Share

7.2

last update Tanggal publikasi: 2026-03-30 09:43:57

            “เป็นลูกน้องอย่านินทานายสิ” เฟิ้งต้ายงตำหนิอวี่จิ้งเซียงแต่นางแย้งว่า

            “พวกท่านก็เห็นนี่ ว่าตอนนี้ท่านอ๋อง ตอนนี้เหมือนจะไม่สนใจอะไรแล้วนอกจากไอ้ตัวบ้านั่น เราให้ข้อมูลหลายครั้งแล้วนะ ท่านอ๋องก็ยังคิดจะจับมันมาอีก”

            “อย่าลืมสิขนาดพิษยังเอามายาได้เลย ถ้ารู้วิธีใช้นะ” ซุ่นมู่ซานพูดขึ้นมา

            “แต่ตอนที่พวกเราคิดจะสกัดยาออกมา มันทำให้มีคนตายตั้งมากมายนี่มันคุ้มจริง ๆ เหรอ” อวี่จิ้งเซียง พูดขึ้นมาอีกครั้ง

            “แต่ถ้ารักษาฮ่องเต้ไม่ได้ ความวุ่นวายมันก็จะเกิดยิ่งกว่านี้นะ เพราะอย่าลืมสิฮ่องเต้พระองค์นี้ยังไม่ได้แต่งตั้งฮ่องเฮา[1]นะ แถมยังไม่มีทายาทโดยตรงอีก ถ้าพระองค์เป็นอะไรไป พวกอ๋องคนอื่น ๆ ได้เปิดศึกชิงบัลลังค์แน่ ๆ” เถียวเสียวฟู่พูดขึ้นมา ทุกคนได้แต่เงียบ ฮ่องเต้พระองค์นี้ความดียังไม่ปรากฏชัด แต่ก็ไม่มีเรื่องเสียหาย จึงมีหลายคนพยายามช่วยเหลืออยู่ตลอด เลยทำให้ยังมีชีวิตรอดอยู่จนถึงทุกวันนี้

            “แม่นางคังจะยังร่วมเดินทางกับพวกเรา อยู่มั้ยเนี่ย” ซุ่นมู่ซานถามขึ้นมา

            “นางมีทางเลือกเหรอ เจอทั้งคำสั่งของอาจารย์เจอทั้งคำสั่งท่านอ๋องอีก แต่เจ็บใจเจ้าอู๋ซานนี่ล่ะที่หนีไปแล้ว” อวี่จิ้งเซียงพูดด้วยน้ำเสียงไม่พอใจนัก นางรู้สึกเห็นใจคังหวั่นฟางมากจริง ๆ เพราะตัวคังหวั่นฟางอายุยังน้อยและเพิ่งจะออกมาเจอโลกภายนอกได้ไม่นานนัก ก็เจอแต่เรื่องหนัก ๆ ทั้งนั้นเลย บางทีมันก็หนักเกินกว่าผู้หญิงอย่างเธอต้องเจอเลยจริง ๆ

            สี่มือปราบพร้อมด้วยคังหวั่นฟางออกเดินทางทันที ดูคังหวั่นฟางจะตื่นเต้นพอสมควร อวี่จิ้งเซียงเลยถามนางว่า

            “เจ้าเคยได้ยินชื่อเขตต่างชาติมั้ยล่ะ”

            “ไม่เลย เอาจริง ๆ ข้าเพิ่งเคยเห็นคนต่างชาติ จากเจ้าโอสถทิพย์นี่ล่ะ” คังหวั่นฟางพูด

            “มันต่างจากบ้านเมืองเรามากเลยล่ะ หลายก็ดูเจริญกว่าด้วยซ้ำ แต่ก็มีเรื่องเล่าน่ากลัวอยู่เหมือนกัน” อวี่จิ้งเซียงพูดขึ้นมา

            “เรื่องเล่าอะไรเหรอค่ะ” คังหวั่นฟางถามอย่างสนใจ เถียวเสี่ยวฟู่เลยตัดสินใจเล่าให้ฟังเอง

            “ตอนที่จะสร้างที่นั่น มีการไปซื้อที่ดินจากชาวบ้านหลายคน เรียกซื้อคงไม่ได้หรอกนะ บังคับขายซะมากกว่าเพราะเป็นราชองค์การ หากใครไม่ทำตามก็โดนยึดที่ทันทีเลย ทำให้โดนสาปแช่ง ที่นั่นจะไม่มีใครได้อยู่อย่างสงบ ๆ แต่พวกเราก็ไม่รู้นะว่า เป็นยังไง เพราะแทบจะมีข่าวสารอะไรออกจากเขตนั้น ขนาดพิราบดำยังสืบหาไม่ได้เลย”

