LOGINท้องฟ้าผันแปร วันเวลาเคลื่อนคล้อย แสงแดดลามเลียจนถึงปลายเตียง สตรีที่หมดสติไปหนึ่งคืนเริ่มรู้สึกตัว เปลือกตาหนักอึ้งค่อยๆ เปิดออกแม้สู้แสงไม่ดีแต่ก็ทำให้ตระหนักได้ว่าบัดนี้ไม่ใช่เวลาที่นางจะหลับใหลอีกต่อไปแล้ว
จ้าวซือหงลืมตามองขื่อคานตรงเบื้องหน้า ศีรษะหนักอึ้งประหนึ่งโดนคนเอาเหล็กกล้ามาทุบก็มิปาน ความทรงจำของเมื่อวานหวนกลับเข้ามาในสมอง เสียงของคนสนิทกลับมาดังกึกก้องในโสตประสาทอีกครั้งอย่างห้ามไม่อยู่ ‘...ฮูหยินกำลังตั้งครรภ์อยู่หนาเจ้าค่ะ’ ถ้อยประโยคนั้นชัดเจนเกินกว่าจะเป็นความฝัน และเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นต่อจากนั้นเด่นชัดยิ่งกว่าภาพลวงตา ฉะนั้นนางจึงไม่อาจหลอกตนเองได้ว่านางแค่หูฟาดไปเท่านั้น ตั้งครรภ์... นางกำลังตั้งครรภ์... มารดาเจ้าเถอะ! จ้าวซือหงกระฟัดกระเฟียดอยู่ภายในใจ พานอยากจะลากตัวนางคนเก่ามานั่งเจรจาด้วยหนักหนาว่านางฟั่นเฟือนเพียงไร รู้ว่าเขาไม่เหลียวแลแล้วยังมิรู้จักหักห้ามกาย หักห้ามใจ อีกทั้งแม่ทัพผู้นั้นอีกคน! ไม่หลงใหลได้ปลื้มนางมิใช่หรือไร แม้แต่จะร่วมนอนเคียงกันยังรังเกียจเดียดฉันท์แต่ไฉนเวลานี้จึงตั้งครรภ์บุตรของเขาได้กัน! ความเก่าในครั้งวันวานเรื่องความทรงจำที่ขาดหายยังไม่อาจหาคำตอบได้ ความใหม่ก็วิ่งเข้าหานางไม่ให้เว้นช่วงได้หายใจ เช่นนี้มิให้นางต้องคมดาบของเจ้าโจรโฉดเมื่อวานเสียเลยเล่านางจะได้มิต้องมานั่งคิดถึงความเป็นมาในเรื่องที่นางไม่เข้าใจเช่นนี้ แต่นอนแน่นิ่งเป็นสตรีเกียจคร้านได้ไม่เท่าใด เสียงประตูที่เปิดออกก็ดังขึ้น หลินหรางเข้ามาหานางด้วยใบหน้าเศร้าหมองที่นับวันยิ่งทวีความเศร้าสลด “ฮูหยินลุกไหวหรือไม่เจ้าคะ” จ้าวซือหงเหลือบมองคนสนิทอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะทอดถอนหายใจ ชันตัวลุกขึ้นด้วยว่านางมิอาจจมปรักเป็นผู้ป่วยติดเตียงเพื่อหนีความจริงได้ตลอด แต่ทว่าบางทีนางน่าจะเป็นผู้ป่วยติดเตียงเสียยังดีกว่า เมื่อสายตาพลันเห็นร่างตระหง่านของบุรุษผู้หนึ่ง ย่างกายเข้ามาในห้องของนาง บุรุษที่สมองสั่งให้นางสลัดความทรงจำตลอดสามปีทิ้งจนสิ้นซาก จ้าวซือหงยังคงจับจ้องร่างของแม่ทัพหยางจื่อถง เขามิได้เอ่ยสิ่งใดเพียงโบกมือไล่คนสนิทของนางให้ออกจากห้อง