로그인ม้าขาวกระทืบเท้าเป็นจังหวะ เกี้ยวเคลื่อนตัวอย่างสง่างาม หีบทองคำไม่ได้สั่นไหวตามแรงล้อรถ
เหลียนซูเดินข้างเกี้ยว อวิ๋นเช่อและหานอี้ยืนประจำตำแหน่งดุจเงา
โหลวหรานเอนกายพิงเบาะในเกี้ยว มือเรียวลูบแหวนหยกที่นิ้วชี้
“วังหลวง…ข้ากลับมาแล้ว ไม่ต้องห่วงนะ จะไม่มีน้ำตาอีกแล้ว”
นางพึมพำเบาๆ
หน้าประตูวังหลวงคึกคักผิดปกติ
เสียงล้อรถม้า เสียงม้าขาวกระทืบพื้นหิน และเสียงเหรียญเงินกระทบกันดังกรุ๊งกริ๊งตลอดเส้นทาง ทำให้ชาวบ้านสองข้างทางแตกฮือ วิ่งตามขบวนเกี้ยวสีแดงเพลิงอย่างตื่นตา
“โปรยอีกแล้ว กุ้ยเฟยโปรยเงินอีกแล้ว เร็วพวกเราไปรับเมตตาจากกุ้ยเฟย”
“ใครก้มเก็บเงินนั่นเท่ากับคือคนของกุ้ยเฟยโหลวหราน” เหลียนซูเปล่งเสียงตลอดทางชาวบ้านต่างแซ่ซ้อง
เด็กน้อยหัวเราะ ผู้เฒ่าก้มเก็บเหรียญด้วยมือสั่นๆ เสียงสรรเสริญดังระงมไปทั่วถนนหลวง
เกี้ยวแปดคนหามเคลื่อนตัวอย่างสง่างาม ม้าขาวแปดตัวยืนตระหง่านราวภาพในตำนาน ด้านหลังคือขบวนหีบทองคำที่ส่องประกายต้องแสงแดด
เมื่อมาถึงหน้าประตูใหญ่ของวังหลวง ทหารยามหน้าประตูยกทวนในมือขวาขวางไว้พร้อมกัน เสียงเหล็กกระทบกันดังฉับ
“หยุดก่อน”
หัวหน้าทหารก้าวออกมา สีหน้าเคร่งขรึม
“แสดงตราประจำราชสำนักสำหรับผ่านเข้าออกด้วยเมื่อจะผ่านเข้าออกทุกครั้ง”
อวิ๋นเช่อกับหานอี้ก้าวขึ้นมาครึ่งก้าว มือกำด้ามกระบี่แน่น แววตาคมกริบวาววับ เพียงแรงลมผ่านก็เหมือนจะกลายเป็นคมมีด
เหลียนซูยิ้มหยัน มองทหารตั้งแต่หัวจรดเท้า ราวจะถามว่าแน่ใจหรือว่าขวางคนถูก
แต่ภายในเกี้ยว มือเรียวขาวยกขึ้นช้าๆ
“เหลียนซูอย่าวู่วาม”
เสียงนุ่มลึกดังออกมา อวิ๋นเช่อกับหานอี้ผ่อนแรงทันที
ม่านเกี้ยวถูกเลิกขึ้นเล็กน้อย โหลวหรานชะโงกใบหน้างามภายใต้แสงแดดทำให้ทหารยามเผลอกลั้นหายใจ กลับความงดงามเกินบรรยายหากจะบอกว่านี่คือเกี๊ยวส่งตัวเจ้าสาวยังจะเหมาะสมกว่า
โหลวหรานมิได้มองพวกเขาอย่างเหยียดหยาม กลับเอียงศีรษะเล็กน้อยแล้วเอ่ยถาม
“พวกเจ้า ยืนยามตั้งแต่เช้า เย็นนี้จะได้กลับไปหาครอบครัวหรือไม่”
คำถามนั้นทำให้ทหารทั้งแถวชะงัก
หัวหน้าทหารกะพริบตาปริบๆ
“เอ่อ… พวกข้าน้อยจะได้กลับมือเวลาค่ำขอรับ”
โหลวหรานยิ้มบาง รอยยิ้มมิได้หวานเลี่ยน แต่สง่างามดุจบุปผาแรกผลิบาน
“ดีแล้ว”
นางทอดสายตามองทวนในมือพวกเขา
