Masuk
กรี๊ดด!!!
เสียงกรีดร้องดังระงมทั่วทั้งจวน "เสนาบดีซู" ผู้ถูกกล่าวหาว่าเป็นกบฎ ทว่ายังไม่ทันเริ่มการสืบสวนอย่างเป็นทางการ นักฆ่ากลับเข้าลอบสังหารทุกคนจนหมดสิ้น
'มู่จวินเหิง' แม่ทัพที่ถูกแต่งตั้งเป็นผู้สอบสวนเดินทางมาถึงจวนในรุ่งเช้าเพื่อควบคุมตัว กลับพบเพียงซากปรักหักพังในกองเพลิง ไม่พบผู้รอดชีวิต เสนาบดีซูและฮูหยินถูกปาดคออย่างโหดเหี้ยมและนำศพมาไว้ที่หน้าจวน ด้านข้างมีหีบเหล็กกันไฟ พร้อมจดหมายระบุข้อความ
'เสนาบดีซู สมคบขุนนางก่อกบฏ หลักฐานประจักษ์ชัด โทษนี้มิอาจละเว้น ต้องโทษประหารทั้งตระกูล'
เมื่อตรวจสอบดูพบว่าภายในมีหลักฐานการก่อกบฎครบถ้วน ทั้งจดหมายติดต่อกับตระกูลว่านอ้างว่า 'ว่านเฉิงอวี่' สืบสายเลือกมาจากฮ่องเต้องค์ก่อนมีสิทธิ์ชอบธรรมในบัลลังก์ การติดต่อกับกองทัพฝ่ายศัตรู รวมถึงบัญชีการหักเสบียงและรีดไถภาษีจากชาวบ้านเพื่อนำไปซื้ออาวุธและสั่งสมกำลังพล มู่จวินเหิงสำรวจรายการหลักฐานจนครบถ้วนแล้วเอ่ยขึ้นเสียงดัง
"ดี! ดีจริง ๆ มีผู้หวังดีจัดการเสนาบดีซู และรวบรวมหลักฐานมามอบให้ครบถ้วนเช่นนี้ หรือว่ากำลังดูถูกว่าข้าไร้น้ำยา ไม่มีปัญญาจะจัดการเรื่องพวกนี้ด้วยตนเองรึ" เขาลุกยืนขึ้นและหันไปยังชาวบ้านที่มามุงดูอยู่หน้าจวนเสนาบดี
"ผู้ใดที่อยู่เบื้องหลังเรื่องนี้ ไม่เพียงสังหารขุนนางของราชสำนัก แต่ยังกล้าท้าทายพระราชอำนาจที่ฮ่องเต้ทรงมอบหมายให้ข้าเป็นผู้สืบสวน ข้าจะสืบสวนเรื่องนี้ให้กระจ่าง ไม่ว่าผู้ใดที่อยู่เบื้องหลัง ข้าจะลากตัวมันออกมาให้จงได้!"
ในชาวบ้านเหล่านั้น หญิงสาวผู้หนึ่งใบหน้าเปื้อนเขม่าควัน เสื้อผ้าเก่าและฉีกขาดจนแทบดูไม่ออกเลยว่านางคือ 'ซูเยว่หนิง' บุตรสาวเสนาบดีที่หนีรอดมาได้เพราะการสละชีวิตของสาวใช้คนสนิทที่สวมใส่เสื้อผ้าและเครื่องประดับของเธอเพื่อแสร้งว่าคุณหนูซูตายแล้ว ให้เธอสามารถหลบหนีได้อย่างปลอดภัย นางมองจวนที่ตนเคยอยู่ และตั้งมั่นกับตนเองในใจ
'ท่านพ่อ ท่านแม่ ข้าจะทวงคืนความยุติธรรมให้ท่านให้ได้'
นางหันหลังเดินออกมาทั้งน้ำตา มุ่งหน้าไปยังเมืองชิงเหอ สถานที่ที่ 'ซูเหวินเซวียน' พี่ชายของนางเดินทางไปรักษาผู้ป่วย โดยหวังว่าเขาจะปลอดภัย ระหว่างทาง เยว่หนิงพยายามปลอบตัวเองว่าทุกอย่างยังไม่สายเกินไป ตราบใดที่ยังไม่พบศพพี่ชาย นางเชื่อว่าเขายังมีชีวิตอยู่
นางกระชับผ้าคลุมบนกาย และเร่งฝีเท้าออกจากเมืองโดยไม่หันกลับไปมอง แต่นางไม่รู้เลยว่าการเดินทางไปยังเมืองชิงเหอครั้งนี้ จะทำให้นางได้พบบางอย่างที่เปลี่ยนชะตาชีวิตของนางไปตลอดกาล
.
[ด้านในจวนเสนาบดีซู]
"อาเจิ้ง ให้คนลำเลียงศพด้านในออกมา ส่วนอาอวี้ ไปตามเจ้าหน้าที่ชันสูตรมาตรวจสอบศพเหล่านี้ให้ครบถ้วน หากไม่มีสิ่งผิดปกติสามารถส่งให้ญาติจัดการตามธรรมเนียม ส่วนศพเสนาบดีซูและฮูหยิน ให้นำไปเก็บไว้ที่ห้องชันสูตรศาลต้าหลี่"
ใช้เวลาราวหนึ่งก้านธูป ศพด้านในถูกลำเลียงออกมาที่ลานของจวนจนครบ พอดีกับเจ้าหน้าที่ชันสูตรจากศาลต้าหลี่ที่เดินทางมาถึง มู่จวินเหิงมองศพเหล่านั้นคร่าว ๆ แต่กลับไม่พบศพของบุตรชายและบุตรสาวของเสนาบดีซูเลย จึงเอ่ยถามขึ้น
"อาเจิ้ง ในบรรดาศพเหล่านี้มีคุณชายซูและคุณหนูซูหรือไม่?"
"คุณชายซูออกเดินทางรักษาคนไข้ตามเมืองต่าง ๆ ขณะนี้ยังไม่พบตัวขอรับ ส่วนคุณหนูซู... ข้าพบศพนี้อยู่ที่เรือนหนิงอัน ท่านแม่ทัพตรวจดูด้วยตนเองเถิด"
อาเจิ้งนำมู่จวินเหิงมาดูร่างหนึ่งที่ถูกเผาจนไม่สามารถเห็นใบหน้าได้ชัด แต่เครื่องประดับและอาภรณ์ชี้ชัดว่าเป็น 'ซูเยว่หนิง' บุตรสาวตระกูลซู โดยเฉพาะปิ่นหยกขาวรูปพระจันทร์เสี้ยวที่นางปักเป็นประจำ แต่มองอย่างไรร่างนี้ก็ไม่ใช่ซูเยว่หนิงเป็นแน่ เขาจึงกระซิบบอกอาเจิ้งเบา ๆ
"เจ้าจงไปหามู่จิ่งอัน ให้ส่งคนตามหาซูเยว่หนิงให้พบ"
เช้าวันรุ่งขึ้น ซูเยว่หนิงถูกปลุกด้วยเสียงเคาะประตู“คุณหนู ตื่นหรือยังเจ้าคะ? ท่านประมุขให้มาตามเจ้าค่ะ ทุกคนอยู่ที่ห้องโถง”นางลืมตาขึ้นอย่างงัวเงีย เยว่หนิงขมวดคิ้วเล็กน้อย นางรีบแต่งตัวแล้วเดินออกจากห้องเมื่อมาถึงห้องโถง ทุกคนนั่งอยู่พร้อมหน้า สีหน้าของดูจริงจังกว่าปกติ“เกิดอะไรขึ้นหรือเจ้าคะ?” บิดาหันมามองนาง“เมื่อคืนมีโจรปล้นขบวนสินค้าที่เดินทางผ่านถนนสายเหนือ เส้นทางนั้นไม่ปลอดภัยแล้ว เราคงต้องเปลี่ยนเส้นทาง” หัวใจของเยว่หนิงเต้นแรงขึ้นเล็กน้อยถนนสายเหนือ...เป็นเส้นทางที่พวกเขากำลังจะไป“กลับไปใช้ถนนสายเก่าที่ต้องผ่านหุบเขา”เยว่หนิงชะงัก"ข้าไม่อยากเดินทางผ่านหุบเขา”“เหตุใด?” ซูเหวินเซวียนถามนางกำชายเสื้อแน่น จะบอกได้อย่างไร? เพราะนางรู้สึกว่ามันอันตราย?“ข้าไม่อยากไปจริง ๆ” น้ำเสียงของนางจริงจังกว่าปกติมารดามองบุตรสาว ก่อนเอ่ยขึ้นเบา ๆ“ถ้าเยว่หนิงไม่สบายใจ เราหาทางอื่นไม่ได้หรือ?”“ถ้าเช่นนั้นอ้อมไปทางตะวันตก จะใช้เวลาเพิ่มอีกสามวัน แต่ถนนค่อนข้างปลอดภัย”“เช่นนั้นไปทางตะวันตกเถิดเจ้าค่ะ” สุดท้ายทุกคนจึงตกลงเดินทางไปทางตะวันตกขบวนรถม้าออกจากหมู่บ้านในช่วงสาย เยว่หนิง
“ไปพักผ่อนด้วยกันสักหน่อยก็ดี พวกเราไม่ได้ออกไปเที่ยวพร้อมหน้ากันมานานแล้ว” บิดาครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนพยักหน้า เยว่หนิงหลุบตาลง ซ่อนรอยยิ้มเล็ก ๆ เอาไว้ นางยังไม่รู้ว่าจะเปลี่ยนทุกอย่างได้หรือไม่ แต่สิ่งหนึ่งที่แน่ใจคือ คราวนี้ครอบครัวของนางจะไม่อยู่ที่จวนในวันที่นักฆ่าบุกมาคืนนั้น เยว่หนิงกลับห้องและเริ่มคิดถึงเส้นทางเดิมทีนางเคยคิดถึงเมืองชิงเหอเป็นตัวเลือกหนึ่ง เพราะเมืองนั้นอากาศดีและเหมาะกับการพักฟื้น แต่เพียงความคิดนั้นผุดขึ้นมา นางก็ปัดมันทิ้งทันทีชิงเหอ... ที่นั่นคือสถานที่ที่นางตาย ต่อให้คราวนี้ทุกอย่างเปลี่ยนไปแล้ว นางก็ไม่คิดเสี่ยงพาครอบครัวไปยังสถานที่ที่เต็มไปด้วยความทรงจำสุดท้ายของชีวิต ดังนั้น นางจึงเลือกเมืองเหอผิงแทนเมืองเล็ก ๆ ที่อยู่ห่างออกไปหลายวันทางรถม้า มีน้ำพุร้อนและอากาศเย็นสบาย ผู้คนไม่พลุกพล่านจนเกินไป ทั้งยังอยู่คนละทิศกับชิงเหอ เหมาะแก่การพักฟื้น และที่สำคัญ...ไม่เกี่ยวข้องกับเส้นทางที่นางเคยเดินในชีวิตก่อนนางหยิบกระดาษขึ้นมา เขียนเส้นทางคร่าว ๆ ลงไป นางไม่อาจรู้ได้ว่าเหตุการณ์ในอดีตเกิดขึ้นเพราะสิ่งใด แต่ตราบใดที่นางเปลี่ยนแปลงสิ่งต่าง ๆ ได้มากพอ
หลังกลับถึงจวน ซูเยว่หนิงก็ถูกมารดาพาไปนั่งพักทันที“แขนช้ำไปหมดแล้ว” มารดามองรอยแดงตรงท่อนแขนของนางแล้วขมวดคิ้ว“ข้าบอกแล้วว่าให้ระวัง เหตุใดจึงชอบทำให้คนอื่นเป็นห่วงอยู่เรื่อย”“ข้าก็ไม่ได้ตั้งใจเสียหน่อย” ซูเยว่หนิงตอบเสียงเบานางนั่งนิ่งขณะที่สาวใช้เข้ามาช่วยจัดการแผล ส่วนมารดายังคงบ่นอยู่ข้าง ๆ ไม่หยุด เสียงนั้นฟังดูธรรมดาเหลือเกิน ธรรมดาจนซูเยว่หนิงต้องก้มหน้าลงเพื่อซ่อนดวงตาที่เริ่มร้อนผ่าวนางคิดถึงมันมากเหลือเกิน“เจ็บหรือ?” มารดาถามเมื่อเห็นนางเงียบซูเยว่หนิงพยักหน้า เพื่อปกปิดความรู้สึกที่แท้จริง มารดามองนางอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะยื่นมือมาลูบศีรษะคืนนั้นซูเยว่หนิงนอนไม่หลับ นางนอนมองเพดานอยู่บนเตียง พลางลูบหน้าอกตัวเองเบา ๆ ความเจ็บจากคมมีดยังหลงเหลืออยู่ในความทรงจำ แม้ไม่มีบาดแผลแล้ว แต่บางครั้งเพียงหายใจแรงขึ้นเล็กน้อย หน้าอกก็จะรู้สึกเจ็บแปลบขึ้นมา ราวกับร่างกายยังจำได้ว่าครั้งหนึ่งมันเคยถูกทำร้ายอย่างไรอีกสองสัปดาห์นักฆ่าจะมา และอีกหนึ่งเดือนนางจะตาย ซูเยว่หนิงพลิกตัวไปมาอยู่พักใหญ่กว่าจะหลับลงได้เช้าวันรุ่งขึ้น นางถูกปลุกด้วยเสียงเอะอะจากด้านนอก“คุณหนู! คุณหนู!” เสีย
แสงสีทองพลันสว่างวาบขึ้นตรงหน้าซูเยว่หนิงรู้สึกราวกับร่างทั้งร่างกำลังลอยอยู่ท่ามกลางสายน้ำที่ไหลย้อนกลับ เสียงลม เสียงผู้คน และเสียงสายน้ำจากแดนวิญญาณค่อย ๆ เลือนหายไป เหลือเพียงความรู้สึกเบาหวิว ก่อนทุกอย่างจะหยุดลงในชั่วพริบตา“คุณหนู ระวังเจ้าค่ะ!” เสียงร้องตกใจดังขึ้น ซูเยว่หนิงลืมตาขึ้นทันทีสิ่งแรกที่เห็นคือโคมดอกไม้หลากสีซึ่งแขวนเรียงรายอยู่เหนือศีรษะ แสงอาทิตย์ลอดผ่านผ้าแพรสีสด เกิดเป็นเงาพร่างพราวบนพื้นถนน เสียงผู้คนพูดคุยกันดังอยู่รอบกาย เด็ก ๆ วิ่งถือโคมกระดาษไปตามถนน กลิ่นหอมของขนมอบลอยมาตามลมปะปนกับกลิ่นดอกไม้ซูเยว่หนิงกะพริบตาช้า ๆ นางมองไปรอบกายอย่างเลื่อนลอยเทศกาลบุปผา...หนึ่งเดือนก่อนวันที่นางตายหัวใจของซูเยว่หนิงเต้นแรงขึ้นทันที นางยกมือขึ้นแตะหน้าอกโดยไม่รู้ตัวไม่มีบาดแผลไม่มีเลือดแต่เพียงสัมผัสตรงตำแหน่งนั้น ความเจ็บปวดจากความทรงจำก็พลันแล่นวาบขึ้นมา คมมีดแทงทะลุร่าง ลมหายใจที่ขาดห้วง กลิ่นคาวเลือด แผ่นหลังที่กระแทกพื้นตรงหน้าผาซูเยว่หนิงหลับตาลง สูดหายใจเข้าลึก ๆ ทุกอย่างยังชัดเจนราวกับเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อครู่“คุณหนู?” เสียงเรียกข้างกายทำให้นางได้สติ ซูเยว
