Masukปิดทองหลังพระมาตลอดชีวิต หวังเพียงจะได้แต่งงานกับชายคนรัก แต่เขากลับสังหารเธอด้วยมือของเขาเองและคว้าเอาเพื่อนสนิทมาเย้ยหยันในช่วงเวลาสุดท้าย ชีวิตใหม่ เธอจะไม่ยอมเฉิ่มเชย และจะช่วงชิงเอาทุกโอกาสมา!!
Lihat lebih banyakเข็มนาฬิกาบนผนังห้องทำงานก้าวเดินไปอย่างเชื่องช้า บรรยากาศภายในสถานีโทรทัศน์มังกรทองยามดึกสงัดเงียบเชียบจนได้ยินเพียงเสียงเครื่องปรับอากาศที่พ่นความเย็นเยียบออกมา โม่หย่าถิงในวัยยี่สิบแปดปีนั่งทอดอาลัยอยู่หลังโต๊ะทำงานตัวใหญ่ แผ่นหลังของเธอโค้งงอด้วยความเหนื่อยล้าที่สะสมมาอย่างยาวนาน กองเอกสารสัญญา แฟ้มสรุปงบประมาณ และแผนงานรายการโทรทัศน์วางกองพะเนินเทินทึกราวกับภูเขาขนาดย่อมที่จ้องมองมาเพื่อสูบเอาพลังชีวิตของเธอไปจนหมดสิ้น หญิงสาวยกมือขึ้นนวดขมับที่เต้นตุบด้วยความปวดร้าว ดวงตาที่เคยสุกใสในวัยเยาว์บัดนี้หมองคล้ำและเต็มไปด้วยเส้นเลือดฝอยจากการอดหลับอดนอนติดต่อกันหลายสัปดาห์ สิบปีเต็มที่เธอทุ่มเทหยาดเหงื่อและสติปัญญา หยาดน้ำตาและแรงกายแรงใจทั้งหมด เพื่อสร้างความสำเร็จให้กับบริษัทแห่งนี้ จากสถานีโทรทัศน์เล็กๆ ที่ไม่มีใครรู้จัก เธอใช้ความสามารถในการวิเคราะห์การตลาดและการวางแผนกลยุทธ์ที่เฉียบแหลม ผลักดันจนมังกรทองผงาดขึ้นมาเป็นสถานีโทรทัศน์อันดับต้นๆ ของประเทศ เธอละทิ้งชีวิตวัยรุ่น ละทิ้งความสุขส่วนตัว และยอมทำงานอยู่เบื้องหลังอย่างเงียบเชียบ เพียงเพราะคำสัญญาและรอยยิ้มแสนหวานของผู้ชายที่ชื่อถงฮั่นสยง ชายผู้เป็นทายาทของสถานีโทรทัศน์แห่งนี้ ชายที่เธอรักสุดหัวใจและหวังจะฝากฝังชีวิตที่เหลือไว้ในอ้อมกอดของเขา โม่หย่าถิงมองดูตัวเลขผลกำไรในไตรมาสล่าสุดด้วยความภาคภูมิใจ ความเหน็ดเหนื่อยแทบจะมลายหายไปเมื่อคิดว่าความสำเร็จนี้คือรากฐานที่มั่นคงสำหรับครอบครัวที่เธอกำลังจะสร้างร่วมกับเขาในอนาคตอันใกล้
เสียงโทรศัพท์มือถือบนโต๊ะดังขึ้นทำลายความเงียบ โม่หย่าถิงสะดุ้งเล็กน้อยก่อนจะเอื้อมมือไปหยิบอุปกรณ์สื่อสารเครื่องนั้นขึ้นมา หน้าจอปรากฏข้อความสั้นๆ จากถงฮั่นสยงระบุสถานที่นัดหมายซึ่งเป็นห้องอาหารฝรั่งเศสสุดหรูแบบเป็นส่วนตัวใจกลางเมืองหลวง พร้อมกับข้อความอวยพรวันเกิดอายุครบยี่สิบแปดปีของเธอ หัวใจที่เคยแห้งผากและอ่อนล้ากลับมาเต้นระรัวและพองโตด้วยความหวัง หญิงสาวรีบเก็บเอกสารบนโต๊ะให้เข้าที่ รอยยิ้มบางเบาปรากฏขึ้นบนใบหน้าที่ซีดเซียว เธอเดินไปที่กระจกเงาบานใหญ่ในห้องน้ำของสถานี มองดูภาพสะท้อนของหญิงสาววัยทำงานที่ไม่ได้แต่งหน้าทาปาก สวมเพียงชุดสูทสีเข้มที่ดูจืดชืดไร้ชีวิตชีวา โม่หย่าถิงล้วงกระเป๋าหยิบลิปสติกสีชมพูอ่อนที่แทบจะไม่เคยได้ใช้งานออกมาเติมสีสันลงบนริมฝีปาก พยายามจัดแต่งทรงผมที่ยุ่งเหยิงให้ดูเข้าทรงมากที่สุด ค่ำคืนนี้คือค่ำคืนที่สำคัญที่สุดในชีวิตของเธอ เธอวาดฝันถึงบรรยากาศโรแมนติกใต้แสงเทียน เสียงดนตรีคลาสสิกที่บรรเลงแผ่วเบา และภาพของถงฮั่นสยงที่คุกเข่าลงตรงหน้าพร้อมกับแหวนเพชรเม็ดงามเพื่อขอเธอแต่งงาน ความคาดหวังเหล่านั้นทำให้ก้าวเดินของเธอเบาหวิวราวกับล่องลอยอยู่บนปุยเมฆ เธอรีบก้าวออกจากอาคารสถานีโทรทัศน์ เรียกรถโดยสารมุ่งหน้าสู่สถานที่นัดหมายด้วยความตื่นเต้นที่อัดแน่นอยู่เต็มอก โดยไม่รู้เลยว่าปลายทางที่รออยู่ไม่ใช่ดินแดนแห่งความฝัน แต่เป็นขุมนรกที่มืดมิดและหนาวเหน็บที่สุด
รถโดยสารจอดเทียบหน้าภัตตาคารหรู โม่หย่าถิงก้าวลงมาด้วยความประหม่า พนักงานต้อนรับในชุดสูทเรียบร้อยโค้งคำนับและนำทางเธอเดินผ่านโถงทางเดินที่ปูด้วยพรมสีแดงเนื้อหนา แสงไฟสีทองสลัวสร้างบรรยากาศที่หรูหราและเป็นส่วนตัว เสียงดนตรีแว่วมาตามทางเดินยิ่งทำให้หัวใจของเธอเต้นแรงจนแทบจะหลุดออกมานอกอก เมื่อมาถึงหน้าประตูห้องอาหารส่วนตัวระดับวีไอพี พนักงานก็ถอยฉากออกไป ปล่อยให้เธอเป็นผู้ผลักบานประตูไม้สลักลายนั้นเข้าไปด้วยตนเอง โม่หย่าถิงสูดลมหายใจเข้าลึก รวบรวมความกล้าและผลักประตูเข้าไปช้าๆ ทว่าภาพที่ปรากฏแก่สายตากลับเปรียบเสมือนสายฟ้าที่ฟาดลงมากลางกระหม่อมของเธออย่างจัง รอยยิ้มที่เตรียมไว้แข็งค้างอยู่บนใบหน้า ร่างกายของเธอชาวาบตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า เบื้องหน้าของเธอคือโต๊ะอาหารที่จัดเตรียมไว้อย่างงดงาม แต่บุคคลที่อยู่ในห้องกลับไม่ได้มีเพียงถงฮั่นสยง ชายคนรักของเธอกำลังยืนตระกองกอดหญิงสาวเรือนร่างอรชรในชุดเดรสสีแดงสดแนบเนื้อ หญิงสาวคนนั้นคือฉินโหรวหลัน