“พวกเจ้าทำงานแข็งขัน แม้ข้าจะกลับเข้าวังตามบัญชาของไท่ซางหวงและไทเฮา แต่พวกเจ้าก็ยังไม่ละเว้นข้า ทำตามหน้าที่ ไม่มีบกพร่อง”
เสียงนั้นไม่ดัง ทว่าชัดเจนพอให้ทั้งแถวได้ยิน
“ชิงอี้”
“เจ้าค่ะ”
ชิงอี้ก้าวออกมา แสดงป้ายตราประจำตำแหน่งกุ้ยเฟยอย่างชัดเจน แสงสะท้อนจากตราทองทำให้ทหารยามหน้าเปลี่ยนสี
โหลวหรานกล่าวต่ออย่างเรียบเฉย
“อย่าลืมมอบทองคำให้พวกเขาที่ทำหน้าที่ได้ดี เพื่อให้ผู้ที่เหนื่อยหนักทั้งวันได้ใช้มันกับค่ำคืนเมามาย”
คำพูดสุดท้ายแฝงเสียงหัวเราะเบาๆ
ชิงอี้ล้วงถุงผ้า หยิบก้อนทองคำสองก้อนออกมา แสงทองอร่ามสะท้อนแดดยามสายจนแสบตา แล้วยื่นให้ทหารยามตรงหน้า
มือของทหารยามที่ถือทวนสั่นเล็กน้อย
“นะ… นี่มัน…มีค่ามากมายเหตุใดจึงมอบให้กับพวกเรา”
ทองแท้หนักอึ้งในมือทำให้สีหน้าเคร่งขรึมเมื่อครู่ละลายหายไปสิ้น
“รับไปเถอะน่าของข้ามามากมายตระกูลหลิวของเราไม่เคยขาดแคลน
คนที่เหมือนจะเป็นหัวหน้าทหารรีบประสานมือคำนับ
“ชะ… เชิญกุ้ยเฟยผ่านเข้าไปได้เลยขอรับ”
โหลวหรานยิ้มมุมปากเล็กน้อย แล้วกล่าวช้าๆ
“นี่ตราประจำตำแหน่งของข้า จำไว้ให้ดี คราวหน้าจะได้ไม่ต้องเสียแรงยกทวนให้เมื่อยแขน”
คำพูดนั้นไม่ได้ดุ แต่กลับทำให้ทหารหน้าแดงซ่าน รีบคุกเข่าลงทันที
“ข้าน้อยจะจำให้ขึ้นใจขอรับ ครั้งนี้ผิดไปแล้ว แต่กุ้ยเฟยยังเมตตา…”
โหลวหรานไม่ตอบ เพียงลดม่านเกี้ยวลง
ขบวนเคลื่อนผ่านประตูวังหลวงอย่างง่ายดาย เสียงล้อรถ เสียงม้าขาว และเสียงซุบซิบของขันทีนางกำนัลที่แอบมองอยู่ด้านในดังระงม
เหลียนซูหัวเราะเบาๆ เดินเคียงเกี้ยว
“กุ้ยเฟยยังไม่ทันชักกระบี่ ก็ชนะไปหนึ่งยกแล้วเจ้าค่ะ”
ภายในเกี้ยว โหลวหรานลูบแหวนหยกที่นิ้วชี้ช้าๆ
“ในวังนี้ข้าเคยเจ็บปวด และพลาดหวัง”
นางเอนกายพิงเบาะ แววตาคมกริบใต้แพขนตางาม
ขบวนเกี้ยวเคลื่อนลึกเข้ามาในเขตวังชั้นใน เสียงอึกทึกด้านนอกค่อยๆ เลือนหาย เหลือเพียงจังหวะลมหายใจสม่ำเสมอภายในเกี้ยวหรู
ทันใดนั้น กลุ่มควันสีทองอ่อนก็พวยพุ่งขึ้นเหนือศีรษะของโหลวหราน
“ปุ๋ง”
มังกรน้อยสีหยกยาวเพียงหนึ่งคืบ โผล่ออกมานั่งบนมวยผมของนาง หางเล็กๆ แกว่งไปมา เกล็ดสะท้อนแสงวิบวับ ดวงตากลมโตเป็นประกายเจ้าเล่ห์“เจ้าคะ นายหญิง” เสียงใสแจ๋วแต่พยายามทำให้ดูภูมิฐาน “ขอแสดงความยินดี ตอนนี้ท่านสามารถทะลุด่านแรกของการเผชิญชะตากรรมอันโหดร้ายในวังหลวงแล้วเจ้าค่ะ”โหลวหรานเลิกคิ้วเล็กน้อย