LOGIN"ไม่เอานะคะคุณแม่ ไม่เอานะสายป่าน จะบ้าแล้วหรือไง ให้พี่ใส่ชุดวาบหวิวขนาดนี้เนี่ยนะ"
"แล้วพี่จะใส่ชุดยัยป้าแก่ ๆ ไปพบแขกหรือไงล่ะพี่"
"พี่ก็ชอบแต่งตัวแบบนี้อยู่แล้ว แล้วจะเปลี่ยนสไตล์เพื่ออะไรล่ะ"
"พี่ ถ้าว่าที่เจ้าบ่าวเห็นสภาพพี่แล้วใครจะเอาล่ะ คิดสิคิด"
"งั้นหาชุดอื่นที่วาบหวิวน้อยกว่านี้หน่อย พี่ไม่ใช่เธอนะที่จะแต่งตัวแบบนี้แล้วทำตัวได้อย่างสบายใจ ถ้าพี่ให้เธอใส่ชุดของพี่บ้างเธอจะยอมไหม"
"เรื่องมากจริง ๆ เลย"
"งั้นก็เอาชุดที่มันไม่โป๊มากมาให้พี่"
"หนูไม่มีหรอกนะ ชุดแม่ชีแบบนั้นน่ะ"
"งั้นพี่จะใส่ชุดพี่ดีกว่า เดี๋ยวจะหาตัวที่ดีที่สุดก็แล้วกัน แม่อย่าบังคับเม็ดพลอยนะ ไม่งั้นเม็ดพลอยไม่แต่งแน่ค่ะ"
"งั้นก็รีบ ๆ หน่อยล่ะ ใกล้ได้เวลาแขกจะมาเยี่ยมแล้ว"
ลูกไม้เดินลงมานั่งรอแขก ก่อนที่แขกจะมาถึงหลังจากนั้นสิบนาที
"สวัสดีค่ะ ยินดีต้อนรับนะคะคุณนาย คนนี้หรือคะลูกชายของคุณหญิงที่จะให้แต่งงานกับลูกสาวของฉันน่ะค่ะ"
"ใช่ค่ะ มีอะไรหรือเปล่าคะ" หลังจากที่ชิดจันทร์เชิญแขกคนสำคัญนั่งลงกันแล้ว ทั้งสามแม่ลูกก็พากันมองว่าที่เจ้าบ่าวด้วยความแปลกใจ
"ลูกชายของคุณนายพิการหรือคะ ขอโทษนะคะที่เสียมารยาทถามไปแบบนั้น"
"เพิ่งกลับจากเมืองนอกได้ครึ่งปีเองค่ะ คิดว่าจะให้ไปสานต่อธุรกิจโรงแรมของครอบครัว แต่พอมาถึงไทยก็ดันมาประสบอุบัติเหตุก่อน ก็เลยเป็นแบบที่เห็นนี่แหละค่ะ"
"อ๋อ แล้วนี่เดินไม่ได้เลยหรือคะ"
"เดินได้ปกติค่ะ ร่างกายทุกอย่างปกติดี แต่เพราะตาบอดก็เลยต้องให้นั่งรถเข็นเอาน่ะค่ะ ถ้าออกมาข้างนอกที่ไม่ใช่บ้าน ลูกชายของฉันยังไม่ชิน"
"ตาบอด!" ทั้งสองแม่ลูกอุทานออกมาพร้อมกัน ยกเว้นเม็ดพลอยที่ได้แต่มองไปทางว่าที่เจ้าบ่าวด้วยความเห็นใจ
"ถ้าอยากจะยกเลิกการแต่งงาน ทางเราก็ไม่ขัดหรอกนะคะ เพราะคงไม่มีใครจะอยากแต่งงานกับคนตาบอดหรอกจริงไหม"
"ได้สิคะ แต่งได้ค่ะ ไม่มีปัญหาเลย จริงไหมจ๊ะเม็ดพลอย" ชิดจันทร์เอื้อมมือไปแตะหลังมือเล็ก แล้วทำท่าทีว่าให้กำลังใจ แต่กลับแอบจิกนิ้วไปที่หลังมือเล็กทันที