ดาราสาวดาวรุ่งอันดับหนึ่งของสถานี และที่สำคัญที่สุดคือเพื่อนสนิทเพียงคนเดียวที่โม่หย่าถิงไว้ใจมาตลอด ริมฝีปากของคนทั้งสองเพิ่งจะผละออกจากกัน มือของถงฮั่นสยงยังคงโอบรัดเอวคอดกิ่วของฉินโหรวหลันไว้อย่างหวงแหน กลิ่นน้ำหอมราคาแพงที่คุ้นเคยลอยมาเตะจมูกตอกย้ำความจริงอันโหดร้าย โม่หย่าถิงเบิกตากว้าง สมองขาวโพลนไม่อาจประมวลผลภาพตรงหน้าได้ กระเป๋าสะพายในมือร่วงหล่นลงกระทบพื้นพรมอย่างไร้เรี่ยวแรง ความเจ็บปวดแล่นริ้วขึ้นมาจุกที่ลำคอจนไม่อาจเปล่งเสียงใดออกมาได้
ถงฮั่นสยงหันมามองโม่หย่าถิงที่ยืนนิ่งค้างอยู่หน้าประตู แววตาของเขาไม่มีความตกใจ ไม่มีความรู้สึกผิด หรือแม้แต่ความละอายใจแม้แต่น้อย มันมีเพียงความเย็นชาและเย่อหยิ่งราวกับมองดูสิ่งของที่หมดประโยชน์แล้ว ชายหนุ่มกระชับอ้อมกอดรอบเอวของฉินโหรวหลันให้แน่นขึ้น ก่อนจะประกาศกร้าวด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบแต่กรีดลึกลงไปในวิญญาณของคนฟังว่าเขาและฉินโหรวหลันกำลังจะแต่งงานกันในเดือนหน้า โม่หย่าถิงรู้สึกราวกับพื้นดินใต้ฝ่าเท้ากำลังทรุดตัวลง เธอพยายามเค้นเสียงเพื่อถามหาเหตุผล ถามถึงความรักและคำสัญญาตลอดสิบปีที่ผ่านมา แต่สิ่งที่ได้รับกลับมาคือเสียงหัวเราะกังวานใสที่เต็มไปด้วยความเย้ยหยันจากเพื่อนสนิท ฉินโหรวหลันเอนศีรษะซบลงบนไหล่กว้างของชายหนุ่ม ปรายตามองโม่หย่าถิงตั้งแต่หัวจรดเท้าด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความสมเพชและรังเกียจ
"เธอมันก็แค่ผู้หญิงโง่ที่พวกเราหลอกใช้ให้ทำงานให้ก็เท่านั้นแหละ"
ประโยคนั้นเปรียบเสมือนมีดแหลมคมนับพันเล่มที่พุ่งเข้าทิ่มแทงหัวใจของโม่หย่าถิงจนแหลกละเอียด ฉินโหรวหลันเหยียดยิ้มร้ายกาจ เปิดโปงความจริงอันเน่าเฟะว่าทุกความสำเร็จที่โม่หย่าถิงสร้างมา ทุกหยาดเหงื่อที่เธอเสียไป ล้วนเป็นเพียงการปูทางให้ถงฮั่นสยงได้ขึ้นเป็นประธานสถานีอย่างมั่นคง และเพื่อเป็นเงินทุนมหาศาลในการปั้นฉินโหรวหลันให้กลายเป็นดาวประดับวงการ ความรักที่เธอเชื่อมั่นมาตลอดสิบปีเป็นเพียงละครฉากใหญ่ที่พวกเขาสร้างขึ้นเพื่อหลอกใช้แรงงานจากหญิงสาวที่โง่งม โม่หย่าถิงกำมือแน่นจนเล็บจิกเข้าไปในฝ่ามือ เลือดสีสดซึมออกมาแต่เธอกลับไม่รู้สึกเจ็บปวดทางกายเลยแม้แต่น้อย ความโง่เขลาของตนเองตอกหน้าเธออย่างจัง ความภักดีที่มอบให้คนทรยศกลายเป็นโซ่ตรวนที่รัดคอเธอจนหายใจไม่ออก
