เข้าสู่ระบบม่านราตรียังคงคลี่คลุมห่มนภากว้าง ดวงดาราพราวพร่างส่องแสงสีนวลไปทั่วบริเวณ
ท่ามกลางความมืดมัวสลัวราง หลังพุ่มไม้ห่างออกมาทางฝั่งประจิมนอกเรือนพักส่วนพระองค์ของรุ่ยอ๋อง พลันปรากฏเงาร่างกลุ่มคนในอาภรณ์สีดำสนิทปกปิดใบหน้ามิดชิด มีสุ้มเสียงทุ้มห้าวของบุรุษผู้หนึ่งเอ่ยขึ้นอย่างไม่สบอารมณ์
“ข้าสั่งให้เจ้าคอยจับตาดูสถานการณ์เงียบๆ เพียงแค่ลอบติดตามสาวงามที่ถูกคัดเลือกปรนนิบัติ รอจังหวะเผลอไผลเข้าจู่โจมเท่านั้น เหตุใดจึงเสนอตัวไม่ทราบ?”
ซวงอี๋ที่ยามนี้อยู่ในอาภรณ์สีดำปิดบังใบหน้าเผยเพียงดวงตาเช่นกันเอ่ยตอบอย่างระมัดระวัง
“เรียนท่านหัวหน้า ในบรรดาสาวงามทั้งหมด มีสตรีนามว่าเย่เสียที่เก่งกาจที่สุด สะคราญโฉมที่สุด ทว่านางกลับปฏิเสธเสียงแข็ง จะอย่างไรก็ไม่ยอมเข้าหารุ่ยอ๋อง ข้าจึงเกรงว่าแผนการของพวกเราจะมีปัญหาจึงเสนอตัวอย่างหวังดีเจ้าค่ะ”
บุรุษคนเดิมแค่นเสียงเย็นชา “เฮอะ! มิใช่ว่าเจ้าบังอาจหลงรักปักใจรุ่ยอ๋องผู้นั้นกระทั่งต้องการเข้าหาด้วยตัวเองรึ?”
ซวงอี๋ลอบกลอกตาแวบหนึ่งอย่างเอือมระอา ในใจพลันนึกถึงเมื่อครั้งที่เคยแอบเห็นรุ่ยอ๋องปลดหน้ากาก
เขารูปงามมาก หล่อเหลาปานนั้น จนนางเก็บไปฝันทั้งคืนวัน ทำอย่างไรก็ลืมไม่ลง คิดว่าก่อนสังหารเขาให้ตายตก มิสู้ขอเสพสมอย่างมีความสุขกับเขาก่อนสักหลายรอบถึงจะนับว่าคุ้มค่าที่เสียเวลาปลอมตัวเป็นคณิกามานาน
ระหว่างคะนึงยังเอ่ยปากแก้ตัวด้วยเส้นเสียงหนักแน่น
“จะเป็นไปได้อย่างไรเล่า แม้ร่างกายข้าเปื้อนราคี แต่ใจภักดีของข้าย่อมเป็นของท่านหัวหน้าเท่านั้น”
เมื่อได้ยินวาจาน่าฟัง ชายร่างใหญ่ผู้เป็นหัวหน้าจึงคลายโทสะลง ความหวาดระแวงต่อเสน่หาล้ำเลิศของถังไห่เฉิงที่อาจทำให้ซวงอี๋ตกบ่วงจนดวงตามืดบอดพลันตกไป แผนการล้มเหลวเพราะบังเกิดรักปักใจต่อศัตรูย่อมไม่เกิดขึ้น
เขาไม่เอ่ยสิ่งใดอีก เพียงพากลุ่มคนซุ่มดูสถานการณ์ภายในเรือนพักของรุ่ยอ๋องตรงหลังพุ่มไม้ต่อไป
คนผู้นี้มีนามว่าต้าเจิง เป็นมือสังหารระดับพระกาฬจากต่างแคว้นที่ระรานต้าถังมาช้านาน
