Share

10.2

last update publish date: 2026-06-10 10:24:06

         “เอาทหารข้าไป ! ต่อให้ต้องใช้ทหารถล่มเขตต่างชาติข้าก็จะทำ แค่ให้ได้มันมา ! คราวนี้อย่าให้พลาดอีก ถ้าพลาดอีกคราวนี้ข้า บอกเลยนะ ข้าจะสั่งขังพวกเจ้า !” เสียงประกาศของท่านอ๋องทำให้เหล่ามือปราบถึงกับขนลุก เพราะท่าน       อ๋องไม่ได้พูดเล่นท่านเอาจริง

          เซาโลกับบิงโก้เดินทางมาถึงเขตต่างชาติแล้ว เขตต่างชาติ คือพื้นที่ชาวต่างชาติมาตั้งรกรากเอาไว้ ซึ่งเป็นการเปิดแหล่งการค้าแห่งใหม่ เพราะชาวต่างชาติหลายคนมักไม่ชอบที่จะอยู่รวมกับคนพื้นที่เท่าไหร่นัก ฮ่องเต้องค์ก่อนเลยตัดสินใจ มอบที่ดินให้ไปอยู่ในบริเวณหนึ่งแถบท่าเรือ และทางรัฐจะไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวถ้าไม่มีเรื่องร้ายแรง ทำให้ที่นั่นเหมือนจะเป็นเมืองเล็ก ๆ  ที่กลายเป็นเขตปกครองตัวเองในทางอ้อมไปแล้ว เหล่าขุนนางหลายคนคัดค้านเรื่องนี้ เพราะกลัวเรื่องความมั่นคง แต่ฮ่องเต้องค์ก่อนก็ไม่ทรงรับฟัง ยังสั่งให้สร้างเขตนี้ขึ้น ปัจจุบันแม้เปลี่ยนฮ่องเต้ไปแล้ว แต่กฎก็ยังคงเดิม

          "มันใหญ่ขนาดนี้เลยเหรอ” เซาโลตกใจมากกับสิ่งเห็น

          “อ้าว ! ตอนท่านมา ท่านไม่ขึ้นฝั่งตรงนี้เหรอขอรับ” บิงโก้ถามทันที

          “ไม่ใช่ตอนข้ามา ข้าแอบมากับโลงศพสงสัยจะถูกโยนลงน้ำให้ลอยมาเข้าหาฝั่งล่ะมั้ย ข้ารู้ตัวอีก ก็มาโผล่ที่นี่ตอนนั้นเป็นชายฝั่งร้างแทบไม่มีคนอยู่แล้วล่ะ แล้วหลังจากนั้นก็มีไอ้บ้าที่ไหนก็ไม่รู้ปล่อยข่าวบ้า ๆ นี่อีก” เซาโลบ่น เขาเห็นว่าทางเข้ามี หอคอยและมีพลซุ่มยิงประจำอยู่ด้วย สิ่งที่พวกเขาใช้ไม่ใช่ธนูหรือหน้าไม้แต่เป็นปืนคาบศิลา[1]หมายความว่า พวกเขาพร้อมที่จัดการผู้บุกรุกถึงตายได้เลย มีเจ้าหน้าที่เฝ้าอยู่หน้าประตูทางเข้า ซึ่งเมื่อคนเฝ้าประตูเห็นก็ถามเป็นภาษาอังกฤษทันที

         “ท่านมาจากประเทศไหน”

          “แซงกิส” เซาโลตอบสั้น ๆ เจ้าหน้าที่ขมวดคิ้วแล้วพูดว่า

        “อย่ามาล้อเล่นจะพี่ชาย ประเทศนั้นมันสิ้นชาติไปตั้งนานแล้วนี่” เซาโลถอนใจแล้ว เขาเลยพูดละตินแทน

          “ซุม ฟามูลุส โคมิทิส, ซี อินเทลเลกิส. ซีเน เม อินตราเร เอาท์ สกิส ควิท อักชิดัต.[2](ข้าคือ คนของท่านเคาน์ถ้าเจ้าฟังออกนะ จงปล่อยข้าเข้าไป ไม่งั้นคงรู้นะว่าเกิดอะไรขึ้น)” เหมือนคนเฝ้าประตูจะฟังออกเขาสะดุ้งสุดตัว เพราะทุคนในเขตนี้จะรู้ว่า ใครพูดละตินได้ แปลว่าเป็นคนของพวกแวมไพร์แน่ ๆ และต้องปล่อยเข้าไปอย่างไม่มีข้อแม้ เขาถามเสียงอ่อนว่า

        “ท่านมาจากตระกูลไหนเหรอขอรับ”

