เข้าสู่ระบบอั่งเปาและน้ำหนาวอยู่คุยกับฉันจนถึงช่วงเย็นถึงจะกลับ พรุ่งนี้เช้าสองคนนั้นรับปากว่าจะพาฉันออกไปสูดอากาศบ้าง คงต้องลองขออนุญาตจากพี่ผาอีกที กลัวเขาคิดว่าฉันจะไปซนที่ไหนแล้วได้แผลมาอีก
เสียงรถยนต์คันเก่งของพี่ผาดังใกล้เข้ามาเรื่อยๆ ฉันอยากไปชะโงกหน้าดูตรงหน้าต่างเหมือนกันเพียงแต่การก้าวขาลงจากเตียงมันทำได้ยากเหลือเกิน “เหนือ..” “พี่ผา” คนที่เปิดประตูเข้ามาทำฉันยิ้มแก้มปริด้วยความดีใจ หากแต่เมื่อมองดูด้านหลังของเขาดีๆ จึงเห็นว่ามีผู้หญิงร่างเล็กหน้าตาสะสวยคนหนึ่งมาด้วยกัน “เหนือเป็นยังไงบ้าง ยังเจ็บขามากไหม” น้ำเสียงเป็นห่วงเป็นใยก่อนร่างสูงจะนั่งลงข้างๆ มองใบหน้าฉันและเท้าที่ใส่เฝือก ผู้หญิงคนนั้นก็ตามเข้ามาด้วย “ยังเจ็บค่ะ” ฉันตอบเขาเสียงเบา อยากถอนหายใจแรงๆ ชะมัด จากที่ยิ้มจนแก้มแทบแตกก็หมดอารมณ์เสียดื้อๆ “หิวหรือเปล่าล่ะ” “นิดหน่อยค่ะ” เขาพยักหน้าว่าเข้าใจ จากนั้นก็หันไปมองผู้หญิงที่ยืนสงบเสงี่ยมข้างๆ “นี่พี่ลูกแพร เป็นเพื่อนสนิทของพี่” เขาแนะนำให้ฉันรู้จักผู้หญิงหน้าสวยคนนั้น เธอยิ้มหวานจ้อยในขณะที่ฉันส่งสายตาเรียบเฉยมองกัน “สวัสดีค่ะ” และทำเพียงยกมือไหว้ตามมารยาท “หวัดดีจ้ะ น้องน้ำเหนือน่ารักกว่าในรูปที่ผาเอาให้แพรดูอีกนะเนี่ย” เธอชมฉันด้วยรอยยิ้มกริ่ม พี่ผาน่ะเหรอจะเอารูปฉันให้คนอื่นดู “พี่ผานินทาอะไรเหนือให้พี่แพรฟังบ้างคะ” “เปล่าจ้ะ ผาไม่ได้นินทาอะไรเราเลย มีแต่จะอวดรูปเราให้พี่ดู อิจฉานะเนี่ยเพื่อนเป็นฝั่งเป็นฝาแล้ว” น้ำเสียงสดใสของพี่ลูกแพรที่ยิ้มแซวพี่ผาทำเอาคนตัวสูงเสมองไปทางอื่น ใบหน้าหล่อเหลาทำเป็นไม่สนใจ “ไปอวดอะไรเหนือคะ” ฉันมีดีให้อวดด้วยเหรอ “ผาอวดว่าน้องเหนือน่ารั…” “อวดว่าดื้อไม่มีใครเกินน่ะสิ” คนตัวสูงตัดบทฉับไว แต่กลับทำให้พี่ลูกแพรยิ้มกว้างกว่าเดิม ส่วนฉันน่ะเหรอ ยู่ปากงอนใส่เขาไปสิ จะมีสักวันไหมที่พี่ผาเห็นฉันเป็นคนเรียบร้อย ทั้งที่ทำตัวอยู่ในโอวาทแล้วนะ “ลูกแพรหิวรึยัง ผาให้ป้าหมี่ตั้งโต๊ะไว้แล้วนะ มีของชอบแพรด้วย” ไอ้คนตัวสูงเมินใส่ฉันเสียอย่างนั้น เขาหันไปถามเพื่อนแทนทั้งที่น้องก็นั่งหัวโด่อยู่ใกล้ๆ ไม่คิดว่าฉันก็หิวเป็นเหรอ “นิดหนึ่ง น้องเหนือหิวไหมคะ” “หิวค่ะ” ฉันพูดได้เต็มปากแม้เมื่อไม่ถึงครึ่งชั่วโมงที่ผ่านมาจะพึ่งกินขนมที่เพื่อนซื้อมาให้จนเกลี้ยงก็เถอะ “เหนือคงเดินลงไปเองไม่ได้” พี่ผาพูดพร้อมกับมองขาฉัน แหงอยู่แล้ว…ฉันจะลงไปเองได้ยังไง พี่ผานั่นแหละต้องพาลงไป “งั้นเดี๋ยวพี่ให้น้าหมี่เอาขึ้นมาให้นะ เหนือก็นั่งทานข้างบนพอ” อย่างนี้ก็ได้เรอะ ฉันคิดว่าเขาจะอุ้มลงไปข้างล่างอีกนะเนี่ย ขณะที่ยังนั่งขมวดคิ้วหน้างง พี่ผาจูงมือพี่ลูกแพรออกไปจากห้องเพื่อลงไปทานอาหารเย็นด้วยกัน เยี่ยมเลยพี่ชาย อยากรู้ว่าเพื่อนประสาอะไรถึงได้ดูแลเทคแคร์ดีขนาดนั้น เพื่อนแหละ…เพื่อนจริงๆ เสียงหัวเราะต่อกระซิกของพวกเขาดังมาถึงห้องฉัน คนที่นั่งกินข้าวเหงาๆ คนเดียวมันเจ็บหัวใจนะรู้ไหม ยิ่งเสียงหัวเราะพี่ผาดังเท่าไร บอกให้รู้ว่าเขาคงมีความสุขมากตอนอยู่กับพี่ลูกแพร ฉันก็ยิ่งซึมจนกินข้าวไปได้แค่ไม่กี่คำ อาหารรสชาติอร่อยกลายเป็นกร่อยในทันที ตกค่ำหลังจากพี่ผาไปส่งพี่ลูกแพรที่รีสอร์ท เขากลับมาอาบน้ำและนั่งทำงานของตัวเองเงียบๆ ตรงมุมเดิม คงมีแค่ฉันที่นั่งทำงานของตัวเองไปด้วยและลอบมองเขาอยู่ตลอด ติ๊ง! เสียงแจ้งเตือนข้อความของใครสักคนดึงความสนใจฉันให้มองมือถือ ชื่อแอคเคาท์ทำเอาหายใจพรืด ศรุต : พรุ่งนี้พี่เข้าไปเยี่ยมหนูที่ไร่นะ ศรุต : หนูอยากได้อะไรไหม พี่จะได้ซื้อไปให้ ศรุต : อ่านแล้วช่วยตอบพี่หน่อยสิคะ Namnuea : พี่จะมาพรุ่งนี้เหรอ ศรุต : ใช่ค่ะ คิดถึงหนูจะแย่ ศรุต : พิมพ์ไม่สะดวกเลย พี่ขอโทรได้ไหม เขาไม่ปล่อยให้ฉันได้มีเวลาคิดคำตอบเลย เสียงมือถือที่แผดร้องลั่นทำเอาพี่ผาเหลือบมองกันเล็กน้อยก่อนตั้งหน้าตั้งตาทำงานต่อ ฉันลังเลว่าจะรับสายดีไหม แต่ในเมื่อฉันไม่ได้คิดอะไรกับพี่ศรุตแล้ว การพูดคุยของเราก็คงเป็นแค่การถามไถ่อาการและความเป็นอยู่มากกว่า พี่ผาคงไม่ว่าอะไร…เขาออกจะเฉยๆ ซะขนาดนั้น “ฮัลโหลค่ะพี่ศรุต” ฉันกรอกน้ำเสียงทักทายปลายสายปกติ เขาดีใจมากที่ฉันยอมรับสายสักทีถึงได้พ่นลมหายใจอย่างตื่นเต้น (ดีใจจังที่เหนือยอมคุยกับพี่) “พี่จะมาเยี่ยมเหนือพรุ่งนี้เหรอคะ” ปากพูดกับปลายสายหากแต่สายตาฉันมันเอาแต่จ้องคนนั่งทำงานไม่ห่างจากเตียงนอน ท่าทางของเขามันเรียบเฉยเป็นปกติเหลือเกิน (ครับ หนูจะเอาอะไรไหม สั่งมาได้เต็มที่เลยนะ) “เหนือ…” ฉันเว้นวรรคชั่วครู่ ไม่รู้เหมือนกันว่าตัวเองต้องการอะไร