            “แล้วประเทศอะไรที่ขอให้มาสร้างเหรอคะ” คังหวั่นฟางถามอย่างสนใจ

            “เรารู้แค่มาจากยุโรปนะ ประเทศไหนก็ไม่ได้ระบุอย่างละเอียดหรอก”

            หลังจากเดินมาหลายวัน ก็เริ่มเห็นว่ามีชาวต่างชาติให้เห็นเรื่อย ๆ เถียวเสี่ยวฟู่ดูจะไม่ค่อยพอใจที่เห็นพวกนี้เท่าไหร่นัก

            “เป็นอะไรไปเสี่ยวฟู่” เฟิ้งต้ายงถามขึ้นมา

            “ก็ไม่มีอะไรมากหรอกนะ ข้าแค่ไม่ชอบเห็นพวกต่างชาติเดินเพ่นพานแบบนี้ พวกนี้มันไม่ได้หวังดีกับประเทศเราจริง ๆ หรอกนะ น่าจะควบคุมพวกมันบ้าง” เถียวเสี่ยวฟู่พูดอย่างไม่ค่อยสบอารมณ์

            “แต่เป็นนโยบายของฮ่องเต้องค์ก่อนนี่ แต่ก็ทำให้เราทำการค้ากับต่างชาติได้มากขึ้นนะ และเราก็รับอะไรใหม่ ๆ ได้อีกหลายอย่างเลยนะ” อวี่จิ้งเซียงพูดขึ้นมา

            “ก็ถูก แต่มันก็กำลังทำลายชีวิตเก่า ๆ ของพวกเราเหมือนกัน อย่างเช่นเอาศาสนามาด้วยและทำลายความเชื่อเก่า ๆ ของพวกเรา เจ้าน่าจะเข้าใจนะแม่นางคัง” เถียวเสี่ยวฟู่พูดขึ้นมา หลัง ๆ พอมีความเชื่อใหม่ ๆ เข้ามาหลายคนก็ลืมความเชื่อเก่า ๆ พวกฝึกวิชาเหมาซานจากที่เคยเป็นคนสำคัญและถูกนับหน้าถือตา หลายคนถูกมองพวกหลอกลวงไป บางสำนักก็ปิดตัวไป

            “เรื่องนี้ข้าว่าไม่ใช่เพราะศาสนาใหม่มาหรอก หลายครั้งพวกเหมาซานหลายคนก็เป็นพวกต้มตุ๋มหลอกลวงนี่ แถมยังใช้มนตร์ดำหาประโยคให้ตัวเองอีกด้วย พวกเราเองก็เคยจับมาหลายคนแล้วนี่”               อวี่จิ้งเซียงพูดขึ้นมาบ้าง

            “ก็จริงแต่ข้ายังไม่ชอบใจอยู่ดี” เถี่ยวเสี่ยวฟูน้ำเสียงยังคงไม่พอใจอยู่ดี

ขณะที่กำลังเดินทางก็เห็นว่ามีเด็กชายคนหนึ่งวิ่งมาพวกเขา

“ช่วยด้วยครับ บ้านพวกเราโดนพวกคนร้ายมาโจมตีช่วยด้วยครับ”

ทุกคนรีบตามเด็กชายไป พอไปถึงก็ต้องตกตะลึงเพราะ บ้านที่เด็กชาย มันคือสถาณที่กำลังก่อสร้างกระท่อมเล็ก ๆ ที่กำลังถูกคนของลัทธิเสียงสวรรค์กำลังล้อมเอาไว้อยู่ โดยมีนักบวชชายต่างชาติคนหนึ่ง กำลังพยายามเจรจากับพวกเสียงสวรรค์ และคนที่กำลังพยายามเจรจานั้นเป็น นักบวชรูปร่างท้วมอายุประมาณ ห้าสิบเศษ สวมชุดสีน้ำตาลเก่า ๆ มีทรงผมที่ดูแปลกตาเป็นทรงผมที่โกนตรงกลางหัว[2] และยังมีนักบวชอีกสองคนที่เป็นคนในพื้นกำลังพยายามสกัดชาวบ้านที่พยามจะเข้ามาในพื้นที่ก่อนสร้าง มีเด็ก ๆ กำลังหวาดกลัว และมีพวกนายช่างหลายคนที่โดนทำร้ายไปแล้ว มีสองตายายที่กำลังปลอบเด็กอยู่ ผู้นำของเสียงสวรรค์ เป็นชายร่างสูงใหญ่แต่งตัวเหมือนพวกขุนนาง ถือป้ายเขียนว่า บัญชาสวรรค์เอาไว้

“นี่จะสร้างอะไรกันทำไม มันวุ่นวายขนาดนี้ แล้วทำไมมีนักบวชของพวกต่างชาติอยู่ที่นี่” ซุ่นมู่ซานรีบถาม

“โบสถ์ศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิก[3]ขอรับ แต่พวกนั้นไม่ยอมให้สร้าง” เด็กชายตอบ เหล่ามือปราบตกใจไม่น้อย