"ค่ะ…ได้ค่ะ ไม่มีปัญหาค่ะ" เม็ดพลอยรีบรับคำทันที เพราะแม่เลี้ยงของเธอเอาเล็บจิกที่หลังมือเธอจนเจ็บ
"แต่เพราะลูกชายของฉันเป็นแบบนี้ ก็มักจะหัวเสียบ่อย แถมมีอารมณ์รุนแรงด้วยนะคะ ถ้าลูกสาวคุณรับได้ก็โอเค"
"แหม…คุณนายคะ รับได้สิคะ ลูกสาวฉันตกลงปลงใจมาแล้ว คงไม่เปลี่ยนใจแล้วล่ะค่ะ"
"ดีเลยค่ะ แต่อย่ามาเปลี่ยนใจทีหลังนะคะ ไม่งั้นเงินค่าสินสอดที่ทางเราให้ไปจะต้องคืนฝ่ายเราเป็นสองเท่าค่ะ"
"คุณแม่คะ" เม็ดพลอยทำสีหน้ากังวลอย่างเห็นได้ชัด ในใจก็กังวลไปต่าง ๆ นานา แต่ดูเหมือนแม่เลี้ยงของเธอจะไม่ได้สนใจเลยสักนิดว่าเธอจะเป็นยังไง
"ไม่เปลี่ยนใจหรอกค่ะ ว่าแต่คุณผู้ชายไม่มาด้วยหรือคะ" ชิดจันทร์มองไปที่ร่างแกร่งของว่าที่ลูกเขยที่สวมหน้ากากอนามัยและสวมแว่นดำมิดชิดบนรถเข็นด้วยความเวทนาอยู่ในใจ
"ติดประชุมน่ะค่ะ ฉันก็เลยต้องมากับลูกแค่สองคน แต่ไม่ต้องห่วงเรื่องข้อตกลงหรอกนะคะ คุยกับใครก็เหมือนกัน ว่าแต่ทางคุณจะเรียกค่าสินสอดเท่าไหร่คะ"
"ก็ขอแบบสมน้ำสมเนื้อหน่อยนะคะ สักสามสิบล้านน่ะค่ะ"
"คุณแม่!" เม็ดพลอยหันไปมองดูแม่เลี้ยงของตัวเองด้วยความตกใจ ถึงจะรู้ว่าตระกูลนั้นร่ำรวยมหาศาล แต่ก็ไม่คิดว่าจะเรียกสินสอดมากมายขนาดนี้ "ถ้าเกิดว่าเม็ดพลอยไม่ไหวก็ต้องจ่ายหกสิบล้านเลยนะคะ"
เม็ดพลอยรีบกระซิบกระซาบมารดาทันที เงินขนาดนี้กะจะไม่ให้เธอปลีกตัวออกมาเลยสินะ
"เธอก็ต้องทนให้ได้สิ ท่องไว้นะ บ้านน่ะ บ้านหลังนี้ ถ้าเธอไม่ทำตามก็หาเงินสามสิบล้านมาให้ฉัน แล้วฉันจะยกบ้านหลังนี้ให้"
"เอ่อ...มีอะไรกันหรือเปล่าคะ"
"อ๋อ…พอดีลูกสาวบอกตกลงนะคะ ถ้าได้ค่าสินสอดตามที่ขอ"
"แค่สามสิบล้านบาทไม่มีปัญหาเลยค่ะ แต่ว่ามีข้อแม้นะคะ"
"ว่ามาเลยค่ะ"
"งานแต่งทุกอย่าง ฝ่ายเจ้าสาวต้องเป็นฝ่ายจัดการนะคะ เพราะเงินที่เราให้ไปก็มากพอสมควรแล้ว"
"โอ๊ยคุณนาย จะจัดให้ยุ่งยากทำไมคะ ขอแค่ค่าสินสอดกับจดทะเบียนสมรสก็พอค่ะ พอดีเป็นคำสั่งเสียของสามีฉันเอง เพราะฉะนั้นแต่จดทะเบียนก็พอแล้วล่ะค่ะ แต่ต้องจดทะเบียนสมรสนะคะ เพราะฉันจะได้แน่ใจว่าลูกสาวของฉันจะอยู่อย่างสุขสบาย ไม่โดนครอบครัวคุณนายทิ้งขว้างน่ะค่ะ " ชิดจันทร์รีบเอาคนที่เสียชีวิตมาอ้างเพื่อให้อีกฝ่ายเกรงใจ
