เข้าสู่ระบบเฟยหรานเป็นคนแรกที่ได้สติ หลังจากที่รู้ว่าผู้มีพระคุณของนางบอกว่าตนเองคือคุณหนูรองสกุลลู่ นางจึงเอ่ยถามด้วยความสงสัย “เจ้าไปทำอะไรให้คนผู้นั้นไม่พอใจหรือ เหตุใดเขาถึงต้องจ้างพวกเราไปสังหารเจ้าด้วย”
ลู่ฟางหนิงได้ยินคำถามของเฟยหราน นางจึงเผยรอยยิ้มเย็นยะเยือกออกมา เอ่ยตอบว่า “เขาไม่ได้ต้องการเอาชีวิตข้าหรอก เพียงแต่ต้องการให้พวกท่านสร้างสถานการณ์ก็เท่านั้น จริงหรือไม่เถ้าแก่หลี่…”
ประโยคหลังลู่ฟางหนิงหันไปมองหน้าเถ้าแก่หลี่ซึ่งตอนนี้ยังไม่หายตกตะลึงเพราะรับรู้สถานะที่แท้จริงของไร้เงา
“ใช่แล้ว คนผู้นั้นมิได้ต้องการเอาชีวิตของคุณหนูรองลู่”
“หากไม่ต้องการเอาชีวิต แล้วเหตุใดคนผู้นั้นถึงต้องมาจ้างพวกเราด้วยเล่า งานง่ายๆ เช่นนี้นักฆ่าฝีมือธรรมดายังสามารถจัดการได้สบายๆ”
เฟยหงเอ่ยถามด้วยความสงสัย พี่น้องสกุลเฟยที่เหลืออีกสามคนจึงพยักหน้าเห็นด้วย ในเมื่อคนผู้นั้นไม่ได้คิดจะจ้างพวกเขาไปสังหารคน แล้วเหตุใดต้องถ่อสังขารมาถึงหอชิงสุ่ยด้วยเล่า
ลู่ฟางหนิงได้ยินเช่นนั้นจึงเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าสีหน้ากลับแฝงไปด้วยความอาฆาตอยู่หลายส่วน “บุรุษผู้นั้นคือรุ่ยอ๋อง..”
“รุ่ยอ๋องอย่างนั้นหรือ!” พี่น้องสกุลเฟยเอ่ยขึ้นพร้อมกันด้วยความตกใจ รุ่ยอ๋องเป็นถึงเชื้อพระวงศ์ มารดามีตำแหน่งกุ้ยเฟย แล้วเขามีเหตุผลอันใดถึงต้องมาจ้างพวกเขาทำงานเช่นนี้กัน ทว่ายังไม่ทันที่พี่น้องสกุลเฟยจะได้สงสัยอะไรไปมากกว่านี้ ลู่ฟางหนิงจึงอธิบายต่อ
“รุ่ยอ๋องต้องการสานสัมพันธ์กับข้า เขาจึงอยากให้พวกท่านช่วยสร้างสถานการณ์ จากนั้นเขาจะกลายเป็นวีรบุรุษช่วยสาวงาม แน่นอนว่าถ้าเหตุการณ์เช่นนั้นเกิดขึ้นจริง ข้าจะต้องซาบซึ้งน้ำใจเขาเป็นอย่างมาก ต่อจากนั้นการสานสัมพันธ์ก็จะง่ายดายมากขึ้น”
ลู่ฟางหนิงอธิบายมาถึงจุดนี้ ทุกคนก็พอจะคาดเดาแผนการของรุ่ยอ๋องออก ทว่ายังมีสิ่งหนึ่งที่พวกเขาสงสัย เฟยหงผู้เป็นพี่ใหญ่จึงเอ่ยถามอีกครั้ง “แล้วเหตุใดต้องเป็นพวกเรา รุ่ยอ๋องเป็นถึงเชื้อพระวงศ์ เขาย่อมมีทหารอยู่ในมือ ใช้คนพวกนั้นจะไม่ดีกว่าหรือ”
ลู่ฟางหนิงรู้ว่าโจวหยางเทียนเป็นคนรอบคอบ เขาย่อมไม่ใช้คนของตนออกหน้าแน่ คนเหล่านั้นจะคอยกำจัดโจวหยางอวี้อยู่เบื้องหลังอย่างเงียบๆ ซึ่งนางจะไม่ยอมให้พวกเขาทำสำเร็จเด็ดขาด
