เข้าสู่ระบบปรินดา น้องสาวของปรินทร มองแสยะยิ้มไปที่พี่สะใภ้หน้าจืดอย่างสมเพชเวทนาในความริษยา
“คุณปู่คะ คนแบบนี้จับไม่ได้ไล่ไม่ทันไม่มีหลักฐานไม่ยอมรับหรอกค่ะ” เสียงแหลมที่เสริมจริตและอีโก้ที่เชื่อมั่นในตัวเองสูงโน้มน้าวผู้เป็นใหญ่ในบ้านชโลธรให้เห็นด้วย
ตอนที่พี่ชายแต่งแม่ลลิษาเข้าบ้าน เมื่อรู้ว่าไม่มีชาติตระกูลใด เป็นเพียงสาวลูกครึ่งที่มาเรียนที่เมืองไทย ไม่มีญาติที่ไหน เธอก็โดนล้อจากเพื่อนกลุ่มไฮโซจนไม่อยากสู้หน้า
ครั้นจะคัดค้านก็ไม่ได้ เพื่อให้ประวัติพี่สะใภ้ใหญ่อย่างรัชนีขาวสะอาด ลลิษาก็เป็นเหมือนหมากตัวหนึ่งที่ไว้คอยเป็นเกราะป้องกันเรื่องคาว ๆ ในบ้าน
ไม่รู้พี่ปวรรุจกับพี่ปรินทรจะไปรักผู้หญิงคนเดียวกันทำไม ผู้หญิงดี ๆ มากมายแท้ ๆ
ลลิษากัดฟันแน่น เธอไม่ได้ทำอะไรผิดจะให้ยอมรับอะไร คนพวกนี้ตั้งใจจะโยนความผิดให้เธองั้นเหรอ...
หึ! ไม่มีวัน
ลลิษามองใบหน้าของสามีด้วยดวงตาแดงก่ำ แต่เขาไม่สบตาเธอเลยสักนิด คนที่คิดว่าจะปกป้องเธอได้ยามเธอมีภัย บัดนี้เธอเข้าใจดีแล้วว่า เรื่องทั้งหมดเป็นเธอที่คิดไปเองคนเดียว
ใบหน้าคมคายของเขาช่างเป็นใบหน้าฟ้าประทาน ที่ใครหลายคนปรารถนาจะครอบครอง แต่ใครจะรู้ว่า ภายใต้ใบหน้าที่ดูดีนี้ ภายในจิตใจของเขานั้นดำมืดยิ่งกว่าหลุมดำในอวกาศ
สุภาพบุรุษเหรอ หึ! คงหาไม่ได้จากเขา
เขาทำสิ่งใด ก็เห็นตระกูลเน่า ๆ ของตัวเองมาก่อนเสมอ
ใช่สิ... เธอมันหัวเดียวกระเทียมลีบนี่ ใครมันจะเห็นใจ
เธอทนฟังคำรุมประณาม คำก่นด่าของผู้เป็นประมุขของบ้าน ด้วยใบหน้าเย็นชาราวกับสิ่งพวกนั้นเป็นเพียงลมรำเพยที่พัดผ่านหูไป
เพราะไม่เคยสนใจหรือใส่ใจคำพูดของผู้ใด เพียงหากว่าไม่ใช่คำพูดของคนที่เธอรัก ก็ไม่ควรจะให้ค่าตีราคาจากมัน
ร่างกายที่โดนน้ำเย็นในฤดูหนาว บวกกับแรงกดดันรอบข้างทำให้เธอเริ่มทนไม่ไหว
เนื้อตัวเธอสั่นระริกและอาการไข้ทำให้เธอทรมาน จนใบหน้าเริ่มแดงก่ำ
ตอนนี้ไม่มีใครในชโลธรที่รู้สึกดีกับเธออีกต่อไป พวกเขาทั้งเกลียดและสาปแช่งเธอและคงอยากจับเธอโยนไปด้านนอกเต็มทีแล้วสินะ
จนเมื่อคำหนึ่งซึ่งหลุดจากปากของประมุขแห่งบ้านชโลธร
“ผู้หญิงสำส่อนอย่างเธอ มันเป็นตัวกาลกินี”