‘ซูเหวินเซวียน... คุณชายซู...’ เสียงกระซิบแผ่วเบาดังขึ้นท่ามกลางความเงียบสงบ‘เอ๊ะ! เฟินเอ๋อร์ เจ้าแน่ใจหรือว่าเป็นซูเหวินเซวียน? นี่... มิใช่ผู้หญิงหรือ?’‘นายหญิงให้พวกเราอยู่ในนี้เพื่อปกป้องคุณชายซูไม่ใช่หรือ หากนี่มิใช่คุณชายซูแล้วจะเป็นผู้ใดกันเล่า?’‘นี่คุณหนูซู ซูเยว่หนิงต่างหาก เจ้าโง่!’‘อ้าว...’ เสียงแรกเงียบไปครู่หนึ่ง ‘แล้วเช่นนี้ เรายังต้องช่วยนางหรือไม่?’‘ชะตาของคุณหนูซูกับคุณชายซูผูกพันกันแน่นหนา หากคนหนึ่งตกอยู่ในอันตราย อีกคนก็คงมิอาจปลอดภัยได้ ช่วยนางก็เท่ากับทำตามความตั้งใจของนายหญิง’‘ฟังดูมีเหตุผล’ เทียนเอ๋อร์เอ่ยขึ้นบ้าง ‘แต่พลังของข้าเหลือไม่มาก หากรักษานางจนหายดี ข้าคงพานางย้อนกลับไปได้เพียงวันสองวัน’‘ก็ไม่ต้องรักษาสิ’ เฟินเอ๋อร์เสนอทันทีเสี่ยวสือหันขวับ ‘ถ้าไม่รักษา กว่านางจะฟื้นตัวก็คงถึงวันที่ถูกฆ่าอีกครั้งพอดี’‘ข้าก็แค่เสนอความคิด’‘ความคิดโง่ ๆ’‘เจ้านี่ชอบว่าแต่คนอื่นจริง ๆ’‘พวกเจ้า...’ เทียนเอ๋อร์ถอนหายใจ ‘ไว้ค่อยเถียงกัน นางกำลังจะตื่นแล้ว’ เสียงของทั้งสามเงียบลงไม่นานนัก ขนตาของซูเยว่หนิงก็ขยับไหว นางค่อย ๆ ลืมตาขึ้น เหนือศีรษะคือท้องฟ้าสีฟ้าอ่อน
ตามที่ตกลงกันไว้ จิ่งอันมิได้เดินเคียงข้างนาง แต่รักษาระยะห่างเอาไว้ คอยติดตามอยู่เบื้องหลังอย่างเงียบ ๆ เส้นทางทอดยาวผ่านป่าเขา สายลมพัดยอดไม้ไหวเป็นระลอก แสงแดดลอดผ่านกิ่งไม้ลงมาเป็นเงาพร่างพราวบนพื้นดิน ทุกอย่างดูสงบสุข สงบเสียจนเยว่หนิงไม่ทันสังเกตว่า มีเงาร่างหลายสายกำลังเคลื่อนไหวอยู่ในความเงียบเมื่อออกจากเมืองชิงเหอมาได้ระยะหนึ่ง เยว่หนิงพลันรู้สึกถึงบางอย่างนางหยุดฝีเท้า สายตากวาดมองโดยรอบ“มีอะไรหรือ?” เสียงของจิ่งอันดังมาจากด้านหลัง“ข้าไม่รู้...เพียงรู้สึกว่าบรรยากาศแปลกไป”ทันใดนั้น เงาดำสายหนึ่งพลันพุ่งออกมาจากพงไม้“เยว่หนิง ระวัง!” จิ่งอันตะโกนขึ้นพร้อมพุ่งเข้ามาทุกอย่างเกิดขึ้นรวดเร็วจนแทบไม่มีเวลาให้ตั้งตัว เขาเข้าขวางเบื้องหน้านาง และเป็นฝ่ายรับการโจมตีนั้นแทน“จิ่งอัน!” เยว่หนิงร้องออกมาด้วยความตกใจจิ่งอันเซถอยไปสองสามก้าว แต่ยังคงฝืนยืนอยู่“ข้าไม่เป็นไร...เจ้ารีบไปเสีย”“ไม่! ข้าจะไม่ทิ้งเจ้าไว้ที่นี่!” เยว่หนิงส่ายหน้าเงาร่างของนักฆ่าปรากฏขึ้นอีกหลายคน พวกมันมิได้กล่าวสิ่งใด เพียงค่อย ๆ ขยับเข้ามา จิ่งอันกำกระบี่ในมือแน่น แม้เขาจะได้รับบาดเจ็บแล้ว แต่ยังคงยืน