“หากเขาใช้ทหารของตนแล้วข้าสืบทราบจนรู้ในภายหลัง นั่นย่อมไม่ใช่เรื่องดีสำหรับเขา ที่สำคัญข่าวลือที่ว่าข้าถูกเฟยหรานหลอกลวงและถูกทำร้ายจนได้รับบาดเจ็บหนัก เขาย่อมต้องใช้งานพวกท่านอยู่แล้ว เพราะอย่างไรเขาก็สามารถป้ายความผิดให้พวกท่านได้โดยที่ไม่มีหลักฐานสาวไปถึงตัวเขา แผนการนี้นับว่าแยบยลไร้ช่องโหว่”
“หึ! หากเขามีจุดประสงค์เช่นนั้น พวกข้าจะไม่ยอมรับงานนี้เด็ดขาด เถ้าแก่หลี่เจ้าไปปฏิเสธคนผู้นั้นเสีย” เฟยหงเอ่ยขึ้นด้วยความเดือดดาล พี่น้องสกุลเฟยคนอื่นๆ ก็มีอาการไม่ต่างกัน เห็นได้ชัดว่าบุรุษผู้นั้นคิดร้ายต่อลู่ฟางหนิง นางเป็นผู้มีพระคุณช่วยชีวิตเฟยหราน ดังนั้นพวกเขาจะไม่ยอมให้นางตกอยู่ภายใต้แผนการร้ายของบุรุษผู้นั้นเด็ดขาด
ทว่าลู่ฟางหนิงที่ได้ยินเฟยหงเอ่ยเช่นนั้นออกมากลับเอ่ยค้านทันที “พวกท่านต้องทำตามแผนการของรุ่ยอ๋อง”
“เหตุใดพวกเราต้องทำตามในเมื่อเขาคิดร้ายต่อเจ้า” เฟยเยว่พี่คนรองเอ่ยถามด้วยความไม่เข้าใจ คำถามของเขาทำให้คนอื่นๆ พลอยอยากรู้ไปด้วยว่าลู่ฟางหนิงคิดอะไรอยู่กันแน่ถึงได้ให้พวกเขาตกลงรับงานนี้
“ข้าอยากให้พวกท่านรับงานนี้ เพราะมีคนๆ หนึ่งที่ข้าต้องปกป้องเขาให้ได้…”
พี่น้องสกุลเฟยเห็นสีหน้าและแววตามุ่งมั่นของลู่ฟางหนิง พวกเขาจึงไม่เอ่ยถามสิ่งใดต่อ นอกจากพยักหน้าตกลง
ลู่ฟางหนิงเองก็จะใช้โอกาสนี้ในการช่วยเหลือโจวหยางอวี้ให้รอดพ้นจากความตายเช่นกัน ชาติก่อนเป็นนางที่พรากลมหายใจของเขาไป ชาตินี้นางจะชดใช้คืนจนกว่าชีวิตจะหาไม่
นางจดจำได้ว่าชาติก่อนหลังจากที่โจวหยางอวี้เข้ามาช่วยนางจากการถูกกลุ่มโจรดักซุ่มทำร้าย นักฆ่าของสกุลเซวียก็ใช้โอกาสที่เขากำลังต่อสู้อยู่กับกลุ่มโจรเหล่านั้นลงมือสังหารเขาด้วยธนูอาบยาพิษ ชาตินี้หากนางต้องการปกป้องเขา นางจะต้องมีแผนรับมือกับนักฆ่าเหล่านั้น
ส่วนพี่น้องสกุลเฟยหลังจากที่เขาทำงานนี้ให้โจวหยางเทียนเสร็จเรียบร้อย แน่นอนว่าหลังจากนั้นโจวหยางเทียนจะโยนความผิดทั้งหมดให้กับพวกเขา ไม่ว่าจะเป็นการลอบทำร้ายคุณหนูรองสกุลลู่ หรือแม้กระทั่งการลอบสังหารองค์รัชทายาทความผิดทั้งหมดนั้นจะเป็นของพี่น้องสกุลเฟย ทางการจะหมายหัวพี่น้องสกุลเฟยและตามล่าพวกเขาแทบพลิกแผ่นดินอย่างแน่นอน โจวหยางเทียนรู้ว่าพวกเขาอาศัยอยู่ที่หอชิงสุ่ยแห่งนี้ และคนชอบเอาหน้าสร้างผลงานด้วยกำลังของคนอื่นเช่นโจวหยางเทียนจะต้องชี้เบาะแสบอกกับทางการอย่างแน่นอน
