เข้าสู่ระบบ“เป็นลูกน้องอย่านินทานายสิ” เฟิ้งต้ายงตำหนิอวี่จิ้งเซียงแต่นางแย้งว่า
“พวกท่านก็เห็นนี่ ว่าตอนนี้ท่านอ๋อง ตอนนี้เหมือนจะไม่สนใจอะไรแล้วนอกจากไอ้ตัวบ้านั่น เราให้ข้อมูลหลายครั้งแล้วนะ ท่านอ๋องก็ยังคิดจะจับมันมาอีก”
“อย่าลืมสิขนาดพิษยังเอามายาได้เลย ถ้ารู้วิธีใช้นะ” ซุ่นมู่ซานพูดขึ้นมา
“แต่ตอนที่พวกเราคิดจะสกัดยาออกมา มันทำให้มีคนตายตั้งมากมายนี่มันคุ้มจริง ๆ เหรอ” อวี่จิ้งเซียง พูดขึ้นมาอีกครั้ง
“แต่ถ้ารักษาฮ่องเต้ไม่ได้ ความวุ่นวายมันก็จะเกิดยิ่งกว่านี้นะ เพราะอย่าลืมสิฮ่องเต้พระองค์นี้ยังไม่ได้แต่งตั้งฮ่องเฮา[1]นะ แถมยังไม่มีทายาทโดยตรงอีก ถ้าพระองค์เป็นอะไรไป พวกอ๋องคนอื่น ๆ ได้เปิดศึกชิงบัลลังค์แน่ ๆ” เถียวเสียวฟู่พูดขึ้นมา ทุกคนได้แต่เงียบ ฮ่องเต้พระองค์นี้ความดียังไม่ปรากฏชัด แต่ก็ไม่มีเรื่องเสียหาย จึงมีหลายคนพยายามช่วยเหลืออยู่ตลอด เลยทำให้ยังมีชีวิตรอดอยู่จนถึงทุกวันนี้
“แม่นางคังจะยังร่วมเดินทางกับพวกเรา อยู่มั้ยเนี่ย” ซุ่นมู่ซานถามขึ้นมา
“นางมีทางเลือกเหรอ เจอทั้งคำสั่งของอาจารย์เจอทั้งคำสั่งท่านอ๋องอีก แต่เจ็บใจเจ้าอู๋ซานนี่ล่ะที่หนีไปแล้ว” อวี่จิ้งเซียงพูดด้วยน้ำเสียงไม่พอใจนัก นางรู้สึกเห็นใจคังหวั่นฟางมากจริง ๆ เพราะตัวคังหวั่นฟางอายุยังน้อยและเพิ่งจะออกมาเจอโลกภายนอกได้ไม่นานนัก ก็เจอแต่เรื่องหนัก ๆ ทั้งนั้นเลย บางทีมันก็หนักเกินกว่าผู้หญิงอย่างเธอต้องเจอเลยจริง ๆ
สี่มือปราบพร้อมด้วยคังหวั่นฟางออกเดินทางทันที ดูคังหวั่นฟางจะตื่นเต้นพอสมควร อวี่จิ้งเซียงเลยถามนางว่า
“เจ้าเคยได้ยินชื่อเขตต่างชาติมั้ยล่ะ”
“ไม่เลย เอาจริง ๆ ข้าเพิ่งเคยเห็นคนต่างชาติ จากเจ้าโอสถทิพย์นี่ล่ะ” คังหวั่นฟางพูด
“มันต่างจากบ้านเมืองเรามากเลยล่ะ หลายก็ดูเจริญกว่าด้วยซ้ำ แต่ก็มีเรื่องเล่าน่ากลัวอยู่เหมือนกัน” อวี่จิ้งเซียงพูดขึ้นมา
“เรื่องเล่าอะไรเหรอค่ะ” คังหวั่นฟางถามอย่างสนใจ เถียวเสี่ยวฟู่เลยตัดสินใจเล่าให้ฟังเอง
“ตอนที่จะสร้างที่นั่น มีการไปซื้อที่ดินจากชาวบ้านหลายคน เรียกซื้อคงไม่ได้หรอกนะ บังคับขายซะมากกว่าเพราะเป็นราชองค์การ หากใครไม่ทำตามก็โดนยึดที่ทันทีเลย ทำให้โดนสาปแช่ง ที่นั่นจะไม่มีใครได้อยู่อย่างสงบ ๆ แต่พวกเราก็ไม่รู้นะว่า เป็นยังไง เพราะแทบจะมีข่าวสารอะไรออกจากเขตนั้น ขนาดพิราบดำยังสืบหาไม่ได้เลย”