         “มอลคอส ทำไมที่นี่มีตระกูลอื่นอยู่ด้วยเหรอ” เซาโลถามอย่างสงสัย

          “ตอนนี้มีสองตระกูลครับ มานูซาลา กับ นูร์มีครับ” เมื่อได้ยินคำตอบ เซาโลนิ่งไปสักพักแล้วถาม

          “จะพบตระกูลมานูซาลาได้ที่ไหนกันล่ะ”

            “โรงพยาบาลครับ เข้าไปจะเห็นเลย” คนเฝ้าประตูตอบ เซาโลพยักหน้า

            “กราติอัส[3]”

         “เดี๋ยวก่อนครับท่าน คนติดตามของท่านเป็น...” คนเฝ้าประตูกำลังจะแย้ง แต่เมื่อเห็นสายตาของเซาโลเหมือนจะบอกว่า อย่าถาม อย่ายุ่ง แล้วก็ต้องถอนใจ ปล่อยให้เขากับบิงโก้เดินเข้าไป ทั้งไปที่โรงพยาบาล ซึ่งเป็นตึกใหญ่ที่แปลกตาเมื่อเทียบกับสิ่งก่อสร้างหลายอย่างในดินแดนนี้ เห็นมีตรารูปหนูสีขาวบนโล่ มีงูสามสองตัวตรงด้านล่าง และมีรูปคทาแห่งแอสคลีเพียส[4] ทำให้เซาโลรู้ว่ามาไม่ผิดที่แน่ ๆ พอเข้าไป หลายคนก็มองเขาแปลก ๆ เซาโลเลยพูดขึ้นเสียงดัง

         “มาขอพบ มานูซาลา”

         “ไม่ควรส่งเสียงดังรบกวนคนไข้นะ อยากพบข้าเหรอ” ชายร่างสูง ผอม ผมยาวสีดำ มีผิวซีด ใส่ชุดสีขาว เดินออกมาเขามองเซาโลแล้วชะงักไป

          “เป็นเจ้าจริง ๆ เหรอเนี่ยตามข้ามานี่ ส่วนคนรับใช้ท่านให้อยู่ด้านนอกแล้วกัน” เซาโลพยักหน้า และบอกกับบิงโก้

          “รออยู่แถวนี้ล่ะ”

            ชายร่างผอมพาเขาเดินให้ห้องทำงาน ทั้งสองสตากัน แล้วโผ่เข้ากอดกันและส่งเสียงหัวเราะ

           “ให้ผีหักคอสิไม่คิดเลยนะว่า จะได้เจอเจ้าอีกนะเนี่ยไอ้เพื่อนยาก ไม่รู้กี่ปีแล้วนะ” ชายผิวซีดพูดขึ้นมา

           “ตกใจเหมือนกันไม่คิดว่าจะเป็นแกนะ คาเยนนึกว่ารุ่นลูกรุ่นหลานซะอีก แล้วขอโทษทีนะไม่ได้นับหรอกว่ากี่ปีแล้ว” เซาโอพูดขึ้นมา

           “ข้าว่าเราไปหาที่เงียบกว่านี้คุยกันเถอะ คงได้คุยกันอีกยาว” พูดจบ คาเยนเดินไปที่ชั้นหนังสือ

           “อาเปรี[5]” ชั้นหนังสือเปิดออกเป็นประตูลับ เขาเดินนำเข้าไป เซาโลก็เดินตาม มันเป็นห้องขังลับ มีห้องขังหลายห้อง ที่พวกผู้คุมเดินเต็มไปหมด และผู้คุมทุกคนเป็นแวมไพร์ ในกรงขังมีมนุษย์โดนขังอยู่และดูหวาดกลัว ผู้คุมกำลังเอาอาหารและน้ำให้กับเหล่านักโทษในนั้น เซาโลเห็นแล้วก็ถอนใจ

           “เจ้ายังใช้วิธีนี้ในการหาเลือดอยู่เหรอ”

             “ก็เลี้ยงเอาไว้กินมันสะดวกกว่า ที่จะไปฆ่าเหยื่อเป็นมื้อ ๆ นี่ แถมยังขายให้พวกแวมไพร์อาจผ่านเข้ามาที่นี่ได้เหมือนกัน” คาเยนพูดหน้าตาเฉย  ราวกับที่นี่เป็นแค่คอกสัตว์ไม่ใช่ห้องขังมนุษย์

          “มีพวกอื่นด้วยเหรอ”

           “มีตัวเล็กตัวน้อย ญาติห่าง ๆ ของตระกูลอื่นจนเขาไม่นับญาติแล้วนั่นล่ะ” คาเยนพาเข้าไปนั่งที่โต๊ะที่เตรียมไว้

