เข้าสู่ระบบกาลเวลาสามวันผ่านไปไวราวโกหก ความเจ็บปวดในกายยังหลงเหลือเป็นเงาบางๆ แต่แววตาของโหลวหรานกลับไม่ใช่หญิงอ่อนแอผู้นั้นอีกต่อไป ร่างผอมบางใบหน้าซีดขาวเพราะเสียเลือด หมอสุ่ยจัดเทียบยาไม่หยุดหย่อน
ยามเช้าแสงแดดลอดผ่านช่องหน้าต่างไม้เก่า นางนอนบิดขี้เกียจอยู่บนแท่นไม้ ทอดสายตามองเพดานที่มีรอยแตกร้าว คล้ายกำลังคำนวณบางอย่างในใจ
มุมปากยกขึ้นช้าๆ
“ระบบ…” เสียงนางเอื่อยเฉื่อยแต่แฝงประกายคม
“หลายวันมานี้ข้ามานอนคิดดูแล้วนะอยากเปิดตัวให้เว่อร์วังในวังหลวง เจ้าคิดว่าข้าควรกลับเข้าไปแบบใด ถึงจะตบหน้าคนทั้งวังให้เจ็บแสบที่สุด”
เสียงใสเย็นของระบบดังขึ้นในห้วงจิต
“เจ็บแสบหรือเจ้าคะ” ระบบทำท่าครุ่นคิด
“ข้าอยากมีเงินเยอะๆ เอาไว้ฟาดหัวคนพวกนั้น เจ้ามีให้หรือไม่”
ระบบตอบทันควัน
“ยืนยันระบบแลกเปลี่ยน ท่านเคยเป็นคุณหนูผู้มั่งคั่งในโลกเดิม ทรัพย์สินสามารถแปลงค่าเป็นทองคำแท่ง เงิน และอัญมณีในโลกนี้ได้ทันที ต้องการเปิดใช้งานหรือไม่ หากท่านเปิดใช้งานในครั้งแรกเราจะยกเลิกค่าธรรมเนียมแรกเข้า”
ดวงตาโหลวหรานเป็นประกายราวดาวต้องแสง ก็ที่นั่นโหลวหรานคือคุณหนูผู้ร่ำรวยและเอาแต่ใจ นอนอยู่ดีมาอยู่นี่ได้อย่างไรก่อน
“เอาๆๆๆ เปิดทั้งหมดข้าตายจากโลกนั่นแล้วนี่เอามาใช้ซื้อความสบายก็ไม่เสียหลาย”
ในชั่วพริบตา หีบไม้หลายใบปรากฏขึ้นในห้อง เสียงโลหะกระทบกันเบาๆ เมื่อฝาเปิดออก เผยให้เห็นทองคำแท่งเรียงแน่น อัญมณีส่องประกายระยับราวท้องฟ้ายามค่ำคืน
“ของเขาดีจริงๆ” โหลวหรานยิ้มดวงตาแวววาว
ชิงอี้ที่ยืนอยู่เดินเข้ามาในห้องพอดี อ้าปากค้าง
“กุ้ยเฟย… นี่มัน…มะมะมาได้อย่างไร”
โหลวหรานยิ้มอย่างผู้กุมชะตาไว้ในมือ
“ความลับเจ้าอย่ารู้เลย เอาล่ะเรามาวางแผนกัน ตั้งแต่พรุ่งนี้ จ้างช่างตัดเย็บชุดใหม่ทั้งหมด เอาผ้าไหมหิมะจากเจียงหนาน ปักหงส์เก้าตัวด้วยดิ้นทอง เอาผ้าลายเมฆมงคลที่เขาพูดกันว่าเป็นผ้าที่คนสูงศักดิ์ชอบใส่ เครื่องประดับใช้หยกขาวชั้นเลิศ ข้าจะเข้าเมืองหลวงให้คนทั้งถนนต้องหยุดหายใจ”
นางเดินไปลูบทองคำเบาๆ
“จัดขบวนเกี้ยวแปดคนหาม ใช้ม้าเผือกสี่ตัวนำหน้า โปรยเหรียญเงินตลอดทางประกาศออกไป ใครก้มเก็บคือคนของข้า”
ระบบเสริมขึ้น
“แนะนำเพิ่ม มอบสินน้ำใจล่วงหน้าให้ทหารยามและหัวหน้าขันทีประตูวัง และนางกำนัลใหญ่ในแต่ละตำหนัก อัตราความภักดีจะเพิ่มขึ้น 63%ทันที”