"แบบนั้นก็ได้ค่ะ เพราะทางเราก็ไม่อยากให้มันเป็นข่าวใหญ่เหมือนกัน แล้วทางคุณสะดวกจะให้เจ้าสาวมาอยู่ที่บ้านของเราเมื่อไหร่คะ"
"สะดวกทุกเมื่อค่ะ ค่าสินสอดมา ตัวเจ้าสาวก็ไป"
"งั้นเดี๋ยวอีกสองวันทางเราจะมารับตัวเจ้าสาวไปนะคะ แล้วอีกสองวันเราจะมาพร้อมกับค่าสินสอดเป็นเงินสดสามสิบล้านบาทค่ะ"
"ขอบคุณมากนะคะที่สละเวลามาหาถึงนี่ ยังไงก็ฝากลูกสาวด้วยนะคะ"
"ทางนี้ก็เหมือนกันค่ะ ถ้าแต่งงานแล้วก็อย่าคิดว่าลูกชายของเราเป็นภาระเลยนะคะ"
"แหม ใครจะคิดแบบนั้นล่ะคะคุณนาย จริงไหมเม็ดพลอย"
"ค่ะ"
"งั้นทางเราขอตัวกลับเลยนะคะ อีกสองวันจะมาใหม่ค่ะ"
"ไม่อยู่ทานข้าวด้วยกันก่อนละคะ อาหารเราเตรียมไว้เยอะแยะเลย"
"ขอบคุณนะคะ แต่ไม่เป็นไรค่ะ พอดีมีธุระต้องไปต่อ ไว้โอกาสหน้านะคะ"
หลังจากแขกของบ้านขึ้นรถแล้ว ชายหนุ่มร่างสูงที่สวมแว่นอยู่ก็ถอดแว่นดำออกด้วยความหงุดหงิด
"ยัยป้าคนนั้นขายลูกกินชัด ๆ เลยนี่ครับแม่ จู่ ๆ ก็ติดต่อเรามาเพื่อจะยกลูกสาวให้ คิดว่าทางเราไม่กล้าปฏิเสธเพราะเป็นผู้มีพระคุณของคุณพ่องั้นสินะครับ"
"ทำไงได้ล่ะ อดทนไปก่อนเถอะ ทำตามแผนที่เราได้คุยกันไว้ เพราะพ่อของเด็กคนนั้นกับพ่อของลูกเป็นเพื่อนสนิทกันด้วย แม่เชื่อว่าไม่นานเด็กคนนั้นก็ทนอยู่บ้านเราไม่ไหวหรอกลูก"
"เงินแค่สามสิบล้านมันแค่เศษเงินของเราครับแม่ แต่ผมหงุดหงิดใจมากกว่าที่พวกเราอาจจะถูกมองว่าดูโง่ในสายตาของคนพวกนั้น"
"พอไม่มีสามีคุมกะลาหัวก็เลยเร่ขายลูกสาวเพื่อแลกเศษเงินไง ตระกูลนั้นคงตกต่ำไปมากเลยล่ะ แต่เราก็ต้องทำตามไปก่อน เพราะคุณทรงยศเป็นผู้มีพระคุณกับครอบครัวเรามาก ยังไงก็ทนไปก่อนนะลูก เดี๋ยวเด็กคนนั้นก็คงทนไม่ไหวเองแหละ"
"แต่จดทะเบียนนี่สิครับ ผมน่ะไม่อยากผูกมัดด้วยพันธะบ้า ๆ แบบนี้หรอกนะครับคุณแม่ ผมยังอยากใช้ชีวิตแบบอิสระ ไม่ใช่มาจดทะเบียนเพื่อผูกมัดอะไรกับใครแบบนี้"