             “คนจะไม่สงสัยเหรอ เจ้าจับคนมามากมายขนาดนี้” เซาโลถาม คาเยนหัวเราะแล้วพูดว่า

             “รู้มั้ย ที่นี่ก็มีคนอดยาก คนที่ไม่ญาติพี่น้อง เยอะกว่าที่ที่เราจากมาอีกนะ เพราะฉะนั้นต่อให้คนพวกนี้หายไปก็ไม่มีใครตามหาหรอก แถมบางคนเหมือนชอบอยู่แบบนี้มากกว่าซะอีก”

            “ถ้าไม่รู้มาก่อนไม่มีใครคิดหรอกนะว่าเจ้าจะเป็นหมอจริง ๆ เหมือนพวกโรคจิตซะมากกว่า” เซาโลพูดพลางทำท่าขนลุก

            “เอ๊า !ไอ้นี่ พูดกับเพื่อนเก่าแบบนี้เหรอ อย่างน้อย ๆ ข้าก็รักษาคนแทบทุกวันเหมือนกันละน่า” คาเยนหัวเราะเสียงดัง เซาโลเห็นว่าผู้คุมบาง มีสิ่งมีชีวิตประหลาดตามอยู่ มันมีรูปร่างเหมือนมนุษย์ แต่คลานสี่ขา ใบหน้าอัปลักษ์และดูน่ากลัวปากเต็มไปด้วยด้วยเขี้ยวที่แหลมคมเหมือนกับสัตว์ป่า และมีกรงเล็บ

          “มีพวกนั้นเอาไว้ด้วยเหรอ”

           “แปลกตรงไหนล่ะ พวก เบลรูธ นี่ล่ะ กันคนหนีได้ดีที่สุด เสียแต่สติปัญญามันต่ำน่ะ ไม่งั้นไม่ต้องมีผู้คุมช่วยอีกแรงหรอก” คาเยนพูดขึ้น

          “แล้วนี่ยังมีลูกหลานเยอะเหมือนเดิมสินะ ไอ้พวกผู้คุมพวกนี้คนไหนมีพวกมันเดินตามก็คือเป็นลูกหลานแกโดยตรงสินะ”

           “ดูออกด้วยเหรอ ก็แน่ล่ะ แวมไพร์อย่างพวกเราเพิ่มประชากรก็เป็นงานหลักเหมือนกัน ไม่เหมือนท่านนี่ไม่ยอมมีเมียสักที” คาเยนพูดพลางทำน้ำเสียงเป็นเชิงล้อเลียน

         “ข้าไม่อยากมีหลายคนแบบพวกเจ้าสักหน่อย” เซาโลตอบด้วยน้ำเสียงเหนื่อยหน่าย

          “ช่วยอะไรได้ล่ะแวมไพร์ผู้หญิงท้องได้ครั้งเดียว เกิดมีลูกสาวขึ้นมา ใครจะสืบตระกูลจริงมั้ย”

             “ความคิดพวกเจ้าไม่เคยเปลี่ยนกันจริง ๆ”  เซาโลพูดพลางส่ายหน้า คาเยนหัวเราะ

             “เจ้ากล้าว่าคนอื่นเหรอ เจ้าก็ยึดติดกับเรื่องรักเดียวใจเดียวมาตลอดนี่ ขนาดเสียทั้งเมียและลูกไป ยังไม่คิดจะมีใหม่ พวกเรามีเวลามากกว่ามนุษย์นะ บางทีหลักการคิดของมนุษย์มันใช้กับเราไม่ได้หรอก” คาเยนพูดขึ้นมา เซาโลนิ่งไปเขาไม่ได้ตอบโต้อะไร มีเลือดถูกใส่ในขวดยกมาเสิร์ฟ คาเยนรินใส่แก้ว เซาโลรับมาดื่ม

            “รสชาติต่างจากที่ล่ามาแน่ ๆ พวกนี้ข้าให้กินแต่อาหารบำรุงเลือดเท่านั้น และก็ให้ดื่มเหล้าก่อนรีดด้วย มันทำให้เลือดมีรสชาติเหมือนกับไวท์ชั้นหนึ่ง”

           “สำหรับข้าไม่แตกต่างหรอก” เซาโลพูด คาเยนได้ยินถึงส่ายหน้าแล้วพูดว่า

           “บางทีข้าสงสัยนะ เจ้าเนี่ยโตมาครอบครัวชนชั้นสูงจริงมั่ย รสนิยมของเจ้าไม่ค่อยดีเอาซะเลย”

            “ข้าไม่ได้โตมาเพื่อเจ้าชายอะไรสักหน่อย ข้าโตขึ้นมาเพื่อเป็นนักรบ” เซาโลตอบหน้าตาเฉย