“ข้าไม่รอช้าอยู่แล้ว”
โหลวหรานหัวเราะอีกครั้ง คราวนี้เสียงหวานแต่แฝงคมมีด
“พวกเขาเคยหัวเราะตอนข้าออกมาจากวังหลวงใช่หรือไม่… คราวนี้ข้าจะให้ทั้งวังยืนเรียงแถวต้อนรับ ข้าจะหว่านเงินให้ทั่ววังดีไหม”
“เกมเริ่มแล้ว ชิงอี้เจ้าคือนางกำนัลที่คอยถือกระเป๋าให้ข้าจำไว้”
และคราวนี้ โหลวหรานจะไม่ใช่เหยื่ออีกต่อไป แต่จะเป็นผู้กำหนดหมากกระดานนี้เองทั้งหมด
“เกี้ยวมาถึงแล้วเจ้าค่ะกุ้ยเฟย…”
เสียงชิงอี้สั่นน้อยๆ ไม่ใช่เพราะหวาดกลัว แต่เพราะตื่นตะลึงกับภาพตรงหน้า
โหลวหรานยืนอยู่ใต้ชายคาเรือนตระกูลหลิว แสงอาทิตย์ยามสายทอดลงบนร่างบางในชุดผ้าไหมจากเจียงหนาน ผืนผ้าสีแดงเข้มดุจเปลวเพลิง ปักลายหงส์เก้าตัวแผ่ปีกสง่างาม ขลิบขาวดุจหิมะแรกฤดูหนาว เส้นดิ้นทองสะท้อนแสงระยับราวจะทิ่มแทงสายตาผู้มอง
ข้อแขนทั้งสองข้างประดับกำไลหยกขาวสะอาด แหวนหยกประดับพลอยสีแดงที่นิ้วชี้และนิ้วกลางวาววับอย่างผู้มีอำนาจ ทุกก้าวที่นางขยับ ชายกระโปรงยาวพลิ้วไหวเหมือนคลื่นไฟที่กำลังลุกโชนอย่างสงบ
ชิงอี้เผลอกลืนน้ำลาย
วันนี้กุ้ยเฟยมิใช่สตรีผู้ถูกขับไล่
แต่คือสตรีผู้กลับมาทวงบัลลังก์แห่งศักดิ์ศรี นายของชิงอี้เปลี่ยนไปแล้ว
“ข้าสวยหรือยัง” ชิงอี้รีบเขามาพยุง
“กุ้ยเฟยงดงามที่สุดอยู่แล้ว เจ้าค่ะข้าน้อยแปลกใจว่าทำไมฝ่าบาทจึงต้องชายตามองคนอื่นได้อีก” โหลวหรานยิ้มมุมปาก
“ต่อไปแม้อยากจะร่วมแท่นนอนกับข้าใจจะขาดเขาก็ไม่ได้รับโอกาสนั้น”
หน้าประตูเรือน ม้าขาวแปดตัวเรียงรายอย่างพร้อมเพรียง ขนเงางาม ดวงตาคมกริบ อานม้าประดับผ้าปักดิ้นทอง ขบวนเกี้ยวแปดคนหามตั้งตระหง่าน เสาเกี้ยวแกะสลักลายเมฆมงคล ทอแสงสะท้อนแสงแดด
ด้านหลัง ขบวนรถม้าขนหีบไม้สิบกว่าคันแน่นเอี้ยด หีบทุกใบผูกผ้าแดงปักตราหงส์ และมีอักษรคำว่าหลิน…ทรัพย์สินของโหลวหรานที่จะเข้าไปสั่นสะเทือนวังหลวง
ข้างเกี้ยวมีบุรุษสองคนยืนสงบนิ่ง เสื้อคลุมสีดำเรียบไร้ลวดลาย แต่แววตาคมเย็นดั่งคมกระบี่
ท่านหมอสุ่ยประสานมือกล่าวเสียงเรียบ
“ข้าทำตามที่กุ้ยเฟยต้องการแล้ว ข้าคัดสรรคนตามที่ท่านบอกมา ยอดฝีมือสองคนนี้ คนหนึ่งชื่ออวิ๋นเช่อ อีกคนชื่อหานอี้ ทั้งสองจะอารักขาท่าน ไม่ให้ผู้ใดเข้าใกล้เกินหนึ่งจั้งได้โดยง่าย”
อวิ๋นเช่อโค้งกายเล็กน้อย ดวงตานิ่งราวผืนน้ำลึก