ความอดทนของเธอถึงขีดสุด และโผลงคำที่ไม่เคยหลุดออกมาเลยตลอดสองปี
“พอได้หรือยัง...จะด่าฉันอีกนานไหม!!!” เสียงตวาดลั่นของลลิษา ทำให้คนทั้งหมดสะดุ้งจนแตกฮือออกเป็นกลุ่มเป็นก้อน
ดวงตาแดงก่ำวาวโรจน์ด้วยความโกรธรวมทั้งพิษไข้ ทำให้ทำแดงเหมือนเลือดนก
พีระวศุตม์มองอย่างตกใจ คิดว่าลลิษาผีเข้าไปแล้วกระมัง ถึงได้อาละวาดออกมาอย่างนี้
“นี่...ห้ามเสียมารยาทกับคุณปู่นะ” ปรินทรที่ยืนเงียบ ๆ ฟังเหล่าเครือญาติสาปส่ง และคิดว่าไม่นานคงจะหยุดกันไปเอง
แต่เมื่อลลิษาที่ไม่เคยโต้เถียงมาก่อน เกิดบ้าอาละวาดขึ้นมา นั่นจะทำให้เรื่องยิ่งไปกันใหญ่
“แกเห็นแล้วใช่ไหมตาทร เห็นความเลวของมันแล้วใช่ไหม แค่ก แค่ก !” ประมุขเฒ่าของบ้านโกรธจนพูดออกมาปนเสียงไอ ทำให้ปรินทรนึกเป็นห่วง
ลลิษามองสภาพเฒ่าปู่โสมที่เฝ้าตระกูลมายาวนาน แต่หาได้มีความฉลาดเลยสักนิด มองคนยังไม่ออกไอจนแทบสำลักตายอย่างรู้สึกสะใจอยู่ในที
‘ตายได้ก็ดี!’ เธอคิดในใจพร้อมยกยิ้มมุมปาก
คนแบบนี้อยู่ไปก็รังแต่จะรกโลก ไม่มีสักคนแผ่นดินน่าจะสูงขึ้น
คนที่เห็นแก่ตัว เห็นแก่หน้า เห็นแก่เงินทอง ไม่สมควรอายุยืน
“พี่ทร...จับมันโยนไปหน้าบ้าน สำนึกเมื่อไหร่ค่อยให้เข้าบ้าน” ปรินดารีบเสนอทางทรมานพี่สะใภ้รองทันที
“ใช่...จับมันไว้นอกบ้าน อย่าให้เข้าบ้านฉันอีก แค่ก แค่ก!!” พีระวศุตม์ยิ่งโกรธก็ยิ่งไอหนัก จนทำให้เหล่าลูกหลานเข้ามาพยุงให้ลุกขึ้นไปพักผ่อน
“ปรินดา พยุงคุณปู่เข้าห้อง ทางนี้พี่จัดการเอง”
ปรินทรตัดบท และไล่ทุกคนแยกย้าย ละครฉากนี้เล่นจบแล้ว ควรไปพักผ่อนกันท่ามกลางเหล่าเครือญาติที่ทยอยกลับออกไปนั้น เธอมองเขาด้วยแววตาตัดพ้อ
‘ไม่คิดจะช่วยพูดให้ฉันเลยเหรอ ฉันเป็นเมียคุณนะ’ น้ำตาปริ่มจนล้นเอ่อออกมา สุดท้ายมันก็ไหลอาบแก้มอย่างห้ามไม่อยู่ เมื่อสามีที่เธอรักไม่ได้เป็นอย่างที่เธอหวังมาตลอดกว่าสองปี
ปรินทรเหลือบมองเธอด้วยดวงตาสีนิลที่มิดสนิท เต็มไปด้วยความโกรธและรังเกียจในการกระทำของภรรยาตัวเอง เขาไม่รู้สึกว่าเธอน่าสงสารสักนิด
มือหนาฉวยรั้งเอาแขนเล็กให้ลุกขึ้น และเดินออกไปที่หน้าประตู ความร้อนผ่าวที่เนื้อตัวยามได้สัมผัสนั้นทำให้เขารู้สึกสะดุ้งเล็กน้อย แต่ก็ยังเก็บอาการไว้มิดชิด