ดังนั้นหลังจากงานนี้สำเร็จ พี่น้องสกุลเฟยจะไม่สามารถใช้หอชิงสุ่ยเป็นที่หลบซ่อนได้อีกต่อไป นางจะต้องจัดหาที่พักใหม่ให้กับพวกเขาก่อนที่เหตุการณ์เหล่านั้นจะเกิดขึ้น
เมื่อคิดเรื่องนี้ได้ ลู่ฟางหนิงจึงรีบกลับจวนเพื่อไปเตรียมแผนรับมือ อันดับแรกนางต้องจัดหาที่พักให้กับพี่น้องสกุลเฟยซึ่งในชาติก่อนนางเคยใช้ค่ายฝึกทหารของสกุลลู่เป็นสถานที่หลบซ่อนของพวกเขา ดังนั้นในชาตินี้นางจึงคิดจะใช้สถานที่แห่งนี้เช่นเดียวกัน
หลายวันถัดมา
ลู่ฟางหนิงตรงไปหาบิดาที่เรือนใหญ่ เพราะนางต้องเตรียมพร้อมก่อนที่โจวหยางเทียนจะลงมือ แม่ทัพลู่หนิงเหอกำลังสั่งการให้คนเตรียมเก็บข้าวของเพราะอีกไม่กี่วันข้างหน้า เขาและบุตรชายทั้งสองต้องออกเดินทางไปยังค่ายทหาร
ยามที่ได้ยินว่าบุตรสาวมาขอพบและเห็นว่าร่างกายของนางไม่มีรอยฟกชำแล้ว อีกทั้งสีหน้ายังดูสดใสมากขึ้นกว่าเดิม ความกังวลใจหลายวันที่ผ่านมาของแม่ทัพลู่ก็เริ่มเบาลง
“หนิงหนิง เจ้าเป็นอย่างไรบ้าง อาการดีขึ้นหรือยัง”
ยามที่เห็นว่าบิดาเอ่ยถามด้วยความห่วงใย ลู่ฟางหนิงจึงเผยรอยยิ้มอ่อนหวานออกมาแล้วเอ่ยว่า “อาการของลูกดีขึ้นแล้วเจ้าค่ะ ที่ข้ามาหาท่านพ่อวันนี้เพราะข้ามีเรื่องบางอย่างจะคุยกับท่านพ่อ”
“เจ้ามีอะไรจะคุยกับพ่ออย่างนั้นหรือ”
“ข้าขอไปค่ายทหารกับท่านพ่อได้หรือไม่เจ้าค่ะ”
“แต่เจ้าเพิ่งหายจากอาการบาดเจ็บ มารดาของเจ้าคงไม่อนุญาตอย่างแน่นอน” แม่ทัพลู่หนิงเหอรู้ดีว่าภรรยาของเขารักและเป็นห่วงบุตรสาวคนนี้มากขนาดไหน นางเพิ่งพบเจอเรื่องร้ายมา อีกทั้งร่างกายเพิ่งหายจากอาการบาดเจ็บ ไป๋เจียฮวาต้องไม่ยินยอมให้นางไปกับเขาแน่ๆ
ทว่ายามที่เห็นสายตาออดอ้อนของบุตรสาว แม่ทัพผู้แกร่งกล้าเช่นเขาก็ต้องใจอ่อนไปเสียทุกที “พ่อจะลองคุยกับแม่ของเจ้าดู แต่พ่อไม่รับรองนะว่านางจะให้เจ้าตามพ่อไปด้วย”
“เรื่องนั้นท่านพ่อไม่ต้องห่วงเจ้าค่ะ”
หลังสิ้นคำพูดนั้นลู่ฟางหนิงจึงขอตัวกลับ ทว่านางไม่ได้กลับเรือนของตนทันที แต่นางไปหามารดาเพราะต้องการขออนุญาตมารดาไปค่ายทหารกับบิดา
