สาวเนิร์ดย้อนเวลา กลับมาเป็นดาวมหาลัย ยุค 90

สาวเนิร์ดย้อนเวลา กลับมาเป็นดาวมหาลัย ยุค 90

last updateLast Updated : 2026-09-22
Language: Thai
goodnovel4goodnovel
Not enough ratings
247Chapters
696views
Read
Add to library

Share:  

Report
Overview
Catalog
SCAN CODE TO READ ON APP

ปิดทองหลังพระมาตลอดชีวิต หวังเพียงจะได้แต่งงานกับชายคนรัก แต่เขากลับสังหารเธอด้วยมือของเขาเองและคว้าเอาเพื่อนสนิทมาเย้ยหยันในช่วงเวลาสุดท้าย ชีวิตใหม่ เธอจะไม่ยอมเฉิ่มเชย และจะช่วงชิงเอาทุกโอกาสมา!!

View More

Chapter 1

ตอนที่ 1 เลือดเย็น

เข็มนาฬิกาบนผนังห้องทำงานก้าวเดินไปอย่างเชื่องช้า บรรยากาศภายในสถานีโทรทัศน์มังกรทองยามดึกสงัดเงียบเชียบจนได้ยินเพียงเสียงเครื่องปรับอากาศที่พ่นความเย็นเยียบออกมา โม่หย่าถิงในวัยยี่สิบแปดปีนั่งทอดอาลัยอยู่หลังโต๊ะทำงานตัวใหญ่ แผ่นหลังของเธอโค้งงอด้วยความเหนื่อยล้าที่สะสมมาอย่างยาวนาน กองเอกสารสัญญา แฟ้มสรุปงบประมาณ และแผนงานรายการโทรทัศน์วางกองพะเนินเทินทึกราวกับภูเขาขนาดย่อมที่จ้องมองมาเพื่อสูบเอาพลังชีวิตของเธอไปจนหมดสิ้น หญิงสาวยกมือขึ้นนวดขมับที่เต้นตุบด้วยความปวดร้าว ดวงตาที่เคยสุกใสในวัยเยาว์บัดนี้หมองคล้ำและเต็มไปด้วยเส้นเลือดฝอยจากการอดหลับอดนอนติดต่อกันหลายสัปดาห์ สิบปีเต็มที่เธอทุ่มเทหยาดเหงื่อและสติปัญญา หยาดน้ำตาและแรงกายแรงใจทั้งหมด เพื่อสร้างความสำเร็จให้กับบริษัทแห่งนี้ จากสถานีโทรทัศน์เล็กๆ ที่ไม่มีใครรู้จัก เธอใช้ความสามารถในการวิเคราะห์การตลาดและการวางแผนกลยุทธ์ที่เฉียบแหลม ผลักดันจนมังกรทองผงาดขึ้นมาเป็นสถานีโทรทัศน์อันดับต้นๆ ของประเทศ เธอละทิ้งชีวิตวัยรุ่น ละทิ้งความสุขส่วนตัว และยอมทำงานอยู่เบื้องหลังอย่างเงียบเชียบ เพียงเพราะคำสัญญาและรอยยิ้มแสนหวานของผู้ชายที่ชื่อถงฮั่นสยง ชายผู้เป็นทายาทของสถานีโทรทัศน์แห่งนี้ ชายที่เธอรักสุดหัวใจและหวังจะฝากฝังชีวิตที่เหลือไว้ในอ้อมกอดของเขา โม่หย่าถิงมองดูตัวเลขผลกำไรในไตรมาสล่าสุดด้วยความภาคภูมิใจ ความเหน็ดเหนื่อยแทบจะมลายหายไปเมื่อคิดว่าความสำเร็จนี้คือรากฐานที่มั่นคงสำหรับครอบครัวที่เธอกำลังจะสร้างร่วมกับเขาในอนาคตอันใกล้