"คนพวกนั้นคงคิดแผนสูง คงกะจะเอาสมบัติของตระกูลเราด้วยแน่ ๆ แต่ไม่แต่งงานแล้วคิดดูเถอะ พอเราบอกว่าให้ฝ่ายนั้นจัดงานแต่งเองก็รีบบอกไม่ต้องจัดทันที คงเพราะไม่อยากเสียเงินแม้แต่บาทเดียวล่ะสิ แค่คิดก็น่าสมเพชแล้ว แต่ไม่ต้องกังวลไปหรอก เชื่อเถอะว่าไม่เกินสองเดือน เด็กคนนั้นคงจะทนอยู่บ้านเราไม่ไหวแล้วเผ่นแนบไปเองนั่นแหละ"
"ขอให้มันจริงเถอะครับแม่ แถมยังต้องแสดงเป็นคนตาบอดอีก โคตรจะอึดอัดเลย"
"เราค่อยแก้ปัญหาไปทีละเรื่องแล้วกัน เพราะยังไงก็ทนได้ไม่เกินสองเดือนหรอก เต็มที่เดือนเดียวก็เหลือทน"
"ผู้หญิงอะไรก็ไม่รู้นะครับ จืดชืดไร้รสนิยมมาก แค่ผมเห็นแวบแรกก็ไม่อยากมองด้วยซ้ำ ไม่แปลกใจเลยที่ถูกมาจับคลุมถุงชน ถ้าเป็นเด็กอีกคนที่เป็นน้องสาวยังดูดีกว่าเยอะเลย แบบนั้นคงจะน่าสนุกบ้าง แต่ก็เอาเถอะครับ ผมจะหลับหูหลับตาทำ ๆ ไปก็แล้วกัน"
"ส่วนเรื่องจดทะเบียน ถ้าฝ่ายนั้นไม่ได้เร่ง ผมไม่จดนะครับ ปล่อยเลยตามเลยไปก็ยิ่งดี เพราะผมไม่อยากมีประวัติเสียแบบนั้นด้วย โดยเฉพาะกับผู้หญิงพรรค์นั้น"
"ตอนนี้ถ้าฝ่ายนั้นเรียกร้องอะไรมา เราก็ได้แค่ทำตามเท่านั้น แต่แค่ครั้งเดียวเท่านั้นแหละลูก เพราะถ้ามันเป็นคำขอของครอบครัวผู้มีพระคุณ เราก็ต้องทำตามน้ำไปก่อน เดี๋ยวพวกนั้นมันก็แพ้ภัยตัวเองเองนั่นแหละ"
"นี่มันเวรกรรมอะไรของผมกันนะ กลับมาเมืองไทยแค่ครึ่งปีก็ต้องโดนจับมาคลุมถุงชนแบบนี้ ดีนะที่ฝ่ายนั้นไม่ขอเรียกร้องให้จัดงานแต่งยิ่งใหญ่ ไม่งั้นผมได้อับอายขายขี้หน้าแน่"
"เพราะแม่รู้ไง แม่ถึงได้โยนให้ฝ่ายนั้นเป็นคนจัดงานะแต่งงานเองเพราะพวกขี้เหนียวแบบนั้นไม่มีทางยอมเสียเงินหลายล้านเพื่อจัดงานแต่งที่ใหญ่โตหรอก"
"ครับ ผมก็อยากให้มันถึงไว ๆ เหมือนกัน จะได้จบเรื่องเร็ว ๆ สักที"
"สวัสดีค่ะบอส สวัสดีค่ะคุณเม็ดพลอย" พนักงานในโรงแรมต่างก็พากันทักทายธามไทกับเม็ดพลอยเป็นระยะ ๆ เมื่อเห็นเจ้าของโรงแรมเดินเข้ามาในตัวอาคาร ส่วนเม็ดพลอยก็เกร็งเล็กน้อย เพราะวันนี้ถูกสามีสั่งแกมบังคับให้มาที่โรงแรมด้วย แถมวันนี้เธอก็ไม่มีสอนพิเศษก็เลยขัดเขาไม่ได้พอเข้ามาถึงห้องทำงาน เม็ดพลอยก็ถอนหายใจทันที เพราะเธอยังไม่ชินกับสายตาที่โดนจับจ้องตลอดเวลาแบบนั้น