มือเรียวยกขึ้นจับหางมังกรเบาๆ “เบาหน่อย หากผู้ใดเห็นเข้าคงคิดว่าข้าเสียสติ”มังกรน้อยรีบลดเสียงลง แต่ยังตื่นเต้นจนปีกเล็กๆ กระพือพรึ่บพับ“นี่คือรางวัลสำหรับการผ่านด่านแรก ตอนนี้ทีมของท่านเป็น ฝ่ายแบน เจ้าค่ะ”“ฝ่ายแบน” โหลวหรานเอียงศีรษะมังกรน้อยกางม้วนกระดาษลอยกลางอากาศ ภาพแผนผังคล้ายกระดานหมากปรากฏขึ้น มีชื่อสนม ขุนนาง ขันที เรียงรายราวตัวหมาก“ถึงตาท่านแบนแล้ว ในช่วงต้นของการจัดทัพ หรือที่เรียกว่า Draft Pick ท่านมีสิทธิ์เลือก… ห้ามใช้… บุคคลบางคนได้ชั่วคราวหรือเลือกแบนใครสักคนที่อยากจะแบน”ดวงตามังกรเป็นประกายซุกซน วาววับ“ห้ามฝ่ายตรงข้ามใช้ฮีโร่ตัวเก่งเกินไป… หรือใช้ตัวแก้ทางทีมของท่าน และ…” มันกระแอมเบาๆ “รวมถึงคนในฝ่ายท่านที่อาจทรยศหรืออ่อนด๋อยเกินไปด้วยเจ้าค่ะ”โหลวหรานหัวเราะหึ
ม้าขาวกระทืบเท้าเป็นจังหวะ เกี้ยวเคลื่อนตัวอย่างสง่างาม หีบทองคำไม่ได้สั่นไหวตามแรงล้อรถเหลียนซูเดินข้างเกี้ยว อวิ๋นเช่อและหานอี้ยืนประจำตำแหน่งดุจเงาโหลวหรานเอนกายพิงเบาะในเกี้ยว มือเรียวลูบแหวนหยกที่นิ้วชี้“วังหลวง…ข้ากลับมาแล้ว ไม่ต้องห่วงนะ จะไม่มีน้ำตาอีกแล้ว” นางพึมพำเบาๆหน้าประตูวังหลวงคึกคักผิดปกติเสียงล้อรถม้า เสียงม้าขาวกระทืบพื้นหิน และเสียงเหรียญเงินกระทบกันดังกรุ๊งกริ๊งตลอดเส้นทาง ทำให้ชาวบ้านสองข้างทางแตกฮือ วิ่งตามขบวนเกี้ยวสีแดงเพลิงอย่างตื่นตา“โปรยอีกแล้ว กุ้ยเฟยโปรยเงินอีกแล้ว เร็วพวกเราไปรับเมตตาจากกุ้ยเฟย”“ใครก้มเก็บเงินนั่นเท่ากับคือคนของกุ้ยเฟยโหลวหราน” เหลียนซูเปล่งเสียงตลอดทางชาวบ้านต่างแซ่ซ้องเด็กน้อยหัวเราะ ผู้เฒ่าก้มเก็บเหรียญด้วยมือสั่นๆ เสียงสรรเสริญดังระงมไปทั่วถนนหลวงเกี้ยวแปดคนหามเคลื่อนตัวอย่างสง่างาม ม้าขาวแปดตัวยืนตระหง่านราวภาพในตำนาน ด้านหลังคือขบวนหีบทองคำที่ส่องประกายต้องแสงแดดเมื่อมาถึงหน้าประตูใหญ่ของวังหลวง ทหารยามหน้าประตูยกทวนในมือขวาขวางไว้พร้อมกัน เสียงเหล็กกระทบกันดังฉับ“หยุดก่อน”หัวหน้าทหารก้าวออกมา สีหน้าเคร่งขรึม“แสดงตราป