เสียงโทรศัพท์มือถือบนโต๊ะดังขึ้นทำลายความเงียบ โม่หย่าถิงสะดุ้งเล็กน้อยก่อนจะเอื้อมมือไปหยิบอุปกรณ์สื่อสารเครื่องนั้นขึ้นมา หน้าจอปรากฏข้อความสั้นๆ จากถงฮั่นสยงระบุสถานที่นัดหมายซึ่งเป็นห้องอาหารฝรั่งเศสสุดหรูแบบเป็นส่วนตัวใจกลางเมืองหลวง พร้อมกับข้อความอวยพรวันเกิดอายุครบยี่สิบแปดปีของเธอ หัวใจที่เคยแห้งผากและอ่อนล้ากลับมาเต้นระรัวและพองโตด้วยความหวัง หญิงสาวรีบเก็บเอกสารบนโต๊ะให้เข้าที่ รอยยิ้มบางเบาปรากฏขึ้นบนใบหน้าที่ซีดเซียว เธอเดินไปที่กระจกเงาบานใหญ่ในห้องน้ำของสถานี มองดูภาพสะท้อนของหญิงสาววัยทำงานที่ไม่ได้แต่งหน้าทาปาก สวมเพียงชุดสูทสีเข้มที่ดูจืดชืดไร้ชีวิตชีวา โม่หย่าถิงล้วงกระเป๋าหยิบลิปสติกสีชมพูอ่อนที่แทบจะไม่เคยได้ใช้งานออกมาเติมสีสันลงบนริมฝีปาก พยายามจัดแต่งทรงผมที่ยุ่งเหยิงให้ดูเข้าทรงมากที่สุด ค่ำคืนนี้คือค่ำคืนที่สำคัญที่สุดในชีวิตของเธอ เธอวาดฝันถึงบรรยากาศโรแมนติกใต้แสงเทียน เสียงดนตรีคลาสสิกที่บรรเลงแผ่วเบา และภาพของถงฮั่นสยงที่คุกเข่าลงตรงหน้าพร้อมกับแหวนเพชรเม็ดงามเพื่อขอเธอแต่งงาน ความคาดหวังเหล่านั้นทำให้ก้าวเดินของเธอเบาหวิวราวกับล่องลอยอยู่บนปุยเมฆ เธอรีบก้าวออกจากอาคารสถานีโทรทัศน์ เรียกรถโดยสารมุ่งหน้าสู่สถานที่นัดหมายด้วยความตื่นเต้นที่อัดแน่นอยู่เต็มอก โดยไม่รู้เลยว่าปลายทางที่รออยู่ไม่ใช่ดินแดนแห่งความฝัน แต่เป็นขุมนรกที่มืดมิดและหนาวเหน็บที่สุด

รถโดยสารจอดเทียบหน้าภัตตาคารหรู โม่หย่าถิงก้าวลงมาด้วยความประหม่า พนักงานต้อนรับในชุดสูทเรียบร้อยโค้งคำนับและนำทางเธอเดินผ่านโถงทางเดินที่ปูด้วยพรมสีแดงเนื้อหนา แสงไฟสีทองสลัวสร้างบรรยากาศที่หรูหราและเป็นส่วนตัว เสียงดนตรีแว่วมาตามทางเดินยิ่งทำให้หัวใจของเธอเต้นแรงจนแทบจะหลุดออกมานอกอก เมื่อมาถึงหน้าประตูห้องอาหารส่วนตัวระดับวีไอพี พนักงานก็ถอยฉากออกไป ปล่อยให้เธอเป็นผู้ผลักบานประตูไม้สลักลายนั้นเข้าไปด้วยตนเอง โม่หย่าถิงสูดลมหายใจเข้าลึก รวบรวมความกล้าและผลักประตูเข้าไปช้าๆ ทว่าภาพที่ปรากฏแก่สายตากลับเปรียบเสมือนสายฟ้าที่ฟาดลงมากลางกระหม่อมของเธออย่างจัง รอยยิ้มที่เตรียมไว้แข็งค้างอยู่บนใบหน้า ร่างกายของเธอชาวาบตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า เบื้องหน้าของเธอคือโต๊ะอาหารที่จัดเตรียมไว้อย่างงดงาม แต่บุคคลที่อยู่ในห้องกลับไม่ได้มีเพียงถงฮั่นสยง ชายคนรักของเธอกำลังยืนตระกองกอดหญิงสาวเรือนร่างอรชรในชุดเดรสสีแดงสดแนบเนื้อ หญิงสาวคนนั้นคือฉินโหรวหลัน ดาราสาวดาวรุ่งอันดับหนึ่งของสถานี และที่สำคัญที่สุดคือเพื่อนสนิทเพียงคนเดียวที่โม่หย่าถิงไว้ใจมาตลอด ริมฝีปากของคนทั้งสองเพิ่งจะผละออกจากกัน มือของถงฮั่นสยงยังคงโอบรัดเอวคอดกิ่วของฉินโหรวหลันไว้อย่างหวงแหน กลิ่นน้ำหอมราคาแพงที่คุ้นเคยลอยมาเตะจมูกตอกย้ำความจริงอันโหดร้าย โม่หย่าถิงเบิกตากว้าง สมองขาวโพลนไม่อาจประมวลผลภาพตรงหน้าได้ กระเป๋าสะพายในมือร่วงหล่นลงกระทบพื้นพรมอย่างไร้เรี่ยวแรง ความเจ็บปวดแล่นริ้วขึ้นมาจุกที่ลำคอจนไม่อาจเปล่งเสียงใดออกมาได้