แถมทุกคนยังมองมาที่เธอกับสามีเป็นทางเดียวกัน"นี่ไง พี่ถึงบอกให้มากับพี่บ่อย ๆ หนูจะได้ชินไงครับ มาช่วงที่ทิชาไปเรียนก็ได้ ไม่จำเป็นต้องมาตลอดหรอก""นี่หนูต้องมาอีกกี่รอบคะถึงจะชินน่ะ แล้วเดี๋ยวสัปดาห์หน้าต้องไปงานเลี้ยงกับพี่อีก หนูจะไหวไหมนะพี่ธาม""พี่ไม่อยากฝืนใจนะ แต่พี่บังคับเลยล่ะเพราะพี่ไม่ยอมนะถ้าหนูไม่ไปด้วยเนี่ย มีเมียก็ต้องเอาเมียไปอวดสิครับ ยิ่งมีเมียน่ารัก ๆ แบบนี้ต้องทำให้คนอื่นอิจฉา""พี่ธามล่ะก็ ว่าแต่ช่วงบ่ายพี่ธามมีแพลนจะไปทานข้าวที่ไหนหรือเปล่าคะ""ไม่มีแพลนหรอก ว่าแต่ทำไมหรือครับ หรือว่าหนูอยากทานที่ไหนก็บอกพี่ได้นะ พี่ไปได้หมด""พอดีว่ามีร้านแถว ๆ โรงแรมของเราที่เคยเป็นร้านประจำของหนูกับน้ำตาลน่ะค่ะ หนูไม่ได้
เป็นครั้งแรกที่เธอได้เดินทางออกนอกประเทศแบบนี้ เนื่องจากสามีของเธอมีแพลนจะพักร้อนกะทันหัน พอหลังจากที่เปิดตัวเธอให้กับทุกคนได้รู้จักว่าเธอคือภรรยาของเขาไปได้ไม่ถึงสองสัปดาห์ เขาก็บอกว่าอยากจะพักร้อนแล้วพาครอบครัวไปเที่ยว ในทริปนี้เหมือนเป็นทริปครอบครัว เพราะมีทั้งบิดามารดาของเขา พี่ชายของเขา น้ำตาลเพื่อนสาวของเธอ ไทก้าและลูกสาวของเธอด้วยวันนี้ก็เข้าสู่วันที่สองของการมาเที่ยวที่ประเทศเวเนซุเอลา โดยได้จองที่พักในรัฐโบลิวาร์ ที่ใกล้กับน้ำตกเอนเจลที่จะไปกัน ทุกคนต่างก็เตรียมตัวเพื่อจะได้ไปชมน้ำตกที่สูงที่สุดในโลกที่มีความสูงเกือบหนึ่งกิโลเมตร"โอ้โห...สูงมากเลยครับแด๊ด น้ำตกมันอยู่สูงจนดูเหมือนเป็นก้อนเมฆเลยนะครับ" ทุกคนนั่งอยู่บนเรือของทางอุทยานที่มีบริการพาพายเรือไปตามแม่น้ำ เพื่อไปชมบริเวณฐานของน้ำตกเอนเจล พอมาถึงฐานน้ำตก พนักงานก็หยุดเรือไว้ตรงนั้นเพื่อให้นักท่องได้ชมความงามของน้ำตกที่นี่"ใช่แล้วไทก้า เพราะน้ำตกที่นี่มันสูงมากยังไงล่ะ สูงเกือบหนึ่งกิโลเมตรเลยนะ ก็ไม่แปลกที่หลานจะเห็นเป็นหมอก เพราะน้ำตกมันอยู่สูงมาก น้ำจากข้างบนที่ไหลลงมาจึงไม่ตกถึงพื้นหรือฐานที่เราอยู่ตรงนี้ เพราะน้