เมื่อร่างของหลินหรานพ้นสายตาเขาก็ทอดถอนหายใจราวกับมีเรื่องหนักอกหนักใจก็มิปาน ทิ้งกายลงที่ปลายเตียงเตาห่างจากนางหนึ่งฉื่อ [1] เห็นจะได้ นับว่ารักษาระยะห่างได้ดี แต่ก็อดไม่ได้ที่จะสงสัยว่าถ้าหากรักษาระยะห่างถึงเพียงนี้ไยบุตรของเขาจึงมาอยู่ในท้องของนางได้กัน! “เจ้าจำอะไรไม่ได้จริงๆ หรือ...” จ้าวซือหงหันมองบุรุษที่นั่งข้างกาย เขาถามด้วยคำถามนี้สองครั้งแล้วกระมัง ไยจึงไม่รู้จักจำเสียบ้างเล่า “ใช่...ข้าจำสิ่งใดมิได้เลย” ตอบกลับด้วยน้ำเสียงเรียบที่เต็มไปด้วยความมั่นใจ แต่ทว่าหยางจื่อถงก็ยังคงเอาแต่นิ่งงัน ใบหน้าเคร่งเครียดราวกับใคร่ครวญสิ่งใดอยู่ในใจและมิอาจให้นางได้ล่วงรู้ได้ “ข้ามิทราบว่าเพราะเหตุใดจึงเป็นเช่นนี้ ข้าไม่ทราบว่าตนเองในตอนนั้นคิดทำสิ่งไรจึงด้านหน้าขอพระราชทานสมรสกับแม่ทัพผู้ห้าวหาญแห่งต้าเซี่ย เหตุใดจึงปลงใจยอมลงให้แก่ท่านและเป็นฮูหยินของจวนนี้ และเหตุจึงเลยเถิดจนถึง...จนถึงขั้นนี้ได้ แต่ข้า...” “เจ้าเป็นภรรยาข้า” พูดไม่ทันจบประโยค น้ำเสียงที่เย็นเยียบก็ดังแทรกขึ้นมาก่อน ราวกับอ่านใจของนางได้ว่าจะหลุดคำพูดใดออกมา จ้าวซือหงยังคงไม่ละสายตาจากใบหน้าของหยางจื่อถง นางมองเขาด้วยความไม่เข้าใจเหลือคณาบุรุษผู้นี้ช่างเต็มไปด้วยลึกลับยิ่งหนัก รอบตัวของหยางจื่อถงผู้นี้เสมือนมีเมฆหมอกปกคลุมจนนางมิอาจเข้าถึงตัวตนของเขาได้ เมฆหมอกที่ดำทะมึนจนกว่านางจะมองเห็นเขาได้ชัดเจนนัก แต่ทว่าเขากลับมองผ่านทะลุเมฆหมอกรอบๆ ตัวมายังนางได้อย่างทะลุปรุโปร่ง ดวงตาของจ้าวซือหงประสานกับดวงตาดำขลับของหยางจื่อถง ดวงตาที่นางมิอาจเข้าใจได้ว่าเขาต้องการสื่อความสิ่งใดออกมา “จำสิ่งใดไม่ได้ก็ช่าง แต่อย่าลืมเรื่องนี้เป็นพอ” “ข้ามีเรื่องมากมายที่สงสัย มิทราบว่าท่านจะบอกกล่าวแก่ข้าได้หรือไม่ เรื่องราวที่ข้าหลงลืมไปทั้งหมด” จ้าวซือหงมิทราบว่านางใช้น้ำเสียงเช่นไรยามเมื่อเอ่ยประโยคเมื่อครู่ออกไป แต่ทว่าดวงตาดำขลับนั้นแสดงท่าทีสงสารออกมาครู่หนึ่งจนนางไม่แน่ใจว่านางเอ่ยเสียเว้าวอนจนเขาสงสารหรือว่านางตาฝาดไป “บางเรื่องก็มิควรจดจำ อีกอย่างต่อให้ข้าพูดไปก็ใช่ว่าเจ้าจะเชื่อ ลืมแล้วก็ช่าง อย่าไปใส่ใจนักเลย” “ท่านดีกับข้าขนาดนี้เชียวหรือ...