“แล้วประเทศอะไรที่ขอให้มาสร้างเหรอคะ” คังหวั่นฟางถามอย่างสนใจ
“เรารู้แค่มาจากยุโรปนะ ประเทศไหนก็ไม่ได้ระบุอย่างละเอียดหรอก”
หลังจากเดินมาหลายวัน ก็เริ่มเห็นว่ามีชาวต่างชาติให้เห็นเรื่อย ๆ เถียวเสี่ยวฟู่ดูจะไม่ค่อยพอใจที่เห็นพวกนี้เท่าไหร่นัก
“เป็นอะไรไปเสี่ยวฟู่” เฟิ้งต้ายงถามขึ้นมา
“ก็ไม่มีอะไรมากหรอกนะ ข้าแค่ไม่ชอบเห็นพวกต่างชาติเดินเพ่นพานแบบนี้ พวกนี้มันไม่ได้หวังดีกับประเทศเราจริง ๆ หรอกนะ น่าจะควบคุมพวกมันบ้าง” เถียวเสี่ยวฟู่พูดอย่างไม่ค่อยสบอารมณ์
“แต่เป็นนโยบายของฮ่องเต้องค์ก่อนนี่ แต่ก็ทำให้เราทำการค้ากับต่างชาติได้มากขึ้นนะ และเราก็รับอะไรใหม่ ๆ ได้อีกหลายอย่างเลยนะ” อวี่จิ้งเซียงพูดขึ้นมา
“ก็ถูก แต่มันก็กำลังทำลายชีวิตเก่า ๆ ของพวกเราเหมือนกัน อย่างเช่นเอาศาสนามาด้วยและทำลายความเชื่อเก่า ๆ ของพวกเรา เจ้าน่าจะเข้าใจนะแม่นางคัง” เถียวเสี่ยวฟู่พูดขึ้นมา หลัง ๆ พอมีความเชื่อใหม่ ๆ เข้ามาหลายคนก็ลืมความเชื่อเก่า ๆ พวกฝึกวิชาเหมาซานจากที่เคยเป็นคนสำคัญและถูกนับหน้าถือตา หลายคนถูกมองพวกหลอกลวงไป บางสำนักก็ปิดตัวไป
“เรื่องนี้ข้าว่าไม่ใช่เพราะศาสนาใหม่มาหรอก หลายครั้งพวกเหมาซานหลายคนก็เป็นพวกต้มตุ๋มหลอกลวงนี่ แถมยังใช้มนตร์ดำหาประโยคให้ตัวเองอีกด้วย พวกเราเองก็เคยจับมาหลายคนแล้วนี่” อวี่จิ้งเซียงพูดขึ้นมาบ้าง
“ก็จริงแต่ข้ายังไม่ชอบใจอยู่ดี” เถี่ยวเสี่ยวฟูน้ำเสียงยังคงไม่พอใจอยู่ดี
ขณะที่กำลังเดินทางก็เห็นว่ามีเด็กชายคนหนึ่งวิ่งมาพวกเขา
“ช่วยด้วยครับ บ้านพวกเราโดนพวกคนร้ายมาโจมตีช่วยด้วยครับ”
ทุกคนรีบตามเด็กชายไป พอไปถึงก็ต้องตกตะลึงเพราะ บ้านที่เด็กชาย มันคือสถาณที่กำลังก่อสร้างกระท่อมเล็ก ๆ ที่กำลังถูกคนของลัทธิเสียงสวรรค์กำลังล้อมเอาไว้อยู่ โดยมีนักบวชชายต่างชาติคนหนึ่ง กำลังพยายามเจรจากับพวกเสียงสวรรค์ และคนที่กำลังพยายามเจรจานั้นเป็น นักบวชรูปร่างท้วมอายุประมาณ ห้าสิบเศษ สวมชุดสีน้ำตาลเก่า ๆ มีทรงผมที่ดูแปลกตาเป็นทรงผมที่โกนตรงกลางหัว[2] และยังมีนักบวชอีกสองคนที่เป็นคนในพื้นกำลังพยายามสกัดชาวบ้านที่พยามจะเข้ามาในพื้นที่ก่อนสร้าง มีเด็ก ๆ กำลังหวาดกลัว และมีพวกนายช่างหลายคนที่โดนทำร้ายไปแล้ว มีสองตายายที่กำลังปลอบเด็กอยู่ ผู้นำของเสียงสวรรค์ เป็นชายร่างสูงใหญ่แต่งตัวเหมือนพวกขุนนาง ถือป้ายเขียนว่า บัญชาสวรรค์เอาไว้