ลู่ฮูหยินได้ยินบุตรสาวบอกว่าอยากไปค่ายทหารกับสามี นางก็รีบปฏิเสธทันที ทว่าลู่ฟางหนิงกลับเอาเหตุการณ์ที่นางถูกทำร้ายมาเอ่ยอ้าง ว่าหากนางมีฝีมือในการต่อสู้ที่ดีกว่านี้ นางคงจัดการกับคนที่มาทำร้ายนางได้ อีกทั้งพี่ชายทั้งสองคนยังมาช่วยนางเกลี้ยกล่อมมารดา ในที่สุดลู่ฮูหยินก็ต้องใจอ่อนยอมให้บุตรสาวตามสามีไปยังค่ายทหารของสกุลลู่
วันถัดมา การประหารโจวหยางเทียนกับคนสกุลเซวียก็มาถึง พวกเขาถูกคุมตัวมายังลานประหาร โจวหยางเทียนถูกล่ามไว้ด้วยโซ่ตรวนเส้นใหญ่เดินนำอยู่ด้านหน้าของกลุ่มกบฏ ดวงตาคมกริบของเขาทอดมองไปด้านหน้าอย่างเลื่อนลอย แม้จะมีสายตานับพันคู่ของผู้คนที่มาร่วมชมการประหารจ้องมองมาด้วยความเกลียดชัง แต่กระนั้นเขาก็หาได้รับรู้ถึงสายตาของผู้คนเหล่านั้นอีกต่อไปเบื้องหลังของเขาคือสมาชิกตระกูลเซวีย เซวียกุ้ยเฟยในยามนี้อยู่ในอาการสงบ ไม่ได้คลุ้มคลั่งเฉกเช่นช่วงหลายวันที่ผ่านมา ยามนี้นางคล้ายว่าจะยอมรับความจริงที่เกิดขึ้นได้แล้ว ว่าอย่างไรก็คงหนีความตายไม่พ้น“เสด็จแม่ เป็นเพราะลูกไม่มีความสามารถมากพอจึงทำให้ทุกคนต้องมาพบกับจุดจบเช่นนี้”เซวียกุ้ยเฟยหันมองบุตรชายที่หลายวันมานี้แทบไม่เอ่ยอะไรออกมาเลย “เป็นแม่ที่ผิดเอง หากแม่ไม่มักใหญ่ใฝ่สูง หวังให้เจ้าครอบครองบัลลังก์ พวกเราก็คงไม่ต้องมีชีวิตเช่นนี้”หลายวันที่ถูกคุมขัง พวกนางสองแม่ลูกเริ่มจะตระหนักได้แล้วว่าหากพวกเขาไม่มีความคิดชั่วร้ายเสียก่อน พวกเขาก็คงไม่ต้องเดินทางมาพบกับจุดจบเช่นนี้ แต่อดีตไม่สามารถย้อนเวลากลับไปแก้ไขได้ ตอนนี้พวกเขากำลังจะได้รับผลกรรมที่เคยก
วันต่อมา โจวหยางเทียน เซวียกุ้ยเฟยและคนสกุลเซวียทุกคนถูกนำขึ้นกรงขังแล้วแห่ประจานไปรอบเมือง ชาวบ้านที่มุงดูต่างก็ขวางปาสิ่งของใส่และด่าทอไม่หยุดเซวียกุ้ยเฟยยอมรับความอัปยศในครั้งนี้ไม่ได้จึงสลบไปหลายรอบ ทว่านางก็ถูกน้ำอุจจาระปัสสาวะสาดใส่ให้ต้องฟื้นขึ้นมาพบกับความจริงอีกครั้งในขณะที่เซวียกุ้ยเฟยเสียสติไปแล้ว โจวหยางเทียนที่อยู่อีกกรงขังกลับนิ่งสงบจนทำให้คนมองไม่ออกว่าตอนนี้เขากำลังคิดอะไรอยู่ หลังจากที่แห่ประจานอยู่เช่นนี้ถึงสามวัน วันพรุ่งนี้ก็จะเป็นวันลงดาบประหารพวกเขาแล้วตกดึกคืนนั้น ลู่ฟางหนิงพร้อมกับโจวหยางอวี้ก็เข้ามาหาโจวหยางเทียนในกรงขัง โจวหยางอวี้รู้ว่าลู่ฟางหนิงอยากจะชำระแค้นที่ถูกโจวหยางเทียนหักหลัง