ข้าไม่คิดว่าเราจะเป็นเช่นสามี ภรรยา ที่รักใคร่กลมเกลียวเสียเท่าไรนัก” “รักใคร่กลมเกลียวหรือไม่นั้นบุตรในครรภ์ของเจ้ายังมิใช่หลักฐานที่ชัดแจ้งอีกหรือไร” “นี่ท่าน!” เขาเอ่ยพลางเผยยิ้มขึ้นมาอย่างขบขัน จ้าวซือหงเอ่ยเสียงดังห้ามปราม แต่กลับเป็นนางที่ใบหน้าร้อนผ่าวประหนึ่งโดนไฟแผดเผาเสียอย่างนั้น “ข้าเพียงสงสัยก็เท่านั้น หลินหรานกล่าวว่าท่านแทบไม่พักค้างแรมที่จวนด้วยซ้ำไป ท่านอาศัยกินอยู่หลับนอนที่หอสุราลี่ตง แล้วข้าที่ไม่มีสิ่งใดเกี่ยวกับท่านหลงเหลืออยู่เลยจะทราบได้อย่างไรกัน!”จ้าวซือหงเปิดม่านในรถม้ามองสองข้างทางของเมืองหลวงที่นางจากมานาน ทุกอย่างยังคงดำเนินไปราวกับก่อนหน้านี้ไม่ได้เกิดเรื่องใหญ่ ชาวบ้านยังคงใช้ชีวิตตามปกติทั้ง ๆ ที่ในวังหลวงเต็มไปด้วยความวุ่นวายในการแย่งชิงอำนาจ แต่ช่างน่าขันที่เรื่องพวกนั้นกลับเทียบไม่ได้กับความแห้งแล้งของชาวบ้าน ปัญหาของคนธรรมดา กับคนยิ่งใหญ่มักต่างกันเสมอ แต่น่าแปลกที่ผู้ยิ่งใหญ่เหล่านั้นอาศัยความธรรมดาของชาวบ้านในการตะเกียกตะกายเข้าสู่อำนาจ เรื่องราวในวังหลวงเป็นเช่นไร ตอนนี้นางไม่อาจทราบได้ นางทราบแต่เพียงว่าหยางจื่อถงให้หวางมู่ไปรับนางและลูกกลับมายังเมืองหลวงเท่านั้น เพราะเมื่อนางถึงเมืองหลวงทุกอย่างก็คงเรียบร้อยแล้ว และนางก็เชื่อว่าทุกอย่างเรียบร้อยแล้วจริง ๆ รถม้าหยุดลงที่วังเฉิงกง สถานที่คุ้นเคยทั้งนางและหยางจื่อถง เพราะบัดนี้จวนแม่ทัพของหยางจื่อถงมอดไหม้ไปหมดแล้ว ช่วงนี้คงหนี้ไม่พ้นจะต้องมาอาศัยที่วังนี้เป็นการชั่วคราวกระมัง ลงจากรถม้าก็เห็นหน้าสามีที่ยิ้มร่ารออยู่ก่อน หยางจื่อถงไม่รีรอคว้าตัวนางมากอดและถอนหายใจเบา ๆ คล้ายกับคลายกังวล “เหนื่อยมากไหม” “อืม แต่หายเหนื่อยแล้ว” หยางจื่อถงตอบ เกยคางไว้ที่ไหลเล็
สุดท้ายปลายดาบก็จอมายังตำแหน่งเดิมในตอนแรกเริ่มคือลำคอ ดวงเนตรของจิ้นอ๋องมองไปยังบุรุษที่สวมชุดมังกรที่เขาไม่มีโอกาสได้ใส่สักครั้งในชีวิต ในดวงตาเฉิงรุ่ยแดงก่ำและทุกอย่างกำลังจะจบลงแล้ว ดาบในมือของเฉิงรุ่ยยกขึ้นสูงในขณะที่จิ้นอ๋องหลับตาลงอย่างคนยอมรับในโชคชะตา แต่ทว่าใบหน้ากลับประดับยิ้มไว้ไม่คลาย เวลาผ่านไปแต่ทว่าความเจ็บปวดกลับไม่ได้เพิ่มพูน ดวงเนตรทั้งสองลืมขึ้นอีกครั้งและเห็นว่ามีดาบอีกเล่มมาช่วยชีวิตของเขาไว้ เสียงดาบกระทบกันดังลั่น จิ้นอ๋องไม่แปลกใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น เขามองแม่ทัพหยาง ที่เข้ามาช่วยเหลือ ไม่ว่าจะกี่ครั้งต่อกี่ครั้งบุรุษผู้นี้ก็เป็นผู้ที่เลือกเข้ามาช่วยเขาเสมอ “...