‘เธอตัวร้อน’
ร่างของลลิษารวนเรเซไปตามแรงดึงและฉุดกระชาก เธอไม่ขืนตัว ปล่อยให้เขาทำอะไรก็ได้ตามที่เขาอยากจะทำกับร่างกายของเธอ
ร่างเล็กกระเด็นออกมาตามแรงเหวี่ยงที่หน้าประตูใหญ่ และฟุบลงไปกองตรงบันไดหินอ่อน ที่เย็นเฉียบบริเวณหน้าบ้านด้วยความอ่อนแรง
เธอสะอื้นฮักกับการกระทำของเขา
‘เขาไม่เคยรักเธอ’ คำนี้ดังก้องในหัวตลอด
“อยู่ตรงนี้และสำนึกความผิดซะ พรุ่งนี้ก็เข้าไปขอโทษคุณปู่”
เธอเงยหน้ามองเขายังรู้สึกตลกสิ้นดี รอยยิ้มที่เคลือบไปด้วยความผิดหวังมองไปที่ใบหน้าของเขาพร้อมขมวดคิ้วเป็นปม
‘ขอโทษอะไร...เธอทำอะไรผิด’
“ฉันไม่ขอโทษ ใครทำผิดก็รับไปสิ” เธอพูดด้วยความหยิ่งทนง เรื่องที่เธอไม่ได้ทำ อย่าหวังว่าชาตินี้เธอจะยอมรับ
“รัชนีบอกว่าคุณทำ”
“คุณก็เชื่อ”
“ไม่มีเหตุผลที่ฉันต้องทำอะไรแบบนั้น”
“มีสิ...คุณอิจฉารัชนีที่กำลังจะมีลูก และทายาทจะได้รับมรดกของพี่ชายผมไง ส่วนคุณ...สองปีนี้ก็ไม่มีวี่แววว่าจะท้องเลย”
“ฉันท้องกับลมได้งั้นเหรอ ถ้าผัวมันไม่มีน้ำยา แล้วจะให้ฉันไปเล่นชู้เหมือน...!” เธอหยุดไว้ไม่พูดต่อไป เพราะเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องของเธอ
“เหมือนใครทำไมไม่พูด”
“เหมือนใครก็ช่าง หากคุณพาลมาเรื่องนี้ บอกได้เลยไม่ใช่ฉัน สมบัติเน่า ๆ ของพวกคุณฉันไม่อยากได้หรอก” เธอจนนักหรือไง ถึงต้องทำเรื่องบ้า ๆ เพียงเพราะอยากได้เงิน
“อย่ามาอวดดี ทั้งที่ไม่มีดีให้อวด” ปรินทรเตือนภรรยาด้วยความหวังดี เธอชักจะเหิมเกริมเกินไปแล้ว
“แล้วอะไรงั้นเหรอที่คุณว่าดี ชื่อเสียง เงินทอง อำนาจ หรืออะไรล่ะ”
“นี่หยุดนะ”
“ฉันไม่หยุด พวกคุณก็บูชาเงินมากกว่าความดีอยู่แล้วนี่”
“หากไม่ยอมรับผิด ก็หย่ากัน”
@วงเหล้าใต้ถุนบ้านพ่ออุ้ยคำแปง“ไอ้พ่อเลี้ยง ดีกับคุณนายตั้งนานแล้ว ทำไมยังไม่มีลูกสักทีวะ” ยศวีได้ทีก็ข่มเพื่อนรักที่ตัวติดกันกับอย่างกับปาท่องโก๋แต่ไม่มีน้ำยาสักที “ไอ้นี่ กูจะคอยดูมึงบ้าง ดูสิจะมีน้ำยาไหม” ตฤณที่โดนเพื่อนค่อนขอดเรื่องลูกทุกวันถึงกับอารมณ์เสียเพราะไอ้เพื่อนเวรนี่ล้อเขาอยู่ร่ำไป จนคนงานในไร่ว่าเขาเป็นไก่อ่อน “งั้นต้องสูตรนี้ครับพ่อเลี้ยง