เข้าสู่ระบบเพราะความอ่อนแอไร้วรยุทธ กับเรื่องเล่าลือแปลกๆ เกี่ยวกับคนสกุลหยางจึงมีคนหนีเรียนเดินกลับบ้านมาตั้งแต่หัววัน นั่งคัดหนังสือปราบอสูรของกู้หมิงเยว่ด้วยมือซ้ายข้างไม่ถนัดอย่างเงียบเหงา ท่านพ่อท่านแม่คงอยู่บ้านเพราะได้ยินเสียงเปิดหนังสือพรึ่บพั่บกับกลิ่นน้ำแกงร้อนๆ โชยมา
ทำไมท่านพ่อท่านแม่จึงไม่ว่าเรื่องเวลากลับบ้านที่ช้าบ้างเร็วบ้างน่ะเหรอ.. ก็..ไม่รู้สิ "อาาา เจ็บมือแบบนี้เขียนช้าจังเลยแหะ" มือข้างถนัดแต่เจ็บแปลบกางหนังสือออกมือข้างซ้ายจรดปลายพู่กันลงบนกระดาษความคิดเลื่อนลอยไม่ทันอ่านตัวอักษรบนหนังสือจมปลักอยู่กับความคิดติดค้างราวกับหลงลืมบางอย่างตลอดเวลา ตั้งแต่จำความได้จนถึงวัยย่างสิบแปดความหมายของทายาทกวีเอกไม่มีสิ่งที่ทำให้รู้สึกสลักสำคัญเท่าใดอาจเป็นเพราะถ้อยคำดูถูกสายตาเหยียดหยามตลอดมาที่ส่งผลให้ความสุขเจือจางลง ดวงตาสุกใสแหงนมองท้องฟ้าตั้งแต่สีฟ้าครามสดใสไปจนกระทั่งมันเปลี่ยนสีมีพระจันทร์ดวงโตมาแทนที่นังนิ่งริมระเบียงบ้านเช่นนั้นมานานราวกับลืมหายใจ ความรู้สึกนีเ้ข้ากำลังรออะไรกันนะ มือเล็กเขียนตวัดแกว่งปลายพู่กันอักษรคล่องแคล่วโดยไม่ต้องมองที่มือแต่แล้ว ฟิ้ววว "อ้ะ!" ลมพัดวืดพากระดาษใบหนึ่งในหนังสือปราบสัตว์อสูรที่ไม่ยึดติดกันในเล่มเพียงถูกสอดไว้จึงปลิดปลิวออกนอกเรือนลอยไปยังลำธารหลังบ้านเยี่ยนชิงตาถลนเพราะหนังสือเล่มนี้เป็นของคนโหดนามว่ากู้หมิงเยว่! ขาเล็กล้มลุกคลุกคลานวิ่งตามเก็บกระดาษแผ่นนั้นแม้ไม่รู้ว่าสิ่งนั้นคือกระดาษอะไร จ๋อม~ กระดาษแผ่นนั้นหล่นลงไปในลำธารจากตื้นลอยไปยังกลางน้ำลึกสายน้ำไหลเชี่ยวกว่าเคยเยี่ยนชิงหลงลืมไปว่าไม่ถูกอนุญาตให้ลงน้ำยามราตรีขาเล็กสาวเร็ววิ่งเลาะขอบตลิ่งไปดักหน้ากระดาษแต่ตรงนั้นน้ำลึกกว่าที่อื่น พรืดดดด! ตู้มมม!! ร่างเล็กไถลลงสู่สายน้ำเย็นเฉียบ แรงกระแทกทำให้ลมหายใจหลุดออกจากอกในพริบตา กระแสน้ำเชี่ยวกรากดึงรั้งร่างให้ลอยละลิ่วราวกับใบไม้ไร้น้ำหนัก ตู้มม! ตู้ม!! แขนขาปัดว่ายอย่างไร้ทิศทาง แม้จะว่ายน้ำเป็น ทว่าร่างกลับจมลงไม่ต่างจากถูกก้อนหินถ่วงภาพที่เห็นเลือนรางขึ้นทุกขณะแสงสะท้อนแตกกระจายบนผิวน้ำ กระดาษแผ่นนั้นลอยอยู่ไม่ไกลจึงเห็นหมึกสีดำบนกระดาษหลุดลอยไหลออกเป็นริ้วๆ หลงเหลือเพียงความขาวสะอาด วื้ด~ ในห้วงสติที่กำลังดับวูบ เยี่ยนชิงรู้สึกได้ว่ามีบางสิ่งขยับใกล้เข้ามา