เงียบอยู่อึดใจหนึ่งเลยล่ะ (ว่าไงคะน้ำเหนือ) “เหนืออยากกินชูโรสร้านที่เราเคยไปถ่ายรูปกันน่ะค่ะ พี่ศรุตจำได้ไหม” (จำได้สิคะ อะไรที่เหนือชอบพี่จำได้หมดแหละ) น้ำเสียงอารมณ์ดีเอื้อนเอ่ยตอบ ฉันและพี่ศรุตคุยต่อกันอีกสักพักก่อนจะต้องขอวางสายเมื่อเห็นว่าพี่ผาปิดโน๊ตบุ๊คเตรียมตัวเข้านอน เขาแทบไม่มองหน้าฉันเลย ไม่คุยด้วย ไม่ถามไถ่ว่าต้องการอะไรอีกไหม ไฟในห้องดับสนิทลง เสียงลมหายใจของคนด้านล่างก็ดังผะแผ่วในความมืด แต่ฉันนี่สิที่ข่มตานอนหลับไม่ลง “พี่ผา เหนือปวดฉี่” กลั้นใจพูดออกไป คิดว่าคนตัวสูงอาจไม่ได้ยินเพราะหลับไปแล้วก็ได้ แต่ไม่กี่วินาทีถัดมา เสียงเคลื่อนไหวของเขามาพร้อมกับไฟในห้องที่สว่างจ้า พี่ผาเข้ามาพยุงตัวฉัน ยังคงไม่พูดไม่จาสักคำ ใบหน้าเรียบเฉยนั้นคล้ายคนสื่ออารมณ์ไม่เป็น เขาไม่ได้ล็อคประตูห้องน้ำแต่อย่างใด เพราะเมื่อฉันทำธุระเสร็จจะได้เข้ามาพยุงกลับไปนอนที่เตียงอีก อันที่จริงฉันไม่ได้ปวดฉี่อะไรหรอก แค่หาเรื่องคุยกับเขาเพียงแต่เขาไม่คุยด้วย “พี่ผาโกรธอะไรเหนือรึเปล่า” ไม่อยากให้มันคาราคาซัง ฉันเลยตัดสินใจถามตรงๆ “ไม่นิ” เสียงเข้มตอบกลับสั้นๆ “ถ้าพี่ผาไม่พอใจอะไร บอกเหนือตรงๆ ก็ได้” “…” “ถ้าเรื่องที่เหนือคุยกับพี่ศรุตมันไม่มีอะไรหรอกค่ะ เขาแค่จะซื้อของมาเยี่ยมเฉยๆ” “พี่จะไม่พอใจไปทำไม เหนือทำอะไรมันก็สิทธิ์ของเหนือ พี่ไม่เข้าไปจุ้นจ้านหรอก” คำตอบที่โคตรชัดเจนตรงไปตรงมา ไม่มีอ้อมไม่มีเลี้ยว มันตีแสกหน้าฉันให้เลิกสำคัญตัวเองและกลับมาอยู่กับความเป็นจริง “อ๋อค่ะ พี่ไม่เป็นอะไรก็ดีแล้ว” เป็นประโยคที่พูดบอกเขาแต่เจ็บจี๊ดที่หัวใจดีจัง ใครบอกว่ามีทะเบียนสมรสแล้วจะได้ยกระดับเป็นคนสำคัญ มันก็แค่กระดาษไร้ค่าแผ่นหนึ่งเท่านั้น ฉันควรจะสำเหนียกตัวเองไว้ให้เยอะๆ น้ำเหนือ | Part Endedพอเห็นท่าทางเฉยชาของเขา ฉันก็คงต้องเข้าใจสินะว่าสิ่งที่เกิดขึ้นมันแค่อารมณ์ชั่ววูบของคนเมา “ค่ะ เหนือไม่ได้คิดอะไรหรอก” ฉันกล้ำกลืนพูดคำนั้นออกไป พี่ผาเองก็คงไม่ได้ตั้งใจสินะ เมื่อคืนนี้ฉันก็ใจเต้นแรงเป็นบ้าเป็นบออยู่ฝ่ายเดียว ที่แท้เขามีอารมณ์เพราะเมาล้วนๆ “อืม ดีแล้ว” เขาพูดนิ่งๆ ตามปกติ ก่อนจะลุกออกไปจากห้องรับแขกด้วยท่าทีเย็นชาผิดกับพี่ผาคนเมื่อคืน