“นี่จะสร้างอะไรกันทำไม มันวุ่นวายขนาดนี้ แล้วทำไมมีนักบวชของพวกต่างชาติอยู่ที่นี่” ซุ่นมู่ซานรีบถาม
“โบสถ์ศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิก[3]ขอรับ แต่พวกนั้นไม่ยอมให้สร้าง” เด็กชายตอบ เหล่ามือปราบตกใจไม่น้อย
“ในนามแห่งเฮ่ยเฉากั๋วจิ้ว[4] พวกเจ้าต้องเลิกสร้างที่อัปมงคลนี่ซะ แล้วมอบที่ดินนี้ให้พวกข้าทำศาลเจ้าให้กับเจ้าลัทธิของเรา” เขาพูดเสียงดัง
“ผายลม ! นี่มันที่ของข้านะ ข้าจะยกให้คุณพ่อท่านทำโบสถ์มันเกี่ยวอะไรกับเจ้าด้วยล่ะ” ชายสูงวัยหนึ่ง โวยวายขึ้นมา เขาเป็นเจ้าของที่ดินตรงนี้
“ข้าก็บอกเจ้าไปหลายที่แล้วนี่ที่ตรงนี้มันพลังเทพอยู่ หากมอบให้เราพวกเจ้าจะบุญและไปจุติไปบนสวรรค์เชียวนะ”เฮ่ยเฉากั๋วจิ้วพูดขึ้นมา
“ข้าไม่เชื่อพวกเจ้าหรอกนะ ไอ้พวกต้มตุ๋น !” ตาพูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่น ยายก็พยายามปลอบเด็ก ๆ
ที่ดินตรงนี้เป็นของสองตายาย ที่เสียลูกชายไปในช่วงสงคราม ทั้งสองเลยตัดสินใจ รับเด็กกำพร้าจากสงครามมาเลี้ยงดู แรก ๆ จนคนแถวนั้นเรียกว่าบ้านสร้างบุญ และมีการให้ความช่วยเหลือเล็กน้อย และนานวันเข้าเด็ก ๆ ก็มีมากขึ้นเรื่อย ๆ แต่ไม่รู้ว่าเพราะอะไรที่นี่จะโดนชาวบ้านบางส่วนรบกวน เคยโดนบังคับให้ขายที่อยู่บ่อย ๆ บางครั้งยังโดนหาว่า ตายายเป็นปีศาจอีก โดนกลุ่มที่ก่อกวนบ่อย ๆ คือ คนของลัทธิเสียงสวรรค์ !
จนกระมีพวกนักบวชจากต่างชาติมาพบที่นี่เข้า นักบวชเหล่านี้เลยให้ความช่วยเหลือสองผัวเมีย แรก ๆ พวกเขาก็ระแวงคิดว่า เหล่านักบวชจะมีเจตตนาไม่ดีหรือมาชวนเข้ารีต แต่กลายเป็นพวกนักบวชช่วยเหลือด้วยความจริงใจ เด็ก ๆ ได้รับอาหารเสื้อผ้า และยารักษาโรคยามป่วยไข้ หลายคนอ่านออกเขียนได้ เพราะในบรรดานักบวชก็มีคนพื้นที่บวชเข้าศาสนาด้วย เลยทำสอนหนังสือพวกเด็ก ๆ ได้ เด็กยังได้รู้ภาษาต่างชาติกันด้วย นานวันเข้าเด็ก ๆ และตายายก็ตัดสินใจเปลี่ยนศาสนามานับถือศาสนาคริสต์ เลยโดนก่อกวนหนักกว่าเดิม ตาเลยตัดสินใจมอบที่ให้นักบวชไปสร้างเป็นโบสถ์
“เจ้าโดนล้างสมองแล้วพวกเราจัดการ” เฮ่ยเฉากั๋วจิ๋วส่งสัญญาณให้ลูกน้อง แต่ว่า เฟิงต้ายงตะโกนเสียงดัง
“หยุดเดี๋ยวนี้ !”