เขาได้รับพระบัญชาจากจักรพรรดิแคว้นจ้าว ให้ปลอมตัวเข้ามาเป็นทหารประจำค่ายชายแดนแห่งนี้
จากตำแหน่งพลทหารเล็ก ๆ กระทั่งได้เป็นหัวหน้าดูแลเรือนพัก ได้รับสิทธิ์จัดการความสำราญให้เหล่าทหาร หนึ่งในขั้นตอนตัดทอนกำลังกองทัพ ทว่าเรื่องกลับยากเย็นแสนเข็น มิอาจลงมือได้ง่ายโดยไร้ช่องโหว่ การกระทำใด ๆ ยังต้องใจเย็น
ตัวเขาต้องแสร้งแย้มยิ้มโง่งม ทำตามหน้าที่ด้วยหวังดีต่อทุกคน ประจบเอาใจอย่างเปิดเผย ยังผลให้รอดตัวได้ทุกครั้ง
เมื่อรุ่ยอ๋องถังไห่เฉิงเดินทัพมาพำนัก นับว่าเป็นโอกาสอันเหมาะเจาะ อาศัยจังหวะที่มีสาวงามมากมายจากหอเหินหย่าเข้ามาให้ความสำราญแก่เหล่าทหาร เขาจึงใช้ตำแหน่งหัวหน้าถือวิสาสะส่งสาวงามให้ถึงเรือนส่วนพระองค์
ซวงอี๋ซึ่งเป็นคนของเขายังปลอมตัวเป็นคณิกาเนิ่นนาน เคยส่งไปแล้วกลับถูกไล่ออกมาไม่ต่างจากหมูตัวหนึ่ง
เขาจึงต้องเปลี่ยนแผนใหม่ โดยการรอจังหวะที่ผู้คุมหอส่งสาวงามคนอื่นที่มีฝีมือฉกาจด้านปรนนิบัติบุรุษไปแทน แล้วเฝ้ารอจังหวะเข้าจัดการในลำดับต่อไป
ช่วงเวลาแห่งการไต่บันไดสวรรค์ ชายใดบ้างไม่เผลอไผล
อาศัยจังหวะนั้นบนเตียงอุ่นยามร้อนรุ่มเร่งเร้าเอาแต่จะเสพสมอารมณ์กระสันคงไม่ยากหากจะลงมือสังหาร
นี่มิใช่ครั้งแรกที่เขากระทำ แต่ทุกครั้งกลับไม่เป็นผลเพราะรุ่ยอ๋องต้าถังไล่สาวงามออกมาอย่างโหดร้ายไร้หัวใจ
ระหว่างครุ่นคิดถึงความพยายามและความผิดหวังมานับครั้งไม่ถ้วนแต่ก็ยังไม่เข็ดเลยสักครา ต้าเจิงยังสังเกตการณ์เรือนพำนักส่วนพระองค์ต่อไป
เวลาล่วงเลยผ่านไปครู่ใหญ่...
ต้าเจิงสังเกตได้ว่าคณิกาที่ทางหอเหินหย่าส่งมาในคืนนี้ยังไม่ถูกไล่ออกมาเหมือนทุกครา
อา...ในที่สุด
หัวหน้ามือสังหารให้นึกลำพองใจเมื่อท้ายที่สุดความพยายามที่ผ่านมาไม่สูญเปล่า
รุ่ยอ๋องผู้เย็นชาแข็งแกร่งดุจศิลา ตกบ่วงสตรีจนได้!
ชั่วจังหวะยิ้มย่อง ต้าเจิงได้ยินซวงอี๋ถามขึ้นอย่างสงสัยว่า
“เหตุใดคืนนี้รอบเรือนรุ่ยอ๋องเงียบเชียบผิดปกติเหลือเกิน ท่านหัวหน้ามีการเปลี่ยนแผนอันใดหรือไม่?”