              “แต่ตอนนี้ก็ต้องหนีเหมือนสัตว์ที่ถูกไล่ล่า” คาเยนพูดสวน เซาโลถึงกับสำลักเลือด

               “แล้วเจ้าต่างอะไรกับข้าหรือไง เจ้าน่ะหนีออกมาคนแรก ๆ เลยไม่ใช่เหรอ”

                “เอ๊า ! ก็ท่านเคาน์หายไปคนทั้งประเทศก็ตามล่าจะอยู่ทำไมกันล่ะ ข้าออกมากลุ่มแรก ๆ เลยได้อยู่ที่นี่อย่างสงบ ๆ เจ้านั่นล่ะ ไปทำเอาอีกท่าไหนกัน เลยโดนตามจับขนาดนั้น” คาเยนถามขึ้นมา

             “เห็นได้ตัวที่ตามข้ามามั่ยล่ะเดิมมันเป็นเจียงสือ แล้วมากัดข้าทำให้เกิดมีสติปัญญาคนก็โย้งไปมั่ว ๆ ว่าข้าเป็นโอสถทิพย์”

               “อ๋อ ! เจ้านั่นน่ะเหรอ ก็ว่าอยู่ทำไมมันดูแปลก ๆ เรื่องโอสถทิพย์นี่เริ่มมาจากเจ้าเหรอ” คาเยนพูดพลางยกเลือดขึ้นดื่ม

                “ข้าอยากจะหลบอยู่นี่สักพัก ไว้เรื่องราวมันซาลงข้าคงจะไป ตามทางหรือไม่ก็หาทางหนีออกไปที่อื่นซะ” เซาโลพูดขึ้นมา

          “น่าจะเงียบยากนะถ้าคนที่นี่ยังเชื่ออะไรแบบนั้น แล้วอีกอย่างที่เจ้ามานี่ไอ้นูร์มีสองพี่น้องนั่น คงหาทางเข้าหาเจ้านั่นล่ะ”

             “สองพี่น้อง อย่าบอกนะเป็นแฝดอีกแล้วนี่รุ่นไหนล่ะ” เซาโลถามขึ้นมา

              “รุ่นหลานล่ะมั้ง อย่าลืมตระกูลนี้เชื้อแฝดมันแรง เกิดมาทีไรก็มีแฝดชายหญิงตลอด คนเลยเยอะเห็นบอกว่าไปหลายที่แล้ว แถมบางยังกลายเป็นดองกับตระกูลอื่นไปแล้วด้วย” คาเยนพูด เซาโลถอนใจ

              สักพักก็มีคนเดินมาพร้อมกับจดหมายปิดผนึกส่งให้เซาโล เขาเห็นตราะประทับ รูปดอกกุหลายสีม่วงที่งอกอยู่บนหัวใจสีม่วง ก็รู้ได้ทันทีเป็นของนูร์มี

            “เจ้าแฝดนั่นเชิญข้าให้ไปพบสินะ” คาเยนพูดขึ้นมา เซาโลพยักหน้า

[1] ปืนคาบศิลา เป็นปืนที่ใช้ดินปืน ตำกรอกทางปากกระบอกปืน ปืนชนิดนี้เมื่อบรรจุกระสุนไว้ต้องถือตั้งตรงตลอด ไม่งั้นกระสุนอาจไหลออกจากปากลำกล้อง เวลาจะยิงต้องใช้ "เชือกไฟ"จุดดินปืนหรือหิน"คาบศิลา"(หินไฟ-Flint) ตอกกระทบโลหะ หรือกระทบกันเอง  เพื่อจุดดินขับในถ้วยที่โคนปืน ให้ไฟแล่บติดดินขับ วิ่งเข้าไปทางรูที่ท้ายลำกล้อง แล้วจึงเกิดการลุกไหม้ในดินปืน ระเบิดกระสุนออกไป ปืนชนิดนี้เป็นต้นแบบของปืนไรเฟิลในปัจจุบันด้วย ไม่มีผู้ทราบว่าใครประดิษฐ์ขึ้น แต่ว่าในเอกสารทางการทหารของจีนได้มีการกล่าวถึงอาวุธชนิดหนึ่งเรียกว่า หั่วหลงจิงในช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 14 ในแรกเริ่มปืนคาบศิลาได้มีการออกแบบให้ใช้กับทหารราบเท่านั้น และได้มีการปรับปรุงขึ้นในคริสต์ศตวรรษที่ 19 ซึ่งเป็นช่วงการปฏิวัติอุตสาหกรรม เช่นมีเกลียวในลำกล้อง การมีกล้องเล็ง มีกระสุนปลายแหลมซี่งแต่เดิมนั้นเป็นลูกกลมๆ และในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 ก็มีการประดิษฐ์ปืนชนิดที่บรรจุกระสุนทางท้ายรังเพลิงปืนซึ่งแต่เดิมนั้นบรรจุกระสุนทางปากลำกล้องเข้ามาแทนที่