ใต้ผิวน้ำเย็นจัดนั้น ความกดดันแปลกประหลาดทำให้หัวใจเต้นแรงไม่อาจควบคุม “ช…ช่วย…ช่วยด้วย…” เสียงร้องเรียกของคนบ้านห่างไกลมีหรือจะมีใครได้ยินง่ายๆ ก่อนที่ร่างจะจมลงไปทั้งตัว แต่แล้วจู่ๆ สายน้ำก็สั่นไหวแรงขึ้นมา ซู้มมม! ร่างหนึ่งเข้ามาโอบรัดเกี่ยวรั้งเอวเอาไว้แน่น ความเย็นจัดของสายน้ำยังคงอยู่ ทว่ากลับมีไออุ่นแปลกประหลาดแทรกซึมเข้ามาแทนที่ เงาร่างสูงใหญ่และดวงตาสีทองเรืองรองโผล่ขึ้นมาจากใต้น้ำในความมืด เยี่ยนชิงสติก็ไม่รู้ว่าตนเองทำไมลืมเรื่องที่อันตรายเช่นนี้ได้ ธารน้ำหลังบ้านอันตรายอย่างที่ไม่เคยรู้มาก่อนว่าจะอันตรายเพียงนี้ แค่ก ๆ ๆ ! เสียงไอนำพาน้ำไหลทะลักออกจากปาก ร่างสั่นเทิ้มจากความหนาวเหน็บและความตกใจ มือของข้าคว้าจับเส้นผมของผู้ช่วยชีวิตไว้แน่นเพราะอีกฝ่ายไม่มีอาภรให้คว้าจับโดยไม่รู้ตัว รู้เพียงแต่หากปล่อยมือบางสิ่งจะหายไป บางสิ่งที่ไม่อยากให้หายไป เพราะฉะนั้นจึงจับเอาไว้แน่น เยี่ยนชิงรู้สึกถึงความเจ็บแปลบที่ข้อเท้า รอยแดงร้อนผ่าวยืนยันว่าข้าถูกบางสิ่งดึงรั้งอย่างรุนแรงก่อนหน้านี้ ดวงตายังพร่าเลือนเพราะน้ำตาและหยดน้ำที่เกาะอยู่บนขนตาทำเอาภาพตรงหน้าซ้อนทับกันไปมา แต่ความกดดันจากสายตาคู่นั้นกลับชัดเจนอย่างน่าประหลาด “เจ้า…เป็นใคร…” เสียงทุ้มต่ำริมฝีปากชาไปหมด ชายหนุ่มตรงหน้าไม่ตอบ เขาเพียงจ้องมองข้าอย่างเงียบงัน สายตานั้นนิ่ง ลึก และน่าเกรงขามยิ่งกว่าสองอันธพาลใหญ่ในสำนักต้าอวิ๋นที่ข้าเคยพบมาทั้งชีวิตเสียอีก "..." คำตอบที่ไม่ตอบออกมาไม่ได้สร้างความกระจ่างให้ข้าแม้แต่น้อยใบหน้านั้นจะว่าคุ้นเคยก็เป็นเพียงความรู้สึกความเป็นจริงเยี่ยนชิงไม่เคยพบใครที่เป็นเช่นนี้มาก่อน เจ้าร่างยักษ์ตรงหน้าเอาแต่ยืนจ้องนิ่งไม่พูดไม่จา เยี่ยนชิงไม่เคยเห็นคนจ้องตนอย่างน่าสะพรึงกลัวและหล่อมองทำท่าคิดมากเท่านี้มาก่อน ท่าทางที่ชอบคิดคนเดียวนี่เหมือนผู้ใดกันนะ คุ้นๆ "ที่คอเจ้ามีเลือดออกใช่หรือไม่" เมื่อไม่ยอมตอบจึงต้องเปลี่ยนเรื่องคุยพอดีกับที่เห็นรอยบนลำคอหนาของคนผู้นั้นจึงเอ่ยถามขึ้น "..." "เอาแต่จ้องหน้าข้าไม่ตอบคำถามจะพูดอะไรก็ไม่พูดจะบอกอะไรก็ไม่บอกหากไม่ติดเรื่องที่ช่วยข้าไว้ข้าจะไม่สนใจใยดีเลยจริงๆ นะ" ฟึ่บ! เจ้าคนตัวโตชี้มาที่..ข้า ที่หว่างขาข้า?