ต้าเจิงแค่นเสียงเย็น “ย่อมเป็นเช่นนั้น ลอบสังหารครานี้อาศัยยามที่จักรพรรดิเทียนเป่ยกำลังโกรธาเพราะพ่ายศึก จักรพรรดิจ้าวจึงส่งมือสังหารฝีมือฉกาจตามมาสมทบจนหมดสำนัก ใช้โอกาสช่วงนี้ที่ทหารต้าถังยังบาดเจ็บพักรักษาตัว พวกเรากับกองหนุนย่อมเด็ดหัวรุ่ยอ๋องแห่งต้าถังได้อย่างง่ายดาย โยนความผิดให้เทียนเป่ยจนสิ้น ยิงธนูเดียวได้เหยี่ยวถึงสองตัว”
จบคำก็โบกมือเบาๆ เป็นสัญญาณให้ทุกคนเคลื่อนกายว่องไว เกิดเป็นเงาดำวูบไหวสายหนึ่งไปตามพุ่มไม้
นอกจากมิได้กำจัดหญิงนางโลมชั้นต่ำและรับความดีความชอบที่เปิดโปงความชั่วของมัน นางกลับมีโทษถึงสองข้อหา ล่วงเกินรุ่ยอ๋องทางสายตาและล่วงล้ำอาณาเขตส่วนพระองค์แม้จะโง่งมและวู่วามจนเกินงาม ทว่าบัดนี้ช่านเย่ถึงได้ฉลาดขึ้นมาบ้าง นางตระหนักแล้วว่าตนผิดพลาดอย่างมหันต์นางประเมินนังสตรีน่ารังเกียจนั่นต่ำเกินไป แต่ยังไม่ทันคิดการณ์เพื่อเอาตัวรอด กระแสเสียงอำมหิตพลันดังขึ้นอีกครั้ง“พาตัวหมอหญิงไม่รู้ความผู้นี้ไปตบปากสั่งสอนห้าสิบที คุมขังในคุกมืดรอคำสั่งต่อไป”“...!?”โหดมาก...นอกจากไม่สามารถพูดได้หลายวันยังไม่อาจกินข้าวได้อีกด้วย ช่านเย่ได้อดตายเป็นแน่แท้ พลทหารที่ยืนรอรับใช้องค์เหนือหัวคิดในใจอย่างสังเวช พลางประสานหมัดค้อมศีรษะ “พ่ะย่ะค่ะ”“ท่ะ...ท่านอ๋อง ช่านเย่มิกล้าแล้วเพคะ”เสียงร้องโหยหวนของสตรีเกิดขึ้นทันทีเมื่อพลทหารสองนายเดินเข้ามาพร้อมรังสีสังหาร พวกเขากระชากร่างบอบบางของช่านเย่ขึ้นอย่างแรงไร้ซึ่งความปราณีใด ๆ คล้อยหลังพลทหารที่ลากตัวช่านเย่หายลับไปจากครรลองสายตา ถังไห่เฉิงจึงมองสิ่งของตรงหน้านิ่งๆภายใต้เนตรคมเข้มสีรัตติกาลยากคาดเดาห้วงอารมณ์ ในใจอ๋องหนุ่มนึกสงสัยครามครันว่าสตรีผู
นับว่าโชคดีที่ยามนั้นนางมีคัมภีร์พระธรรม ตำราคำสอนบาปกรรมช่วยกล่อมเกลาจิตใจมิให้ฟุ้งซ่าน นางอ่านหนังสือเหล่านั้นอย่างตรากตรำก่อนที่ทุกคนจะเอือมระอานางที่ดื้อรั้นเมื่อคิดได้ดังนั้น ลี่เซียนจึงนึกถึงตำรารัญจวนขึ้นมาได้ทว่าเมื่อมองหากลับไม่เจอในสาบเสื้อย่อมไม่มี ในแขนเสื้อชุดแดงก็ไม่เห็นเรียวคิ้วงามขมวดมุ่น ลี่เซียนค่อยๆ คิดว่าลืมไว้ที่ใด ท้ายที่สุดก็คิดออกว่าคงลืมไว้ในเรือนบัญชาการหากแต่นางไม่ได้รับอนุญาตให้ออกไปที่ใดนี่นาหญิงสาวครุ่นคิดลึกซึ้ง ครู่หนึ่งจึงมองชุดแดงตรงหน้าคำสั่งนั่นอยู่บนเงื่อนไขการใส่ชุดงามนี่นา ยามนี้นางมิได้ใส่ชุดที่ชอบ ย่อมออกไปได้แน่นอนว่าหญิงสาวไม่จำเป็นต้องเสียเวลาเดินกรีดกรายนางเพียงขับปราณบริสุทธิ์สายหนึ่ง ชั่วพริบตาร่างงามพลันอันตรธานหายไป อย่างไร้ร่องรอยแสงแดดสีทองค่อยๆ โรยตัว บ่งบอกเวลายามเย็นภายในห้องหนังสือของถังไห่เฉิงเริ่มมีการจุดเทียนเพิ่มโดยพลทหารรับใช้หลังโต๊ะสลักลายพยัคฆ์คำราม ร่างสูงใหญ่สง่างามนั่งนิ่งไม่ไหวติงใด ๆ บนโต๊ะมี ‘สิ่งของบางอย่าง’ วางไว้ในระดับสายตา ด้านหน้าของโต๊ะห่างเพียงสามก้าว มีร่างระหงของสตรียืนอย่างสำรวมแต่แววตากลับท