            “ในนามแห่งเฮ่ยเฉากั๋วจิ้ว[4] พวกเจ้าต้องเลิกสร้างที่อัปมงคลนี่ซะ แล้วมอบที่ดินนี้ให้พวกข้าทำศาลเจ้าให้กับเจ้าลัทธิของเรา” เขาพูดเสียงดัง

            “ผายลม ! นี่มันที่ของข้านะ ข้าจะยกให้คุณพ่อท่านทำโบสถ์มันเกี่ยวอะไรกับเจ้าด้วยล่ะ” ชายสูงวัยหนึ่ง โวยวายขึ้นมา เขาเป็นเจ้าของที่ดินตรงนี้

            “ข้าก็บอกเจ้าไปหลายที่แล้วนี่ที่ตรงนี้มันพลังเทพอยู่ หากมอบให้เราพวกเจ้าจะบุญและไปจุติไปบนสวรรค์เชียวนะ”เฮ่ยเฉากั๋วจิ้วพูดขึ้นมา

            “ข้าไม่เชื่อพวกเจ้าหรอกนะ ไอ้พวกต้มตุ๋น !” ตาพูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่น ยายก็พยายามปลอบเด็ก ๆ

            ที่ดินตรงนี้เป็นของสองตายาย ที่เสียลูกชายไปในช่วงสงคราม ทั้งสองเลยตัดสินใจ รับเด็กกำพร้าจากสงครามมาเลี้ยงดู แรก ๆ จนคนแถวนั้นเรียกว่าบ้านสร้างบุญ และมีการให้ความช่วยเหลือเล็กน้อย และนานวันเข้าเด็ก ๆ ก็มีมากขึ้นเรื่อย ๆ แต่ไม่รู้ว่าเพราะอะไรที่นี่จะโดนชาวบ้านบางส่วนรบกวน เคยโดนบังคับให้ขายที่อยู่บ่อย ๆ บางครั้งยังโดนหาว่า ตายายเป็นปีศาจอีก โดนกลุ่มที่ก่อกวนบ่อย ๆ คือ คนของลัทธิเสียงสวรรค์ !

 จนกระมีพวกนักบวชจากต่างชาติมาพบที่นี่เข้า นักบวชเหล่านี้เลยให้ความช่วยเหลือสองผัวเมีย แรก ๆ พวกเขาก็ระแวงคิดว่า เหล่านักบวชจะมีเจตตนาไม่ดีหรือมาชวนเข้ารีต แต่กลายเป็นพวกนักบวชช่วยเหลือด้วยความจริงใจ เด็ก ๆ ได้รับอาหารเสื้อผ้า และยารักษาโรคยามป่วยไข้ หลายคนอ่านออกเขียนได้ เพราะในบรรดานักบวชก็มีคนพื้นที่บวชเข้าศาสนาด้วย เลยทำสอนหนังสือพวกเด็ก ๆ ได้ เด็กยังได้รู้ภาษาต่างชาติกันด้วย นานวันเข้าเด็ก ๆ และตายายก็ตัดสินใจเปลี่ยนศาสนามานับถือศาสนาคริสต์ เลยโดนก่อกวนหนักกว่าเดิม ตาเลยตัดสินใจมอบที่ให้นักบวชไปสร้างเป็นโบสถ์

“เจ้าโดนล้างสมองแล้วพวกเราจัดการ” เฮ่ยเฉากั๋วจิ๋วส่งสัญญาณให้ลูกน้อง แต่ว่า เฟิงต้ายงตะโกนเสียงดัง

“หยุดเดี๋ยวนี้ !”  

            “เจ้าเป็นใครอย่ามาขัดขว้างบัญชาสวรรค์นะโว้ย !” เฮ่ยเฉากั๋วจิ๋วพูดเสียงดังลั่น

            “พวกเราคือ มือปราบเฟิงเถียวอวี่ซุ่น พวกเจ้าคิดจะทำอะไรกันแน่” อวี่จิ้งเซียงพูดขึ้นเมื่อได้ยินประกาศเหล่าชาวบ้านก็สะดุ้งสุดตัว

            “พวกเรากำลังทำตามบัญชาสวรรค์ไงล่ะ มันคิดจะมาสร้างสิ่งอัปมงคลที่นี่ พวกเราก็ต้องขว้างสิ !” เฮ่ยเฉากั๋วจิ๋วพูด

            “ไม่ใช่นะ ! พวกพ่อกำลังสร้างโบสถ์เท่านั้นเอง และทางการก็อนุญาตแล้ว” หนี่งในนักบวชพูดขึ้นมา