ถงฮั่นสยงหันมามองโม่หย่าถิงที่ยืนนิ่งค้างอยู่หน้าประตู แววตาของเขาไม่มีความตกใจ ไม่มีความรู้สึกผิด หรือแม้แต่ความละอายใจแม้แต่น้อย มันมีเพียงความเย็นชาและเย่อหยิ่งราวกับมองดูสิ่งของที่หมดประโยชน์แล้ว ชายหนุ่มกระชับอ้อมกอดรอบเอวของฉินโหรวหลันให้แน่นขึ้น ก่อนจะประกาศกร้าวด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบแต่กรีดลึกลงไปในวิญญาณของคนฟังว่าเขาและฉินโหรวหลันกำลังจะแต่งงานกันในเดือนหน้า โม่หย่าถิงรู้สึกราวกับพื้นดินใต้ฝ่าเท้ากำลังทรุดตัวลง เธอพยายามเค้นเสียงเพื่อถามหาเหตุผล ถามถึงความรักและคำสัญญาตลอดสิบปีที่ผ่านมา แต่สิ่งที่ได้รับกลับมาคือเสียงหัวเราะกังวานใสที่เต็มไปด้วยความเย้ยหยันจากเพื่อนสนิท ฉินโหรวหลันเอนศีรษะซบลงบนไหล่กว้างของชายหนุ่ม ปรายตามองโม่หย่าถิงตั้งแต่หัวจรดเท้าด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความสมเพชและรังเกียจ

"เธอมันก็แค่ผู้หญิงโง่ที่พวกเราหลอกใช้ให้ทำงานให้ก็เท่านั้นแหละ"

ประโยคนั้นเปรียบเสมือนมีดแหลมคมนับพันเล่มที่พุ่งเข้าทิ่มแทงหัวใจของโม่หย่าถิงจนแหลกละเอียด ฉินโหรวหลันเหยียดยิ้มร้ายกาจ เปิดโปงความจริงอันเน่าเฟะว่าทุกความสำเร็จที่โม่หย่าถิงสร้างมา ทุกหยาดเหงื่อที่เธอเสียไป ล้วนเป็นเพียงการปูทางให้ถงฮั่นสยงได้ขึ้นเป็นประธานสถานีอย่างมั่นคง และเพื่อเป็นเงินทุนมหาศาลในการปั้นฉินโหรวหลันให้กลายเป็นดาวประดับวงการ ความรักที่เธอเชื่อมั่นมาตลอดสิบปีเป็นเพียงละครฉากใหญ่ที่พวกเขาสร้างขึ้นเพื่อหลอกใช้แรงงานจากหญิงสาวที่โง่งม โม่หย่าถิงกำมือแน่นจนเล็บจิกเข้าไปในฝ่ามือ เลือดสีสดซึมออกมาแต่เธอกลับไม่รู้สึกเจ็บปวดทางกายเลยแม้แต่น้อย ความโง่เขลาของตนเองตอกหน้าเธออย่างจัง ความภักดีที่มอบให้คนทรยศกลายเป็นโซ่ตรวนที่รัดคอเธอจนหายใจไม่ออก

เมื่อความจริงอันน่ารังเกียจถูกเปิดเผย โม่หย่าถิงไม่ได้ร้องไห้ฟูมฟายหรือคุกเข่าอ้อนวอน แววตาที่เคยอ่อนโยนและยอมจำนนบัดนี้แปรเปลี่ยนเป็นความแข็งกร้าวและเย็นเยียบจนน่าขนลุก เธอสูดลมหายใจเข้าลึก รวบรวมสติปัญญาอันเฉียบแหลมที่เคยใช้บริหารธุรกิจมาเป็นเกราะกำบัง หญิงสาวก้าวเข้าไปข้างหน้าหนึ่งก้าว จ้องลึกเข้าไปในดวงตาของถงฮั่นสยง เธอกล่าวด้วยน้ำเสียงที่มั่นคงและทรงพลังว่าเธอรู้ความลับทุกอย่างของสถานีมังกรทอง รู้ถึงบัญชีผีที่เขาสร้างขึ้นเพื่อยักยอกเงิน รู้ถึงการติดสินบนและการฉ้อโกงที่ซุกซ่อนอยู่ใต้พรม เธอข่มขู่ว่าหากเธอพินาศ พวกเขาก็ต้องพินาศและสูญเสียทุกอย่างไปพร้อมกับเธอ ถงฮั่นสยงชะงักไปชั่วครู่ แววตาที่เคยเย่อหยิ่งพลันเปลี่ยนเป็นความหวาดระแวงและตื่นตระหนก เขารู้ดีว่าผู้หญิงตรงหน้าฉลาดหลักแหลมเพียงใดและกุมหลักฐานสำคัญไว้มากแค่ไหน รังสีความอำมหิตปรากฏขึ้นบนใบหน้าหล่อเหลา ชายหนุ่มตระหนักได้ในวินาทีนั้นว่าโม่หย่าถิงเป็นตัวอันตรายที่ปล่อยไว้ไม่ได้อีกต่อไป เขาพุ่งตัวเข้าไปหาเธอด้วยความรวดเร็ว สองมือหนาและแข็งแรงคว้าเข้าที่ลำคอบอบบางของหญิงสาวอย่างรุนแรง โม่หย่าถิงพยายามดิ้นรนต่อสู้ สองมือเล็กจิกข่วนลงบนท่อนแขนของชายที่เธอเคยรักสุดหัวใจ แต่พละกำลังของสตรีไม่อาจสู้แรงของบุรุษที่บ้าคลั่ง ถงฮั่นสยงเพิ่มแรงบีบที่ลำคอจนเส้นเลือดปูดโปน ดวงตาของเขาแดงก่ำและเต็มไปด้วยความเลือดเย็น ฉินโหรวหลันยืนมองภาพการฆาตกรรมตรงหน้าด้วยรอยยิ้มพึงพอใจโดยไม่มีทีท่าว่าจะห้ามปราม อากาศในปอดของโม่หย่าถิงค่อยๆ หมดลง ความเจ็บปวดแสนสาหัสลุกลามไปทั่วสรรพางค์กาย สติสัมปชัญญะเริ่มพร่าเลือน ทว่าในห้วงสุดท้ายของลมหายใจ ความแค้นที่สลักลึกถึงกระดูกดำกลับลุกโชนขึ้นราวกับเปลวเพลิงในนรก เธอจ้องมองใบหน้าของคนทรยศทั้งสองด้วยดวงตาที่เบิกกว้าง สาบานในใจด้วยหยาดเลือดและวิญญาณ ว่าหากสวรรค์มีตา เธอจะกลับมาทวงคืนทุกสิ่งทุกอย่างและลากพวกมันทั้งสองลงสู่ขุมนรกที่ลึกที่สุด ร่างบอบบางของโม่หย่าถิงกระตุกเกร็งเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนที่แขนทั้งสองข้างจะตกลงแนบข้างลำตัว สิ้นลมหายใจลงอย่างโดดเดี่ยวและอนาถท่ามกลางความเลือดเย็นของคนที่เธอเคยรักและไว้ใจที่สุดในชีวิต