“เจ้าเป็นใครอย่ามาขัดขว้างบัญชาสวรรค์นะโว้ย !” เฮ่ยเฉากั๋วจิ๋วพูดเสียงดังลั่น
“พวกเราคือ มือปราบเฟิงเถียวอวี่ซุ่น พวกเจ้าคิดจะทำอะไรกันแน่” อวี่จิ้งเซียงพูดขึ้นเมื่อได้ยินประกาศเหล่าชาวบ้านก็สะดุ้งสุดตัว
“พวกเรากำลังทำตามบัญชาสวรรค์ไงล่ะ มันคิดจะมาสร้างสิ่งอัปมงคลที่นี่ พวกเราก็ต้องขว้างสิ !” เฮ่ยเฉากั๋วจิ๋วพูด
“ไม่ใช่นะ ! พวกพ่อกำลังสร้างโบสถ์เท่านั้นเอง และทางการก็อนุญาตแล้ว” หนี่งในนักบวชพูดขึ้นมา
เฟิงต้ายงมองพวกนักบวชแล้วรู้สึกแปลก ๆ อวี่จิ้งเซียงจึงบอกว่า
“พวกท่านเป็นนักบวชในศาสนาคริสต์ เรียกกันว่า บาดหลวงน่ะ ไม่พวกนอกรีตหรือต้มตุ๋มอะไรหรอกนะ ข้ายืนยันได้ เพราะข้าเองก็นับถือศาสนาคริสต์”
“ใช้พ่อชื่อ บาดหลวงโจเซฟ”
“จะไม่ใช่ได้ไงล่ะ คำสอนพวกมันขัดกับความเชื่อของพวกเรานะ ขัดบัญชาสวรรค์ ขนาดมือปราบเจ้ายังโดนล้างสมองเลย” เฮ่ยเฉากั๋วจิ๋วพูดขึ้นมา
“ผายลม ! ข้ามีความคิดพอน่า ไม่มีใครล้างสมองข้าได้หรอกนะ” อวี่จิ้งเซี่ยงพูดด้วยความโกรธ
“พวกเจ้าเองก็มีคดีกับทางการอยู่เหมือนกันน่ะ ทางที่ดีถอยไปดีกว่านะ” เฟิงต้ายงพูดขึ้นมา เฮ่ยเฉากั๋วจิ๋วเลิกคิ้วด้วยความสงสัย อวี่จิ้งเซียงจึงพูดว่า
“คนของพวกเจ้าสามคน ที่อ้างเป็นร่างอวตารของเซียนนั่นล่ะ มาขัดขว้างของพวกเรา”
“อันนี้ข้าไม่รู้เรื่องหรอกนะ คงเป็นพวกมันทำกันเองนั่นล่ะข้าไม่เกี่ยวหรอกนะ อย่างไรก็ตามข้าให้พวกเจ้ามาสร้างโบสถ์อะไรที่นี่ไม่ได้ทั้งนั้น พวกมันหลอกเอาที่ดินตายายคู่นี้ไปชัด ๆ” เฮ่ยเฉากั๋วจิ๋วพูดขึ้น
“ไม่จริงคุณพ่อไม่หลอกอะไรพวกเราเลย ตรงข้าม ท่านแค่ขอพื้นเล็ก ๆ พอที่สร้างกระท่อมหลังเล็ก ๆ ไว้เป็นโบสถ์เท่านั้น และพวกเราตายายอยู่ที่นี่ต่อไปจนกว่าจะตายนั่นล่ะ เด็ก ๆ เหล่านี้คุณพ่อเองก็ดูแลอยู่ตลอด พวกเราเต็มใจไม่ได้โดนล้างสมองอะไรทั้งนั้น” ตาพูดแย้ง เถียวเสียวฟู่มองไปตายายแล้วพูดว่า
“ปกติข้าไม่ค่อยชอบคนในศาสนานี้หรอกนะ แต่ว่าพวกเขาก็ดูมีสติดีนี่ อีกอย่าง ไอ้ที่บอกจะสร้างเป็นโบสถ์มันก็เหมือนกระต๊อบเล็ก ๆ ซะมากกว่า พวกเจ้าจะโวยวายทำไมกัน เขาไม่ได้ทำผิดกฎหมายอะไรนี่”
“มันหลอกเงินชาวบ้านมาสร้าง” เฮ่ยเฉากั๋วจิ๋วพูดขึ้นมา บาดหลวงรีบพูดว่า
“ไม่ใช่เลย พ่อสร้างเองไปตัดไม้ไผ่มาเอง แต่พวกชาวบ้านกลุ่มนี้มาช่วยด้วยความสมัครใจทั้งนั้น แถวนี้มีป่าไผ่อยู่ พ่อก็ใช้ไม้ไผ่นี่ล่ะสร้าง”