[2] Sum famulus comitis, si intellegis. Sine me intrare, aut scis quid accidat. (รูปประโยค)

[3] "Gratias" (กรา-ติ-อัส) แปลว่า ขอบคุณ ขอบใจ

[4] คทาแห่งแอสคลีเพียส (Rod of Asclepius) คือไม้เท้าที่มีงูหนึ่งตัวเลื้อยพันรอบ เป็นสัญลักษณ์สากลที่ถูกต้องที่สุดของวิชาชีพการแพทย์และการรักษาโรค มีต้นกำเนิดจากตำนานเทพปกรณัมกรีก แอสคลีเพียส ซึ่งมีสถานะครึ่งเทพครึ่งมนุษย์ ได้รับการยกย่องว่าเป็นเทพเจ้าแห่งการแพทย์และการรักษา 

[5] aperi (อา-เป-รี) ภาษาละตินแปลว่า เปิด

Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • อ้าวเฮ้ย ! ข้าไม่ใช่โอสถทิพย์ของพวกเจ้านะโว้ย    15/2

    เขารีบจับอาวุธและฟาดไปอีกครั้ง โดนที่เข้าที่แสกหน้าของหลี่หวู่หมิงเต็ม ๆ และยังโดนกระหน่ำฟาดไม่หยุด ความเจ็บปวดแผ่เข้ามาเต็มร่างของหลี่หวู่หมิง จนเลือดอาบไปทั้งตัว เนื้อหลุดจนเห็นกระดูกหลายจุด เซาโลหยุดการโจมตีแล้ว“ทำไมทำไม ข้าแพ้แบบนี้ ทำไมกัน ข้าได้พลังมาแล้ว ทำไมกัน แผ่นดินต้องเป็นของข้าสิ”เซาโลมองที่หลี่หวู่หมิงแล้วพูดว่า “พลังที่เจ้าเลือก มันเป็นของปีศาจเป็นคำสาป ยังไงก็ไม่เกิดเรื่องดี ๆ กับเจ้าหรอกนะ เอาจริง ๆ เจ้าน่ะแค่อยากได้อำนาจไม่ได้อยากช่วยเหลือใครจริง ๆ หรอก” “แต่เจ้าก็มีพลังแบบนี้เหมือนกัน” หลี่หวู่หมิงเถียง “นั่นคือคำสาปข้ายังไม่รู้เลยว่าข้าจะจบแบบไหน”หลี่หวู่หมิงได้ยินแบบนั้นก็เริ่มรู้ว่า ที่ผ่าน ๆ มา เขาอ้างบ้านเมืองมาตลอดความจริงเขาอยากได้อำนาจเอาไว้ใช้ซะเอง จึงได้เงียบไปเป็นการรอรับความตาย เซาโลฟาดดาบแส้ซ้ำลงไปหัวของหลี่หวู่หมิงขาดกระเด็นไปแล้ว ทหารหลวงมาล้อมเซาโลเอาไว้ แต่อวี่จิ้งเซียงตามมาด้วย เลยรีบห้าม “เขามากับข้า”ทหารหลวงลดอาวุธลง อวี่จิ้งเซียงมองร่างของหลี่หวู่หมิงที่กลายเป็นผงไปแล้ว เธอก็นึกเสีย