ดูอยู่นานคิดว่าจะไม่มาช่วยเสียแล้ว” “เจ็บตัวเสียบ้าง จะได้ไม่ทำอะไรบ้า ๆ อีก มีอย่างที่ไหนยื่นดาบให้ศัตรู” “อารมณ์ชั่ววูบกระมัง” บุรุษที่เลือดอาบไปทั้งร่างแสร้งพูด ทิ้งกายลงนั่ง เบื้องหน้าคือแผ่นหลังที่เหยียดตรงของสหาย โดยรอบเต็มไปด้วยความชุลมุนแต่ทว่าทุกอย่างเริ่มคลี่คลายเพราะทหารที่หยางจื่อถงพามาเริ่มเข้าคลี่คลายด้วยกำลังที่มากกว่า “เช่นนั้นก็หมดเวลาเล่นสนุกแล้ว” หยางจื่อถงพูด ออกแรงตวัดดาบเพียงเล
ร่างสูงชะงักเมื่อเข้ามาในตำหนักของหวงตี้ ไท่จื่อทราบว่าเฉิงอี้คงไม่นั่งอยู่ในคุกหลวงให้ตนนั้นไปคาดคั้นเอาความ แต่อีกฝ่ายต้องอยู่ที่ตำหนักของหวงตี้เพราะที่นี่ แต่ก็ไม่คิดว่าจะเฉิงอี้จะยิ้มร่ารอการมาของเขาอย่างจดจ่อเช่นกัน ไร้ความเร่งรีบ ไร้ความกังวล เหมือนวางแผนทุกอย่างมาอย่างดี แผนที่อาจจะไม่มีใครล่วงรู้ด้วยซ้ำ “มาช้ากว่าที่ข้าคิดเสียอีก... เฉิงรุ่ย” เจ้าของชื่อแค่นหัวเราะ คนคนเดียวที่กล้าเรียกชื่อของเขา และเย้ยหยันชีวิตของเขาทั้ง ๆ ที่เขาเป็นถึงไท่จื่อของแคว้น “จะปากดีเรื่องใดก็รีบพูดออกมา” “เจ้าไม่ได้อยู่ในสถานะที่จะมาข่มขู่ข้า... ไม่เลยเฉิงรุ่ย” “ครั้งก่อนข้าน่าจะฆ่าเจ้าให้มันจบ ๆ ไป” “เจ้าเสียโอกาสนั้นไปแล้ว และโอกาสที่เจ้าเสียไปมีราคาของมันอยู่เช่นกัน เป็นราคาที่เจ้าต้องจ่ายด้วยชีวิต” “อย่ามาพูดมาก... จับตัวมันไว้! ” ไท่จื่อสั่งทหารที่คอยคุ้มกันตนเอง แต่ทว่าทหารอีกจำนวนหนึ่งก็ออกมาจากที่ซ่อน ตั้งแถวปกป้องนายของตนเช่นจิ้นอ๋อง ทหารที่ไท่จื่อจำได้ว่าเป็นเหล่ากองกำลังที่หลบซ่อนในวังเฉิงกง พวกมันถูกจับเข้าคุกทั้งหมด แต่กลับกลายเป็นว่ามาอยู่ที่นี่ทั้งหมด ช่างเป็นเรื่องน่าขั
“เตรียมบุกเข้าเมืองหลวงแล้วขอรับนายท่าน คิดว่ากองทัพของเว่ยต้ากู้ไม่อาจต้านทานได้คืนนี้เป็นแน่ขอรับ”“อืม... เจ้ากลับไปซีหยางบอกให้ทางนั้นตรึงกำลังที่ชายแดนเอาไว้ หากเกิดความเคลื่อนไหวจากแคว้นใดก็ให้รีบส่งม้าเร็วมาบอกข้า และก็ไปรับฮูหยินกับลูกข้ามา”“จะให้มาเลยหรือขอรับ”“ความลำบากไม่เหมาะกับนางเลยสักนิด จ้าวซือหงควรได้ในสิ่งที่ดีที่สุด อีกอย่างกว่าเจ้าจะไปถึง ไหนจะกลับมา