[1] ฮองเฮา (皇后 - Huánghòu) คือตำแหน่งพระอัครมเหสีเอกของฮ่องเต้ในประวัติศาสตร์จีน มีศักดิ์สูงสุดในฝ่ายใน (วังหลัง) เปรียบเสมือน "แม่ของแผ่นดิน" ทำหน้าที่ปกครองพระสนมและนางกำนัลทั้งหมด เป็นตำแหน่งมิ่งขวัญราชวงศ์ที่มีเพียงองค์เดียว ซึ่งมักเตรียมขึ้นเป็นไทเฮาในอนาคต
[2] ทรงผมศีรษะล้านกำเนิดขึ้นในปี 1073 โดยพระสันตปาปาเกรกอรีที่ 7 เพื่อต้องการให้บรรดาบาดหลวงเสียสละอุทิศชีวิตตนให้แก่พระศาสนจักร ซึ่งมีตนแบบมาจากทรงผมของนักบุญเปาโล อัครทูต ผู้เผยแพร่ศาสนาคริสต์ไปทั่วจักรวรรดิโรมัน ต่อมาถูกยกเลิกคำสั่งในปี 1972 ในสมณสมัยของพระสันตปาปาปอลที่ 6
[3] นิกายโรมันคาทอลิก นิกายโรมันคาทอลิกเป็นนิกายดั้งเดิมโดยศาสนิกชนที่นับถือศาสนานี้เชื่อว่าหลักธรรมที่ตนนับถือเเละสถาบันที่ตนสังกัดสืบทอดมาจากพระเยซูคริสต์ จึงถือว่านิกายของตนเป็นศูนย์รวมของศาสนาคริสต์ที่มีมาตั้งเเต่เริ่มต้นประมุขของนิกายโรมันคาทอลิกเรียกว่า พระสันตะปาปาประทับอยู่ ณ กรุงวาติกัน
[4] เฉากั๋วจิ้ว หนึ่งในแปดเซียน ตามตำนานเล่าว่า เขาเป็นอนุชาของจักรดินีเฉาพระมารดาแห่งจักรพรรดิหยินจงในราชวงศ์ซ่ง เขาสวมชุดขุนนางและหมวกผู้พิพากษาศาล ในมือจะถือป้ายบอาญาสิทธิ์ และกรับไม้คู่หนึ่ง
เขารีบจับอาวุธและฟาดไปอีกครั้ง โดนที่เข้าที่แสกหน้าของหลี่หวู่หมิงเต็ม ๆ และยังโดนกระหน่ำฟาดไม่หยุด ความเจ็บปวดแผ่เข้ามาเต็มร่างของหลี่หวู่หมิง จนเลือดอาบไปทั้งตัว เนื้อหลุดจนเห็นกระดูกหลายจุด เซาโลหยุดการโจมตีแล้ว“ทำไมทำไม ข้าแพ้แบบนี้ ทำไมกัน ข้าได้พลังมาแล้ว ทำไมกัน แผ่นดินต้องเป็นของข้าสิ”เซาโลมองที่หลี่หวู่หมิงแล้วพูดว่า “พลังที่เจ้าเลือก มันเป็นของปีศาจเป็นคำสาป ยังไงก็ไม่เกิดเรื่องดี ๆ กับเจ้าหรอกนะ เอาจริง ๆ เจ้าน่ะแค่อยากได้อำนาจไม่ได้อยากช่วยเหลือใครจริง ๆ หรอก” “แต่เจ้าก็มีพลังแบบนี้เหมือนกัน” หลี่หวู่หมิงเถียง “นั่นคือคำสาปข้ายังไม่รู้เลยว่าข้าจะจบแบบไหน”หลี่หวู่หมิงได้ยินแบบนั้นก็เริ่มรู้ว่า ที่ผ่าน ๆ มา เขาอ้างบ้านเมืองมาตลอดความจริงเขาอยากได้อำนาจเอาไว้ใช้ซะเอง จึงได้เงียบไปเป็นการรอรับความตาย เซาโลฟาดดาบแส้ซ้ำลงไปหัวของหลี่หวู่หมิงขาดกระเด็นไปแล้ว ทหารหลวงมาล้อมเซาโลเอาไว้ แต่อวี่จิ้งเซียงตามมาด้วย เลยรีบห้าม “เขามากับข้า”ทหารหลวงลดอาวุธลง อวี่จิ้งเซียงมองร่างของหลี่หวู่หมิงที่กลายเป็นผงไปแล้ว เธอก็นึกเสีย