กาลเวลาสามวันผ่านไปไวราวโกหก ความเจ็บปวดในกายยังหลงเหลือเป็นเงาบางๆ แต่แววตาของโหลวหรานกลับไม่ใช่หญิงอ่อนแอผู้นั้นอีกต่อไป ร่างผอมบางใบหน้าซีดขาวเพราะเสียเลือด หมอสุ่ยจัดเทียบยาไม่หยุดหย่อนยามเช้าแสงแดดลอดผ่านช่องหน้าต่างไม้เก่า นางนอนบิดขี้เกียจอยู่บนแท่นไม้ ทอดสายตามองเพดานที่มีรอยแตกร้าว คล้ายกำลังคำนวณบางอย่างในใจมุมปากยกขึ้นช้าๆ“ระบบ…” เสียงนางเอื่อยเฉื่อยแต่แฝงประกายคม “หลายวันมานี้ข้ามานอนคิดดูแล้วนะอยากเปิดตัวให้เว่อร์วังในวังหลวง เจ้าคิดว่าข้าควรกลับเข้าไปแบบใด ถึงจะตบหน้าคนทั้งวังให้เจ็บแสบที่สุด”เสียงใสเย็นของระบบดังขึ้นในห้วงจิต“เจ็บแสบหรือเจ้าคะ” ระบบทำท่าครุ่นคิด“ข้าอยากมีเงินเยอะๆ เอาไว้ฟาดหัวคนพวกนั้น เจ้ามีให้หรือไม่”ระบบตอบทันควัน“ยืนยันระบบแลกเปลี่ยน ท่านเคยเป็นคุณหนูผู้มั่งคั่งในโลกเดิม ทรัพย์สินสามารถแปลงค่าเป็นทองคำแท่ง เงิน และอัญมณีในโลกนี้ได้ทันที ต้องการเปิดใช้งานหรือไม่ หากท่านเปิดใช้งานในครั้งแรกเราจะยกเลิกค่าธรรมเนียมแรกเข้า”ดวงตาโหลวหรานเป็นประกายราวดาวต้องแสง ก็ที่นั่นโหลวหรานคือคุณหนูผู้ร่ำรวยและเอาแต่ใจ นอนอยู่ดีมาอยู่นี่ได้อย่างไรก่อน“เอาๆๆ
"กุ้ยเฟยเจ้าขาท่านหมอมาแล้วเจ้าค่ะ" ชิงอี้ที่ดึงมือของท่านหมอหนุ่มสุ่ยซือกวานเข้ามาในห้อง แต่เมื่อเห็นโหลวหรานในสภาพนั้น ท่านหมอซื่อกวานกลับขมวดคิ้วมองโหลวหรานที่นอนนิ่งอยู่บนเตียง ซือกวานรีบนี่งลงจับชีพจรที่มือ“เกิดอะไรขึ้น”ปากของโหลวหรานซีดเซียว ในขณะเดียวกันร่างของโหลวหรานก็เริ่มกลับมามีชีวิตชีวาขึ้นอีกครั้ง สติของนางค่อยๆ เริ่มคืนกลับ“กุ้ยเฟยเจ้าขาเป็นอย่างไรบ้างเจ้าค่ะ ฮืออออดีจังกุ้ยเฟยท่านฟื้นแล้ว"ข้า... ข้าอยู่ที่ไหน..." โหลวหรานพูดออกมาเบาๆ น้ำเสียงแหบพร่าเสียงของระบบดังก้องขึ้นในหัวของโหลวหรานเหมือนเสียงที่มาจากที่ไกลๆ แต่กลับชัดเจนในทุกคำที่พูด:"ท่านตายแล้ว และตอนนี้ท่านมีโอกาสที่จะกลับไปยังร่างเดิมของท่านเพียงแค่ รับข้อเสนอสุดพิเศษ... หยุดเวลาสามครั้ง... หายตัวสองครั้ง... และสามารถบงการผู้อื่นได้หนึ่งครั้ง… และสะสมแต้มเพื่อแลกของพีเมียมต่างๆ สำหรับใช้ในการแก้แค้นหาแก้แค้นสำเร็จท่านจะมีโอกาสกลับไปเกิดใหม่หรือกลับไปเข้าร่างเดิมของท่าน"เสียงนั้นหยุดลงชั่วครู่ ก่อนที่เสียงอันทรงพลังนั้นจะตามมาอีกครั้ง"ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับว่าท่านผู้ใช้จะใช้สิ่งเหล่านี้ให้คุ้มค่าหรือไม่..เก