ห้องกลับมาเงียบอีกครั้งเยี่ยนชิงยืนอยู่ที่เดิม มองแท่นหมึกที่เอียงเล็กน้อย หมึกหยดหนึ่งไหลช้าๆ ก่อนจะหยุดนิ่งราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้นเยี่ยนชิงเม้มริมฝีปากบาง เงยหน้ามองหน้าต่าง ลมด้านนอกพัดผ่านกิ่งไม้เบาๆ“กับผู้อื่นกลัวหัวหดทีกับข้าแทบจะกินหัวแถมบ่นจนหูชา”เสียงที่ลอยมาตามลมของร่างสูงที่ยืนกอดอกปรายหางตามองมาแสยะยิ้มหนึ่งหนราวกับคนไม่เคยยิ้มแล้วเบะปากบึ้งตึงดังเดิมเยี่ยนชิงปาพูกันลอยละลิ่วปลิวไปถึงเสียงนั้นแต่มันก็ถูกหยุดลงแล้วกระเด็นออกนอกหน้าต่างไปเพียงโบกมือปัดผ่านลมเบาๆฟิ้วววตุ้บ!'โอ๊ย! ใครปาพู่กันมาใส่หัวข้า!'เสียงคนนอกห้องดังเล็ดลอดเข้ามาทำให้เยี่ยนชิงหดหัวหมอบลงบนโต๊ะแยกเขี้ยวใส่เจ้าของผลงาน“เยี่ยนชิงปาข้าวของทำไมไม่พอใจสิ่งใด~”เยี่ยนชิงสูดลมหายใจเข้ากัดฟันกรอด ก่อนจะเปลี่ยนสีหน้ากลับคืนสู่ท่าทางเรียบร้อยเมื่อท่านอาจารย์ถือพู่กันเข้ามา"นี่ของเจ้า เยี่ยนชิง"“เอ่อ..ศิษย์ไล่แมลง ใช่ๆ ปาไล่แมลงน่ารำคาญอยู่ขอรับในห้องเรียนมีแมลง...น่ารำคาญอยู่่"เยี่ยนชิงหันมองหน้าต่างจัดชายแขนเสื้อ ทั้งที่สายตาแวบมองเงาสะท้อนบนพื้นอย่างระแวดระวังแน่ใจว่ามีเพียงคนตรงหน้าเห็นเหตุการณ์เมื่อค
“ได้ยินข่าวฆ่ายกครัวตระกูลหยางหรือไม่”เสียงสนทนากดต่ำดังลอดมาจากแถวหน้าในสำนักเรื่องเล่าเช้านี้คงไม่พ้นเรื่องนี้เพราะมันชวนสยดสยองเสียจนอดเล่าลือไมาได้ ช่วงนี้มีการเข่นฆ่ายกครัวเกิดขึ้นจนราชสำนักยุ่งเหยิงพอสมควรบรรยากาศอันหนักอึ้งไม่สดชื่นนัก“น่ากลัวมาก เด็กก็ไม่เว้น ฝีมือใครกันนะ”“สัตว์อสูรไง มันออกอาละวาดหลายหนผู้ใดใช้แซ่หยางก็ลำบากหน่อยนะไม่ว่าจะอดีตหรืออนาคต ก็คงย่ำแย่ราวกับต้องสาป”“ถ้าเป็นเช่นนั้นจะรับมือเช่นไรดี”ข่าวการตายยกครัวแพร่กระจายไปทั่วเมืองหลวงราวกับควันพิษ ลอยคลุ้งอยู่ในโรงน้ำชา ตลาด และลานประลองยุทธ์ ไม่มีผู้ใดไม่พูดถึง และไม่มีผู้ใดไม่หวาดหวั่นแซ่หยางเป็นแซ่ต้องสาปจริงหรือเยี่ยนชิงนั่งนิ่งอยู่หลังโต๊ะเรียน ปลายพู่กันชะงักกลางตัวอักษร ได้ยินข่าวนั้นชัดเจนหากเป็นสัตว์อสูรละก็...มีตรงนี้หนึ่งตัวนะ...ไอ้คนที่ตามติดเป็นเงาตามตัวนี่ไง!ตาคู่สวยเผลอเหลือบลงไปใต้โต๊ะเตี้ยแม้ตรงนั้นจะไร้แสง แต่่เงาบนพื้นไม้กลับทอดยาวผิดธรรมชาติ ยาวเสียจนดูคล้ายกับเยี่ยนชิงตัวสูงใหญ่นักหนาจึงได้ทอดยาวบนพื้นไม้เช่นนี้ ราวกับเป็นเงาของใครอีกคนที่ซ้อนอยู่เยี่ยนชิงขยับตัวเล็กน้อยเงานั้น