สาวสะดุ้ง + โด่ไม่รู้ล้ม รับรองติดเร็วแน่นอน” พ่ออุ้ยได้ฟังก็อยากมีเด็กเล็ก ๆ วิ่งเล่นในไร่ก็จัดการไปยกเหล้าโหลยาดองออกมาสองโหล “ดีจริงเหรอพ่ออุ้ย” พ่อเลี้ยงก็ทำทุกวันแต่ยังไม่ติดสักที “ติดแน่นอนครับพ่อเลี้ยงเอาหัวไอ้คำแปงเป็นประกันเลยครับ” ชายหนุ่มยกดื่มอย่างละเป๊ก แล้วก็รู้สึกว่าเลือดในกายสูบฉีดเร็วมาก “วู้!!! แรงขนาดพ่ออุ้ย” ตฤณรู้สึกคึกคักขึ้นมาทันที “ขนาดนั้นเลยเหรอวะ” หมอยศวีนึกฉงน จึงคว้าแก้วต่อไปที่พ่ออุ้ยกำลังตักขึ้นมาแล้วส่งให้ “เออ...กูกลับล่ะไปปั๊มลูก” ตฤณรู้สึกคึกคักจนกลัวว่าเดี๋ยวฤทธิ์สาวสะดุ้งกับโด่ไม่รู้ล้มจะหมดเสียก่อน @ห้องแชทสาวโสด
“ถึงแล้ว...!” เขาพูดปนหอบและวางเธอลง หญิงสาววิ่งไปซื้อน้ำตรงทางขึ้นมาจุดชมวิวร้านสุดท้ายเมื่อเขาวางเธอลง ข้างบนมีห้องน้ำและก็ร้านค้าด้วย ดูแล้วก็สะดวกดี แต่เมื่อเดินมาสมทบกับเขาที่ม้านั่งไว้ชมวิว ภาพที่เห็นตรงหน้าอลังการมาก “คุณน้ำ” เธอส่งขวดน้ำให้เขา แต่สายตายังไม่ละจากวิวที่สวยงามเช่นนี้ “ผมชอบให้เรียกพี่ตฤณนะ” ไม่รู้ตั้งแต่เมื่อไหร่ที่ไม่ชอบให้เมียคนสวยเรียกคุณ ตอนที่ฟื้นใหม่ ๆ เธอเรียกพี่ตฤณจำได้ว่าชอบมาก “สวย...สวยมาก...สวยสับ ๆ ” เทียนไขลืมเรื่องเศร้าชั่วขณะเสพความงามตรงหน้าอย่างมีความสุข รอยยิ้มของเธอฉายขึ้นบนใบหน้าอีกครั้ง จนตฤณนั้นยิ้มตามไปด้วย เธอไม่สนใจที่เขาพูดด้วยซ้ำ เอาแต่รำพันว่าสวยจนเขายิ้มออกมาอย่างขบขัน “ฉันอยู่นี่มาปีครึ่ง ทำไมเพิ่งรู้ว่ามันสวยขนาดนี้” เขาก็เพิ่งรู้หลังจากตื่นมาเหมือนกัน ว่ารอยยิ้มของเมียรักสวยสุด ๆ “คุณก็สวย” เขาพูดออกมาจนคนฟังต้องหันขวับมองมายังเขา “คุณว่าอะไรนะ” “เมียผมสวยมาก” เขาพูดด้วยรอยยิ้มเต็มใบหน้า แววตาที่เฉยชาในตอนที่ฟื้นหายไป เหลือเพียงแววตาวาววับที
ตฤณสวนกับเธอที่ทางเข้าไร่ แต่เลือกจะขับรถออกไปก่อน เพราะไม่อยากให้เธอรู้ว่าเขาเป็นห่วง ยิ่งนานวันผู้หญิงคนนี้เข้ามามีอิทธิพลในหัวใจของเขามากขึ้น “ทำไมฉันต้องเป็นห่วงเธอด้วยเทียนไข” เขาบ่นกับตัวเอง ทุกวันเขาไปยืนหน้าห้องของเธอ ยืนอยู่นานแต่ก็ไม่กล้าเข้าไปเคาะประตู จนแล้วจนรอดเขาก็ได้แค่ยืนแล้วเดินกลับห้องทำซ้ำ ๆ แบบนี้ตลอด คืนนี้เขาไม่เห็นไฟที่ห้องเธอเปิดจึงคิดว่าเธอนอนแล้ว แต่คนที่นอนไม่หลับกลับเป็นเขาเอง “เธอร่ายมนต์ใส่ฉันใช่ไหมเทียนไข” เวลาที่เธอเรียกเขาว่าพี่ตฤณ เสียงนั้นมันกังวานในหูแล้วภาพที่เธอครางอยู่ใต้ร่างของเขาก็ปรากฏขึ้น “ไหนเธอบอกว่าไม่เคยมีอะไรกับเขา ทำไมเขาเห็นภาพนี้ เขาจิตนาการเพราะมีอารมณ์งั้นเหรอ” ตฤณไม่เข้าใจตัวเอง เขาคิดจนปวดหัวแล้วก็ต้องล้มตัวลงนอนอย่างอ่อนล้า เมื่อแสงสีทองฉาบทาท้องฟ้า เป็นสัญญาณแห่งการเริ่มต้นใหม่ของวันใหม่ร่างที่มองไปยังสุดขอบฟ้ามองภาพเบื้องหน้าที่สวยงามอย่างรู้สึกขมขื่นใจ เธอพาตัวเองที่ไม่ได้นอนทั้งคืนออกไปจากบ้านกลางภู เพื่อกลับไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า ขอบตาที่บวมช้ำจากการที่ร้องไห้มาเกือบทั้งคืนบวกกั
ผ่านมาหนึ่งเดือน ร่างกายของตฤณเริ่มดีขึ้น การตอบสนองและนิ้วมือเริ่มขยับ “คุณหมอคะ ไม่ได้คิดไปเองใช่ไหมคะ” เทียนไขรีบวิ่งไปหาคุณหมอ เพราะเขาเริ่มกำมือเธอตอบกลับ “ดีใจด้วยครับ อีกไม่นานน่าจะฟื้นได้แล้วครับ” เมื่อดูความดันอัตราการเต้นของหัวใจหมอจึงให้ถอดเครื่องช่วยหายใจ “คนไข้ได้ยินหมอไหมครับ” คุณหมอตบที่แก้มเบา ๆ ต้องการปลุกเขาให้ตื่นขึ้น และแล้วเปลือกตาของเขาค่อย ๆ ขยับขึ้นความพร่ามัวของแสงที่ลอดเข้าม่านตาทำให้เขาขยับปรับสายตาตามสัญชาติญาณ “พี่ตฤณคะ ได้ยินเทียนไหม” เทียนไขยิ้มทั้งน้ำตาเมื่อเขาเริ่มขยับตัว ตฤณตื่นขึ้นมาอีกครั้ง เขาลืมตาไปรอบ ๆ มองคนแปลกหน้าทั้งสองก็รู้สึกแปลกใจ “พวกคุณเป็นใคร” คำถามแรกที่เปล่งออกจากปากของคนที่ป่วยมานานแรมเดือน ทำเอาคนที่เฝ้าคอยอย่างมีหวังใจแป้ว “เทียนไงคะพี่ตฤณ เทียนเป็นเมียพี่ไงคะ” “เมีย...!” ตฤณขมวดคิ้ว แล้วหลับตานึกถึงภาพเมียของตัวเอง แต่นึกเท่าไหร่ก็นึกไม่ออก “อ่า! ปวดหัว” “ญาติรอด้านนอกก่อนนะครับ เดี๋ยวหมอขอประเมินอาการของคนไข้ก่อน” สีหน้ากัง