Expand
Next Chapter
Download

Latest chapter

More Chapters
No Comments
247 Chapters
ตอนที่ 1 เลือดเย็น
เข็มนาฬิกาบนผนังห้องทำงานก้าวเดินไปอย่างเชื่องช้า บรรยากาศภายในสถานีโทรทัศน์มังกรทองยามดึกสงัดเงียบเชียบจนได้ยินเพียงเสียงเครื่องปรับอากาศที่พ่นความเย็นเยียบออกมา โม่หย่าถิงในวัยยี่สิบแปดปีนั่งทอดอาลัยอยู่หลังโต๊ะทำงานตัวใหญ่ แผ่นหลังของเธอโค้งงอด้วยความเหนื่อยล้าที่สะสมมาอย่างยาวนาน กองเอกสารสัญญา แฟ้มสรุปงบประมาณ และแผนงานรายการโทรทัศน์วางกองพะเนินเทินทึกราวกับภูเขาขนาดย่อมที่จ้องมองมาเพื่อสูบเอาพลังชีวิตของเธอไปจนหมดสิ้น หญิงสาวยกมือขึ้นนวดขมับที่เต้นตุบด้วยความปวดร้าว ดวงตาที่เคยสุกใสในวัยเยาว์บัดนี้หมองคล้ำและเต็มไปด้วยเส้นเลือดฝอยจากการอดหลับอดนอนติดต่อกันหลายสัปดาห์ สิบปีเต็มที่เธอทุ่มเทหยาดเหงื่อและสติปัญญา หยาดน้ำตาและแรงกายแรงใจทั้งหมด เพื่อสร้างความสำเร็จให้กับบริษัทแห่งนี้ จากสถานีโทรทัศน์เล็กๆ ที่ไม่มีใครรู้จัก เธอใช้ความสามารถในการวิเคราะห์การตลาดและการวางแผนกลยุทธ์ที่เฉียบแหลม ผลักดันจนมังกรทองผงาดขึ้นมาเป็นสถานีโทรทัศน์อันดับต้นๆ ของประเทศ เธอละทิ้งชีวิตวัยรุ่น ละทิ้งความสุขส่วนตัว และยอมทำงานอยู่เบื้องหลังอย่างเงียบเชียบ เพียงเพราะคำสัญญาและรอยยิ้มแสนหวานของผู้ชายที่ช
Read more
ตอนที่ 2 ลืมตาตื่น
ความมืดมิดที่โอบล้อมรอบกายช่างหนาวเหน็บและลึกซึ้ง มันคือความว่างเปล่าที่ไร้จุดสิ้นสุด ไร้ซึ่งกาลเวลา ไร้ซึ่งแสงสว่าง โม่หย่าถิงจดจำเสี้ยววินาทีสุดท้ายแห่งลมหายใจได้อย่างฝังใจ ความรู้สึกถูกมือหนาและแข็งเกร็งบีบรัดที่ลำคอจนกระดูกแทบแหลกละเอียด อากาศที่เคยหล่อเลี้ยงปอดถูกสูบออกไปจนหมดสิ้น ความเจ็บปวดแสนสาหัสที่แผ่ซ่านไปทั่วทุกอณูเนื้อ และภาพรอยยิ้มเย้ยหยันของชายที่เธอรักสุดหัวใจพร้อมกับเพื่อนสนิทที่ทรยศหักหลัง ทั้งหมดนั้นคือสิ่งที่ดึงรั้งวิญญาณของเธอให้จมดิ่งลงสู่ก้นบึ้งของขุมนรก ทว่าในขณะที่สติสัมปชัญญะกำลังจะดับสูญลงอย่างถาวรภายใต้ความมืดมิดอันเป็นนิรันดร์นั้นเอง ความรู้สึกบางอย่างกลับค่อยๆ ก่อตัวขึ้น มันไม่ใช่เปลวเพลิงโลกันตร์ที่แผดเผาร่างกาย หรือคมหอกคมดาบของยมบาลที่ทิ่มแทง แต่เป็นความรู้สึกปวดร้าวที่แล่นริ้วขึ้นมาบริเวณศีรษะอย่างรุนแรง ความเจ็บปวดนั้นเต้นตุบเป็นจังหวะตามการสูบฉีดของสายเลือด ประสาทสัมผัสที่ควรจะดับมอดไปแล้วเริ่มกลับมาทำงานอีกครั้งอย่างเชื่องช้า กลิ่นเหม็นอับของไม้เก่า กลิ่นควันถ่านหินจางๆ ที่ลอยมาจากบ้านค้างเคียง และกลิ่นกระดาษเสื่อมสภาพลอยมาแตะจมูก ตามมาด้วยเสียงหวี