"เจ้าเด็กนี่..อะไรที่ทำให้เป็นแบบนี้กัน ทำไมไม่เห็นความว่างเปล่า ทำไมต้องติดยันต์เชื้อเชิญสัตว์อสูร คนผู้นี้ปลดผนึกที่ไม่มีผู้ใดปลดได้ให้ข้าเพราะเหตุใด"ร่างสูงพึมพำกับตัวเอง ใบหน้าเรียบเฉยปรายสายตาคู่คมสอดส่ายทั่วเรือนไม้กว้างขวางสะอาดสะอ้านแต่ไร้วี่แววของการใช้ชีวิตอื่นนอกจากเสียงเดินของเท้าเล็ก ไม่มีกลิ่นอายมนุษย์อื่นนอกจากเจ้าของบ้าน“ที่นี่…เป็นบ้านใครกันแน่”คำถามที่เปล่งออกมาทำให้หมอกควันรอบบ้านสงบนิ่งราวกับหมดหน้าที่ลงแล้วร่างสูงยืนนิ่งมองร่องรอยแห่งการเข่นฆ่า เลือดสาดกระเซ็นทั่วบ้านเพียงแตะต้องผนัง สิ่งของ หรือแม้แต่ตอนแตะต้องเจ้าตัวเล็กเมื่อครู่ ก็เห็นบางอย่างย้อนกลับเข้ามาในความทรงจำเพียงแต่เลือนลางไหลเข้ามาเร็วเสียจนจับต้นสายปลายเหตุไม่ได้ก็เท่านั้นตกดึกร่างหนาสวมผ้าที่เย็บต่อกันลวกๆ แต่กลับไม่ดูแย่ลงสักนิด อาจเป็นเพราะใบหน้าหล่อเหลาที่เข้าได้กับทุกสถาณการนั่นก็เป็นได้ห้้องนอนเยี่ยนชิงเงียบลงอีกครั้งท่ามกลางความมืด มีเพียงเสียงลมกับน้ำพัดผ่าน“ข้าไม่เข้าใจ…ว่าทำไมเจ้าถึงยอมให้ผู้อื่นแตะต้องร่างกายแรงเช่นนั้น”เสียงหนึ่งดังในความเงียบเยี่ยนชิงนอนไม่หลับแม้จะดึกดื่นมากแล
“รอยบนร่างกายเจ้ามีมากเพียงนี้เพราะซุ่มซ่ามสินะมือนั่นก็ด้วยผิวสวยเสียเปล่าไม่รักษา”เสียงเอ่ยตำหนิจากด้านหลังของเยี่ยนชิงมองชายผู้มีผิวพรรณเรียบเนียนดั่งอัญมณีแต่ปล่อยให้มีตราประทับเป็นรอยแผลเป็นมากมาย ราวกับเป็นคนทนุถนอมสิ่งของอย่างดีแม้สีหน้าน้ำเสียงจะราบเรียบแต่แววตาและถ้อยคำคุ้นหูราวกับมีคนพูดเช่นนั้นกับเยี่ยนชิงมาก่อนมือเล็กจึงชะงักมือที่จับสวมเสื้อผ้าชั่วขณะกึก..“นี่เจ้ายังไม่ออกไปอีกข้าผลัดผ้าอยู่ถึงเป็นบุรุษเช่นเดียวกันก็ไม่ควรมายืนมองคนไม่รู้จักกันเปลี่ยนเสื้อผ้าไม่รู้จักมารยาท เป็นคนป่าหรือไร” เยี่ยนชิงหมุนตัวกลับทันที มือกุมเสื้อที่กำลังจะถอดแน่น“แค่สงสัย”“ไม่ต้องมายุ่งกับร่างกายข้าหันหลังไปข้าไม่เคยเห็นผู้ใดที่หน้าไม่อายเช่นเจ้า”เยี่ยนชิงรีบสวมเสื้อผ้าตัวใหม่ มือสั่นเล็กน้อยทั้งเพราะความหนาวเหน็บ“กลิ่นบ้านเจ้าเหมือนกลิ่นเจ้า”กลิ่นสะอาดอ่อนๆ ของดอกพลับพลึงที่ส่งกลิ่นยามค่ำกลิ่นไม้เก่าและกลิ่นหมึกซึมฝังเจืออยู่ในทุกอณูของผู้อาศัย ทุกซอกทุกมุม“บ้านข้ากลิ่นไม่เหมือนข้าจะเหมือนเจ้าหรือ” เยี่ยนชิงสวนตอบกลับเร็วตอกย้ำว่าที่นี่คือถิ่นตนชายแปลกหน้ายังคงถามต่อพลางกวาดสายตาม