เฟิงต้ายงมองพวกนักบวชแล้วรู้สึกแปลก ๆ อวี่จิ้งเซียงจึงบอกว่า

            “พวกท่านเป็นนักบวชในศาสนาคริสต์ เรียกกันว่า บาดหลวงน่ะ ไม่พวกนอกรีตหรือต้มตุ๋มอะไรหรอกนะ ข้ายืนยันได้ เพราะข้าเองก็นับถือศาสนาคริสต์”  

            “ใช้พ่อชื่อ บาดหลวงโจเซฟ”

            “จะไม่ใช่ได้ไงล่ะ คำสอนพวกมันขัดกับความเชื่อของพวกเรานะ ขัดบัญชาสวรรค์ ขนาดมือปราบเจ้ายังโดนล้างสมองเลย” เฮ่ยเฉากั๋วจิ๋วพูดขึ้นมา

            “ผายลม ! ข้ามีความคิดพอน่า ไม่มีใครล้างสมองข้าได้หรอกนะ” อวี่จิ้งเซี่ยงพูดด้วยความโกรธ

            “พวกเจ้าเองก็มีคดีกับทางการอยู่เหมือนกันน่ะ ทางที่ดีถอยไปดีกว่านะ” เฟิงต้ายงพูดขึ้นมา เฮ่ยเฉากั๋วจิ๋วเลิกคิ้วด้วยความสงสัย อวี่จิ้งเซียงจึงพูดว่า

            “คนของพวกเจ้าสามคน ที่อ้างเป็นร่างอวตารของเซียนนั่นล่ะ มาขัดขว้างของพวกเรา”

            “อันนี้ข้าไม่รู้เรื่องหรอกนะ คงเป็นพวกมันทำกันเองนั่นล่ะข้าไม่เกี่ยวหรอกนะ อย่างไรก็ตามข้าให้พวกเจ้ามาสร้างโบสถ์อะไรที่นี่ไม่ได้ทั้งนั้น พวกมันหลอกเอาที่ดินตายายคู่นี้ไปชัด ๆ” เฮ่ยเฉากั๋วจิ๋วพูดขึ้น

            “ไม่จริงคุณพ่อไม่หลอกอะไรพวกเราเลย ตรงข้าม ท่านแค่ขอพื้นเล็ก ๆ พอที่สร้างกระท่อมหลังเล็ก ๆ ไว้เป็นโบสถ์เท่านั้น และพวกเราตายายอยู่ที่นี่ต่อไปจนกว่าจะตายนั่นล่ะ เด็ก ๆ เหล่านี้คุณพ่อเองก็ดูแลอยู่ตลอด พวกเราเต็มใจไม่ได้โดนล้างสมองอะไรทั้งนั้น” ตาพูดแย้ง เถียวเสียวฟู่มองไปตายายแล้วพูดว่า

            “ปกติข้าไม่ค่อยชอบคนในศาสนานี้หรอกนะ แต่ว่าพวกเขาก็ดูมีสติดีนี่ อีกอย่าง ไอ้ที่บอกจะสร้างเป็นโบสถ์มันก็เหมือนกระต๊อบเล็ก ๆ ซะมากกว่า พวกเจ้าจะโวยวายทำไมกัน เขาไม่ได้ทำผิดกฎหมายอะไรนี่”

            “มันหลอกเงินชาวบ้านมาสร้าง” เฮ่ยเฉากั๋วจิ๋วพูดขึ้นมา บาดหลวงรีบพูดว่า

            “ไม่ใช่เลย พ่อสร้างเองไปตัดไม้ไผ่มาเอง แต่พวกชาวบ้านกลุ่มนี้มาช่วยด้วยความสมัครใจทั้งนั้น แถวนี้มีป่าไผ่อยู่ พ่อก็ใช้ไม้ไผ่นี่ล่ะสร้าง”

[1] ฮองเฮา (皇后 - Huánghòu) คือตำแหน่งพระอัครมเหสีเอกของฮ่องเต้ในประวัติศาสตร์จีน มีศักดิ์สูงสุดในฝ่ายใน (วังหลัง) เปรียบเสมือน "แม่ของแผ่นดิน" ทำหน้าที่ปกครองพระสนมและนางกำนัลทั้งหมด เป็นตำแหน่งมิ่งขวัญราชวงศ์ที่มีเพียงองค์เดียว ซึ่งมักเตรียมขึ้นเป็นไทเฮาในอนาคต 

[2] ทรงผมศีรษะล้านกำเนิดขึ้นในปี 1073 โดยพระสันตปาปาเกรกอรีที่ 7 เพื่อต้องการให้บรรดาบาดหลวงเสียสละอุทิศชีวิตตนให้แก่พระศาสนจักร ซึ่งมีตนแบบมาจากทรงผมของนักบุญเปาโล อัครทูต ผู้เผยแพร่ศาสนาคริสต์ไปทั่วจักรวรรดิโรมัน ต่อมาถูกยกเลิกคำสั่งในปี 1972 ในสมณสมัยของพระสันตปาปาปอลที่ 6

