไง พี่ไม่ได้แช่งนะ ถ้าเฟย์เกิดอุบัติเหตุต้องผ่าตัดด่วน ถ้าเฟย์ป่วยหนัก ต้องหาคนเซ็นรับรอง เราจะทำยังไง พี่อยากดูแลเฟย์ไม่ให้ขาดตกบกพร่องทั้งเรื่องความรักและการใช้ชีวิตคู่ รวมถึงสิทธิ์ทางกฎหมายต่างๆ ส่
เธอดึงเสื้อชั้นในลงจนเห็นยอดปทุมถันสีชมพูเปล่ง ธันเมธครอบครองยอดอกของเธอเต็มอุ้งปาก ดูดเลียสลับกันสองข้าง กานต์สินีเสียวซ่านนัก เธอบดเบียดกายเข้าหาความแข็งขึงที่อยู่ภายใต้กางเกงยีนส์ของเขา“อู้ว... ขึ้นขย่มหน่อย” ชายหนุ่มปลดเข็มขัดและกระดุมกางเกงออก งัดความเป็นชายออกมาสาวระรัว กานต์สินีถลกกระโปรงขึ้น ถอดกางเกงในตัวเองออกแล้วสอดกายเข้าหาแท่งเนื้ออุ่นร้อนของเขาทันที“อ๊าส์...”“ใส่ชุดนักศึกษาแล้วเสียวจัง กลับมาจากมหาวิทยาลัยแล้วมาให้พี่เอาทุกวันเลยได้ไหม” เขาหรี่ตามองเธออย่างเร่าร้อน เธอพยักหน้ารับ“อื้อ... อ๊ะๆๆๆ ได้ค่ะ” เธอโยกกายขึ้นลงสลับกับบดเบียดกายเข้าหา ผมยาวสยายของเธอสะบัดไปด้านหลัง ยิ่งทำให้เธอดูเซ็กซี่มากไปกว่าเดิม ธันเมธลูบไล้หน้าอก ดูดกลืนความนุ่มหยุ่นขณะที่เธอขยับโยกไม่พัก เขาปล่อยให้เธอโยกจนเสร็จแล้วค่อยกระแทกกายสวนขึ้นไปจนเต้านมกระเพื่อมขึ้นลงอย่างน่ากลัว เธอหวีดร้องเสียงดังลั่นก่อนจะเกร็งกระตุกสะท้านไหววาบเขาจับเธอคุกเข่าบนโซฟาเป็นท่าด็อกกี้ สอดกายเข้าทางด้านหลัง ถลกชายกระโปรงไปถึงเอวแล้วซอยไม่ยั้ง เธอร้องครางเสียงหลง ร้องจนเขาแทบทนไม่ได้ ยามที่เธอเสร็จไปอีกครั้ง เขาพลิ