เมื่อความจริงอันน่ารังเกียจถูกเปิดเผย โม่หย่าถิงไม่ได้ร้องไห้ฟูมฟายหรือคุกเข่าอ้อนวอน แววตาที่เคยอ่อนโยนและยอมจำนนบัดนี้แปรเปลี่ยนเป็นความแข็งกร้าวและเย็นเยียบจนน่าขนลุก เธอสูดลมหายใจเข้าลึก รวบรวมสติปัญญาอันเฉียบแหลมที่เคยใช้บริหารธุรกิจมาเป็นเกราะกำบัง หญิงสาวก้าวเข้าไปข้างหน้าหนึ่งก้าว จ้องลึกเข้าไปในดวงตาของถงฮั่นสยง เธอกล่าวด้วยน้ำเสียงที่มั่นคงและทรงพลังว่าเธอรู้ความลับทุกอย่างของสถานีมังกรทอง รู้ถึงบัญชีผีที่เขาสร้างขึ้นเพื่อยักยอกเงิน รู้ถึงการติดสินบนและการฉ้อโกงที่ซุกซ่อนอยู่ใต้พรม เธอข่มขู่ว่าหากเธอพินาศ พวกเขาก็ต้องพินาศและสูญเสียทุกอย่างไปพร้อมกับเธอ ถงฮั่นสยงชะงักไปชั่วครู่ แววตาที่เคยเย่อหยิ่งพลันเปลี่ยนเป็นความหวาดระแวงและตื่นตระหนก เขารู้ดีว่าผู้หญิงตรงหน้าฉลาดหลักแหลมเพียงใดและกุมหลักฐานสำคัญไว้มากแค่ไหน รังสีความอำมหิตปรากฏขึ้นบนใบหน้าหล่อเหลา ชายหนุ่มตระหนักได้ในวินาทีนั้นว่าโม่หย่าถิงเป็นตัวอันตรายที่ปล่อยไว้ไม่ได้อีกต่อไป เขาพุ่งตัวเข้าไปหาเธอด้วยความรวดเร็ว สองมือหนาและแข็งแรงคว้าเข้าที่ลำคอบอบบางของหญิงสาวอย่างรุนแรง โม่หย่าถิงพยายามดิ้นรนต่อสู้ สองมือเล็กจิกข่วนลงบนท่อนแขนของชายที่เธอเคยรักสุดหัวใจ แต่พละกำลังของสตรีไม่อาจสู้แรงของบุรุษที่บ้าคลั่ง ถงฮั่นสยงเพิ่มแรงบีบที่ลำคอจนเส้นเลือดปูดโปน ดวงตาของเขาแดงก่ำและเต็มไปด้วยความเลือดเย็น ฉินโหรวหลันยืนมองภาพการฆาตกรรมตรงหน้าด้วยรอยยิ้มพึงพอใจโดยไม่มีทีท่าว่าจะห้ามปราม อากาศในปอดของโม่หย่าถิงค่อยๆ หมดลง ความเจ็บปวดแสนสาหัสลุกลามไปทั่วสรรพางค์กาย สติสัมปชัญญะเริ่มพร่าเลือน ทว่าในห้วงสุดท้ายของลมหายใจ ความแค้นที่สลักลึกถึงกระดูกดำกลับลุกโชนขึ้นราวกับเปลวเพลิงในนรก เธอจ้องมองใบหน้าของคนทรยศทั้งสองด้วยดวงตาที่เบิกกว้าง สาบานในใจด้วยหยาดเลือดและวิญญาณ ว่าหากสวรรค์มีตา เธอจะกลับมาทวงคืนทุกสิ่งทุกอย่างและลากพวกมันทั้งสองลงสู่ขุมนรกที่ลึกที่สุด ร่างบอบบางของโม่หย่าถิงกระตุกเกร็งเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนที่แขนทั้งสองข้างจะตกลงแนบข้างลำตัว สิ้นลมหายใจลงอย่างโดดเดี่ยวและอนาถท่ามกลางความเลือดเย็นของคนที่เธอเคยรักและไว้ใจที่สุดในชีวิต