เขาจึงถอยออกมาและปล่อยให้นางอยู่กับโจวหยางเทียนตามลำพัง“หากเกิดเรื่องอะไรเรียกข้าได้ตลอด”“องค์รัชทายาทไม่ต้องเป็นห่วงเพคะ หม่อมฉันมาวันนี้เพราะต้องการสะสางความแค้นกับรุ่ยอ๋องให้จบสิ้น”“เจ้าคงไม่คิดจะสังหารเขาใช่หรือไม่” โจวหยางอวี้เป็นห่วงลู่ฟางหนิง เขาไม่อยากให้มือของนางต้องแปดเปื้อนเลือดของผู้คน โดยเฉพาะเลือดของโจวหยางเทียนลู่ฟางหนิงยิ้มให้เขา จากนั้นจึงเอ่ยว่า “องค์รั
ลู่อวิ้นเหมยเมื่อได้ยินคำพูดนั้น ร่างกายก็แทบไร้เรี่ยงแรงทรงตัวไม่อยู่ เป็นเพราะเหตุผลนี้อย่างนั้นหรือ นางถึงไม่เคยได้รับความรักจากบิดาเลยสักครั้งเดียว ไม่เพียงแค่ลู่อวิ้นเหมยเท่านั้นที่ตกใจกับความจริงในเรื่องนี้ ลู่ฮูหยินรวมถึงบุตรชายบุตรสาวทั้งสามก็ตกใจไม่ต่างกัน“ท่านพี่เหตุใดถึงได้เอ่ยเช่นนี้ออกมา เรื่องทั้งหมดเป็นเช่นไรกันแน่เจ้าคะ” ลู่ฮูหยินมองสามีของตนด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยคำถาม แม้เขาจะรักนางมาก แต่เรื่องนี้เขาไม่เคยบอกนางมาก่อนนางรู้เพียงแค่ว่าเมื่อสิบเจ็ดปีก่อน ตอนที่สามีไปออกรบ เขากลับมาพร้อมกับสตรีนางหนึ่งซึ่งกำลังตั้งครรภ์ใกล้คลอดแล้ว ตอนนั้นหัวใจของนางแทบแตกสลายเป็นเสี่ยงๆ ไม่อาจยอมรับความจริงในเรื่องนี้ได้ อีกทั้งสามีก็ไม่คิดจะอธิบายอะไรให้นางฟัง นอกจากบอกว่าเขาจะแต่งตั้งจูเหิงเยว่ขึ้นเป็นภรรยารอง นางในยามนั้นเสียใจหนักมาก หากมิได้บุตรชายทั้งสองเข้ามาปลอบประโลม นางคงผ่านมาไม่ได้ ทว่าหลังจากที่สามีรับภรรยารองเข้าบ้าน แต่เขาก็ยังร่วมหลับนอนกับนางทุกคืน ไม่เคยย่างกรายไปเรือนหลังเล็กที่อยู่ท้ายจวนเลยเรื่องนี้แม้นางจะมีความสงสัย แต่นางก็ไม่กล้าถามสามีเพราะกลัวว่าจะทำให้สาม
เช้าวันใหม่มาเยือน กลิ่นโลหิตที่ลอยคละคลุ้งทั่ววังหลวงเมื่อคืนนี้ถูกชำระล้างไปจนหมด ทหารของสกุลลู่กับกองทัพเกราะดำของหนิงอ๋องสามารถเข้ามาควบคุมสถานการณ์ภายในได้ทัน คนในวังจึงรอดพ้นจากความตายไปอย่างหวุดหวิด ส่วนทหารของรุ่ยอ๋องนั้นถูกสังหารทิ้งในทันที ยามนี้ศพของพวกเขากำลังถูกลากออกไปทิ้งที่นอกเมืองหลวงเซวียกุ้ยเฟยไม่สามารถทำใจยอมรับเรื่องที่เกิดขึ้นได้ พระนางคลุ้มคลั่งอยู่ในคุก พร้อมกับอาละวาดด่าทอบุตรชายตั้งแต่เมื่อคืน จนกระทั่งตอนนี้น้ำเสียงแหบแห้งไปหมดแล้ว แต่พระนางก็ยังไม่คิดที่จะหยุดด่า“เจ้ามันไม่ได้เรื่อง ทำการใหญ่อะไรไม่เคยสำเร็จสักอย่าง ข้าไม่น่าคลอดคนไร้ประโยชน์เช่นเจ้าออกมาเลย เจ้ากำลังจะทำให้พวกเราทุกคนตาย เจ้ามันไร้ประโยชน์!”