ฉันได้แต่ถอนหายใจปลงตกให้กับความคิดฟุ้งซ่าน ก็ดีแล้วที่ไม่ถลำลึกไปมากกว่านี้ เพราะถึงจะเป็นสามีภรรยาถูกต้องตามกฏหมาย แต่ถ้าพี่ผาไม่ได้คิดอะไรกับฉัน เขามองเป็นแค่น้องสาว ตื่นมาก็คงรู้สึกผิดมากๆ ที่เราสองคนมีอะไรกันโดยที่มันเกิดจากอารมณ์ชั่ววูบ แค่นี้ฉันก็ละอายใจตัวเองมากพอแล้วที่ความรู้สึกมันคิดทรยศตัวเองมาตลอด ปากบอกจะเป็นพี่น้องให้ได้ แต่สุดท้ายก็ตกหลุมรักคนคนเดิมซ้ำๆ อย่างไม่มีเหตุผล น้ำเหนือ | Part Ended. (มึงว่าอะไรนะ) เสียงที่ดังออกมาจากลำโพงแทบจะทำให้แก้วหูภูผาระเบิดเป็นเสี่ยงๆ ชายหนุ่มขยับโทรศัพท์มือถือออกห่างจากหูเล็กน้อย ก่อนจะกรอกน้ำเสียงตอบกลับไป “เออ ก็อย่างที่กูเล่าให้ฟังนั่นแหละ” (กูถามจริงไอ้ผา มึงแดกไปกี่ขวดวะ
ฉันอาบน้ำจัดการตัวเองเสร็จ ยังไม่เห็นวี่แววว่าพี่ผาจะกลับขึ้นมาบนห้อง หรือว่าเขาจะนอนห้องเดิมของตัวเอง เมื่อคิดดังนั้นฉันก็ย่องไปดูห้องข้างๆ ทันที ทว่าภายในห้องเงียบเชียบไม่มีใคร “นี่ยังไม่ให้คนมาซ่อมฝ้าอีกเหรอเนี่ย” เพดานยังคงสภาพเดิม แม้น้ำไม่รั่วแล้วแต่พี่ผาก็น่าจะซ่อมหน่อยไหมล่ะ และในเมื่อพี่ผาไม่ได้อยู่ในห้อง ฉันเองก็ไม่ได้ยินเสียงรถขับออกไป งั้นเขาก็ต้องอยู่ชั้นล่าง พอเดินลงมาดูเท่านั้นก็พบว่าเขานั่งพิงโซฟาเหมือนหลับไปแล้ว ตรงหน้าคือเหล้าและเบียร์หลายขวดเกลื่อนพื้น แถมเปิดทีวีทิ้งไว้อีก เหมือนพี่ผาจะรับรู้การมาของฉัน เขาผงกหัวหันมาดู ใบหน้าหล่อเหลาแดงจัด ดวงตาฉ่ำเยิ้มหรี่มองกันจนรู้สึกประหม่า “เหนือมาหาพี่ดิ” เสียงแหบๆ เอ่ยขึ้นพร้อมกระดิกนิ้วเรียก ฉันจึงเดินเข้าไปหาเขา มองสภาพพี่ผาแล้วเขาเมาพอสมควรเลยล่ะ “ทำไมพี่ดื่มเยอะขนาดนี้เนี่ย” ฉันกำลังบ่น ไม่ทันระวังตัวว่าพี่ผาจะใช้โอกาสนี้ดึงแขนฉันให้นั่งบนตักเขาอย่างง่ายดาย ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมาก ฉันยังไม่ทันส่งเสียงร้องตกใจด้วยซ้ำ แขนแกร่งที่เคลื่อนสวมกอดเอวคอดกิ่วหลวมๆ ปลุกความตื่นเต้นให้หัวใจทำงานอย่างหนัก ราวกับเลือดในตัวมั