Read more
ตอนที่ 3 เงาในกระจก
หลังจากที่ความตกตะลึงจากการค้นพบความจริงบนหน้ากระดาษปฏิทินแบบฉีกตั้งโต๊ะค่อยๆ บรรเทาลง โม่หย่าถิงพยายามรวบรวมสติสัมปชัญญะที่กระจัดกระจายให้กลับคืนมาเป็นหนึ่งเดียวอีกครั้ง ร่างกายของเธอยังคงสั่นสะท้านอย่างควบคุมไม่ได้ มันเป็นการสั่นไหวที่เกิดจากความรู้สึกหลากหลายที่ผสมปนเปกัน ทั้งความหวาดผวาจากความตายที่เพิ่งพานพบ ความสับสนต่อปาฏิหาริย์ที่ไม่อาจอธิบายได้ และความหวังอันริบหรี่ที่กำลังก่อตัวขึ้นในเบื้องลึกของจิตใจ หญิงสาวใช้มือทั้งสองข้างยันขอบโต๊ะหนังสือไม้ตัวเก่าเอาไว้แน่นจนข้อปูดขาว เพื่อใช้เป็นหลักยึดเหนี่ยวไม่ให้ร่างที่อ่อนแรงทรุดลงไปกองกับพื้นไม้กระดาน ลมหายใจของเธอเข้าออกอย่างเชื่องช้าและหนักหน่วง อากาศยามเช้าของฤดูใบไม้ผลิในปีหนึ่งพันเก้าร้อยเก้าสิบสามสูดผ่านจมูกเข้าไปหล่อเลี้ยงปอด มันมีกลิ่นอายของความชื้น ดินร่วน และควันถ่านหินจางๆ ที่ลอยมาจากปล่องไฟของเพื่อนบ้านในชนบท ซึ่งเป็นกลิ่นที่เธอไม่ได้สัมผัสมาเนิ่นนานนับทศวรรษเมื่อเรี่ยวแรงเริ่มกลับคืนมาสู่ท่อนขา โม่หย่าถิงก็ตัดสินใจผลักตัวออกจากโต๊ะหนังสือ เป้าหมายของเธอคือกระจกเงาบานเก่าที่ตั้งตระหง่านอยู่ตรงมุมห้องอันมืดสลัว ขาทั้งส
Read more
ตอนที่ 4 สาบานต่อฟ้า
โม่หย่าถิงยืนนิ่งงันอยู่เบื้องหน้ากระจกเงาบานเก่าที่เต็มไปด้วยคราบความชื้นและรอยด่างดำ ท่ามกลางความมืดสลัวของห้องนอนแคบๆ ที่มีเพียงแสงสว่างรำไรลอดผ่านรอยแยกของผ้าม่านเก่าคร่ำคร่า ร่างกายที่เคยบอบบางและอ่อนแอของเด็กสาววัยสิบแปดปีบัดนี้กำลังสั่นสะท้านอย่างรุนแรง ไม่ใช่เพราะความหนาวเหน็บของอากาศยามเช้าตรู่ในฤดูใบไม้ผลิ แต่เป็นเพราะคลื่นอารมณ์อันบ้าคลั่งที่กำลังปะทุเดือดอยู่ภายในจิตวิญญาณ หญิงสาวค่อยๆ ลดมือที่สั่นเทาลงจากใบหน้าที่ไร้เครื่องสำอางของตนเอง ก่อนจะกำหมัดทั้งสองข้างเข้าหากันอย่างเชื่องช้าทว่าหนักแน่น เธอออกแรงบีบเกร็งฝ่ามือจนเส้นเลือดสีเขียวปูดโปนขึ้นตามหลังมือและท่อนแขน เล็บที่ไม่ได้ถูกตัดแต่งให้เรียบร้อยจิกจมลึกลงไปในเนื้ออ่อนของฝ่ามือจนรู้สึกถึงความเจ็บปวดที่แล่นปลาบขึ้นมาตามเส้นประสาท ความเจ็บปวดทางกายนี้ช่างเล็กน้อยเหลือเกินเมื่อเทียบกับความแหลกสลายที่เธอต้องเผชิญในวาระสุดท้ายของชีวิต ทว่ามันกลับเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งในเวลานี้ เพราะความเจ็บปวดที่ฝ่ามือคือสมอเรือชั้นดีที่ช่วยยึดโยงสติสัมปชัญญะของเธอให้อยู่กับโลกแห่งความเป็นจริง ช่วยตอกย้ำว่าเธอไม่ได้กำลังฝันไป และยังช่วยกร
Read more
ตอนที่ 5 แผนการก้าวแรก