ความหนาวเย็นของค่ำคืนในมหานครปักกิ่งยามดึกนั้นไม่ได้ปรานีใคร โดยเฉพาะภายในลานจอดรถใต้ดินของสถานีโทรทัศน์มังกรทอง สถานที่แห่งนี้อบอวลไปด้วยกลิ่นอับชื้นของคอนกรีตเก่า ผสมผสานกับกลิ่นน้ำมันเครื่องที่ระเหยออกมาจากรถยนต์หลายร้อยคัน แสงไฟนีออนสลัวๆ กะพริบถี่ๆ อยู่เหนือหัวราวกับจะดับมืดลงได้ทุกเมื่อ สร้างเงาที่ทอดตัวยาวและบิดเบี้ยวบนพื้นปูนที่เต็มไปด้วยคราบน้ำมัน เงียบสงัดไร้ซึ่งเสียงรบกวนใดๆ นอกเหนือจากเสียงฝีเท้าที่ก้องกังวานของคนสองคนที่กำลังเดินตรงไปยังมุมมืดสุดของลานจอดรถ ซึ่งเป็นบริเวณที่ไม่มีกล้องวงจรปิดครอบคลุมถึงถงฮั่นสยงและฉินโหรวหลันเดินก้าวเข้าสู่พื้นที่อับสายตานั้นด้วยท่าทางที่เปี่ยมไปด้วยความหงุดหงิด ใบหน้าหล่อเหลาของถงฮั่นสยงบิดเบี้ยวด้วยความโกรธแค้น ดวงตาแดงก่ำราวกับเพิ่งผ่านการดื่มเหล้ามาอย่างหนักหน่วง เขากระชากแขนหญิงสาวที่เดินตามหลังมาติดๆ ด้วยความรุนแรง ในขณะที่ฉินโหรวหลันเองก็แสดงอาการเหวี่ยงวีนอย่างเห็นได้ชัด ใบหน้าที่เคยงดงามถูกแต่งแต้มด้วยเครื่องสำอางราคาแพงบัดนี้กลับบูดบึ้ง ดวงตากลมโตจ้องเขม็งไปที่ชายหนุ่มอย่างไม่ลดละ ทั้งสองเพิ่งจะมีปากเสียงกันอย่างรุนแรงเรื
ภายในห้องทำงานชั้นบนสุดของอาคารซิงเฉินเอนเตอร์เทนเมนต์ อากาศเย็นฉ่ำจากเครื่องปรับอากาศกลางคืนไม่ได้ช่วยลดความร้อนรุ่มของสถานการณ์ที่กำลังตึงเครียดลงได้เลย โม่หย่าถิงนั่งนิ่งอยู่หลังโต๊ะทำงาน สองมือกอดอกจ้องมองภาพถ่ายชุดล่าสุดที่ทีมนักสืบเงาส่งมอบให้ ภาพเหล่านั้นคือหลักฐานการอิงแอบแนบชิดของถงฮั่นสยงและฉินโหรวหลันริมระเบียงห้องพัก มันเป็นช็อตที่ดุเดือดและเร่าร้อนจนแทบจะเผาไหม้สายตาของผู้ที่ได้พบเห็น ทว่าในฐานะนักธุรกิจหญิงที่ผ่านโลกมาอย่างโชกโชน เธอรู้ดีว่าภาพถ่ายเหล่านี้แม้จะรุนแรงและสั่นสะเทือนอารมณ์ผู้คนได้มากเพียงใด แต่สำหรับกระบวนการทางกฎหมายหรือการทำลายชื่อเสียงในระดับลึกซึ้ง