หานอี้เพียงพยักหน้าเบาๆ แต่รังสีคมกริบแผ่ออกมาโดยไม่ต้องเอ่ยคำ
หมอสุ่ยกล่าวต่อ
“โหลวหรานเจ้าจะต้องมีคนคอยปกป้องมากหน่อย ส่วนสาวใช้คนใหม่ นามว่า เหลียนซู นางเป็นบุตรสาวอดีตขุนนางฝ่ายตรวจการ ถูกใส่ร้ายจนตระกูลล่มสลาย นิสัยรักความถูกต้อง ฝีปากล้า ไม่เกรงกลัวผู้ใด แม้กระทั่งความตาย ข้าเล่าเรื่องของเจ้าให้นางฟังคร่าวๆ นางอาสาเข้าวังพร้อมเจ้า”
เสียงฝีเท้าดังรัว
หยิงนางหนึ่งในชุดเรียบสีเขียวเข้มก้าวออกมา ใบหน้าเรียบนิ่ง ดวงตาแน่วแน่ราวเปลวไฟ
“คารวะกุ้ยเฟยเจ้าค่ะ หากผู้ใดกล้าดูหมิ่นท่าน เหลียนซูจะเป็นผู้ตอบแทนให้เอง”
โหลวหรานเลิกคิ้วเล็กน้อย มุมปากยกขึ้นอย่างพอใจ
“ดี… ข้าชอบคนที่ไม่กลัวตาย แต่จงจำไว้ ชีวิตของเจ้าไม่ได้มีไว้ตายแทนข้า มีไว้ยืนข้างข้าแล้วหัวเราะใส่หน้าศัตรู”
เหลียนซูยิ้มมุมปาก
“เจ้าค่ะ”
สายลมพัดชายแขนเสื้อแดงของโหลวหรานพลิ้วไหว นางกวาดสายตามองขบวนทั้งหมด ตั้งแต่ม้าขาวจนถึงหีบทองคำ
ภาพนี้… คือคำตอบของคำดูหมิ่นทั้งหมดในอดีต
“ท่านหมอ” นางเอ่ยเสียงเรียบ
“ครั้งนี้ข้าจะกลับเข้าไปในวังหลวง มิใช่เพื่อร้องไห้ แต่เพื่อทวงคืนความเป็นธรรม จำไว้ว่าอย่าบอกใครว่าข้าเสียลูกไปแล้ว”
หมอสุ่ยถอนใจเบาๆ
“ข้ารู้…ข้ารู้ แต่โหลวหราน เจ้าไม่เข้าไปได้ไหมอยู่ที่นี่ พี่ซือกวานจะดูแลเจ้าเองก่อนนั้นไม่มี ตำแหน่งกุ้ยเฟยเราสองคน ตกปลายิ่งไก่ป่าลำพังข้ารักษาคนก็พอเลี้ยงเจ้าได้สบายๆ” โหลวหรานยิ้ม
“ขอบคุณท่านนะแต่ข้า….. มีเป้าหมายชัดเจนให้ข้าได้ลอง” สุ่ยซือกวานถอนหายใจ
“เชิญท่านกุ้ยเฟย”
ชิงอี้กับเหลียนซูเข้ามาพยุงร่างบางขึ้นเกี้ยวอย่างระมัดระวัง ภายในเกี้ยวบุผ้าไหมสีขาวสะอาด กลิ่นหอมจางๆ ของไม้จันทน์ลอยอวล
ก่อนม่านเกี้ยวจะปิดลง สุ่ยซือกวานถอนหายใจ
“เคลื่อนเกี๊ยว …เข้าเมืองหลวง” โหลวหรานเอ่ยดังๆ
"ใช่แล้ว แม้จำแม่นจริงๆ ท่านหมอท่านผู้นั้นอยู่ที่แคว้นฉู่ ตอนที่ข้าไปอาศัยอยู่กับท่านป้าที่เมืองอวิ๋นโจว ข้าเคยมีวาสนาได้พบเขา ท่านอาจารย์เก่งกาจมาก ทั้งวิชาแพทย์ ค่ายกล และวิชาอื่นๆ อีกมากมาย"สุ่ยซือกวานยกมือขึ้นห้ามทันที "พอแล้วขอรับ ไม่ต้องอ้างแล้วพูดรอบที่ร้อยจนข้าเองจะท่องได้อยู่แล้ว"โหลวหรานกะพริบตาปริบๆ "แหมก็ข้าภูมิใจในตัวอาจารย์ของข้านี่” ""ข้ารู้แล้วว่าปรมาจารย์ของท่านเก่งที่สุด