ตอนที่ 15ซุ่นมู่ซานส่ายหน้าแล้วพูดว่า “ข้าไม่เอาแล้วล่ะ พอกันที ข้าเป็นมือปราบ เป็นหมอ สู้กับคน รักษาคน ข้าไม่ได้จะมาต่อสู้กับปีศาจแบบนี้” “นี่ท่านหมายความว่าอะไร ท่านจะไม่ต่อสู้แล้วเหรอ” “ข้าขอโทษ ตอนนี้ข้าไม่กล้าแม้แต่จะกำหมัด ตอนที่พี่เฟิ้งตาย ข้าเพิ่งเคยเห็นเขามีสีหน้าหวาดกลัวขนาดนั้น แล้วหลังจากนั้นพี่เฟิ้งก็กลายเป็นปีศาจไร้ความรู้สึกให้ข้าไปต่อสู้อีกเหรอ ข้าไม่ไหวจริง ๆ เรื่องการต่อสู้แบบนี้ข้าทำไม่ได้แล้ว แต่ข้าจะคอยรักษาคนเจ็บคนป่วยต่อไปก็แล้วกัน มันก็ถือว่าเป็นช่วยชาติ ช่วยประชาชนได้เหมือนกันล่ะ ข้าไม่คิดจะเอาชีวิตไปแลกหรอกนะ เพราะข้าจะช่วยคนอื่นได้มากกว่าถ้าข้ามีชีวิตอยู่ต่อไป” ซุ่นมู่ซานตอบ อวี่จิ้งเซียงมองซุ่นมู่ซานแม้ว่ามันอาจไม่ใช่อย่างที่นางต้องการ แต่นางก็เข้าใจเขา ยังไงคนเราก็รักตัวกลัวตายทั้งนั้น “งั้นข้าขอให้ท่านโชคดีแล้วกันนะ ขอให้รักษาคนให้ได้มาก ๆ ก็แล้วกัน” อวี่จิ้งเซียงพูด “เจ้าเองก็ด้วย ข้าขอให้โชคดีและปลอดภัยนะ และข้าช่วยได้แค่นี้” หลังอวยพรเสร็จเขาก็ส่งขวดยาให้“นี่ยาถอนพิษ อาจช่วยเจ้าได้ข้าขอล
“อินรูโต๊ะ !”เลือดพุ่งออกมาจากแผลที่ข้อมือของเฮ่ยหลู่ต้งปิง เข้ามาในปากของเซาโล แขนของเฮ่ยหลู่ ต้งปิงถึงกับชาจนขยับไม่ได้ กระบี่เหรียญที่แทงร่างของเซาโลกระเด็นหลุดจากร่าง เฮ่ยหลี่ต้งปิงเสียเลือดไปมากจนยืนไม่อยู่ เซาโลเดินเข้ามาใกล้ขึ้นเรื่อย ๆ ตอนนี้เฮ่ยหลู่ต้งปิงอ่อนแรงจนทำอะไรไม่ได้แล้ว เซาโลฟาดอาวุธเข้าไปที่คอของเฮ่ยหลี่ต้นปิง หัวเขาขาดกระเด็น อวี่จิ้งเซียงเธอต้องคอยหลบ กู่และใช้ร่มจัดการ แต่อยู่ ๆ เธอก็หน้ามืดเข่าอ่อน และคนที่อยู่ใกล้ ๆ อีกหลายคนก็มีอาการแบบเดียวกัน “รู้ตัวช้านะ เจ้าสูดลมพิษของข้าไปแล้ว ไม่ต้องกลัวหรอกไม่ถึงตายหรอก แต่เจ้าไม่รอดจากกู่ของข้า แน่ ๆ ” เมื่อเฮ่ยเหอเซียงกู่พูดจบ กู่ทั้งฝูงก็กำลังจะเล่นงานอวี่จิ้งเซียง แต่ว่า เหล่ากู่โดนอาวุธของเซาโลทำลายไปทั้งหมดแล้ว “แก ! ทำไมพิษมันไม่ได้ผล” เฮ่ยเหอเซียงกู่ตกใจมาก “คิดว่าข้าเป็นมนุษย์หรือไงจะได้แพ้พิษนี่” มีกู่ตัวหนึ่งพุ่งเข้ามาหาเซาโล เขาใช้ปากกัดมันเคี้ยวก่อนจะคายออกมา “รสชาติไม่ได้เรื่องเลย นึกว่าจะเผ็ดกว่านี้ซะอีก” เฮ่ยเหอเซียงกู่เริ่