  • อ้าวเฮ้ย ! ข้าไม่ใช่โอสถทิพย์ของพวกเจ้านะโว้ย    15/1

    ตอนที่ 15ซุ่นมู่ซานส่ายหน้าแล้วพูดว่า “ข้าไม่เอาแล้วล่ะ พอกันที ข้าเป็นมือปราบ เป็นหมอ สู้กับคน รักษาคน ข้าไม่ได้จะมาต่อสู้กับปีศาจแบบนี้” “นี่ท่านหมายความว่าอะไร ท่านจะไม่ต่อสู้แล้วเหรอ” “ข้าขอโทษ ตอนนี้ข้าไม่กล้าแม้แต่จะกำหมัด ตอนที่พี่เฟิ้งตาย ข้าเพิ่งเคยเห็นเขามีสีหน้าหวาดกลัวขนาดนั้น แล้วหลังจากนั้นพี่เฟิ้งก็กลายเป็นปีศาจไร้ความรู้สึกให้ข้าไปต่อสู้อีกเหรอ ข้าไม่ไหวจริง ๆ เรื่องการต่อสู้แบบนี้ข้าทำไม่ได้แล้ว แต่ข้าจะคอยรักษาคนเจ็บคนป่วยต่อไปก็แล้วกัน มันก็ถือว่าเป็นช่วยชาติ ช่วยประชาชนได้เหมือนกันล่ะ ข้าไม่คิดจะเอาชีวิตไปแลกหรอกนะ เพราะข้าจะช่วยคนอื่นได้มากกว่าถ้าข้ามีชีวิตอยู่ต่อไป” ซุ่นมู่ซานตอบ อวี่จิ้งเซียงมองซุ่นมู่ซานแม้ว่ามันอาจไม่ใช่อย่างที่นางต้องการ แต่นางก็เข้าใจเขา ยังไงคนเราก็รักตัวกลัวตายทั้งนั้น “งั้นข้าขอให้ท่านโชคดีแล้วกันนะ ขอให้รักษาคนให้ได้มาก ๆ ก็แล้วกัน” อวี่จิ้งเซียงพูด “เจ้าเองก็ด้วย ข้าขอให้โชคดีและปลอดภัยนะ และข้าช่วยได้แค่นี้” หลังอวยพรเสร็จเขาก็ส่งขวดยาให้“นี่ยาถอนพิษ อาจช่วยเจ้าได้ข้าขอล

  • อ้าวเฮ้ย ! ข้าไม่ใช่โอสถทิพย์ของพวกเจ้านะโว้ย    14/2

    “อินรูโต๊ะ !”เลือดพุ่งออกมาจากแผลที่ข้อมือของเฮ่ยหลู่ต้งปิง เข้ามาในปากของเซาโล แขนของเฮ่ยหลู่ ต้งปิงถึงกับชาจนขยับไม่ได้ กระบี่เหรียญที่แทงร่างของเซาโลกระเด็นหลุดจากร่าง เฮ่ยหลี่ต้งปิงเสียเลือดไปมากจนยืนไม่อยู่ เซาโลเดินเข้ามาใกล้ขึ้นเรื่อย ๆ ตอนนี้เฮ่ยหลู่ต้งปิงอ่อนแรงจนทำอะไรไม่ได้แล้ว เซาโลฟาดอาวุธเข้าไปที่คอของเฮ่ยหลี่ต้นปิง หัวเขาขาดกระเด็น อวี่จิ้งเซียงเธอต้องคอยหลบ กู่และใช้ร่มจัดการ แต่อยู่ ๆ เธอก็หน้ามืดเข่าอ่อน และคนที่อยู่ใกล้ ๆ อีกหลายคนก็มีอาการแบบเดียวกัน “รู้ตัวช้านะ เจ้าสูดลมพิษของข้าไปแล้ว ไม่ต้องกลัวหรอกไม่ถึงตายหรอก แต่เจ้าไม่รอดจากกู่ของข้า แน่ ๆ ” เมื่อเฮ่ยเหอเซียงกู่พูดจบ กู่ทั้งฝูงก็กำลังจะเล่นงานอวี่จิ้งเซียง แต่ว่า เหล่ากู่โดนอาวุธของเซาโลทำลายไปทั้งหมดแล้ว “แก ! ทำไมพิษมันไม่ได้ผล” เฮ่ยเหอเซียงกู่ตกใจมาก “คิดว่าข้าเป็นมนุษย์หรือไงจะได้แพ้พิษนี่” มีกู่ตัวหนึ่งพุ่งเข้ามาหาเซาโล เขาใช้ปากกัดมันเคี้ยวก่อนจะคายออกมา “รสชาติไม่ได้เรื่องเลย นึกว่าจะเผ็ดกว่านี้ซะอีก” เฮ่ยเหอเซียงกู่เริ่

  • อ้าวเฮ้ย ! ข้าไม่ใช่โอสถทิพย์ของพวกเจ้านะโว้ย    14/1

    ตอนที่ 14 “อะไรกัน ใจร้อนจังนะพ่อหนุ่ม แค่กอดเองจะอะไรนักหนาเหรอ ไม่รู้เหรอว่าพวกเรากับท่านอ๋องเป็นอะไรกัน” อลิซพูดจบก็กลับไปอยู่ข้าง ๆ ท่านอ๋องเหมือนเดิม “หมายความว่าอะไรกันขอรับท่านอ๋อง” เฟิ่งต้ายงพูดด้วยน้ำเสียงแปลกใจ อลันกับอลิซเลยผลัดกันจูบท่านอ๋องต่อหน้าทั้งสามคน ทั้งสามทำไม่หน้าถูก ตะลึงกับภาพที่เห็น “ยังไม่ชัดเจนอีกเหรอ ท่านอ๋องเป็นของพวกเราไงล่ะ” อลันพูดและส่งสายตาไปให้ทั้งสาม อลิซก็เหมือนกันทำให้ทั้งสามคนขนลุกแปลก ๆ “อย่าได้แปลกใจไป สองคนนี่ได้มอบพลังให้กับข้า” ท่านอ๋องหลี่หวู่หมิงพูดน้ำเสียงของเขาดูล่องลอย “ท่านใช้โอสถทิพย์ไปแล้วเหรอขอรับ” ซุ่นมู่ซานพูดด้วยความตื่นเต้น ทั้งอลันและอลิซส่งเสียงหัวเราะดังลั่น “แหม ๆ ไม่น่าจะเรียกว่าใช้หรอกนะ เราแค่มีความสุขด้วยกันจะดีกว่านะ” อลิซพูดพลางไปนั่งตักของท่านอ๋อง “แปลว่าท่านจะเอาพลังไปรักษาฮ่องเต้สินะขอรับ” เฟิงต้ายงพูดด้วยสายตาแห่งความหวัง ท่านอ๋อง หลี่หวู่หมิงนิ่งไปก่อนจะพูดว่า “คิดว่าข้าจะเอาพลังนี่ไปช่วยฮ่องเต้ขี้โรคนั่นจริง ๆ เหรอ”เม

  • อ้าวเฮ้ย ! ข้าไม่ใช่โอสถทิพย์ของพวกเจ้านะโว้ย    13/2

    “เด เม อัด เม” ดาบแส้อาวุธคู่กายกลับมาอยู่ในมือของเซาโล เขามองไปที่ทั้งสี่ แล้วเรียกหาบิงโก้ แต่กลับไม่เสียงตอบรับ เซาโลเลยวิ่งไปที่อีกห้องด้วยความเร็วทำให้ทั้งสี่ลงมือไม่ทัน “ตามมันไปเร็วเข้า” เฟิ่งต้ายงพูด ทุกคนตามไปทันทีเซาโลเข้ามาให้ห้องหนึ่ง มีพวกสาวกอยู่นั้นกลุ่มหนึ่ง เขาเห็นร่างของบิงโก้โดนตัดแขนขา ตัวถูกเกี่ยวเอาไว้ เซาโลโกรธจัดฟาดฟันอาวุธใส่พวกสาวกนั่นทันที พวกเขาได้แผลยาวกันทุกคน“อินรูโต๊ะ” เลือดพุ่งเข้ามาในปากของเขา และเขาก็ปล่อยบิงโก้ลงมา ตอนนี้บิงโก้มองเขา แล้วพูดว่า“นายท่านปลอดภัยแล้วสินะขอรับ”“ยังจะมาห่วงข้าทำไม ไม่ดูตัวเองก่อนล่ะ” เซาโลพูดแม้น้ำเสียงของเขาฟังดูเรียบเฉย แต่หากมองตาเขา ดี ๆ ตอนนี้มันเต็มไปด้วยความเศร้า เขาก้มและพยายามต่อแขนขาคืนกับให้กับบิงโก้ เถียวเสี่ยวฟู่กำลังดีดพิณเพื่อใช้เสียงพิณเล่นงานแต่ อวี่จิ้งเซียงห้ามเอาไว้ก่อน“ตอนนี้เขาไม่เป็นอันตรายหรอก เชื่อสิ ให้เขาได้บอกลากันเถอะ”ไม่ว่าเซาโลจะทำยังไงก็ต่อแขนขาคืนให้บิงโก้ไม่ได้ “พวกมันใช้อาคมตัดร่างกายข้า มันต่อคืนไม่ได้หรอกขอรับ อย่าพยายามเลย” บิงโก้พูดทำให้เซาโลนิ่งไปพักใหญ่ ตั้งแต