งานจัดเลี้ยงพนักงานในโรงแรมทั้งหมดหลายร้อยชีวิต ต่างก็พากันแต่งตัวจัดเต็มเพื่อฉลองส่งท้ายปีล่วงหน้า ธามไทปิดโรงแรมหนึ่งวันแล้วเลี้ยงพนักงานทุกคนอย่างเต็มที่ ไม่ว่าจะเป็นอาหาร ของว่าง เครื่องดื่มต่าง ๆ ก็จ้างเหมาจากร้านอาหารบุฟเฟต์ชื่อดังระดับประเทศมาเพื่อเลี้ยงต้อนรับพนักงานทุกคนที่ได้ทำงานกันมาอย่างเหน็ดเหนื่อยตลอดทั้งปีโดยทุ่มทุนไม่อั้น"งานเลี้ยงพนักงานของนายแต่ชวนพวกฉันมาด้วยนี่จะดีจริงหรือวะไอ้ธาม แบบนี้พวกฉันก็เหมือนคนนอกเลยนะ""อะไรกัน พวกนายหน้าบางด้วยหรือไง แล้วเพื่อนชวนจะกล้าปฏิเสธหรือวะ""ถ้าปฏิเสธแล้วฉันจะมายืนอยู่ที่นี่ไหม""แล้วนี่แฟน ๆ ของพวกนายไปไหนกันล่ะ""ก็นายเล่นนัดพวกฉันกะทันหันแบบนี้ แฟนพวกฉันจะว่างได้ยังไงวะ เล่นมาบอกเอาวันสุดท้ายก่อนจัดงานแบบนี้ พวกฉันมาได้ก็บุญแล้วว่ะ""ใช่ แล้วอีกอย่างนะ แกก็รู้ว่าผู้หญิงน่ะเรื่องมากจะตาย อย่างน้อยก็ต้องมีเวลาตัดชุดก่อนสักสามสี่วันน่ะ ให้ไปแบบเร่งรีบแบบนี้ไม่มีใครมากันหรอก""ทำไมไม่เหมือนเมียของฉันเลยวะ กินง่ายอยู่ง่าย เสื้อผ้าอะไรก็ใส่ได้หมด อย่าเหมารวมว่าผู้หญิงทุกคนจะเป็นแบบแฟนพวกแกนะโว้ย เมียของฉันน่ะไม่ใช่แบบนั้นเลยสักนิ
"นั่งเหม่ออะไรอยู่คนเดียวล่ะครับเมียพี่" ธามไทเข้าไปสวมกอดคนตัวเล็กจากทางด้านหลัง ที่ยืนมองไปยังสวนดอกไม้หน้าบ้านบนชั้นสองด้วยท่าทีเหม่อลอย"หนูคิดถึงทิชาจังเลยค่ะ ไปอยู่ที่บ้านคุณย่าตั้งสัปดาห์หนึ่งแล้ว เมื่อไหร่จะกลับมาก็ไม่รู้นะคะ""คงจะติดไทก้าตามเคยนั่นแหละ เห็นว่าไปวิ่งเล่นที่สนามเทนนิสทุกวันเลยล่ะ""แปลกนะคะที่ทิชาชอบเล่นเทนนิสมาก ชอบมาตั้งแต่จำความได้เลยมั้งคะ พอพาไปเดินร้านของเล่นก็คว้าแต่ลูกเทนนิสมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว จนถึงตอนที่พี่ธามเกิดอุบัติเหตุก็หยุดเล่นไปพักใหญ่ แต่ก็ดีแล้วล่ะค่ะที่กลับมาเล่นอีกครั้ง""พี่ว่าทิชาคงจะอยู่ที่บ้านคุณแม่พี่อีกนานแน่เลยล่ะ เพราะบ้านเราไม่มีสนามเทนนิสเหมือนที่บ้านโน้นด้วย""ก็พี่ธีร์เล่นลงทุนสร้างสนามเทนนิสให้ไทก้าขนาดนี้ ทุกคนดูจะถูกตามใจกันมากเลยนะคะเนี่ย ทั้งพี่ธีร์และก็พี่ธามด้วย คุณพ่อคุณแม่คงไม่มีใครกล้าขัดใจเลยใช่ไหมคะ""เจ้าไทก้าน่ะดูเหมือนจะนิสัยแย่มากนะ เพราะพี่กับพี่ธีร์ถึงจะโดนตามใจแต่ก็ไม่ได้พูดจาขวานผ่าซากแบบนั้น ดีนะที่โดนหนูปราบนิสัยได้จนอยู่หมัดตั้งแต่เด็ก เจ้าไทก้าจึงเปลี่ยนไปเป็นคนละคนเลย เดี๋ยวนี้กลายเป็นเด็กพูดเพราะสุภาพเรีย