ตอนที่ 14 “อะไรกัน ใจร้อนจังนะพ่อหนุ่ม แค่กอดเองจะอะไรนักหนาเหรอ ไม่รู้เหรอว่าพวกเรากับท่านอ๋องเป็นอะไรกัน” อลิซพูดจบก็กลับไปอยู่ข้าง ๆ ท่านอ๋องเหมือนเดิม “หมายความว่าอะไรกันขอรับท่านอ๋อง” เฟิ่งต้ายงพูดด้วยน้ำเสียงแปลกใจ อลันกับอลิซเลยผลัดกันจูบท่านอ๋องต่อหน้าทั้งสามคน ทั้งสามทำไม่หน้าถูก ตะลึงกับภาพที่เห็น “ยังไม่ชัดเจนอีกเหรอ ท่านอ๋องเป็นของพวกเราไงล่ะ” อลันพูดและส่งสายตาไปให้ทั้งสาม อลิซก็เหมือนกันทำให้ทั้งสามคนขนลุกแปลก ๆ “อย่าได้แปลกใจไป สองคนนี่ได้มอบพลังให้กับข้า” ท่านอ๋องหลี่หวู่หมิงพูดน้ำเสียงของเขาดูล่องลอย “ท่านใช้โอสถทิพย์ไปแล้วเหรอขอรับ” ซุ่นมู่ซานพูดด้วยความตื่นเต้น ทั้งอลันและอลิซส่งเสียงหัวเราะดังลั่น “แหม ๆ ไม่น่าจะเรียกว่าใช้หรอกนะ เราแค่มีความสุขด้วยกันจะดีกว่านะ” อลิซพูดพลางไปนั่งตักของท่านอ๋อง “แปลว่าท่านจะเอาพลังไปรักษาฮ่องเต้สินะขอรับ” เฟิงต้ายงพูดด้วยสายตาแห่งความหวัง ท่านอ๋อง หลี่หวู่หมิงนิ่งไปก่อนจะพูดว่า “คิดว่าข้าจะเอาพลังนี่ไปช่วยฮ่องเต้ขี้โรคนั่นจริง ๆ เหรอ”เม
“เด เม อัด เม” ดาบแส้อาวุธคู่กายกลับมาอยู่ในมือของเซาโล เขามองไปที่ทั้งสี่ แล้วเรียกหาบิงโก้ แต่กลับไม่เสียงตอบรับ เซาโลเลยวิ่งไปที่อีกห้องด้วยความเร็วทำให้ทั้งสี่ลงมือไม่ทัน “ตามมันไปเร็วเข้า” เฟิ่งต้ายงพูด ทุกคนตามไปทันทีเซาโลเข้ามาให้ห้องหนึ่ง มีพวกสาวกอยู่นั้นกลุ่มหนึ่ง เขาเห็นร่างของบิงโก้โดนตัดแขนขา ตัวถูกเกี่ยวเอาไว้ เซาโลโกรธจัดฟาดฟันอาวุธใส่พวกสาวกนั่นทันที พวกเขาได้แผลยาวกันทุกคน“อินรูโต๊ะ” เลือดพุ่งเข้ามาในปากของเขา และเขาก็ปล่อยบิงโก้ลงมา ตอนนี้บิงโก้มองเขา แล้วพูดว่า“นายท่านปลอดภัยแล้วสินะขอรับ”“ยังจะมาห่วงข้าทำไม ไม่ดูตัวเองก่อนล่ะ” เซาโลพูดแม้น้ำเสียงของเขาฟังดูเรียบเฉย แต่หากมองตาเขา ดี ๆ ตอนนี้มันเต็มไปด้วยความเศร้า เขาก้มและพยายามต่อแขนขาคืนกับให้กับบิงโก้ เถียวเสี่ยวฟู่กำลังดีดพิณเพื่อใช้เสียงพิณเล่นงานแต่ อวี่จิ้งเซียงห้ามเอาไว้ก่อน“ตอนนี้เขาไม่เป็นอันตรายหรอก เชื่อสิ ให้เขาได้บอกลากันเถอะ”ไม่ว่าเซาโลจะทำยังไงก็ต่อแขนขาคืนให้บิงโก้ไม่ได้ “พวกมันใช้อาคมตัดร่างกายข้า มันต่อคืนไม่ได้หรอกขอรับ อย่าพยายามเลย” บิงโก้พูดทำให้เซาโลนิ่งไปพักใหญ่ ตั้งแต