เสียงเรียกเข้าของมือถือของเทียนไข ทำให้เธอตกใจไม่คิดว่าเขาจะรู้เร็วว่าเธอออกจากบ้านมา “รับสิเทียน รับสิ” เขาขับไปก็บ่นไป แต่ทว่าเมียรักก็ไม่ยอมรับโทรศัพท์ ไม่รู้มีเรื่องโกรธเคืองอะไรเขาอีกถึงได้เก็บเสื้อผ้าออกมาจากบ้าน เทียนไขชั่งใจเมื่อรถเข้าสู่ตัวเมืองแล้ว คิดว่าอย่างไรเขาก็ตามเธอไม่ทันแน่นอน จึงตัดสินใจกดรับโทรศัพท์ “ฮัลโหล” “เทียนอยู่ไหน” “อยู่ในที่ที่ควรจะอยู่” “อยู่ตรงไหน ห้ามขยับไปไหนเราต้องคุยกัน” ตฤณขับรถด้วยความเร็วเพื่อเร่งให้ทันคนรัก เพราะรถที่เธอนั่งมานั้นไม่ได้แรงมาก และคนขับก็ยังเป็นคนที่มีอายุไม่ขับเร็วอยู่แล้ว “ฉันอยู่สถานีรถไฟ” “ไม่จริง คุณโกหกผมได้ยินเสียงรถวิ่งบีบแตรเหมือนอยู่ในตัวเมือง” ตฤณเป็นคนพื้นถิ่น แน่นอนว่าเขารู้สถานีรถไฟนั้นไม่ได้อยู่ในชุมชนที่มีรถพลุกพล่านและตั้งอยู่ชานเมือง “ถ้าคุณรู้แล้วจะโทรหาฉันทำไม” หลังจากลงรถเธอต้องลากกระเป๋าเพื่อไปซื้อตั๋วรถทัวร์ สัมภาระที่พะรุงพะรังนั้นเป็นอุปสรรคกับเธอมาก “เทียนรอผมตรงนั้นอย่าขยับไปไหน” ตฤณพอจะเดาออกได้ว่าเธอน่าจะไปขึ้นรถทั
“ทานเยอะ ๆ นะคะ จะได้ทานยาก่อนนอนอีกครั้ง” เทียนไขตักมะเขือยาวชุบไข่ที่ทอดออกมาเหลืองน่ารับประทานจนเธอเองก็อยากลงมือทานเสียแล้ว แต่เห็นใบหน้าของสามีที่อ่อนล้าผิดปกติ จึงอยากเอาใจเขาเสียหน่อย “ไม่สบายเหรอตาตฤณ” การันต์หันมองใบหน้าลูกชายที่พบว่าซีดไปหน่อยสงสัยช่วงนี้โหมงานหนัก “รู้สึกล้า ๆ ครับพ่อมีปวดหัวบ้างนิดหน่อย ไม่ได้เป็นอะไรมากหรอกครับ” ตฤณตอบผู้เป็นบิดาไป ไม่อยากให้เป็นห่วง “งานในไร่หากไม่มีอะไรมากก็รับพนักงานมาช่วยทำงานเพิ่มเถอะเราจะได้มีเวลาพักผ่อน ลุยงานคนเดียวสักวันก็ต้องล้า อย่าไปเสียดายเงิน ให้เสียดายเวลาที่ไม่ได้ดูแลสุขภาพเถอะ” การันต์คิดว่าตอนนี้ที่บ้านก็ไม่ได้ขาดเหลืออะไรทั้งยังมีเงินทองเหลือกินเหลือใช้ หากจะรับพนักงานเพิ่มสักสองสามคนก็ไม่น่าจะเป็นปัญหา “ไว้ผมจะลองหาดูนะครับ” ตฤณก็คิดว่าดีเหมือนกันที่จะรับพนักงานเพิ่ม อย่างน้อยพวกงานตัวเลขบัญชีต้องมีคนที่เชี่ยวชาญด้านนี้เข้ามาดูแล เพราะไม่ไว้ใจจึงรวบเข้ามาดูแลคนเดียวเอาเสียหมด ท่านกลางบทสนทนาบนโต๊ะอาหารที่เป็นเรื่องสัพเพเหระต่าง ๆ เทียนไขกลับไม่ได้คิดถึงเรื่องที่พูดเ






![พื้นที่นี้มีคนเก่า [อ่านฟรี เป็นของขวัญปีใหม่]](https://acfs1.goodnovel.com/dist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)