ถังไห่เฉิงใช้เวลาช่วงบ่ายไปกับการเขียนรายงานการรบเพื่อถวายฮ่องเต้ถังไท่หลินผู้เป็นพี่ชายเมื่อเสร็จจากงานในห้องหนังสือจึงเดินกลับมาที่ห้องหนึ่ง เพื่อยืนมองใครบางคนจากหน้าประตูห้องนี้เดิมทีเป็นห้องรับรองชั้นในอยู่ระหว่างห้องนอนกับห้องหนังสือของเขา แต่บัดนี้กลายเป็นห้องนอนของนางไปแล้วเขาสั่งให้คนเพิ่มตั่งยาว ม่านมุ้งและเครื่องเรือนครบครัน โดยไม่รู้เช่นกันว่าทำไปเพื่ออันใด ทั้ง ๆ ที่นางไม่น่าไว้ใจ ที่มาที่ไปยังไม่แน่ชัด แต่เขาไม่ถามไถ่ให้กระจ่างกลับซื้อตัวนางไว้ข้างกาย ท้ายที่สุด นอกจากไม่คิดถามถึงตัวตนแท้จริงอันเป็นสาระสำคัญ ถังไห่เฉิงยังสนใจอาการแปลกๆ ของลี่เซียนมากกว่าชายหนุ่มตัดสินใจเดินเข้าหาแม่นางผู้ซึมเศร้า“เจ้าเป็นอะไร?”สุ้มเสียงทุ้มต่ำทำลี่เซียนจำต้องวางผ้าลงโดยไว รีบปาดน้ำใสที่หางตาอย่างเร็วอึดใจต่อมา นางลุกขึ้นยืนแล้วกางแขนออกถังไห่เฉิงขมวดคิ้ว มองอย่างงุนงงยังไม่ทันได้ถาม คนงามพลันเดินหน้าแล้วโถมร่างนุ่มใส่ วงแขนเล็กยังกระชับเอวสอบแน่น“...!?”อีกครั้งที่ชายหนุ่มยังไม่ทันได้เอ่ยอันใด หญิงสาวผู้กำลังส่ายหน้าขลุกขลักตรงแผงอกกว้าง พลันส่งเสียงหวานนุ่มเล็ดลอดออกมา “ข้าจะ
นางไม่ชอบชุดทหารแบบนี้เอาเสียเลย ไม่งามเลยสักนิด สู้ชุดของพี่เย่เสียก็ไม่ได้ ลี่เซียนเริ่มเอาแต่ใจ โดยการหันหลังให้ถังไห่เฉิงไม่มองหน้า ไม่พูดจา ไม่สนใจเขาอีกอ๋องหนุ่มเห็นเช่นนั้นกลับรู้สึกดีอย่างประหลาดเขาหมุนกายไปนั่งลงที่โต๊ะกลมพลางเอ่ย “เจ้า...มานี่!”เสียงทุ้มเย็นชาเช่นทุกคราทว่าครั้งนี้กลับเจือความอบอุ่นผิดปกติ ผู้ถูกเรียกเอียงคอมองเล็กน้อย ก่อนค่อยๆ หมุนตัวเข้าหาอย่างไม่เต็มใจเลย“ท่านจะทำสิ่งใดอีก?”“ยืนนิ่งๆ”“...”แม้ดวงหน้าจะงอง้ำทว่าดวงเนตรกระจ่างใสที่ทอดมองกลับพร่างพราวดุจดวงดาวในคืนวสันต์ ยังผลให้บุรุษที่โต๊ะกลมยิ่งอารมณ์ดี วงหน้าหล่อเหลาประดับรอยยิ้มบางเบาตรงมุมปาก เนตรมังกรดำจัดเจือริ้วขบขันสายหนึ่งน้อยคนนักที่จะมีวาสนาได้ยลรุ่ยอ๋องที่เป็นเช่นนี้เมื่อฝ่ายสตรีหมุนกายมาหยุดยืนเบื้องหน้า ฝ่ามือหนาจึงช่วยจับสาบเสื้อให้เข้าที่ ผูกสายรัดเอวแน่น จับปกเสื้อให้มิดชิด ปิดถึงปลายคาง มีเพียงหน้าผากจรดคางมนที่เผยให้เห็นการแนบชิดเช่นนี้ ถังไห่เฉิงไม่เคยทำกับใคร ทว่าตั้งแต่เจอลี่เซียน เขากับนางกลับทำเรื่องสนิทสนมนับครั้งไม่ถ้วนเหลือเพียงสอดประสานเรือนกายแนบแน่นลึกซึ้งเท่านั้