  • อ้าวเฮ้ย ! ข้าไม่ใช่โอสถทิพย์ของพวกเจ้านะโว้ย    13/1

    ตอนที่ 13 “โอะ ๆ ก็เอาสิขอรับ ก็เป็นการประกาศให้โลกรู้ไปเลยท่านอ๋องผู้ยิ่งใหญ่ โดยคนต่างชาติพรากพรหมจรรย์ทางทวารไปแล้ว พวกข้าน่ะไม่มีอะไรให้เสียหรอกนะขอรับ แต่ท่านล่ะเป็นยังไงน่า” อลันพูดขึ้นมา ท่านอ๋องถึงกับพูดไม่ออก เหมือนใครเอาน้ำเย็นมาสาดจนชาไปทั้งตัว ถ้าเรื่องนี้รู้ถึงไหนก็อายถึงนั้น ชื่อเสียงของท่านอ๋องจะไม่เหลือชิ้นดี เผลอ ๆ อาจทำให้ท่านต้องถูกปลดจากตำแหน่งไป ไม่อาจโดนประหารไปเลย เลยก็ได้ เพราะสำหรับเชื่อพระวงศ์แล้วนี่มันเรื่องเสื่อมเสียที่สุดแล้ว ท่านอ๋องไม่มีทางเลือก อลิซหัวเราะคิก ๆ คัก ๆ อยู่ตรงหน้า “พวกเจ้าหลอกข้า อำนาจอะไรนั่นไม่มีจริงสินะ” อ๋องหลี่หวู่หมิงโวยวายเสียงดังลั่น น้ำตาไหลออกมาด้วยความคับแค้นใจ “อย่าพูดแบบนั้นพวกเรารักษาคำพูดเสมอนะขอรับ ท่านอ๋องเอาล่ะ ตามสัญญา ลุกขึ้นสิขอรับ” อลันพูดขึ้นมาเมื่อไม่มีทางเลือกอะไรอีกแล้ว หลี่หวู่หมิงลุกขึ้นมาอย่างว่าง่าย อลันไปยืนด้านหลังและกอดท่านอ๋องจากด้านหลังส่วนอลิซกอดท่านอ๋องจากหน้า กลายเป็นว่าตอนนี้ท่านอ๋องอยู่อ้อมกอดของทั้งสองคน แต่มันกลับไม่ได้ทำให้รู้สึกถึงความอบอุ่นเลยสักนิด ตรงกันข้า

  • อ้าวเฮ้ย ! ข้าไม่ใช่โอสถทิพย์ของพวกเจ้านะโว้ย    10.1

    ตอนที่ 10 “ก็ไม่มีอะไรมากหรอกข้าต้านพิษได้เพราะฝึกกับพิษมาตั้งแต่เด็ก ๆ แล้ว” แต่อีกฝ่ายก็มีแค่มือเปล่า นักดาบเลยได้ใจเข้าต่อสู้ทันที แต่กลายเป็นซุ่นมู่ซานก้าวเท้าหลบด้วยความเร็วที่เหนือชั้น ทำให้อีกฝ่ายฟันไม่ถูกสักที เขาซัดขวดยาไปทางนักดาบแต่มันหลบได้ “ซัดไปทางไหนกัน” นักดาบเยา

  • อ้าวเฮ้ย ! ข้าไม่ใช่โอสถทิพย์ของพวกเจ้านะโว้ย    9.2

    อวี่จิ้งเซียงถอนใจก่อนที่จะเล่าให้ฟังต่อ“สุดท้ายข้าเลยปลอมตัวไปสอบจอหงวน แต่กรรมการคุมสอบวันนั้นดันเป็นท่านอ๋องหลี่หวู่หมิงซึ่งเขาจับได้ว่าข้าเป็นสตรีปลอมตัวมา แต่เมื่อท่านอ๋องได้ทดสอบความรู้ของข้า ท่านอ๋องเห็นว่าเองก็มีความสามารถก็เลย ได้มาเป็นมือปราบนี่ล่ะ”“ขอบคุณที่เล่าเรื่องดี ๆ แบบนี้ให้ฟังน

  • อ้าวเฮ้ย ! ข้าไม่ใช่โอสถทิพย์ของพวกเจ้านะโว้ย    ตอนที่ 9

    ตอนที่ 9 “นายท่าน” บิงโก้ตะลึงทำให้เขาไม่ระวังตัว เลยโดนแปะยันต์ไปทำให้หมดพลัง เข่าอ่อนแทบจะยืนไม่ได้อวี่จิ้งเซี่ยงเดินตรงมาหาเขา และกำลังจะเอาร่มแทง แต่เซาโลพุ่งมาจับข้อมือของอวี่จิ้งเซี่ยงเอาไว้ แม้ตอนนี้เขาจะบาดเจ็บและพละกำลังน้อยลง แต่เขาก็ยังแข็งแรงพอที่จะบีบมือให้เธอเจ็บ ร่มหลุดจากมือ

  • อ้าวเฮ้ย ! ข้าไม่ใช่โอสถทิพย์ของพวกเจ้านะโว้ย    8.2

    “พวกแวมไพร์มันมีราชาอยู่ แต่ราชาของพวกมันหายสาปสูญไปนานแล้ว เหลือแต่ขุนพลเจ็ดตระกูล ถ้าอิงตามอาวุธที่เจ้าบอก มันคือ แวมไพร์ตระกูลมอลคอส ถือเป็นญาติของราชาของพวกมันโดยตรงเลยน่ะสิ จัดว่าเป็นตัวอันตรายเลยล่ะ” เมื่อบาดหลวงพูดจบ ทุกคนหน้าซีดเผือด คั่งหวั่นฟางก็รีบถามว่า “มันมาที่

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status