ตอนที่ 13 “โอะ ๆ ก็เอาสิขอรับ ก็เป็นการประกาศให้โลกรู้ไปเลยท่านอ๋องผู้ยิ่งใหญ่ โดยคนต่างชาติพรากพรหมจรรย์ทางทวารไปแล้ว พวกข้าน่ะไม่มีอะไรให้เสียหรอกนะขอรับ แต่ท่านล่ะเป็นยังไงน่า” อลันพูดขึ้นมา ท่านอ๋องถึงกับพูดไม่ออก เหมือนใครเอาน้ำเย็นมาสาดจนชาไปทั้งตัว ถ้าเรื่องนี้รู้ถึงไหนก็อายถึงนั้น ชื่อเสียงของท่านอ๋องจะไม่เหลือชิ้นดี เผลอ ๆ อาจทำให้ท่านต้องถูกปลดจากตำแหน่งไป ไม่อาจโดนประหารไปเลย เลยก็ได้ เพราะสำหรับเชื่อพระวงศ์แล้วนี่มันเรื่องเสื่อมเสียที่สุดแล้ว ท่านอ๋องไม่มีทางเลือก อลิซหัวเราะคิก ๆ คัก ๆ อยู่ตรงหน้า “พวกเจ้าหลอกข้า อำนาจอะไรนั่นไม่มีจริงสินะ” อ๋องหลี่หวู่หมิงโวยวายเสียงดังลั่น น้ำตาไหลออกมาด้วยความคับแค้นใจ “อย่าพูดแบบนั้นพวกเรารักษาคำพูดเสมอนะขอรับ ท่านอ๋องเอาล่ะ ตามสัญญา ลุกขึ้นสิขอรับ” อลันพูดขึ้นมาเมื่อไม่มีทางเลือกอะไรอีกแล้ว หลี่หวู่หมิงลุกขึ้นมาอย่างว่าง่าย อลันไปยืนด้านหลังและกอดท่านอ๋องจากด้านหลังส่วนอลิซกอดท่านอ๋องจากหน้า กลายเป็นว่าตอนนี้ท่านอ๋องอยู่อ้อมกอดของทั้งสองคน แต่มันกลับไม่ได้ทำให้รู้สึกถึงความอบอุ่นเลยสักนิด ตรงกันข้า
“เอาทหารข้าไป ! ต่อให้ต้องใช้ทหารถล่มเขตต่างชาติข้าก็จะทำ แค่ให้ได้มันมา ! คราวนี้อย่าให้พลาดอีก ถ้าพลาดอีกคราวนี้ข้า บอกเลยนะ ข้าจะสั่งขังพวกเจ้า !” เสียงประกาศของท่านอ๋องทำให้เหล่ามือปราบถึงกับขนลุก เพราะท่าน อ๋องไม่ได้พูดเล่นท่านเอาจริง เซาโลกับบิงโก้เดินทางมาถึงเขตต่างช
ตอนที่ 10 “ก็ไม่มีอะไรมากหรอกข้าต้านพิษได้เพราะฝึกกับพิษมาตั้งแต่เด็ก ๆ แล้ว” แต่อีกฝ่ายก็มีแค่มือเปล่า นักดาบเลยได้ใจเข้าต่อสู้ทันที แต่กลายเป็นซุ่นมู่ซานก้าวเท้าหลบด้วยความเร็วที่เหนือชั้น ทำให้อีกฝ่ายฟันไม่ถูกสักที เขาซัดขวดยาไปทางนักดาบแต่มันหลบได้ “ซัดไปทางไหนกัน” นักดาบเยา
อวี่จิ้งเซียงถอนใจก่อนที่จะเล่าให้ฟังต่อ“สุดท้ายข้าเลยปลอมตัวไปสอบจอหงวน แต่กรรมการคุมสอบวันนั้นดันเป็นท่านอ๋องหลี่หวู่หมิงซึ่งเขาจับได้ว่าข้าเป็นสตรีปลอมตัวมา แต่เมื่อท่านอ๋องได้ทดสอบความรู้ของข้า ท่านอ๋องเห็นว่าเองก็มีความสามารถก็เลย ได้มาเป็นมือปราบนี่ล่ะ”“ขอบคุณที่เล่าเรื่องดี ๆ แบบนี้ให้ฟังน
ตอนที่ 9 “นายท่าน” บิงโก้ตะลึงทำให้เขาไม่ระวังตัว เลยโดนแปะยันต์ไปทำให้หมดพลัง เข่าอ่อนแทบจะยืนไม่ได้อวี่จิ้งเซี่ยงเดินตรงมาหาเขา และกำลังจะเอาร่มแทง แต่เซาโลพุ่งมาจับข้อมือของอวี่จิ้งเซี่ยงเอาไว้ แม้ตอนนี้เขาจะบาดเจ็บและพละกำลังน้อยลง แต่เขาก็ยังแข็งแรงพอที่จะบีบมือให้เธอเจ็บ ร่มหลุดจากมือ