แสงสว่างแห่งรุ่งอรุณของวันใหม่ในฤดูใบไม้ผลิเริ่มสาดส่องลอดผ่านช่องว่างของผ้าม่านสีซีดจางที่แขวนอยู่ริมหน้าต่าง ละอองฝุ่นเล็กๆ ล่องลอยคว้างอยู่ในลำแสงสีทองที่ตกกระทบลงบนพื้นไม้กระดานอันเก่าคร่ำคร่า โม่หย่าถิงละสายตาจากทิวทัศน์เบื้องนอกหน้าต่างที่ทอดยาวสุดลูกหูลูกตา หญิงสาวสูดลมหายใจเข้าลึกจนสุดปอดเพื่อรับเอาความสดชื่นของอากาศยามเช้าเข้าไปหล่อเลี้ยงทุกเซลล์ในร่างกายที่เพิ่งฟื้นคืนชีพ ก่อนจะหมุนตัวกลับมาเผชิญหน้ากับความเป็นจริงที่รอคอยอยู่ภายในห้องนอนสี่เหลี่ยมคับแคบแห่งนี้ ขาทั้งสองข้างของเธอพยุงร่างที่สวมเพียงเสื้อยืดตัวโคร่งและกางเกงวอร์มย้วยๆ ก้าวเดินอย่างเชื่องช้าทว่ามั่นคงตรงไปยังโต๊ะหนังสือไม้ตัวเก่าที่ตั้งอยู่มุมห้อง เก้าอี้ไม้ตัวเก่งที่ขาทั้งสี่ข้างเริ่มโยกคลอนส่งเสียงลั่นเอี๊ยดอ๊าดเบาๆ ทันทีที่เธอทิ้งน้ำหนักตัวนั่งลงไป แผ่นหลังของหญิงสาวยืดตรงอย่างสง่างามโดยสัญชาตญาณ มันเป็นท่วงท่าที่ถูกหล่อหลอมมาจากประสบการณ์การเป็นผู้บริหารระดับสูงมานานนับทศวรรษ แม้ในยามนี้ร่างกายของเธอจะเป็นเพียงเด็กสาววัยสิบแปดปีที่ดูเฉิ่มเชยและไร้ราศี แต่รัศมีแห่งอำนาจและความเยือกเย็นที่แผ่ซ่านออกมาจากดวงต
Read more
ตอนที่ 6 รุ่งอรุณใหม่
แสงแดดสีทองอ่อนจางของยามเช้าตรู่เพิ่งจะสาดส่องทะลุผ่านม่านหมอกและฝุ่นควันของเมืองเข้ามาทางหน้าต่างไม้บานเก่า โม่หย่าถิงยังคงนั่งนิ่งอยู่หน้าโต๊ะหนังสือ หลังจากที่เธอได้ขีดเขียนและวางแผนผังชีวิตใหม่บนหน้ากระดาษจนเสร็จสิ้น จิตใจที่เคยเดือดพล่านด้วยไฟแค้นค่อยๆ ตกตะกอนลงกลายเป็นความเยือกเย็นและหนักแน่น ประดุจผิวน้ำสาบที่ราบเรียบแต่ซุกซ่อนความลึกอันหยั่งไม่ถึงเอาไว้เบื้องล่าง ในขณะที่เธอกำลังจมดิ่งอยู่ในความคิดเกี่ยวกับการก้าวเดินในอนาคตนั้นเอง เสียงตะหลิวเหล็กกระทบกับกระทะใบบัวก็ดังแว่วมาจากทิศทางของห้องครัว ตามมาด้วยเสียงน้ำมันที่แตกฟองฟู่เมื่อสัมผัสกับวัตถุดิบ กลิ่นหอมของข้าวต้มที่เคี่ยวจนยางข้าวแตกตัวผสมผสานกับกลิ่นของผักดองผัดน้ำมันลอยอวลไปตามโถงทางเดินแคบๆ กลิ่นอายเหล่านั้นช่างเป็นกลิ่นที่แสนจะธรรมดา ทว่าสำหรับคนที่ผ่านพ้นความตายและไม่ได้สัมผัสมันมาเนิ่นนานนับทศวรรษ มันกลับเป็นกลิ่นที่หอมหวานและทรงพลังที่สุด"หย่าถิง ตื่นหรือยังลูก ออกมากินข้าวเช้าได้แล้ว เดี๋ยวก็ไปโรงเรียนสายหรอก"เสียงเรียกของมารดาดังแว่วทะลุผ่านบานประตูไม้ที่ผุพังเข้ามา มันเป็นเสียงที่แหบพร่าเล็กน้อยจากการตรากตรำท
Read more
ตอนที่ 7 ถอดกรอบเดิม