“ขอบคุณค่ะ” เอ่ยแสดงความมีน้ำใจของเขาที่เข้ามาช่วยไว้ จำได้ว่าเขาเป็นหนึ่งในอาจารย์ที่มากับเหล่านักศึกษา “ผมชื่อธารานะครับ แล้วคุณ…” เสียงลากยาวเล็กน้อยพร้อมกับมองหน้าฉัน “น้ำเหนือค่ะ” ฉันยิ้มก่อนจะรับก้อนหินที่อาจารย์ธาราส่งให้ แล้วจึงส่งต่อให้น้ำหนาวอีกที “ส่วนคนนี้เพื่อนฉันเองค่ะ” “ชื่อน้ำหนาวนะคะอาจารย์” ยัยนั่นยิ้มกริ่มแนะนำตัว “เรียกผมธาราเฉยๆ ก็ได้ครับ ผมเป็นแค่อาจารย์พิเศษที่มาเข้าร่วมกิจกรรมกับพวกนักศึกษาเฉยๆ” เขายิ้มเล็กน้อย ท่าทางดูสุภาพและเป็นกันเอง “ตอนแรกผมคิดว่าคุณสองคนเป็นแฝดกันซะอีกครับ แถมชื่อก็ยังคล้ายๆ กันด้วย” อาจารย์ธาราก็พูดเหมือนที่คนอื่นๆ เขาเคยพูดกับเราสองคนนั่นแหละ ฉันและน้ำหนาวหลุดหัวเราะออกมา จากนั้นเราก็ได้เพื่อนใหม่ในกิจกรรมครั้งนี้เป็นถึงอาจารย์เชียวล่ะ “ตั๋วฮู้อะยังก่อ ป้อเลี้ยงภูผาเปิ้นบริจาคตังค์หื้อโครงการบ้านเฮาตั้งห้าแสน” (เธอรู้อะไรไหม พ่อเลี้ยงภูผาเขาบริจาคเงินให้โครงการบ้านเราตั้งห้าแสน) “ป๊าดดด ห้าแสนแต้ก๊ะ หยังมารวยแต้รวยว่า วาสนาแม่ญิงคนไหนได้ไปเป๋นผัวน้อ คงสบายไปทั้งซาด” (ป๊าดดด ห้าแสนจริงเหรอ ทำไมถึงได้รวยขนาดนี้ วาสนาผู้
น้ำเหนือ | Part กลับจากต่างจังหวัดพี่ผาเข้าไปลุยงานในไร่ต่อ หน้าที่ของเขาไม่ใช่แค่ชี้นิ้วสั่งให้ลูกน้องทำนั่นทำนี่เพียงอย่างเดียวแต่ต้องลงมือทำด้วยตัวเอง พี่ผาทั้งดูแลไร่ ดูแลรีสอร์ต ฟาร์มม้า ไหนจะร้านอาหารและรวมไปถึงอีกหนึ่งหน้าที่ที่สำคัญ นั่นก็คือสมาชิกขององค์กรแบล็คเรด มาเฟียระดับต้นๆ ของเมืองไทย เพื่อนของพี่ผาก็ล้วนแต่เป็นคนในแวดวงนี้ทั้งนั้น การที่เขาต้องไปประชุมหรือคุยเรื่องธุรกิจต่างจังหวัดบ่อยๆ ก็เกี่ยวข้องกับเรื่องในองค์กร ฉันไม่ได้รู้ลึกถึงขนาดที่ว่าพวกเขามีธุรกิจกี่สิบอย่าง และแต่ล่ะครั้งประชุมงานเรื่องอะไรบ้าง แต่เท่าที่รู้พี่ผามีหุ้นส่วนในธุรกิจขององค์กรเยอะแยะ จึงไม่แปลกที่แต่ล่ะปีเขาจะได้เงินปันผลเป็นกอบเป็นกำ ภายนอกดูสุขุมนิ่งเงียบ เป็นที่เคารพของลูกน้องและเหล่าชาวบ้านที่ชอบให้ความช่วยเหลือ พ่อเลี้ยงภูผาที่ใครๆ ก็เกรงขาม แต่ในอีกบทบาทคือมาเฟียผู้ทรงอิทธิพลยังพื้นที่ภาคเหนือนี่เอง ฉันไม่รู้ถึงเหตุผลของพี่ผาและเพื่อนๆ กับการก้าวเข้าสู่เส้นทางสายนี้หรอกนะ แต่เท่าที่เขาอยู่ในแบล็คเรดมาหลายปี ฉันก็ไม่เห็นว่ามันจะส่งผลกระทบอะไรเลย มีแต่ธุรกิจและคนในองค์กรที่พากันเ