ทางนี้ข้าน่าจะจัดการได้”“นายท่านจะไปสู้ด้วยหรือขอรับ”“ใช่... อีกหนึ่งชั่วยามให้แม่ทัพต่วนถอยทัพ ข้าจะนำทัพเสริมเข้าไปช่วยเอง เว่ยต้ากู้น่าจะเอาทหารทั้งหมดมารบภายในคราวเดียว เขาไม่เคยทำศึกในพื้นที่ที่เต็มไปด้วยแรงกดดันขนาดนี้มาก่อน อีกทั้งไม่เคยออกรบกับข้าสักครั้ง ฉะนั้นเขาไม่มีทางรู้ว่าข้าคิดทำเช่นไรกับศึกครั้งนี้”“แต่จิ้นอ๋องอยู่กับเขา เขาจะไม่ใช่ประโยชน์จากจิ้นอ๋องหรือขอรับ”“หากเป็นเช่นนั้นก็ยิ่งดี เว่ยต้ากู้จะได้เดินเข้าหาความตายได้เร็วขึ้น... ข้าไม่อยากให้ทั้งฝ่ายเราและฝ่ายนั้นสูญเสียกำลังพลให้มากนัก หากเข้ายึดครองในค่ายและฆ่าเว่ยต้ากู้ได้เร็วเท่าใด เรื่องจะได้จบเร็วขึ้นเท่านั้น... เจ้ารีบไปจัดการเรื่องที่ข้า
“เกิดเหตุปะทะที่ด้านนอกเมืองหลวงแล้วพ่ะย่ะค่ะ คาดว่าอีกไม่เกินห้าวัน หากยั้งทัพของหยางจื่อถงไม่ได้ เมืองหลวงจะเป็นอันตราย” “ต้องยั้งให้ได้ ทางเดียวของท่านคือยั้งทัพของหยางจื่อถงให้ได้ใต้เท้าเว่ย” “แต่... นั่นไม่ใช่เรื่องง่าย” “นั่นเพราะอะไร เพราะท่านไม่เก่งกาจเท่าเทพสงครามอย่างหยางจื่อถงงั้นรึ อย่าพูดจาน่าขันนักเลยใต้เท้า ท่านเป็นแม่ทัพใหญ่ จะให้แม่ทัพธรรมดา ๆ อย่างหยางจื่อถงมาลบเหลี่ยมได้อย่างไร” “กระหม่อมจะพยายาม” “ไม่ใช่แค่พยายาม แต่ท่านต้องทำให้ได้” แม่ทัพใหญ่แห่งต้าเซี่ยไม่อาจทัดทานสิ่งใดได้อีก นอกจากนั่งนิ่งพร้อมกับความกดดันที่หนักอึ้ง เพราะนี่ไม่ใช่ศึกธรรมดา แต่เป็นศึกที่หยางจื่อถงนำทัพด้วยตนเอง เขาเอาชนะแม่ทัพที่แข็งขืน และยึดเอาทหารที่คอยคุ้มกันเมืองหลวงทั้งสี่ทิศไว้ได้ภายในเวลาไม่ถึงสิบวัน และนี่คือสิ่งที่น่ากลัว ไม่มีใครอ่านกลศึกของหยางจื่อถง แต่ถ้าจะมีก็คงหนีไม่พ้น... จิ้นอ๋อง “ทูลไท่จื่อ จะเป็นไปได้หรือไม่ หากกระหม่อมต้องการเจรจากับจิ้นอ๋อง เขาเป็นเพียงคนเดียวที่อ่านกลศึกของหยางจื่อถงออก คงจะดีหากกระหม่อมได้สนทนากับเขาเพื่อหา...” “ได้” คำตอบที่รวดเร็วถูกตอบกลับ
“จะทำอะไรก็รีบทำ กบฏด้านนอกนั่นอาจไม่นั่งรอให้เจ้าจัดการทุกอย่างในวังหลวงนี้ให้เรียบร้อย” สุรเสียงจากหวงโฮ่วดังขึ้น ผู้เป็นไท่จื่อยังทำตัวไม่ยี่หระ ทั้ง ๆ ที่เบื้องหน้าคือพระราชมารดา แต่อาจจะดีกว่านี้หากการเรียกเข้าพบในครั้งนี้เป็นไปตามประสาแม่ลูก ไม่ใช่มีคนนอกอย่างกู้เว่ยถิงมาร่วมสนทนาด้วยเช่นนี้ เขาก้าวออกมาจากเงาของกู้เว่ยถิงมานานแล้ว ไยจะต้องกลับไปในเงานั่นด้วยเล่า “พ่ะย่ะค่ะ” ตอบรับอย่างส่ง ๆ ทั้งที่รำคาญเสียยิ่งกว่าอะไรดี ผู้อาวุโสในวังทั้งหลายยังไม่หลุดพ้นจากอำนาจเก่าจนน่าระอา ทระนงตนว่ากุมอำนาจที่เหนือกว่า เนื่องด้วยหวงตี้ประชวรไม่ได้สติ แต่กลับเป็นความคิดที่ผิดมหันต์ เพราะอำนาจไม่ได้อยู่ในมือของพวกเขามาเนิ่นนานแล้ว “อย่าทำแบบนี้ อย่าทระนงให้มากนัก อย่าลืมว่ามาอยู่จุดนี้ได้อย่างไร” ไท่จื่อหัวเราะออกมาเสียงดัง เมื่อถ้อยประโยคของหวงโฮ่วช่างเต็มไปด้วยความน่าขัน ดวงเนตรที่เต็มไปด้วยความหยิ่งยโสทอดมองพระราชมารดา สลับกับคนสนิทอย่างกู้เว่ยถิงที่ยังคงนิ่งงัน “เตือนตัวเองไม่ได้กว่าหรือพ่ะย่ะค่ะ... มาอยู่จุดนี้ได้ด้วยเพราะเหตุอันใด” “เฉิงรุ่ย! ” “หากยังอยากใช้ชีวิตอย่างสุขสบายก็ข
“เช่นนั้นไม่แย่หรือ ในเมื่อข้าจำสิ่งใดไม่ได้”“ข้ายังไม่เดือดร้อน เจ้าจะเดือดร้อนไปไย เอาเถิดอย่าไปคิดมากเลย หากใคร่ครวญให้ดีเจ้าจำความอะไรไม่ได้ก็เท่ากับว่าของสำคัญนั้นกำลังสูญหาย แต่จะหายไปเพียงชั่วครู่ หรือหายไปตลอดกาลนั้นขึ้นอยู่กับเจ้า”“ของสำคัญเช่นนั้น หากท่านสูญเสียมันไปจะเป็นเช่นไร”“ไม่เป
ถึงยามอู่หยางจื่อถงก็ปลุกสตรีขี้เซาให้ลุกขึ้นมากินอาหารที่นางเอ่ยปากมาตั้งแต่เช้าว่ารสดีกว่าที่จวน แต่ทว่านางก็เอ่ยปฏิเสธอีกทั้งแสดงท่าทีพะอืดพะอมอยากจะอาเจียนออกมาหยางจื่อถงจึงได้แต่สั่งคนให้นำอาหารเหล่านั้นไปเก็บ และมานั่งคิดไม่ตกในเรื่องนี้ แต่สุดท้ายปัญหาที่คิดไม่ตกนั้นกลับแก้ได้ด้วยสุราเพียงหน
“สุรา... ข้าเข้ามาในหอสุรา ไยข้าจะไม่ทราบว่าในจอกนั้นคือสิ่งใด ท่านคิดว่าข้าเลอะเลือนถึงขั้นไหนกัน”“เจ้า! รู้แล้วไยเจ้ายังคิดดื่มมันอีก” หยางจื่อถงเอ่ยเสียงดัง หากนางรู้แล้วไยเขาต้องมาห้ามปรามเช่นนี้เล่า หรือว่านางทำเพื่อยั่วโทสะของเขาเท่านั้น?!“ดื่ม? ข้าน่ะหรือจะดื่มสุรา”“ก็เจ้า...เมื่อครู่เจ้า
จ้าวซือหงมิเข้าใจว่าเหตุใดนางจึงมาตกอยู่ในสถานการณ์เช่นนี้กันแน่ นางตั้งครรภ์จึงปรากฏอาการผิดแปลกออกมา เรื่องนั้นนางเข้าใจได้ เพราะมิใช่เรื่องแปลกแต่ประการใด แม้จะตั้งตัวไม่ทันแต่ก็ใช่ว่าจะไม่เข้าใจอาการพิกลของตนเอง แต่สิ่งที่นางไม่เข้าใจคือบุรุษที่นั่งเท้าคางมองนางอยู่ที่ข้างเตียงเตาเสียมากกว่า“ท