ถังไห่เฉิงจ้องสตรีนางน้อยอย่างไม่เข้าใจว่าเหตุใดต้องหงุดหงิด แค่นางแต่งตัวงดงามปรากฏกายต่อธารกำนัลกลับดึงอารมณ์อันไร้สาระทั้งไม่คุ้นเคยเยี่ยงนั้นได้ ยิ่งเห็นนางไม่รู้สึกรู้สาว่าตนเองทำผิดอะไร เขาพลันร้อนรุ่มจนต้องระบายโทสะอ๋องหนุ่มเร่งตรึกตรองประคองสติ เริ่มคิดได้ว่าไม่เหมาะ เขาไม่ควรทำรุนแรงกับนางเฉกเช่นเมื่อคืนในห้องอาบน้ำ ภาพโลหิตไหลนองและบาดแผลบนกายนางไม่ควรเกิดขึ้นอีกเมื่อคิดได้เช่นนั้นฝ่ามือแกร่งที่จับตรึงเนื้อนุ่มจึงผ่อนแรง ทว่าในจังหวะที่กำลังมอบอิสระแก่นาง พลันได้ยินเสียงหวานใสเอ่ยต่ออย่างมีเหตุผลว่า“แต่มันเป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้จริงๆ หากว่าข้าจะน่าเอ็นดูจนเกินไป ผู้อื่นล้วนชื่นชมข้ามาแต่ไหนแต่ไร หลายคนมักจะชอบหยอกเย้าข้า พวกเขาชอบหยิกแก้มของข้าแรงๆ ผู้เฒ่าเคราขาวยังจับข้าให้นั่งลงบนตัก ข้ามิอาจทัดทานพวกเขาได้เลยสักครั้ง”หญิงสาวมิได้กล่าวเกินจริง เพราะตั้งแต่แบเบาะจนอายุแปดขวบ เหล่านักพรตในอารามผิงอันไม่มีใครไม่หยอกเอินนาง พวกเขาเรียกนางว่าเจ้าก้อนแป้ง ทั้งคิดว่านางเป็นซาลาเปาน้อยทว่าถังไห่เฉิงไหนเลยจะเข้าใจเฉกเช่นลี่เซียน นัยน์ตาคมลึกล้ำยาก
พี่เย่เสียบอกว่า นางนับเป็นสมบัติของเขาแล้ว ร่างกายของนางทุกส่วนคือของรุ่ยอ๋องถังไห่เฉิงนั่นคือสัจธรรมของชายผู้ไถ่ชีวิตหญิงคณิกาลี่เซียนที่ศึกษาพระธรรมคัมภีร์มาอย่างลึกซึ้งยาวนาน มีหรือจะไม่เข้าใจเรื่อง ‘สัจธรรม’ในขณะที่ฝ่ายหนึ่งพร้อมทำตามคำสั่งซึ่งแฝงไว้ด้วยโทสะอันไร้เหตุผล อีกฝ่ายกลับไม่เข้าใจอารมณ์แห่งตนขึ้นทุกขณะถังไห่เฉิงเพียงมองลี่เซียนเงียบงัน ดวงตาคมกริบเย็นชาเผยความไม่พอใจออกมา พาให้วงหน้าหล่อเหลามืดครึ้มเขาเอ่ยเสียงขรึม “รู้หรือไม่ว่าเหตุใดข้าจึงไถ่ตัวเจ้า”หญิงสาวนึกถึงประโยคของเย่เสียที่เน้นย้ำก่อนหน้านี้ พลางขยับยิ้มอ่อนโยนกล่าวเสียงใส“เพราะท่านโปรดปรานข้า”หางคิ้วบุรุษพลันกระตุกถังไห่เฉิงหรี่ตา “ย่อมไม่ใช่”ลี่เซียนหัวเราะเบาๆ นึกในใจ วาจาบุรุษเชื่อมิได้จริงๆ กลีบปากสีชมพูแย้มยิ้มละมุนเอ่ยเสียงนุ่มว่า “ข้าไม่เชื่อท่านหรอก เป็นบุรุษควรพูดจาให้น้อยลงหน่อยเถอะ”กล่าวจบยังก้มลงจิบชาต่อ ไม่รู้สึกรู้สาถึงชายตรงหน้าว่าคล้ายเมฆดำทะมึนลอยต่ำ บรรยากาศครึ้มฟ้าครึ้มฝนเต็มทีหากเอ่ยถึงบุรุษที่มีวาจาเปรียบประดุจทองคำยากหนักหนาที่ผู้ใดจักได้มีโอกาสเสวนาเอื้อนเอ่