[3]   นิกายโรมันคาทอลิก     นิกายโรมันคาทอลิกเป็นนิกายดั้งเดิมโดยศาสนิกชนที่นับถือศาสนานี้เชื่อว่าหลักธรรมที่ตนนับถือเเละสถาบันที่ตนสังกัดสืบทอดมาจากพระเยซูคริสต์  จึงถือว่านิกายของตนเป็นศูนย์รวมของศาสนาคริสต์ที่มีมาตั้งเเต่เริ่มต้นประมุขของนิกายโรมันคาทอลิกเรียกว่า   พระสันตะปาปาประทับอยู่   ณ   กรุงวาติกัน

[4] เฉากั๋วจิ้ว หนึ่งในแปดเซียน ตามตำนานเล่าว่า เขาเป็นอนุชาของจักรดินีเฉาพระมารดาแห่งจักรพรรดิหยินจงในราชวงศ์ซ่ง เขาสวมชุดขุนนางและหมวกผู้พิพากษาศาล ในมือจะถือป้ายบอาญาสิทธิ์ และกรับไม้คู่หนึ่ง

Lanjutkan membaca buku ini secara gratis
Pindai kode untuk mengunduh Aplikasi

Bab terbaru

  • อ้าวเฮ้ย ! ข้าไม่ใช่โอสถทิพย์ของพวกเจ้านะโว้ย    15/2

    เขารีบจับอาวุธและฟาดไปอีกครั้ง โดนที่เข้าที่แสกหน้าของหลี่หวู่หมิงเต็ม ๆ และยังโดนกระหน่ำฟาดไม่หยุด ความเจ็บปวดแผ่เข้ามาเต็มร่างของหลี่หวู่หมิง จนเลือดอาบไปทั้งตัว เนื้อหลุดจนเห็นกระดูกหลายจุด เซาโลหยุดการโจมตีแล้ว“ทำไมทำไม ข้าแพ้แบบนี้ ทำไมกัน ข้าได้พลังมาแล้ว ทำไมกัน แผ่นดินต้องเป็นของข้าสิ”เซาโลมองที่หลี่หวู่หมิงแล้วพูดว่า “พลังที่เจ้าเลือก มันเป็นของปีศาจเป็นคำสาป ยังไงก็ไม่เกิดเรื่องดี ๆ กับเจ้าหรอกนะ เอาจริง ๆ เจ้าน่ะแค่อยากได้อำนาจไม่ได้อยากช่วยเหลือใครจริง ๆ หรอก” “แต่เจ้าก็มีพลังแบบนี้เหมือนกัน” หลี่หวู่หมิงเถียง “นั่นคือคำสาปข้ายังไม่รู้เลยว่าข้าจะจบแบบไหน”หลี่หวู่หมิงได้ยินแบบนั้นก็เริ่มรู้ว่า ที่ผ่าน ๆ มา เขาอ้างบ้านเมืองมาตลอดความจริงเขาอยากได้อำนาจเอาไว้ใช้ซะเอง จึงได้เงียบไปเป็นการรอรับความตาย เซาโลฟาดดาบแส้ซ้ำลงไปหัวของหลี่หวู่หมิงขาดกระเด็นไปแล้ว ทหารหลวงมาล้อมเซาโลเอาไว้ แต่อวี่จิ้งเซียงตามมาด้วย เลยรีบห้าม “เขามากับข้า”ทหารหลวงลดอาวุธลง อวี่จิ้งเซียงมองร่างของหลี่หวู่หมิงที่กลายเป็นผงไปแล้ว เธอก็นึกเสีย