"เดี๋ยวนะ...อย่าบอกนะว่าอาหารนี้ลูกก็ลงมือทำเองเลยเหรอ""ใช่ครับคุณแม่""นี่ลูกฝึกทำอาหารตั้งแต่เมื่อไหร่""ก็ตั้งแต่ที่ผมเริ่มหายจากอุบัติเหตุนั่นแหละครับ ผมแค่อยากจะทำทุกอย่างด้วยตัวเองเพื่อคนที่ผมรัก ผมก็เลยให้แม่บ้านช่วยสอนทำช่วงที่เม็ดพลอยออกไปสอนพิเศษข้างนอก ฝีมือก็ยังไม่เข้าขั้นหรอกนะครับแต่ผมก็ค่อย ๆ ฝึกทำจนเริ่มชำนาญแล้วล่ะครับ""นอกจากทำอาหารจัดโต๊ะอาหารแล้วยังทำอะไรอีกหรือเปล่าเนี่ย แม่ว่ามันหักโหมมากเกินไปไหม""ผมก็ทำแค่นี้แหละครับ" ธามไทโกหกมารดาไปเพราะกลัวว่าท่านจะเป็นห่วง "ส่วนที่เหลือก็เป็นงานของแม่บ้านครับ ผมก็ทำบางอย่างเท่าที่ผมอยากจะทำ แต่ผมก็ไม่ได้ทำทุกวันหรอกเพราะว่าวันไหนที่งานยุ่ง เม็ดพลอยก็เป็นคนทำเองครับ""อันนี้ก็เป็นฝีมือของพี่ธามนะคะ คุณแม่ลองทานดูค่ะ"บนโต๊ะอาหารที่บรรยากาศอึมครึมก่อนหน้านี้กลับคุกรุ่นไปด้วยกลิ่นอายของความอบอุ่นและความสุข เม็ดพลอยได้กลับมายิ้มอย่างเต็มที่อีกครั้งหลังจากที่เธอเครียดมานานเหลือเกิน กังวลมาตลอดว่าเธอจะสามารถเข้ากับมารดาของสามีได้หรือไม่ ซึ่งตอนนี้ทุกอย่างก็ลงตัวลง ใบหน้าใสก็ยิ้มออกมาอย่างเต็มที่ เป็นยิ้มแรกในรอบหลายปีที่เธอไม่
...หนึ่งปีก่อน..."พี่ธามคะ ที่พี่ธามบอกว่าคุณแม่จะมาทานอาหารที่บ้านของเรา เอ่อ...พรุ่งนี้แล้วนี่คะ ถึงจะเคยเจอหน้ากันตอนที่พี่ธามอยู่โรงพยาบาลก็เถอะ แต่หนูก็ยังไม่เคยได้คุยกันแบบเป็นทางการสักที แล้วหนูต้องทำยังไงบ้างคะ""ก็ไม่เห็นต้องทำอะไรนี่ครับ ก็ทำตัวตามปกตินั่นแหละ""ตามปกตินี่ยังไงคะ คุณแม่ของพี่เคยเกลียดหนูมากเลยนะ หนูไม่รู้ว่าจะต้องทำตัวยังไงเพื่อทำให้คุณแม่และครอบครัวของพี่พอใจดีค่ะ กลัวเหลือเกินว่าจะทำให้ท่านทั้งสองคนผิดหวัง""ตอนนี้มันไม่เหมือนแต่ก่อนแล้วนี่ครับ หนูไม่ต้องกังวลอะไรไปหรอก คุณแม่เข้าใจเรื่องทุกอย่างมาตั้งนานแล้วล่ะ ก็ตั้งแต่ที่พี่บอกความจริงเรื่องที่พี่มีลูกกับหนูตั้งแต่ที่หนูยังไม่ยอมรับในตัวพี่นั่นแหละ ตอนนั้นพวกเราก็ดูทิชาผ่านทางภาพถ่ายและวิดีโอมาตลอด""แต่ว่าหนู...""