เก่งจนสามารถสอนคุณหนูหลิวให้ทำเรื่องที่คนธรรมดาทำไม่ได้ แถมยังสร้างทหารดินเหนียวขึ้นมาเดินได้อีกด้วย"โหลวหรานยิ้มกว้างขึ้น “ฮ่าาาาเห้นไหมล่ะข้าบอกแล้วไม่เชื่อ”"ไม่เชื่อก็ไม่ได้แล้วขอรับ ข้าเห็นมากับตาตัวเองตั้งกี่ครั้ง” สุ่ยซือกวานตอบหน้าตาย"เขามองทหารดินเหนียวที่กำลังแบกไม้และก้อนหินอยู่ไม่ไกล ก่อนหันกลับมามองโหลวหราน"แต่ข้ามีคำถาม เหตุใดปรมาจารย์ของท่านจึงสอนแต่เรื่องประหลาดๆ ให้ท่าน"โหลวหรานนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนยิ้มอย่างภูมิใจ "เพราะท่านอาจารย์บอกว่าข้ามีพรสวรรค์เจ้าค่ะ"สุ่ยซือกวานถึงกับหลุดหัวเราะ"ข้าว่าอาจารย์ของท่านคงมีพรสวรรค์ด้านการสรรหาคนที่ทำเรื่องปวดหัวให้ข้ามากกว่า"หานอี้ที่
หยางหวางพยักหน้า ก่อนหันไปมองสามนักโทษที่ถูกทหารดินเหนียวควบคุมตัวอยู่ สายตาของเขาหยุดอยู่ที่หลี่เหวินหานนานเป็นพิเศษ ก่อนกล่าวอย่างเย็นเยียบ "นำตัวทั้งสามคนกลับไป คุมขังแยกกัน ห้ามผู้ใดเข้าใกล้โดยไม่ได้รับอนุญาต"ทหารดินเหนียวก้มศีรษะพร้อมกัน"รับคำสั่งไท่จือ"หลี่เหวินหานกัดฟันแน่น มองหยางหวางด้วยแววตาเคียดแค้น ขณะที่มู่เยว่เฉินยังคงนิ่งเงียบ ส่วนหลิวโยวเฉวียนกลับเหลือบมองไปยังโหลวหรานที่กำลังยืนอยู่ไม่ไกล ดวงตาของเขาวูบไหวเพียงชั่วครู่ ก่อนถูกทหารดินเหนียวพาตัวออกไปพร้อมกับอีกสองคนสนามรบที่เคยเต็มไปด้วยเลือดและเสียงสังหาร บัดนี้เหลือเพียงทหารนับพันที่คุกเข่าอยู่ต่อหน้าธงราชวงศ์ และในวันนั้นเอง อำนาจที่เคยถูกยึดครองด้วยหยกก็สิ้นสุดลงอย่างแท้จริงหลังจากสนามรบสงบลง หลิวโยว่เยว่ก็ไม่รอช้า รีบจัดขบวนเดินทางไปรับฮ่องเต้หยางเทียนและฮองเฮากลับคืนสู่วังหลวงทันที แม้พระราชวังจะได้รับความเสียหายอย่างหนักจากการต่อสู้ แต่ถึงอย่างไรก็ยังเป็นสถานที่ที่ทั้งสองพระองค์ควรเสด็จกลับไปประทับอีกครั้ง อวิ๋นเซ่อและหานอี้ได้รับคำสั่งให้นำกำลังส่วนหนึ่งติดตามไปอารักขาตลอดเส้นทาง ทั้งสองตรวจตราบริเวณโดยรอ