  • อ้าวเฮ้ย ! ข้าไม่ใช่โอสถทิพย์ของพวกเจ้านะโว้ย    15/1

    ตอนที่ 15ซุ่นมู่ซานส่ายหน้าแล้วพูดว่า “ข้าไม่เอาแล้วล่ะ พอกันที ข้าเป็นมือปราบ เป็นหมอ สู้กับคน รักษาคน ข้าไม่ได้จะมาต่อสู้กับปีศาจแบบนี้” “นี่ท่านหมายความว่าอะไร ท่านจะไม่ต่อสู้แล้วเหรอ” “ข้าขอโทษ ตอนนี้ข้าไม่กล้าแม้แต่จะกำหมัด ตอนที่พี่เฟิ้งตาย ข้าเพิ่งเคยเห็นเขามีสีหน้าหวาดกลัวขนาดนั้น แล้วหลังจากนั้นพี่เฟิ้งก็กลายเป็นปีศาจไร้ความรู้สึกให้ข้าไปต่อสู้อีกเหรอ ข้าไม่ไหวจริง ๆ เรื่องการต่อสู้แบบนี้ข้าทำไม่ได้แล้ว แต่ข้าจะคอยรักษาคนเจ็บคนป่วยต่อไปก็แล้วกัน มันก็ถือว่าเป็นช่วยชาติ ช่วยประชาชนได้เหมือนกันล่ะ ข้าไม่คิดจะเอาชีวิตไปแลกหรอกนะ เพราะข้าจะช่วยคนอื่นได้มากกว่าถ้าข้ามีชีวิตอยู่ต่อไป” ซุ่นมู่ซานตอบ อวี่จิ้งเซียงมองซุ่นมู่ซานแม้ว่ามันอาจไม่ใช่อย่างที่นางต้องการ แต่นางก็เข้าใจเขา ยังไงคนเราก็รักตัวกลัวตายทั้งนั้น “งั้นข้าขอให้ท่านโชคดีแล้วกันนะ ขอให้รักษาคนให้ได้มาก ๆ ก็แล้วกัน” อวี่จิ้งเซียงพูด “เจ้าเองก็ด้วย ข้าขอให้โชคดีและปลอดภัยนะ และข้าช่วยได้แค่นี้” หลังอวยพรเสร็จเขาก็ส่งขวดยาให้“นี่ยาถอนพิษ อาจช่วยเจ้าได้ข้าขอล

  • อ้าวเฮ้ย ! ข้าไม่ใช่โอสถทิพย์ของพวกเจ้านะโว้ย    14/2

    “อินรูโต๊ะ !”เลือดพุ่งออกมาจากแผลที่ข้อมือของเฮ่ยหลู่ต้งปิง เข้ามาในปากของเซาโล แขนของเฮ่ยหลู่ ต้งปิงถึงกับชาจนขยับไม่ได้ กระบี่เหรียญที่แทงร่างของเซาโลกระเด็นหลุดจากร่าง เฮ่ยหลี่ต้งปิงเสียเลือดไปมากจนยืนไม่อยู่ เซาโลเดินเข้ามาใกล้ขึ้นเรื่อย ๆ ตอนนี้เฮ่ยหลู่ต้งปิงอ่อนแรงจนทำอะไรไม่ได้แล้ว เซาโลฟาดอาวุธเข้าไปที่คอของเฮ่ยหลี่ต้นปิง หัวเขาขาดกระเด็น อวี่จิ้งเซียงเธอต้องคอยหลบ กู่และใช้ร่มจัดการ แต่อยู่ ๆ เธอก็หน้ามืดเข่าอ่อน และคนที่อยู่ใกล้ ๆ อีกหลายคนก็มีอาการแบบเดียวกัน “รู้ตัวช้านะ เจ้าสูดลมพิษของข้าไปแล้ว ไม่ต้องกลัวหรอกไม่ถึงตายหรอก แต่เจ้าไม่รอดจากกู่ของข้า แน่ ๆ ” เมื่อเฮ่ยเหอเซียงกู่พูดจบ กู่ทั้งฝูงก็กำลังจะเล่นงานอวี่จิ้งเซียง แต่ว่า เหล่ากู่โดนอาวุธของเซาโลทำลายไปทั้งหมดแล้ว “แก ! ทำไมพิษมันไม่ได้ผล” เฮ่ยเหอเซียงกู่ตกใจมาก “คิดว่าข้าเป็นมนุษย์หรือไงจะได้แพ้พิษนี่” มีกู่ตัวหนึ่งพุ่งเข้ามาหาเซาโล เขาใช้ปากกัดมันเคี้ยวก่อนจะคายออกมา “รสชาติไม่ได้เรื่องเลย นึกว่าจะเผ็ดกว่านี้ซะอีก” เฮ่ยเหอเซียงกู่เริ่

  • อ้าวเฮ้ย ! ข้าไม่ใช่โอสถทิพย์ของพวกเจ้านะโว้ย    14/1

    ตอนที่ 14 “อะไรกัน ใจร้อนจังนะพ่อหนุ่ม แค่กอดเองจะอะไรนักหนาเหรอ ไม่รู้เหรอว่าพวกเรากับท่านอ๋องเป็นอะไรกัน” อลิซพูดจบก็กลับไปอยู่ข้าง ๆ ท่านอ๋องเหมือนเดิม “หมายความว่าอะไรกันขอรับท่านอ๋อง” เฟิ่งต้ายงพูดด้วยน้ำเสียงแปลกใจ อลันกับอลิซเลยผลัดกันจูบท่านอ๋องต่อหน้าทั้งสามคน ทั้งสามทำไม่หน้าถูก ตะลึงกับภาพที่เห็น “ยังไม่ชัดเจนอีกเหรอ ท่านอ๋องเป็นของพวกเราไงล่ะ” อลันพูดและส่งสายตาไปให้ทั้งสาม อลิซก็เหมือนกันทำให้ทั้งสามคนขนลุกแปลก ๆ “อย่าได้แปลกใจไป สองคนนี่ได้มอบพลังให้กับข้า” ท่านอ๋องหลี่หวู่หมิงพูดน้ำเสียงของเขาดูล่องลอย “ท่านใช้โอสถทิพย์ไปแล้วเหรอขอรับ” ซุ่นมู่ซานพูดด้วยความตื่นเต้น ทั้งอลันและอลิซส่งเสียงหัวเราะดังลั่น “แหม ๆ ไม่น่าจะเรียกว่าใช้หรอกนะ เราแค่มีความสุขด้วยกันจะดีกว่านะ” อลิซพูดพลางไปนั่งตักของท่านอ๋อง “แปลว่าท่านจะเอาพลังไปรักษาฮ่องเต้สินะขอรับ” เฟิงต้ายงพูดด้วยสายตาแห่งความหวัง ท่านอ๋อง หลี่หวู่หมิงนิ่งไปก่อนจะพูดว่า “คิดว่าข้าจะเอาพลังนี่ไปช่วยฮ่องเต้ขี้โรคนั่นจริง ๆ เหรอ”เม

  • อ้าวเฮ้ย ! ข้าไม่ใช่โอสถทิพย์ของพวกเจ้านะโว้ย    13/2

    “เด เม อัด เม” ดาบแส้อาวุธคู่กายกลับมาอยู่ในมือของเซาโล เขามองไปที่ทั้งสี่ แล้วเรียกหาบิงโก้ แต่กลับไม่เสียงตอบรับ เซาโลเลยวิ่งไปที่อีกห้องด้วยความเร็วทำให้ทั้งสี่ลงมือไม่ทัน “ตามมันไปเร็วเข้า” เฟิ่งต้ายงพูด ทุกคนตามไปทันทีเซาโลเข้ามาให้ห้องหนึ่ง มีพวกสาวกอยู่นั้นกลุ่มหนึ่ง เขาเห็นร่างของบิงโก้โดนตัดแขนขา ตัวถูกเกี่ยวเอาไว้ เซาโลโกรธจัดฟาดฟันอาวุธใส่พวกสาวกนั่นทันที พวกเขาได้แผลยาวกันทุกคน“อินรูโต๊ะ” เลือดพุ่งเข้ามาในปากของเขา และเขาก็ปล่อยบิงโก้ลงมา ตอนนี้บิงโก้มองเขา แล้วพูดว่า“นายท่านปลอดภัยแล้วสินะขอรับ”“ยังจะมาห่วงข้าทำไม ไม่ดูตัวเองก่อนล่ะ” เซาโลพูดแม้น้ำเสียงของเขาฟังดูเรียบเฉย แต่หากมองตาเขา ดี ๆ ตอนนี้มันเต็มไปด้วยความเศร้า เขาก้มและพยายามต่อแขนขาคืนกับให้กับบิงโก้ เถียวเสี่ยวฟู่กำลังดีดพิณเพื่อใช้เสียงพิณเล่นงานแต่ อวี่จิ้งเซียงห้ามเอาไว้ก่อน“ตอนนี้เขาไม่เป็นอันตรายหรอก เชื่อสิ ให้เขาได้บอกลากันเถอะ”ไม่ว่าเซาโลจะทำยังไงก็ต่อแขนขาคืนให้บิงโก้ไม่ได้ “พวกมันใช้อาคมตัดร่างกายข้า มันต่อคืนไม่ได้หรอกขอรับ อย่าพยายามเลย” บิงโก้พูดทำให้เซาโลนิ่งไปพักใหญ่ ตั้งแต