แม้ว่าเสียงต่อว่านั้นจะดังมากขนาดไหน แต่โจวหยางเทียนที่อยู่ในกรงขังอีกกรงกลับนิ่งสงบ ราวกับไม่ได้ยินคำพูดต่อว่าของเซวียกุ้ยเฟยผู้เป็นพระมารดาในตอนนี้เขาก็ยังยอมรับความจริงไม่ได้ เพราะไม่คิดว่าทุกอย่างจะลงเอยแบบนี้ นี่มิใช่สิ่งที่เขาคาดหวังเอาไว้ ดวงตาของเขาเลื่อนลอย มองไม่เห็นความหวังอีกต่อไป หนทางข้างหน้ามีเพียงความมืดมนที่รอเขาอยู่ ในตอนนั้น ขันที
ในขณะที่รุ่ยอ๋องกำลังจมปรักอยู่ในห้วงความทรงจำที่ไม่รู้ว่ามาจากไหน ลู่ฟางหนิงก็ยกดาบในมือขึ้นก่อนจะจ่อไปที่ลำคอของเขา โจวหยางเทียนไม่เข้าใจว่าเหตุใดนางถึงต้องการเอาชีวิตเขามากขนาดนี้ หรือว่าภาพความทรงจำที่ปรากฏให้เขาเห็นนั้นเคยเกิดขึ้นมาก่อน“ข้ากับเจ้าไม่เคยมีความแค้นต่อกัน เหตุใดเจ้าต้องการเอาชีวิตข้าด้วย” โจวหยางเทียนเอ่ยถามลู่ฟางหนิงด้วยความไม่เข้าใจลู่ฟางหนิงได้ยินคำพูดนั้น นางก็กดดาบลงบนลำคอของโจวหยางเทียนจนเลือดของอีกฝ่ายไหลซึมออกมา “ไม่เคยมีความแค้นอย่างนั้นหรือ ท่านอ๋องลองคิดดูให้ดีๆ ว่าเคยทำอะไรกับหม่อมฉันไว้บ้าง”“ข้ากับเจ้าไม่เคยรู้จักกันเป็นการส่วนตัวมาก่อน แล้วข้าจะทำให้เจ้าโกรธแค้นได้อย่างไร ความแค้นของเจ้า ข้าเกรงว่าคงจะสะสางผิดคนแล้วกระมัง”โจวหยางเทียนยังคงยืนกรานคำพูดเดิม แม้ก่อนหน้านี้เขาเคยวางแผนการร้ายเพราะต้องการดึงลู่ฟางหนิงกับสกุลลู่มาเป็นพวก แต่แผนการนั้นก็ไม่สำเร็จ และนางก็ไม่เคยล่วงรู้เรื่องเหล่านั้นมาก่อน นางคงไม่มีทางโกรธแค้นเขาเพราะเรื่องนี้แน่ๆ“หม่อมฉันไม่เคยลืมความแค้นนั้นลงเลยแม้เพียงชั่วอึดใจเดียว เป็นท่านที่หลอกใช้หม่อมฉัน หม่อมฉันไม่มีวันลืม!”โจ
เซวียกุ้ยเฟยกำลังนั่งจิบชาอยู่ในตำหนักอย่างอารมณ์ดี ราวกับว่าค่ำคืนนี้ไม่มีเรื่องอะไรเกิดขึ้น ด้านข้างยังมีนางกำนัลเข้ามาบีบนวดให้รู้สึกผ่อนคลาย ทว่าเสียงร้องโหยหวนที่ดังขึ้นทั่วทิศทางในวังหลวงช่างไม่เข้ากับบรรยากาศด้านในเอาเสียเลย“หม่อมฉันขอแสดงความยินดีกับกุ้ยเฟยด้วยเพคะ อีกไม่นานพระองค์จะกลายเป็นไทเฮาของแคว้นโจวแล้ว” นางกำนัลที่อยู่ข้างกายเซวียกุ้ยเฟยพูดประจบสอพลอไม่หยุดเซวียกุ้ยเฟยที่ได้ยินคำพูดเยินยอนั้นก็ยิ้มหน้าระรื่น พลางยกชาขึ้นมาจิบอย่างสบายอารมณ์ ทว่าพระนางมีความสุขได้ไม่นาน องครักษ์ของรุ่ยอ๋องก็วิ่งหน้าตาตื่นเข้ามาแล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ “กุ้ยเฟย ยามนี้ท่านอ๋องพลาดท่าแล้ว พวกเราต้องรีบหนีออกจากเมืองหลวงให้เร็วที่สุดพ่ะย่ะค่ะ”หลังจากได้รับรายงานนี้ เซวียกุ้ยเฟยที่กำลังนั่งรอฟังข่าวดีอยู่ในตำหนักถึงกับขว้างจอกชาลงพื้นด้วยความไม่พอใจ“เหตุใดถึงล้มเหลว มิใช่ว่าศึกในครั้งนี้ต้องเป็นพวกเราที่ได้รับชัยชนะมิใช่หรือ”เซวียกุ้ยเฟยโมโหมากที่บุตรชายทำการใหญ่ไม่สำเร็จ ทุกอย่างถูกเตรียมการมานานนับปี แต่โจวหยางเทียนกลับทำไม่สำเร็จ ช่างไม่เอาไหนเสียจริง!“กระหม่อมไม่มีเวลาอธิบาย
“เจ้าได้ยินเรื่องของพระชายารองรุ่ยอ๋องหรือไม่ เห็นว่าตอนนี้นางถูกส่งไปอยู่ยังสำนักชีที่ห่างไกลจากเมืองหลวงแล้ว”“ข้าเองก็ได้ยินข่าวนี้เช่นกัน ไม่คาดคิดว่านางจะทำร้ายสหายอย่างลู่ฟางหนิงได้ลงคอ”“นั่นนะสิ เมื่อก่อนข้าเห็นพวกนางสนิทสนมกันจะตายไป เหตุใดนางถึงได้คิดร้ายต่อลู่ฟางหนิงเช่นนี้”เสียงของเหล่
หลังจากที่โจวหยางเทียนรู้ว่าซูเยี่ยนหลิงไปอาละวาดที่งานเลี้ยงวันเกิดของลู่ฟางหนิง เขาก็บันดาลโทสะออกมา ก่อนจะตบดวงหน้าของนางไปหนึ่งฉาดด้วยความโมโหเพี๊ยะ!“เหตุใดเจ้าถึงทำอะไรไร้ความคิดเช่นนี้!”ซูเยี่ยนหลิงกุมดวงหน้าของตนซึ่งมีรอยแผลกรีดเป็นทางยาวเอาไว้ด้วยความเจ็บปวด แม้บาดแผลเหล่านี้จะสร้างความเ
“แล้วเจ้ารู้หรือไม่ว่าข้าเกลียดเจ้า และยิ่งเกลียดมากขึ้นที่รู้ว่าพระสวามีของข้าพึงใจในตัวเจ้า!” ซูเยี่ยนหลิงแผดเสียงดังลั่นออกมาด้วยความเดือดดาล ตอนนี้นางไม่สนใจแล้วว่าจะมีผู้ใดมาพบเห็นหรือไม่นางไม่ต้องการให้ลู่ฟางหนิงได้รุ่ยอ๋องไปครอบครอง เขาจะต้องเป็นพระสวามีของนางเพียงคนเดียวเท่านั้น!ลู่ฟางหนิ
ไม่นานงานเลี้ยงวันเกิดของลู่ฟางหนิงก็มาถึง โชคยังดีที่นางสลับตัวกับเฟยหรานได้ทันเวลา นางจึงไม่ถูกบิดาและพี่ชายทั้งสองจับได้ วันนี้ลู่ฟางหนิงถูกสาวใช้ประโคมเครื่องแต่งกายลงบนตัวของนางด้วยชุดที่งดงามที่สุด และเครื่องประดับที่มีราคาแพงที่สุด เพราะวันนี้นางจะต้องโดดเด่นที่สุดในงานในขณะที่ลู่ฟางหนิงกำล