ทันใดนั้น หยกทั้งสี่ชิ้นที่ตกอยู่บนพื้นพลันเปล่งแสงสีแดงสว่างจ้าไปทั่วบริเวณ แสงนั้นรุนแรงจนกลบแม้กระทั่งเปลวไฟและควันดำของสนามรบ เสียงครืดคราดดังออกมาจากตัวหยกราวกับมีบางสิ่งกำลังตื่นขึ้น พลังสีแดงเริ่มหมุนวนรอบหยกอย่างบ้าคลั่ง ก่อนจะแผ่ขยายออกไปเป็นวงกว้างจนพื้นดินใต้เท้าสั่นสะเทือนระบบที่ลอยอยู่ข้างโหลวหรานพลันหน้าซีดเผือด "แย่แล้วเจ้าค่ะนายหญิง” โหลวหรานกำระเบิดในมือแน่น "อะไรอีก" ระบบรีบชี้ไปยังหยกด้วยอุ้งเท้าที่สั่นเทา "หยกมันรู้แล้วเจ้าค่ะว่าท่านกำลังจะทำลายมัน" แสงสีแดงยิ่งทวีความรุนแรงและเจิดจ้าขึ้นเรื่อยๆ ราวกับหยกมีเจตจำนงของตัวเอง กระแสพลังทำลายล้างพุ่งออกจากศูนย์กลางเป็นระลอกๆ กวาดผ่านพื้นดินจนหินแตกกระจาย อาวุธที่ตกอยู่บนพื้นถูกบดขยี้ในพริบตา ต้นไม้โดยรอบหักโค่นลงราวกับถูกพายุที่มองไม่เห็นซัดเข้าใส่"มันกำลังทำอะไร!" โหลวหรานตะโกน ระบบตอบด้วยเสียงสั่น "มันกำลังปลดปล่อยพลังทั้งหมดเจ้าค่ะ มันรู้ว่าถ้าท่านทำลายมัน พลังของมันจะหายไปทั้งหมด เพราะฉะนั้นก่อนที่จะถูกทำลาย มันจึงตั้งใจจะกวาดล้างทุกสิ่งที่อยู่รอบตัว" โหลวหรานหันมองไปรอบๆ เห็นหยางหวาง หลิวโยว่เยว่ เฉินเจิ้งกั
แสงสีทองจากเทเลพอร์ตดับวูบลงกลางสนามรบ ร่างของโหลวหรานปรากฏขึ้นท่ามกลางควันและเศษดินที่ยังปลิวอยู่ในอากาศ ทันทีที่เท้าของนางแตะพื้น หยางหวางและคนอื่นๆ ต่างตกตะลึง “ข้าตาไม่ฝาดใช่ไหมนั่นคุณหนูโหลวหรานนี่” เฉินเจิ้งกั๋วพูดขึ้นดัง แต่ไม่ทันจะได้พูดอะไรต่อ สายตาของโหลวหรานก็จับจ้องไปยังมู่เยว่เฉินที่ยืนอยู่ไม่ไกล เขากำหยกทั้งสี่ชิ้นที่หลอมรวมกันเอาไว้แน่น แสงสีแดงยังคงไหลเวียนอยู่รอบตัวเขา ขณะที่หลิวโยวเฉวียนทรุดอยู่ด้านข้าง และหลี่เหวินหานกำลังพยายามถอยหนีออกจากบริเวณนั้น"มู่เยว่เฉินอยู่นั่น"โหลวหรานตะโกน ก่อนพุ่งตัวออกไปทันทีโดยไม่สนใจว่ารอบด้านยังเต็มไปด้วยทหารและการต่อสู้ หยางหวางที่อยู่ไม่ไกลรีบพุ่งเข้าไปรวดเร็ว ดวงตาเบิกกว้างเมื่อเห็นว่าโหลวหรานกำลังจะเสี่ยงอันตราย"โหลวหราน" เขากำลังจะวิ่งเข้ามาหา แต่โหลวหรานกลับไม่หยุด นางรู้ดีว่าเวลานี้ไม่มีเวลาสำหรับการอธิบาย เพราะเพียงชั่วพริบตา มู่เยว่เฉินอาจใช้พลังของหยกกวาดล้างคนของพวกเขาได้อีกครั้ง"ระบบ!""เจ้าค่ะนายหญิง""ใช้ไอเท็มที่หนึ่ง" ระบบเงียบไปชั่วครู่ ก่อนหน้าต่างสีทองจะปรากฏขึ้นตรงหน้าโหลวหรานอย่างรวดเร็วไอเท็มที่ 1 ม่านหยุด