  • อ้าวเฮ้ย ! ข้าไม่ใช่โอสถทิพย์ของพวกเจ้านะโว้ย    13/1

    ตอนที่ 13 “โอะ ๆ ก็เอาสิขอรับ ก็เป็นการประกาศให้โลกรู้ไปเลยท่านอ๋องผู้ยิ่งใหญ่ โดยคนต่างชาติพรากพรหมจรรย์ทางทวารไปแล้ว พวกข้าน่ะไม่มีอะไรให้เสียหรอกนะขอรับ แต่ท่านล่ะเป็นยังไงน่า” อลันพูดขึ้นมา ท่านอ๋องถึงกับพูดไม่ออก เหมือนใครเอาน้ำเย็นมาสาดจนชาไปทั้งตัว ถ้าเรื่องนี้รู้ถึงไหนก็อายถึงนั้น ชื่อเสียงของท่านอ๋องจะไม่เหลือชิ้นดี เผลอ ๆ อาจทำให้ท่านต้องถูกปลดจากตำแหน่งไป ไม่อาจโดนประหารไปเลย เลยก็ได้ เพราะสำหรับเชื่อพระวงศ์แล้วนี่มันเรื่องเสื่อมเสียที่สุดแล้ว ท่านอ๋องไม่มีทางเลือก อลิซหัวเราะคิก ๆ คัก ๆ อยู่ตรงหน้า “พวกเจ้าหลอกข้า อำนาจอะไรนั่นไม่มีจริงสินะ” อ๋องหลี่หวู่หมิงโวยวายเสียงดังลั่น น้ำตาไหลออกมาด้วยความคับแค้นใจ “อย่าพูดแบบนั้นพวกเรารักษาคำพูดเสมอนะขอรับ ท่านอ๋องเอาล่ะ ตามสัญญา ลุกขึ้นสิขอรับ” อลันพูดขึ้นมาเมื่อไม่มีทางเลือกอะไรอีกแล้ว หลี่หวู่หมิงลุกขึ้นมาอย่างว่าง่าย อลันไปยืนด้านหลังและกอดท่านอ๋องจากด้านหลังส่วนอลิซกอดท่านอ๋องจากหน้า กลายเป็นว่าตอนนี้ท่านอ๋องอยู่อ้อมกอดของทั้งสองคน แต่มันกลับไม่ได้ทำให้รู้สึกถึงความอบอุ่นเลยสักนิด ตรงกันข้า

  • อ้าวเฮ้ย ! ข้าไม่ใช่โอสถทิพย์ของพวกเจ้านะโว้ย    10.1

    ตอนที่ 10 “ก็ไม่มีอะไรมากหรอกข้าต้านพิษได้เพราะฝึกกับพิษมาตั้งแต่เด็ก ๆ แล้ว” แต่อีกฝ่ายก็มีแค่มือเปล่า นักดาบเลยได้ใจเข้าต่อสู้ทันที แต่กลายเป็นซุ่นมู่ซานก้าวเท้าหลบด้วยความเร็วที่เหนือชั้น ทำให้อีกฝ่ายฟันไม่ถูกสักที เขาซัดขวดยาไปทางนักดาบแต่มันหลบได้ “ซัดไปทางไหนกัน” นักดาบเยา

  • อ้าวเฮ้ย ! ข้าไม่ใช่โอสถทิพย์ของพวกเจ้านะโว้ย    9.2

    อวี่จิ้งเซียงถอนใจก่อนที่จะเล่าให้ฟังต่อ“สุดท้ายข้าเลยปลอมตัวไปสอบจอหงวน แต่กรรมการคุมสอบวันนั้นดันเป็นท่านอ๋องหลี่หวู่หมิงซึ่งเขาจับได้ว่าข้าเป็นสตรีปลอมตัวมา แต่เมื่อท่านอ๋องได้ทดสอบความรู้ของข้า ท่านอ๋องเห็นว่าเองก็มีความสามารถก็เลย ได้มาเป็นมือปราบนี่ล่ะ”“ขอบคุณที่เล่าเรื่องดี ๆ แบบนี้ให้ฟังน

  • อ้าวเฮ้ย ! ข้าไม่ใช่โอสถทิพย์ของพวกเจ้านะโว้ย    ตอนที่ 9

    ตอนที่ 9 “นายท่าน” บิงโก้ตะลึงทำให้เขาไม่ระวังตัว เลยโดนแปะยันต์ไปทำให้หมดพลัง เข่าอ่อนแทบจะยืนไม่ได้อวี่จิ้งเซี่ยงเดินตรงมาหาเขา และกำลังจะเอาร่มแทง แต่เซาโลพุ่งมาจับข้อมือของอวี่จิ้งเซี่ยงเอาไว้ แม้ตอนนี้เขาจะบาดเจ็บและพละกำลังน้อยลง แต่เขาก็ยังแข็งแรงพอที่จะบีบมือให้เธอเจ็บ ร่มหลุดจากมือ

  • อ้าวเฮ้ย ! ข้าไม่ใช่โอสถทิพย์ของพวกเจ้านะโว้ย    8.2

    “พวกแวมไพร์มันมีราชาอยู่ แต่ราชาของพวกมันหายสาปสูญไปนานแล้ว เหลือแต่ขุนพลเจ็ดตระกูล ถ้าอิงตามอาวุธที่เจ้าบอก มันคือ แวมไพร์ตระกูลมอลคอส ถือเป็นญาติของราชาของพวกมันโดยตรงเลยน่ะสิ จัดว่าเป็นตัวอันตรายเลยล่ะ” เมื่อบาดหลวงพูดจบ ทุกคนหน้าซีดเผือด คั่งหวั่นฟางก็รีบถามว่า “มันมาที่

Bab Lainnya
Jelajahi dan baca novel bagus secara gratis
Akses gratis ke berbagai novel bagus di aplikasi GoodNovel. Unduh buku yang kamu suka dan baca di mana saja & kapan saja.
Baca buku gratis di Aplikasi
Pindai kode untuk membaca di Aplikasi
DMCA.com Protection Status