ภาพเพียงอย่างเดียวอาจถูกแก้ต่างได้ว่าเป็นเพียงมุมกล้องหรือเรื่องเข้าใจผิด"ภาพถ่ายพวกนี้อาจจะมัดตัวได้ในแง่ของความรู้สึก แต่ถ้าจะให้ดับอนาคตของ นางฟ้า คนนี้ให้ขาดสะบั้น เราต้องการสิ่งที่มากกว่าภาพถ่าย" โม่หย่าถิงเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย ขณะวางภาพถ่ายลงบนโต๊ะ ดวงตาคู่งามหรี่ลงเล็กน้อยราวกับนักล่าที่กำลังวางแผนล้อมจับเหยื่อ "เราต้องการสิ่งที่คนพวกนี้ไม่อาจปฏิเสธได้ เราต้องการหลักฐานทางธุรกรรมที่ชี้ชั
ท่ามกลางแสงสีที่สาดส่องอย่างเจิดจ้าและเสียงดนตรีแจ๊สอันแผ่วเบาที่บรรเลงอยู่ภายในห้องบอลรูมของโรงแรมระดับห้าดาว สถานที่แห่งนี้คือเวทีแสดงละครฉากใหญ่ที่สุดของฉินโหรวหลัน หญิงสาวในชุดราตรีสีแดงเบอร์กันดีเพิ่งจะจบบทบาทการเป็น นางฟ้าผู้กตัญญู ต่อหน้าสื่อมวลชนและแขกผู้มีเกียรติที่ต่างพากันรุมล้อมหล่อนด้วยความชื่นชม ทว่าเมื่อถึงเวลาที่ความบันเทิงในยามค่ำคืนเริ่มโรยราลง ดอกบัวขาวจอมปลอมก็เริ่มแสดงธาตุแท้ออกมา หล่อนไม่ได้ต้องการจะใช้เวลาทั้งคืนไปกับการเสแสร้งพูดคุยกับพวกผู้ดีจอมปลอมที่ไม่มีผลประโยชน์ต่อหล่อนอีกต่อไปกลางดึกคืนหนึ่งที่ลมหนาวจากทิศเหนือพัดผ่านมหานครปักกิ่งจนอุณหภูมิลดต่ำลง ฉินโหรวหลันลอบเดินออกจากงานเลี้ยงอย่างเงียบเชียบ หล่อนไม่ได้ใช้ประตูหน้าที่มีนักข่าวและแฟนคลับดักรออยู่ ทว่าหล่อนกลับเลือกทางออกด้านหลังที่เป็นทางขนถ่ายสินค้า หญิงสาวแต่งตัวมิดชิดอย่างผิดสังเกต หล่อนสวมหมวกแก๊ปสีดำปีกกว้างที่ดึงลงมาต่ำจนเกือบถึงคิ้ว สวมแว่นตาดำอันใหญ่ที่ช่วยพรางใบหน้าส่วนใหญ่เอาไว้ ใต้เสื้อคลุมขนสัตว์ราคาแพงหล่อนสวมชุดลำลองสีเข้มเพื่อไม่ให้สะดุดตา หล่อนก้าวเดินด้วยความรวดเร็วและหวาดระแว
ภายในห้องทำงานที่เงียบสงบ โม่หย่าถิงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะตัดสินใจว่าถึงเวลาที่จะต้องเริ่มลงมือถักทอใยแมงมุมที่แน่นหนากว่าเดิม เพื่อปิดล้อมศัตรูให้ไม่มีทางหนีรอด เธอไม่ต้องการเพียงแค่รายงานปากเปล่าจากสายสืบ แต่เธอต้องการหลักฐานเชิงประจักษ์ที่แน่นหนาและไม่สามารถโต้แย้งได้ เธอตัดสินใจเรียกตัวหัวหน้านักสืบเอกชนมืออาชีพที่ไว้ใจได้มากที่สุดคนหนึ่งให้มาพบเป็นการส่วนตัว ชายผู้นี้มีนามว่า