แสงสีแดงจากหยกทั้งสี่ชิ้นที่หลอมรวมกันส่องสว่างไปทั่วสนามรบ พลังมหาศาลแผ่กระจายออกมาอย่างต่อเนื่องจนแม้แต่พื้นดินยังสั่นสะเทือน หลิวโยวเฉวียนยืนอยู่ตรงกลางวงแสง มือกำหยกที่หลอมรวมกันแน่น ขณะที่หลี่เหวินหานถอยหลังไปหลายก้าว ใบหน้าเต็มไปด้วยความไม่อยากเชื่อ เขาใช้เลือดของตนเองหล่อเลี้ยงหยกมานาน แต่เพียงชั่วพริบตา อำนาจที่เคยอยู่ในมือกลับกำลังจะหลุดไปต่อหน้าต่อตาท่ามกลางความเงียบที่เกิดขึ้นชั่วขณะ มู่เยว่เฉินกลับหัวเราะออกมาเบาๆ"หยกเป็นของข้า"เขาทอดสายตามองหยกทั้งสี่ชิ้นที่หลอมรวมเป็นหนึ่งเดียว ดวงตาคมเต็มไปด้วยความหลงใหลอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน "อำนาจช่างหอมหวานท่านไม่รุ้เลยหรือหลิวโยว่เฉวียน"หลิวโยวเฉวียนหันกลับไปมองทันที"มู่เยว่เฉิน...เจ้าๆๆ"อีกฝ่ายไม่ตอบ เพียงยกมือขึ้นแตะด้ามกระบี่ ก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยว่า "ในเมื่อหยกทั้งสี่หลอมรวมกันแล้ว เช่นนั้นก็ไม่จำเป็นต้องมีผู้ครอบครองหลายคนอีกต่อไปส่งหยกมาให้ข้า"เขาหยุดเล็กน้อย ก่อนยิ้มบางๆ"เพราะคนที่เหมาะสมที่สุดที่จะครอบครองมัน...มีเพียงข้าเท่านั้น"สายตาของมู่เยว่เฉินค่อยๆ กวาดมองทุกคนฉึก กระบี่ถูกชักออกอย่างรวดเร็ว หลิว
“บุก เสียงของลี่เหวินหานตะโกนขึ้นก่อนที่ทหารดินเหนียวจะกางโล่ปกป้อง หยางหวางชี้ปลายกระบี่ไปด้านหน้า“บุกกกก”เสียงกลองศึกดังสนั่นขึ้นพร้อมกัน ก่อนกองทัพทั้งสองฝ่ายจะพุ่งเข้าปะทะราวกับคลื่นยักษ์ที่ซัดเข้าหากันในคราวเดียว เสียงตะโกนของทหารดังกลบทุกสิ่งบนสนามรบ ขณะที่ดาบและหอกปะทะกันจนประกายไฟกระจายไปทั่ว แนวหน้าของหยางหวางถูกทหารดวงตาสีแดงกรูกันเข้ามาอย่างบ้าคลั่ง แต่ทหารดินเหนียวหลายร้อยนายก็ยืนรับการโจมตีอย่างไม่หวั่นไหว พวกมันฟาดกระบี่สวนกลับอย่างแม่นยำ ร่างดินเหนียวถูกฟันจนเกิดรอยแตกก็ยังคงลุกขึ้นต่อสู้ ไม่มีเสียงร้อง ไม่มีความเจ็บปวด และไม่มีความคิดที่จะถอยแม้แต่ก้าวเดียว"ยันไว้ อย่าให้พวกมันทะลุแนวเข้ามา" อวิ๋นเหยียนตะโกนสุดเสียง ทหารดินเหนียวทั้งแถวขยับพร้อมกัน กระบี่หลายร้อยเล่มฟาดลงราวกับกำแพงเหล็ก ทหารฝ่ายลี่เหวินหานจำนวนหนึ่งถูกผลักถอยกลับ “ลุกขึ้น” ลี่เหวินหานหยดเลือดลงบนหยก และไม่นานพลังสีแดงจากหยกก็ไหลผ่านแนวทัพอีกครั้ง ทหารที่ล้มลงกลับลุกขึ้นมาใหม่ ดวงตาสีแดงยิ่งร้อนแรงกว่าเดิม ทำให้แนวหน้าทั้งสองฝ่ายกลับมาอยู่ในสภาพสูสีอีกครั้งด้านหลัง ปืนใหญ่โดยการควบคุมของเฉินเจิ้ง