“ถ้าคนในบ้านเห็นล่ะ”คราวนี้หันไปมองทางเรือน แสงตะเกียงจากในบ้านเลือนรางส่องออกมาผ่านช่องหน้าต่าง เส้นแสงสั่นไหวตามแรงลม เหมือนดวงตาของใครบางคนที่อาจหันมามองได้ทุกเมื่อ“ไม่เห็นหรอก”“เจ้าว่าอะไรนะ?”“ที่นี่มียันต์ด้วยนี่ ข้าเข้าได้”เยี่ยนชิงชะงัก หยุดแม้แต่การขยับปลายเท้า เขาหันกลับมามองชายตรงหน้าอย่างจริงจังเป็นครั้งแรก สายตากวาดจากดวงตาสีทองที่สะท้อนแสงจันทร์บางเบา ไล่ไปตามสันจมูกคม เส้นกรามชัด และสีหน้าที่นิ่งสนิทราวกับไม่รู้เลยว่าสิ่งที่คนตรงหน้านี้พูดนั้นประหลาดเพียงใดยันต์ที่ติดหน้าประตูรั้วนี้ท่านพ่อบอกว่าสิ่งที่ไม่ควรเขามาในบ้านจะเข้ามาไม่ได้ หากเจ้าคนเถื่อนเข้าไม่ได้ก็แปลว่า..."เช่นนั้นเจ้าก็เข้าประตูไปสิ""ทำไมเจ้าไม่รีบเข้าไป ไม่หนาวหรือ?"ชายแปลกหน้าถามใกล้ใบหูเยี่ยนชิงสะดุ้ง เนื้อตัวเปียกปอนสั่นเทาด้วยความหนาว ปากบางซีดสั่นหงึกๆ หันมาตวาดชายตัวโตเสียงแหบน้อยๆ คล้ายคนจะเป็นหวัด“หนาวเซ่…”เยี่ยนชิงเดินไปเดินมาสลับกับมองประตูอย่างใช้ความคิด ราวกับหาทางเข้าบ้านไม่ถูก ทั้งที่ประตูรั้วอยู่ตรงหน้าชายแปลกหน้าเปลือยท่อนบนยังคงยืนตรงไหล่ผายกว้างไม่่ต้องห่อตัวกอดอกสั่นเทาด้วยค
“เจ้ามาจากแคว้นใดกัน เอ่ยวาจาร้ายกาจด้วยใบหน้าเย็นชาดั่งคนตายเช่นนี้เสียมารยาทจริง!” เยี่ยนชิงยกแขนขึ้นกอดอกตัวเองเพราะหนาวจนปากสั่นซีดเซียวร่างบางสาวเท้าก้าวเร็วเข้าใกล้รั้วบ้านทุกทีลมหนาวพัดเอากลิ่นดอกไม้กลางคืนเช่นดอกพลับพลึงลอยอ้อยอิ่งอยู่ในอากาศกลิ่นหอมจาง ๆ นั้นตัดกับความมืดเงียบรอบตัวเงียบเสียจนได้ยินเพียงเสียงน้ำหยดจากชายคาและเสียงฝีเท้าที่เปียกชื้นเดินไปตามทางดินแป่ะ…แป่ะ…แปะเยี่ยนชิงก้มหน้าก้าวเดินไหล่บางห่อเข้าหากันเพราะความหนาวปลายผมเปียกน้ำแนบแก้มจนรู้สึกเย็นเฉียบในอกเต็มไปด้วยความรำคาญปนสับสนไม่ใช่รำคาญความหนาวแต่รำคาญคนที่เดินตามหลังมาไม่เลิกกึ่ก…ร่างเล็กหยุดฝีเท้าฉับเสียงแว่วซ้อนทับการก้าวเดินก็หยุดตาม เยี่ยนชิงหันกลับไปมองด้วยหางตาเงาร่างสูงใหญ่ยังคงอยู่ตรงนั้นยืนเงียบๆ ใต้แสงจันทร์สลัวใบหน้าคมเข้ม ดวงตาสีทองนิ่งสนิทน่ากลัวหากมองเพียงผิวเผินแต่ท่าทางเหมือนเด็กน้อยแปะ แปะ ๆๆๆๆกึก..“เจ้าจะตามข้ามาทำไม!”เยี่ยนชิงหลุดเสียงหงุดหงิดหลุดออกมาอีกทั้งที่ไม่เคยใช้กับใครมาก่อนแม้แต่คนในเรือน เขายังไม่เคยบ่นมากขนาดนี้ชายผู้นั้นหยุดยืนหลังตั้งตรงใกล้ร่างเล็กของเยี่ยนชิงเย