บ้านตระกูลหลิวในตอนนี้ดูเงียบสงัด เหมือนกับกำลังซ่อนความลับบางอย่างที่ไม่อาจให้ใครได้ล่วงรู้ เหนือประตูไม้เก่าแก่ยังคงแขวนป้ายคำว่า ตระกูลหลิว ที่เหมือนจะบอกเล่าเรื่องราวของตระกูลที่เคยรุ่งเรือง แต่ในวันนี้กลับเหลือเพียงความเงียบเหงาและฝุ่นละอองที่ฟุ้งกระจายไปทั่วโหลวหรานที่เคยงดงาม กลับดูอ่อนแรงลงไปมาก ชิงอี้พยุงโหลวหรานนั่งลงบนแท่นนั่งไม้ที่เปื้อนฝุ่นผง ใบหน้างดงามหมองหม่นเต็มไปด้วยร่องรอยของความเจ็บปวดทั้งกายและใจ"กุ้ยเฟยท่านไหวไหม ข้าจะตามท่านหมอสุ่ยให้ท่านดีไหมเจ้าคะ" ชิงอี้ถามด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน แต่ก็เต็มไปด้วยความกังวล นางไม่อาจทนเห็นเจ้านายของตนทนทุกข์เช่นนี้ได้โหลวหรานยกมือขึ้นสัมผัสท้องที่ยังคงปวดหน่วงๆ "อย่าสนใจเลย ความเจ็บมันบรรเทาลงบ้างแล้ว" โหลวหรานตอบเสียงแหบพร่า นางพยายามฝืนยิ้มให้กับชิงอี้ที่ยืนอยู่ข้างๆ แม้ว่าในใจจะเต็มไปด้วยความเจ็บปวดและหวาดกลัว“ฝ่าบาทใจร้ายยิ่งแล้ว” ชิงอี้บ่นงึมงำ“เขาไม่รู้ว่าข้าตั้งครรภ์ จึงไม่ทันได้ระวัง” โหลวหรานพูดเบาๆ ปล่อยให้เสียงหายไปในลำคอแห้งผาก“ฝ่าบาททำกับกุ้ยเฟยเกินไปแล้วเจ้าค่ะดีกับอีกคนจนออกนอกหน้ากุ้ยเฟยเองก็เป็นเฟย….เหตุใดจึ
เช้าสดใส…แต่สำหรับโหลวหรานแล้วมันไม่ใช่เลยนางเก็บของใช้จำเป็นเพียงไม่กี่ชิ้น ใส่ห่อผ้าซึ่งมีเพียงเสื้อผ้าบางๆ และของกำนัลจากไทเฮาและไท่ซางหวงในวันวิวาห์ ตลอดสองปีมานี้ไม่เคยมีสิ่งใดที่หยางหวางเคยประทานให้ ทุกครั้งที่นางคิดถึงชื่อของเขา ความเจ็บปวดก็แผ่ซ่านไปทั่ว เหมือนกับที่นางเดินมาจนถึงจุดนี้ ไม่เคยได้รับการเลือก หรือได้รับการมองเห็นจากเขาแม้แต่น้อยชิงอี้มารับห่อผ้าอีกอันที่มีห่อยาบำรุงครรภ์ที่หมอหลวงส่งมาด้วยความห่วงใย หวังว่าครรภ์ของกุ้ยเฟยจะแข็งแรง“ไปกันเถอะ” เสียงของโหลวหรานเบาหวิว และด้วยความที่ใจกำลังรวบรวมความกล้า เดินออกไปจากตำหนักที่เคยเป็นบ้านของตนและออกเดินทางไปยังจุดที่ไม่รู้ว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นเสียงฝีเท้าของชิงอี้ดังขึ้นข้างหลัง พร้อมกับห่อผ้าที่นำติดไป แม้ว่าทุกอย่างจะเรียบง่าย แต่มันกลับหนักหน่วงเกินไปสำหรับโหลวหราน เพราะนางรู้ว่า การเดินจากไปในวันนี้ คงไม่มีทางย้อนกลับมาอีกทันใดนั้น เสียงหนึ่งดังขึ้นก่อนที่จะเห็นตัว "ฮองเฮาระวังเพคะ ทรงอ่อนเพลียเพียงนี้ เมื่อคืนปรนนิบัติฝ่าบาททั้งคืนยังจะมาอีกทำไมไม่จำเป็นต้อง เอาใจใครเสียหน่อยฮองเฮาบัดนี้เป็นฮองเฮาแล้วนะเพคะ" น