ไม่ต้องคิดมากนะครับคนดี คุณแม่พี่เข้าใจในตัวหนูทุกอย่างแล้วล่ะ เข้าใจว่าที่ผ่านมาหนูต้องเจอกับอะไรบ้าง ทั้งเรื่องที่แม่เลี้ยงและน้องสาวของหนูทำอะไรกับหนูไว้มากมาย แล้วก็สาเหตุที่ทำให้หนูต้องมาเจอกับครอบครัวพี่ คุณแม่ของพี่อยากจะคุยกับหนูด้วยตัวเองจริง ๆ นะครับ""แน่ใจนะคะว่าคุณแม่ของพี่จะไม่
ธามไทนอนสลบไสลอยู่ที่โรงพยาบาลเป็นเวลาห้าวันแล้ว แต่ก็ยังอยู่ในความดูแลของแพทย์ตลอดเวลา เม็ดพลอยก็นั่งเฝ้ารออยู่ที่หน้าห้องของเขาทุกวันตั้งแต่เช้าถึงเย็นเพื่อรอฟังข่าวดี เธอยังไม่สามารถเข้าไปเยี่ยมคนป่วยได้เลย เพราะยังต้องอยู่ในความดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิดเม็ดพลอยได้แต่เฝ้าภาวนาขอพรจากผู้เป็นเจ้าใ
หนึ่งเดือนหลังจากที่ธามไทได้มอบโฉนดบ้านให้กับเม็ดพลอย เธอก็พาทิชาย้ายมาอยู่ที่บ้านของตัวเองอีกครั้ง บ้านที่เธออาศัยมาตั้งแต่จำความได้จนโต บ้านที่มีแต่เรื่องราวความทรงมากมายระหว่างเธอกับบิดาเม็ดพลอยเงยหน้ามองดูบ้านหลังใหญ่อีกครั้งพร้อมกับซึมซับความรู้สึกและไออุ่นของบ้านที่เธอเคยอยู่ไว้ในใจ เพื่อให้
"มันพูดยากจัง แต่ว่าเดี๋ยวเดือนหน้าฉันจะต้องย้ายออกจากที่นี่แล้วล่ะ ฉันคงไม่ได้อยู่ที่หอพักนี่อีกแล้ว""ทำไมล่ะ? ถ้าเธอไม่ได้อยู่ที่หอพักนี้แล้วเธอจะไปอยู่ที่ไหน ก็เธอต้องทำงานที่โรงแรมนี่ แถมยังได้เป็นหัวหน้าแล้วด้วย ถ้าเธอย้ายไปอยู่ที่อื่นแล้วเธอจะไปอยู่ที่ไหน แล้วจะเดินทางมาทำงานลำบากหรือเปล่า แ
"น้ำตาล เธอส่งอะไรมาให้อีกแล้วเนี่ย เธอรู้ไหมว่าของเล่นของทิชาเต็มห้องจนไม่มีที่เก็บแล้วนะ รู้นะว่ารักลูกน่ะ แต่ก็เพลา ๆ มือหน่อย ไม่ใช่ว่าลูกอยากได้อะไรก็ซื้อให้หมด""ไม่เห็นเป็นไรเลยนี่ แล้วเดี๋ยวพรุ่งนี้เสื้อผ้าจะตามไปอีกหนึ่งลังนะ""เสื้อผ้าอีกแล้ว เยอะขนาดนั้นเลยหรือน้ำตาล แล้วเธอเล่นซื้อแต่ขอ