แสงแดดอุ่นจางของยามเช้าตรู่สาดส่องลงมาอาบไล้ถนนดินลูกรังที่ทอดยาวเข้าสู่ตัวเมือง บรรยากาศสองข้างทางเต็มไปด้วยความคึกคักและจอแจตามวิถีชีวิตของชาวบ้านในยุคแห่งการพัฒนา เสียงกระดิ่งจากรถจักรยานนับร้อยคันดังกังวานประสานกันเป็นจังหวะแห่งชีวิต ผสมผสานกับเสียงตะโกนเรียกลูกค้าของพ่อค้าแม่ค้าหาบเร่ที่ตั้งแผงขายอาหารเช้าอยู่ริมฟุตบาท กลิ่นหอมกรุ่นของซาลาเปานึ่งร้อนๆ ที่เพิ่งยกออกจากเตา กลิ่นน้ำเต้าหู้ต้มสุกใหม่ๆ และกลิ่นแป้งทอดปาท่องโก๋ลอยอบอวลไปทั่วทั้งบริเวณ ควันสีขาวขุ่นพวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้าที่กำลังเปลี่ยนเป็นสีฟ้าคราม โม่หย่าถิงก้าวเดินไปตามทางเท้าด้วยจังหวะฝีเท้าที่สม่ำเสมอและมั่นคง แผ่นหลังของเธอตั้งตรงอย่างสง่างามผิดแผกไปจากเด็กสาววัยมัธยมปลายคนอื่นๆ ที่มักจะเดินจับกลุ่มคุยเล่นกันเจื้อยแจ้ว ทว่าสิ่งที่ขัดตากับท่วงท่าอันเปี่ยมไปด้วยบารมีของเธอนั้น คือแว่นตาพลาสติกสีดำกรอบหนาเตอะที่กดทับอยู่บนสันจมูก มันหนักอึ้งและคอยจะเลื่อนหลุดลงมาอยู่ตลอดเวลาจนเธอต้องใช้นิ้วชี้ดันมันกลับขึ้นไปครั้งแล้วครั้งเล่า แว่นตากรอบหนานี้เปรียบเสมือนป้อมปราการอันโง่เขลาที่เด็กสาวโม่หย่าถิงในอดีตสร้างขึ้นมาเพื่อหลบ
Read more
ตอนที่ 8 ก้าวสู่โรงเรียน
ป้ายอักษรสีแดงขนาดใหญ่ที่ถูกเขียนด้วยพู่กันจีนตัวบรรจงตระหง่านอยู่เหนือประตูรั้วเหล็กดัดที่เต็มไปด้วยคราบสนิมสีน้ำตาลเข้ม ข้อความบนป้ายกระตุ้นเตือนถึงการสอบเข้ามหาวิทยาลัยที่กำลังจะมาถึงในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า บรรยากาศหน้าโรงเรียนมัธยมปลายประจำเมืองในยามเช้าตรู่ของยุคเก้าศูนย์เต็มไปด้วยความมีชีวิตชีวาและเสียงจอแจของวัยรุ่นนับพันคน เสียงกระดิ่งจากรถจักรยานยี่ห้อนกพิราบบินที่นักเรียนปั่นซ้อนท้ายกันมาดังกังวานประสานกับเสียงฝีเท้าที่ย่ำลงบนพื้นถนนคอนกรีตที่แตกร้าวเป็นหย่อมๆ กลิ่นของหมั่นโถวร้อนๆ จากร้านค้ารถเข็นหน้าโรงเรียนลอยปะปนกับกลิ่นหมึกพิมพ์จากหนังสือเรียนที่เพิ่งเปิดหน้าใหม่ โม่หย่าถิงในชุดนักเรียนซึ่งเป็นเสื้อพละตัวโคร่งสีขาวสลับน้ำเงินและกางเกงวอร์มที่ย้วยจนเสียทรง ก้าวเดินเข้าสู่บริเวณหน้าประตูรั้วโรงเรียนด้วยจังหวะฝีเท้าที่หนักแน่นและสม่ำเสมอ แผ่นหลังของเธอเหยียดตรงอย่างสง่างามดุจลำต้นของต้นสนที่ยืนหยัดท้าทายพายุหิมะ ไม่มีร่องรอยของการเดินห่อไหล่ ก้มหน้าก้มตา หรือพยายามหดตัวให้ลีบเล็กลงเพื่อหลบเลี่ยงสายตาของผู้คนอย่างที่เด็กสาวคนเดิมเคยทำมาตลอดหลายปี ท่วงท่าการก้าวเดินของเธอใน
Read more
ตอนที่ 9 มองข้ามอคติ