แต่ล่ะวันภูผาต้องถอนหายใจกับความแสบซนของน้ำเหนือไปไม่รู้กี่รอบ ทำไมถึงได้เข้าใจอะไรยากเย็นขนาดนี้ “ยังไงก็ไม่ได้ ขึ้นไปนั่งรอพี่ด้านบน” น้ำเหนือชักหงุดหงิด แค่ขอนั่งข้างๆ เป็นตุ๊กตาประดับหน้ารถก็ยังดี ทำไมพี่ผาต้องกีดกันเธอด้วย หญิงสาวทำท่าจะเถียงอีกครั้งทว่าเสียงของมาร์ตินดังขัดขึ้นก่อน “ถ้าไอ้ภูผาไม่ให้ไป งั้นน้องเหนือสนใจมานั่งคันของพี่ไหมครับ” เสียงเชิญชวนนั้นทำเอาดวงตากลมสวยลุกวาว สีหน้าตื่นเต้นพยักรับอย่างไม่ต้องคิดเยอะ “เอาค่ะๆ พาเหนือไปด้วยคนนะพี่ติน” “เฮ้อ กูปวดหัวจริงๆ” ภูผาสบถเสียงเหนื่อยหน่ายใจ ทั้งเพื่อนทั้งเมีย เข้ากันดีเป็นปี่เป็นขลุ่ย ดวงตาคมกริบมองหน้าอ้อนๆ ของน้ำเหนืออีกครั้ง ก็ชอบทำตัวให้น่าเห็นใจแบบนี้ แถมยังดื้อเป็นที่หนึ่ง สุดท้ายเขาไม่อาจปล่อยให้เธอไปนั่งรถคันอื่นที่ตัวเองไม่ใช่คนขับได้ “ถ้าจะไปด้วยก็ตามมา” น้ำเหนือยิ้มจนเห็นฟันขาวครบทุกซี่ ท่าทางกระดี๊กระด๊าออกนอกหน้าเมื่อเดินตามหลังภูผาเพื่อเข้าไปเตรียมตัว แม้หญิงสาวจะไม่ใช่คนขับ แต่เพราะเป็นคนที่นั่งข้างคนขับอย่างไรล่ะ จึงต้องสวมชุดเซฟตี้ไม่ต่างกัน เมื่อทุกอย่างเรียบร้อยและทุกคนพร้อมสำหรับลงแข่งแล้ว ต
สายจนแดดส่องก้นยังไม่มีทีท่าคนบนเตียงจะตื่นมาใช้ชีวิตเหมือนคนอื่นสักที กระนั้นภูผาทำได้แค่มอง ไม่อาจเข้าไปปลุกรบกวนฝันหวานของเธอ (มึงจะมาตอนไหนไอ้ภูผา) น้ำเสียงพายัพที่เอ่ยลอดมาทางปลายสายถามซ้ำเพื่อนสนิทอีกครั้ง วันนี้พวกเขาอุตส่าห์เคลียร์งานเพื่อให้ได้หยุดตรงกัน อยากมีโมเมนต์สนุกๆ ตอนอยู่กับเพื่อนบ้าง ถ้าขาดใครไปสักคนก็คงกร่อยแย่ “กูไปเลทหน่อย ต้องรอน้ำเหนือตื่นก่อน” (ไอ้คิเรย์บอกกูว่าเมื่อคืนมึงแบกน้ำเหนือกลับไป นี่มึงจัดหนักจนน้องยังไม่ลุกเลยเหรอวะ) “จัดหนักเหี้ยอะไรของมึง สมองพวกมึงนี่นะ คิดได้แต่เรื่องใต้สะดือจริงๆ น้ำเหนือเมามากโว้ยเลยยังไม่ตื่น” ภูผาพ่นลมหายใจเฮือกใหญ่ให้กับคำพูดพายัพที่เอะอะก็จะให้เขาจับน้ำเหนือกินท่าเดียว ดีนะเขาเป็นคนไม่คล้อยตามใครง่ายๆ ไม่งั้นคงได้บ้าจี้ทำตามตามแรงยุแรงเชียร์ของพวกมันแล้ว หลังวางสายจากพายัพ เสียงอู้อี้ของคนตัวเล็กที่เริ่มจะรู้สึกตัวดังขึ้น ภูผาหันไปมอง พบว่าน้ำเหนือลุกนั่งด้วยสภาพผมเผ้าพันกันไม่เป็นทรง หน้าตายับยุ่งดูไม่ได้ “กี่โมงแล้วอะพี่ผา” เสียงคนขี้เซาร้องถาม มือเรียวขยี้เปลือกตาด้วยอาการง่วงงุน มีความอยากนอนต่อ “จะเที่ยงแล้วน