เหลาเฉิน เขาคืออดีตเจ้าหน้าที่ตำรวจหน่วยข่าวกรองผู้เชี่ยวชาญด้านการสะกดรอยและหาข้อมูลในที่มืด เขาคือคนที่โม่หย่าถิงจ่ายค่าตอบแทนอย่างงามเพื่อแลกกับความจงรักภักดีและความเป็นมืออาชีพที่ไม่มีวันผิดพลาดเสียงเคาะประตูหน้าห้องทำงานดังขึ้นอีกครั้ง เหลาเฉินก้าวเดินเข้ามาภายในห้องด้วยท่าทางที่ดูเรียบเฉยและไม่สะดุดตา เขาเป็นชายวัยกลางคนที่มีใบหน้าธรรมดาที่ผู้คนมักจะลืมเลือนได้ง่าย ซึ่งถือเป็นคุณสมบัติที่ดีที่สุดของนักสืบ เขาโค้งคำนับให้โม่หย่าถิงก่อนจะนั่งลงบนเก้าอี้ตรงข้ามกับเธอ โม่หย่าถิงวางแฟ้มประวัติของฉินโหรวหลันและถงฮั่นสยงลงบนโต๊ะ ตามด้วยซองเงินสดปึกใหญ่ที่ถูกจัดเตรียมไว้สำหรับเป็นค่าว่าจ้างล่วงหน้
แสงสว่างแห่งรุ่งอรุณของวันใหม่ในฤดูใบไม้ผลิเริ่มสาดส่องลอดผ่านช่องว่างของผ้าม่านสีซีดจางที่แขวนอยู่ริมหน้าต่าง ละอองฝุ่นเล็กๆ ล่องลอยคว้างอยู่ในลำแสงสีทองที่ตกกระทบลงบนพื้นไม้กระดานอันเก่าคร่ำคร่า โม่หย่าถิงละสายตาจากทิวทัศน์เบื้องนอกหน้าต่างที่ทอดยาวสุดลูกหูลูกตา หญิงสาวสูดลมหายใจเข้าลึกจนสุดปอดเพ
โม่หย่าถิงยืนนิ่งงันอยู่เบื้องหน้ากระจกเงาบานเก่าที่เต็มไปด้วยคราบความชื้นและรอยด่างดำ ท่ามกลางความมืดสลัวของห้องนอนแคบๆ ที่มีเพียงแสงสว่างรำไรลอดผ่านรอยแยกของผ้าม่านเก่าคร่ำคร่า ร่างกายที่เคยบอบบางและอ่อนแอของเด็กสาววัยสิบแปดปีบัดนี้กำลังสั่นสะท้านอย่างรุนแรง ไม่ใช่เพราะความหนาวเหน็บของอากาศยามเช้
หลังจากที่ความตกตะลึงจากการค้นพบความจริงบนหน้ากระดาษปฏิทินแบบฉีกตั้งโต๊ะค่อยๆ บรรเทาลง โม่หย่าถิงพยายามรวบรวมสติสัมปชัญญะที่กระจัดกระจายให้กลับคืนมาเป็นหนึ่งเดียวอีกครั้ง ร่างกายของเธอยังคงสั่นสะท้านอย่างควบคุมไม่ได้ มันเป็นการสั่นไหวที่เกิดจากความรู้สึกหลากหลายที่ผสมปนเปกัน ทั้งความหวาดผวาจากความต
ความมืดมิดที่โอบล้อมรอบกายช่างหนาวเหน็บและลึกซึ้ง มันคือความว่างเปล่าที่ไร้จุดสิ้นสุด ไร้ซึ่งกาลเวลา ไร้ซึ่งแสงสว่าง โม่หย่าถิงจดจำเสี้ยววินาทีสุดท้ายแห่งลมหายใจได้อย่างฝังใจ ความรู้สึกถูกมือหนาและแข็งเกร็งบีบรัดที่ลำคอจนกระดูกแทบแหลกละเอียด อากาศที่เคยหล่อเลี้ยงปอดถูกสูบออกไปจนหมดสิ้น ความเจ็บปวดแ