แสงแดดยามสายสาดส่องลอดผ่านบานหน้าต่างกระจกที่เต็มไปด้วยคราบฝุ่นละอองและรอยขีดข่วนของกาลเวลา ลำแสงสีทองทอดตัวลงมากระทบกับพื้นไม้กระดานที่ถูกขัดจนขึ้นเงาด้วยน้ำมันก๊าด บรรยากาศภายในห้องเรียนชั้นมัธยมปลายปีสุดท้ายยังคงอบอวลไปด้วยความอึกทึกครึกโครมตามประสาวัยรุ่นที่กำลังมีพละกำลังล้นเหลือ ทว่าท่ามกลางเสียงพูดคุยเจื้อยแจ้วและเสียงหัวเราะที่ดังก้องไปทั่วบริเวณนั้น รังสีแห่งความริษยาและความไม่พอใจกำลังก่อตัวขึ้นอย่างเงียบเชียบและเข้มข้นในมุมหนึ่งของห้อง เด็กสาวร่างสูงโปร่งผู้ตั้งตนเป็นหัวโจกในการกลั่นแกล้งเพื่อนร่วมชั้น หล่อนสวมเสื้อพละที่จงใจพับแขนเสื้อขึ้นเพื่ออวดความเปรี้ยวซ่า ริมฝีปากถูกแต้มด้วยลิปสติกสีแดงราคาถูกที่ลักลอบนำมาทาในโรงเรียน หล่อนนั่งจ้องมองไปยังแผ่นหลังที่ตั้งตรงอย่างสง่างามของโม่หย่าถิงด้วยดวงตาที่วาวโรจน์ราวกับมีกองเพลิงสุมอยู่ภายในตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา หล่อนคือผู้ควบคุมกฎเกณฑ์ของสังคมเล็กๆ ในห้องเรียนแห่งนี้ หล่อนเป็นผู้ชี้นิ้วสั่งการ เป็นผู้กำหนดว่าใครสมควรได้รับการยกย่อง และใครสมควรถูกเหยียบย่ำให้จมดิน ซึ่งเป้าหมายที่หล่อนโปรดปรานที่สุดในการใช้เป็นที่ระบายอารมณ์และสร
Read more
ตอนที่ 10 หนังสือเรียนเล่มเก่า
ความเงียบงันที่แสนจะอึดอัดและเต็มไปด้วยความตึงเครียดซึ่งเข้าปกคลุมมุมห้องเรียนด้านหลังเมื่อครู่ ค่อยๆ สลายตัวลงอย่างช้าๆ ราวกับหมอกควันที่ถูกกระแสลมพัดพาให้เจือจางหายไปในอากาศ บรรยากาศภายในห้องเรียนชั้นมัธยมปลายปีสุดท้ายกลับคืนสู่สภาวะปกติอีกครั้ง เสียงพูดคุยซุบซิบและการหยอกล้อกันของเหล่านักเรียนวัยรุ่นเริ่มกลับมาดังจอแจ แม้ว่าหลายคนจะยังคงลอบมองมาที่มุมห้องด้วยหางตาและมีความหวาดระแวงซ่อนอยู่ลึกๆ แต่ก็ไม่มีใครกล้าก้าวล่วงเข้ามาในอาณาเขตของโม่หย่าถิงอีกต่อไป หญิงสาวผู้เป็นศูนย์กลางของความตกตะลึงเมื่อครู่ ไม่ได้ใส่ใจต่อความเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมรอบกายแม้แต่น้อย แผ่นหลังของเธอยังคงตั้งตรงอย่างสง่างามดุจรูปสลักหินอ่อน ไหล่ทั้งสองข้างผ่อนคลายแต่เปี่ยมไปด้วยความมั่นคง เธอค่อยๆ ละสายตาจากแผ่นหลังของเด็กสาวหัวโจกที่เดินหนีไปอย่างผู้แพ้ แล้วหันกลับมาให้ความสนใจกับพื้นที่บนโต๊ะเรียนไม้ตัวเก่าของตนเองแสงแดดยามสายที่สาดส่องผ่านบานหน้าต่างกระจกเข้ามา ตกกระทบลงบนพื้นผิวโต๊ะไม้ที่เต็มไปด้วยรอยขีดข่วนจากการใช้งานมาหลายรุ่น โม่หย่าถิงเอื้อมมือเรียวเล็กที่ปราศจากรอยด้านชาไปเปิดกระเป๋านักเรียนผ้าใบส
Read more
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status